โกธนาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๖๑สตฺติเม ภิกฺขเว ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตการณา โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ กตเม สตฺต อิธ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ ทุพฺพณฺโณ อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส วณฺณวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กิญฺจาปิ โส โหติ สุนฺหาโต สุวิลิตฺโต กปฺปิตเกสมสฺสุ โอทาตวตฺถวาสโน อถโข โส ทุพฺพณฺโณ จ โหติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส สุขเสยฺยาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กิญฺจาปิ โส ปลฺลงฺเก เสติ โคนกตฺถเต ปฏิกตฺถเต ปฏลิกตฺถเต กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรเณ สอุตฺตรจฺฉเท อุภโตโลหิตกูปธาเน อถโข โส ทุกฺขญฺเญว เสติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น ปจุรตฺโถ อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส ปจุรตฺถตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต อนตฺถํปิ คเหตฺวา อตฺโถ เม คหิโตติ มญฺญติ อตฺถํปิ คเหตฺวา อนตฺโถ เม คหิโตติ มญฺญติ ตสฺสิเม ธมฺมา อญฺญมญฺญวิปจฺจนีกา คหิตา ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ โกธาภิภูตสฺส อยํ ภิกฺขเว ตติโย ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น โภควา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส โภควตาย นนฺทติ โกธนสฺส ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคลสฺส โกธาภิภูตสฺส โกธปเรตสฺส เยปิสฺส เต โหนฺติ โภคา อุฏฺฐานวิริยาธิคตา พาหาพลปริจิตา เสทาวกฺขิตฺตา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา เตปิ ราชาโน ราชโกสํ ปเวเสนฺติ โกธาภิภูตสฺส อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น ยสวา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส ยสวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต โยปิสฺส โหติ ยโส อปฺปมาทาธิคโต ตมฺหาปิ ธํสติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น มิตฺตวา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส มิตฺตวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต เยปิสฺส เต โหนฺติ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา เตปิ อารกา ตํ ปริวชฺเชนฺติ โกธาภิภูตํ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ {๖๑.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺยาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส สุคติคมเนน นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วาติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตการณา โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วาติ ฯ โกธโน ทุพฺพณฺโณ โหติ อโถ ทุกฺขมฺปิ เสติ โส อโถ อตฺถํ คเหตฺวาน อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ ตโต กาเยน วาจาย วธํ กตฺวาน โกธโน โกธาภิภูโต ปุริโส ธนชานึ นิคจฺฉติ โกธสมฺมทสมฺมตฺโต อายสกฺขํ นิคจฺฉติ ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ ปริวชฺเชนฺติ โกธนํ ฯ อนตฺถชนโน โกโธ โกโธ จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ ฯ ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ ปจฺฉา โส วิคเต โกเธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ ฯ ทุมฺมงฺกุยํ ปฐมํ ทสฺเสติ ธูมคฺคิมิว ปาวโก ยโต ปตายตี โกโธ เยน กุชฺฌนฺติ มาณวา ฯ นาสฺส หิรี น โอตฺตปฺปํ น วาโจ โหติ คารโว โกเธน อภิภูตสฺส น ทีปํ โหติ กิญฺจินํ ฯ ตปนียานิ กมฺมานิ ยานิ ธมฺเมหิ อารกา ตานิ อาโรจยิสฺสามิ ตํ สุณาถ ยถากถํ ฯ กุทฺโธ หิ ปิตรํ หนฺติ หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ กุทฺโธ หิ พฺราหฺมณํ หนฺติ หนฺติ กุทฺโธ ปุถุชฺชนํ ฯ ยาย มาตุ ภโต โปโส อิมํ โลกํ อเวกฺขติ ตมฺปิ ปาณททึ สนฺตึ หนฺติ กุทฺโธ ปุถุชฺชโน ฯ อตฺตูปมา หิ เต สตฺตา อตฺตา หิ ปรมํ ปิโย หนฺติ กุทฺโธ ปุถุตฺตานํ นานารูเปสุ มุจฺฉิโต อสินา หนฺติ อตฺตานํ วิสํ ขาทนฺติ มุจฺฉิตา รชฺชุยา พทฺธา มิยฺยนฺติ ปพฺพตามปิ กนฺทเร ฯ ภูตหจฺจานิ กมฺมานิ อตฺตมารณิยานิ จ กโรนฺตา นาวพุชฺฌนฺติ โกธชาโต ปราภโว ฯ อิตายํ โกธรูเปน มจฺจุปาโส คุหาสโย ตํ ทเมน สมุจฺฉินฺเท ปญฺญาวิริเยน ทิฏฺฐิยา เอกเมกํ อกุสลํ สมุจฺฉินฺเทถ ปณฺฑิโต ฯ ตเถว ธมฺเม สิกฺเขถ มา โน ทุมฺมงฺกุยํ อหุ ฯ วีตโกธา อนายาสา วีตโลภา อนุสฺสุกา ทนฺตา โกธํ ปหตฺวาน ปรินิพฺพสฺสถนาสวาติ ฯ อพฺยากตวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ อพฺยากโต ปุริสคติ ติสฺสสีหรกฺขิตปญฺจมํ ตตฺรวตมํ กิมฺมิโล สตฺตภริยาย โกธนา ฯ ------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. โกธนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ย่อมมาถึงบุคคลผู้มักโกรธ จะเป็นสตรี หรือบุรุษก็ตาม ธรรม ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้มีผิว พรรณทรามเถิด’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ศัตรู มีผิวพรรณงาม ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธ ครอบงำ โกรธจัดนี้ แม้อาบน้ำดีแล้ว ไล้ทาดีแล้ว ตัดผม โกนหนวดแล้วนุ่งผ้าขาวก็จริง แต่บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำนั้น ก็เป็นคนมีผิวพรรณทรามอยู่นั่นเอง นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ ที่ศัตรู มุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ๒. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้นอน เป็นทุกข์เถิด’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ศัตรู นอนสบาย ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ โกรธจัดนี้ แม้นอนอยู่บนเตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย ลาดด้วยพรม ขนสัตว์ ลาดด้วยเครื่องลาดมีลายรูปดอกไม้ มีเครื่องลาดหนังชะมด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑๑. โกธนสูตรเครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้างก็จริง แต่บุคคลผู้ ถูกความโกรธครอบงำนั้น ก็นอนเป็นทุกข์ อยู่นั่นเอง นี้เป็นธรรม ประการที่ ๒ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ๓. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้ อย่าได้ มีความเจริญเลย’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ ศัตรูมีความเจริญ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธ ครอบงำ โกรธจัดนี้ แม้ได้ความเสื่อมก็เข้าใจว่า ‘ตนได้ความเจริญ’ แม้ได้ความเจริญก็เข้าใจว่า ‘ตนได้ความเสื่อม’ ธรรมเหล่านี้เป็น ข้าศึกต่อกันและกัน ที่บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำนั้นยึดถือแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน นี้เป็นธรรมประการ ที่ ๓ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ๔. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้เป็นคน ไม่มีโภคทรัพย์เถิด’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ ศัตรูมีโภคทรัพย์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธ ครอบงำ โกรธจัดนี้ แม้มีโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมด้วยน้ำพักน้ำแรง อาบเหงื่อต่างน้ำ ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรมก็จริง แต่พระราชาก็รับสั่งให้ริบโภคทรัพย์ของบุคคล ผู้ถูกความโกรธครอบงำ นี้เป็นธรรมประการที่ ๔ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ๕. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้เป็น คนไม่มียศเถิด’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ศัตรู มียศ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ โกรธจัดนี้ แม้มียศที่ได้มาด้วยความไม่ประมาทก็จริง แต่บุคคลผู้ ถูกความโกรธครอบงำก็เสื่อมจากยศนั้น นี้เป็นธรรมประการที่ ๕ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ๖. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้เป็น คนไม่มีมิตรเถิด’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ศัตรู
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑๑. โกธนสูตรมีมิตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ โกรธจัดนี้ แม้มีมิตร อำมาตย์ ญาติ สาโลหิต ก็จริง แต่คน เหล่านั้นก็พากันหลีกเลี่ยงบุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำนั้นไปห่างไกล นี้เป็นธรรมประการที่ ๖ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ๗. ศัตรูในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อศัตรูอย่างนี้ว่า ‘ขอให้เจ้าคนนี้ หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเถิด’ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะศัตรูย่อมไม่ยินดีให้ศัตรูไปสู่สุคติ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ โกรธจัดนี้ ประพฤติทุจริต ทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจ หลังจาก ตายแล้ว ย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นธรรม ประการที่ ๗ ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล ที่ศัตรูมุ่งหมาย ที่ศัตรูพึงทำ ย่อมมา ถึงบุคคลผู้มักโกรธ จะเป็นสตรี หรือบุรุษก็ตาม บุคคลผู้มักโกรธนั้น มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ได้ความเจริญแล้ว ก็ยังถึงความเสื่อม บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ ทำการเข่นฆ่าทางกาย วาจา ย่อมประสบความเสื่อมทรัพย์ @เชิงอรรถ : @ อำมาตย์ หมายถึงเพื่อนที่รักกันมาก (สุหัชชา) สามารถปรึกษาหารือกันได้ทุกเรื่อง ทุกโอกาส@ญาติ หมายถึงบิดามารดาของสามีและเครือญาติฝ่ายบิดามารดาของสามี หรือบิดามารดาของภรรยาและ@เครือญาติฝ่ายบิดามารดาของภรรยา @สาโลหิต หมายถึงผู้ร่วมสายเลือดเดียวกัน ได้แก่ ปู่ หรือตา ย่า หรือยาย บิดาหรือมารดา บุตรหรือธิดา@พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว (เทียบ องฺ.ติก.อ. ๒/๗๖/๒๒๗, องฺ.ทสก.อ. ๓/๗๑/๓๕๘,@องฺ.ทสก.ฏีกา ๓/๗๑-๗๔/๔๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑๑. โกธนสูตร บุคคลผู้มัวเมาด้วยความมัวเมาเพราะโกรธ ย่อมถึงความเสื่อมยศ ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเว้นบุคคลผู้มักโกรธ ความโกรธก่อความเสียหาย ความโกรธทำจิตให้กำเริบ บุคคลผู้มักโกรธย่อมไม่รู้ภัยที่เกิดจากภายใน บุคคลผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ บุคคลผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธครอบงำนรชนในกาลใด ความมืดย่อมมีในกาลนั้น บุคคลผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยาก ก่อน เหมือนไฟแสดงควันก่อน ความโกรธเกิดขึ้นในกาลใด คนทั้งหลายย่อมโกรธในกาลนั้น บุคคลผู้โกรธไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีคำพูดที่น่าเคารพ บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำไม่มีความสว่างแม้แต่น้อย กรรมเหล่าใดห่างไกลจากธรรม เป็นเหตุให้เดือดร้อน เราจักบอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้นไปตามลำดับ @เชิงอรรถ : @ ความเก้อยาก ในที่นี้หมายถึงความทุศีล อาการที่ล่วงละเมิดสิกขาบท โดยไม่รู้สึกละอาย ไม่ยอมรับ ทั้งยัง@รุกรานสงฆ์ว่า ‘ท่านเห็น ท่านได้ยินหรือว่าข้าพเจ้าทำผิดอะไร พวกท่านยกอาบัติอะไรขึ้นปรับข้าพเจ้า’@(เทียบ องฺ.ทสก.อ. ๓/๓๑/๓๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค ๑๑. โกธนสูตร บุคคลผู้โกรธ ฆ่าบิดาก็ได้ บุคคลผู้โกรธ ฆ่ามารดาก็ได้ บุคคลผู้โกรธ ฆ่าพราหมณ์ ก็ได้ บุคคลผู้โกรธ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูกที่มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตามองโลกนี้ เป็นผู้มีกิเลสหนา โกรธขึ้นมา ย่อมฆ่าแม้มารดาผู้ให้ชีวิตนั้น สัตว์เหล่านั้นมีตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะตนเป็นที่รักอย่างยิ่ง ผู้โกรธหมกมุ่นในรูปต่างๆ ย่อมฆ่าตนเองเพราะเหตุต่างๆ คือฆ่าตนเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษตายบ้าง ใช้เชือกผูกคอตายบ้าง กระโดดลงในซอกเขาตายบ้าง คนเหล่านั้นเมื่อทำกรรม อันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตน ก็ไม่รู้สึก ความเสื่อมเกิดจากความโกรธ ตามที่กล่าวมา ความโกรธนี้ เป็นบ่วงแห่งมัจจุ มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย โดยรูปของความโกรธ พึงตัดความโกรธนั้นด้วยทมะ (ความข่มใจ) คือปัญญา ความเพียร และทิฏฐิ @เชิงอรรถ : @ พราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๔/๑๙๗) @ รูปต่างๆ ในที่นี้หมายถึงอารมณ์ต่างๆ (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๔/๑๙๗) @ ปัญญา ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาปัญญา (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๔/๑๙๗) @ ความเพียร ในที่นี้หมายถึงความเพียรทางกายและจิตอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา@(องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๔/๑๙๗) @ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงสัมมาทิฏฐิที่เป็นองค์แห่งอริยมรรค (องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๖๔/๑๙๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๒๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๖. อัพยากตวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรมแต่ละอย่าง พึงศึกษาในธรรมเหมือนอย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ‘ขอความเป็นผู้เก้อยากอย่าได้มีแก่เราทั้งหลาย’ บุคคลผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจากความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน โกธนสูตรที่ ๑๑ จบ อัพยากตวรรคที่ ๖ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัพยากตสูตร ๒. ปุริสคติสูตร ๓. ติสสพรหมสูตร ๔. สีหเสนาปติสูตร ๕. อรักเขยยสูตร ๖. กิมิลสูตร ๗. สัตตธัมมสูตร ๘. จปลายมานสูตร ๙. เมตตสูตร ๑๐. ภริยาสูตร ๑๑. โกธนสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๑๓๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโกธนาสูตรที่ ๑๑
โกธนาสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สปตฺตกนฺตา ได้แก่ เป็นที่ชอบใจ คือเป็นที่รักของผู้เป็นข้าศึก ผู้มีเวรต่อกัน คือเป็นผู้ตั้งอยู่ในภาวะที่ข้าศึกเหล่านั้นปรารถนาแล้ว.
บทว่า สปตฺตการณา ได้แก่ เป็นเหตุแห่งประโยชน์ของผู้เป็นข้าศึก ผู้มีเวรต่อกัน.
บทว่า โกธปเรโต ได้แก่ ผู้อยู่ในอำนาจความโกรธ.
บทว่า ปจุรตฺถตาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์เป็นอันมาก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลมาก.
บทว่า อนตฺถํปิ ได้แก่ แม้ซึ่งความไม่เจริญ.
บทว่า อตฺโถ เม คหิโต ความว่า เรายึดเอาแต่ความเจริญ.
บทว่า อโถ อตฺถํ คเหตฺวา ความว่า อนึ่ง ครั้นถือเอาความเจริญได้แล้ว.
บทว่า อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ ความว่า ย่อมกำหนดว่า เราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว.
บทว่า อธํ กตฺวาน ความว่า กระทำกรรมคือปาณาติบาตแล้ว.
บทว่า โกธสมฺมทสมฺมตฺโต ความว่า ผู้เมาแล้วด้วยความเมาคือความโกรธ. อธิบายว่า ผู้มีความเมาอันตนยึดถือจับต้องแล้ว.
บทว่า อายสกฺยํ ได้แก่ ซึ่งความไม่มียศ. อธิบายว่า เป็นผู้หายศมิได้ คือเป็นผู้ไรยศ.
บทว่า อนฺตรโต ชาตํ ได้แก่ เกิดขึ้นแล้วในภายใน.
บทว่า อตฺถํ น ชานาติ ความว่า ไม่รู้จักประโยชน์คือความเจริญ.
บทว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่เห็นธรรม คือสมถะและวิปัสสนา.
บทว่า อนฺธตมํ ความว่า ความมืดอันกระทำความบอด หรือความมืดตื้อ.
บทว่า สหเต ได้แก่ ย่อมครอบงำ.
บทว่า ทุมฺมงฺกุยํ ความว่า ซึ่งความเก้อยาก คือซึ่งความเป็นผู้ไม่มีอำนาจ คือความเป็นผู้มีหน้าถอดสี.
สองบทว่า ยโต ปตายติ ความว่า บังเกิดเมื่อใด.
บาทพระคาถาว่า น วาโจ โหติ คารโว ความว่า แม้ถ้อยคำก็ไม่น่าเป็นที่เคารพ.
บาทพระคาถาว่า น ทีปํ โหติ กิญจนํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าที่พึ่งไรๆ ย่อมไม่มี.
บทว่า ตปนิยานิ ได้แก่ กรรมอันทำความเดือดร้อนให้เกิด.
บทว่า ธมฺเมหิ ได้แก่ ด้วยธรรมคือสมถะและวิปัสสนา.
บทว่า อารกา แปลว่า ในที่ไกล.
บทว่า พฺราหฺมณํ ได้แก่ ซึ่งพราหมณ์ คือพระขีณาสพ.
บทว่า ยาย มาตุ ภโตความว่า ผู้อันมารดาใดเลี้ยง คือบำรุงเลี้ยงแล้ว.
บทว่า ปาณททึ สนฺตึ ได้แก่ ผู้ให้ชีวิตอยู่.
บทว่า หนฺติ กุทฺโธ ปุถุตฺตานํ ความว่า บุคคลผู้โกรธแล้วย่อมฆ่าตนเอง ด้วยเหตุผลต่างๆ เป็นอันมาก.
บทว่า นานารูเปสุ มุจฺฉิโต ความว่า เป็นผู้หมกมุ่นแล้วในอารมณ์ต่างๆ.
บทว่า รชฺชุยา พชฺฌ มียฺยนฺติ ความว่า ใช้เชือกผูกคอตาย.
บทว่า ปพฺพตามปิ กนฺทเร ความว่า กระโดดซอกภูเขาตายก็มี.
บทว่า ภูตหจฺจานิ ความว่า กำจัดความเจริญเสียแล้ว.
ศัพท์ว่า อิตายํ ตัดบทเป็น อิติ อยํ.
บทว่า ตํ ทเมน สมุจฺฉินฺเท ความว่า พึงตัดความโกรธได้ด้วยทมะความฝึกตน.
ถามว่า ด้วยทมะ ข้อไหน?
ตอบว่า ด้วยทมะ คือปัญญา วิริยะและทิฏฐิ.
บทว่า ปญฺญาวิริเยน ทิฏฐิยา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ด้วยความเพียรทางกาย และทางจิตอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา และด้วยสัมมาทิฏฐิในมรรคนั่นแหละ.
บทว่า ตเถว ธมฺเม สิกฺเขถ ความว่า บุคคลพึงตัดอกุศลเสียได้โดยประการใด พึงศึกษาแม้ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนาโดยประการนั้นนั่นแล.
บทว่า มา โน ทุมฺมงฺกุยํ อหุ ความว่า ปรารถนาประโยชน์นี้ว่า ขอความเป็นผู้เก้อยาก อย่าได้มีแล้วแก่เราทั้งหลาย.
บทว่า อนายาสา ได้แก่ ไม่มีความคับแค้น.
บทว่า อนุสฺสุกฺกา ความว่า ไม่ถึงความขวนขวายในที่ไหนๆ
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโกธนาสูตรที่ ๑๑ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัพยากตสูตร
๒. ปุริสคติสูตร
๓. ติสสสูตร
๔. สีหสูตร
๕. รักขิตสูตร
๖. กิมมิลสูตร
๗. สัตตธรรมสูตร
๘. โมคคัลลานสูตร
๙. ปุญญวิปากสูตร
๑๐. ภริยาสูตร
๑๑. โกธนาสูตร -----------------------------------------------------