ปฏิลีนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฏิลีนสูตร
ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร ปฏิลีโนติ วุจฺจติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ยานิ ตานิ ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปุถุปจฺเจกสจฺจานิ เสยฺยถีทํ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา สพฺพานิ ตานิ นุณฺณานิ โหนฺติ ปนุณฺณานิ จตฺตานิ วนฺตานิ มุตฺตานิ ปหีนานิ ปฏินิสฺสฏฺฐานิ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ โหติ ฯ {๓๘.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน กาเมสนา ปหีนา โหติ ภเวสนา ปหีนา โหติ พฺรหฺมจริเยสนา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน โหติ ฯ {๓๘.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร โหติ ฯ {๓๘.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิลีโน โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อสฺมิมาโน ปหีโน โหติ อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ คโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิลีโน โหติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ สมวยสฏฺเฐสโน ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร ปฏิลีโนติ วุจฺจติ ฯ กาเมสนา ภเวสนา พฺรหฺมจริเยสนา สห อิติ สจฺจปรามาโส ทิฏฺฐิฏฺฐานา สมุสฺสยา สพฺพราควิรตฺตสฺส ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโน เอสนา ปฏินิสฺสฏฺฐา ทิฏฺฐิฏฺฐานา สมูหตา ส เว สนฺโต สโต ภิกฺขุ ปสฺสทฺโธ อปราชิโต มานาภิสมยา พุทฺโธ ปฏิลีโนติ วุจฺจตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทา ได้แล้ว มีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้ว มีกายสังขารอันสงบระงับ เราเรียกว่าผู้มีการหลีกออกเร้นอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้วอย่างไร ทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างเป็นอันมาก ของสมณพราหมณ์ผู้มีกิเลสหนาแน่นเหล่าใด คือ เห็นว่า โลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด หรือว่าโลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ทิฏฐิสัจจะเหล่านั้นทั้งหมดอันภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรเทาได้แล้ว สละแล้วคายออกแล้ว ปล่อยแล้ว ละได้แล้ว สละคืนแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้วอย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาทั้งปวง อันสละแล้วอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีการแสวงหากามอันละได้แล้ว มีการแสวงหาภพอันละได้แล้ว มีการแสวงหาพรหมจรรย์อันสงบแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้ว อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบระงับอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันสงบระงับอย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละอัสมิมานะได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วนกระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะแต่ละอย่างอันบรรเทาได้แล้วมีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้ว มีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว เราเรียกว่าผู้หลีกออกเร้นอยู่ ฯ การแสวงหากาม การแสวงหาภพ กับการแสวงหาพรหมจรรย์ อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ สละคืนแล้ว การเชื่อถือสัจจะ และ ฐานะแห่งทิฐิทั้งหลาย อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ถอนขึ้นแล้ว ด้วยประการดังนี้ ภิกษุผู้สำรอกราคะทั้งปวง ผู้หลุดพ้นเพราะ สิ้นตัณหา สละคืนการแสวงหา ถอนฐานะแห่งทิฐิทั้งหลาย ได้แล้ว ภิกษุนั้นแล เป็นผู้สงบ มีสติ ระงับกายสังขาร เป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ เป็นผู้ตรัสรู้เพราะรู้เท่าถึงมานะ เราเรียกว่า เป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. ปฏิลีนสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลีกเร้น
ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุว่า ผู้มีปัจเจกสัจจะ อันบรรเทาได้ ผู้มี การแสวงหาอันสละได้ดี ผู้มีกายสังขารอันระงับได้ ผู้หลีกเร้น ภิกษุผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างไร คือ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมาก เช่น เห็นว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีกหลังจากตายแล้วตถาคต เกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ เหล่านั้นทั้งหมดของสมณะและพราหมณ์จำนวนมาก@เชิงอรรถ : @ ปัจเจกสัจจะ หมายถึงสัจจะที่แต่ละคนยึดถือตามความเห็นของตนว่า “นี้เท่านั้นจริง”@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙) @ ตถาคตในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้มาก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน)ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า@อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงสัตว์ (ดู ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๖๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๘. ปฏิลีนสูตร อันภิกษุในธรรมวินัยนี้บรรเทาได้ กำจัดได้ สละได้ คลายได้ ปล่อยวางได้ ละได้สละคืนได้ ภิกษุผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละการใฝ่หากาม ละการแสวงหาภพ ระงับการ แสวงหาพรหมจรรย์ได้ ภิกษุผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างนี้แล ภิกษุผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัส ดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ภิกษุผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างนี้แล ภิกษุผู้หลีกเร้น เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะ ได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือน ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ภิกษุผู้หลีกเร้น เป็นอย่างนี้แล เราเรียกภิกษุว่า ผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ ผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี ผู้มีกายสังขารอันระงับได้ ผู้หลีกเร้น ด้วยประการฉะนี้ @เชิงอรรถ : @ ละการใฝ่กาม หมายถึงละได้ด้วยอนาคามิมรรค (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙)@ ละการแสวงหาภพ หมายถึงละได้ด้วยอรหัตตมรรค (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙)@ ระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้ หมายถึงอัธยาศัยจิตใจที่มุ่งแสวงหาพรหมจรรย์ในชั้นสูงระงับไปด้วย@อรหัตตมรรค คือ เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้วก็ไม่ต้องแสวงหาพรหมจรรย์ต่อไป แต่การแสวงหาพรหมจรรย์@ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิจะระงับไปด้วยโสดาปัตติมรรค (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙)@ มีกายสังขารอันระงับได้ หมายถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออกระงับไป คือ มีอยู่เหมือนไม่มีด้วยอำนาจ@จตุตถฌาน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙) @ อัสมิมานะ หมายถึงมานะ (ความสำคัญตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้) ๙ ประการ คือ (๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา@สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัว@ว่าด้อยกว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๕) เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา@(๖) เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตัวว่าด้อยกว่าเขา (๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๘) เป็นผู้ด้อย@กว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา สำคัญตัวว่าด้อยกว่าเขา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๖๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๙. อุชชยสูตร การใฝ่หากาม การแสวงหาภพ และการแสวงหาพรหมจรรย์ อันภิกษุในธรรมวินัยนี้สละได้เด็ดขาดแล้ว การยึดถือว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จริงอันเป็นพื้นฐานแห่งทิฏฐิ ภิกษุถอนขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุผู้คลายกำหนัดได้ทั้งหมด หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ชื่อว่าสละคืนการแสวงหา ถอนรากฐานแห่งทิฏฐิได้ ภิกษุนั้นแลเป็นผู้สงบ มีสติ สงบระงับ ไม่พ่ายแพ้ ชื่อว่าเป็นพุทธะ เพราะละมานะได้ เราเรียกว่า ผู้หลีกเร้น ปฏิลีนสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฏิลีนสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในปฏิลีนสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ ได้แก่ ภิกษุชื่อว่าผู้มีปัจเจกสัจจะอันถ่ายถอนได้แล้ว เพราะว่า ทิฏฐิสัจจะกล่าวคือความเห็นแต่ละอย่าง เพราะยึดถือความเห็นแต่ละอย่าง อย่างนี้ว่า ความเห็นนี้เท่านั้นจริง นี้เท่านั้นจริง เธอถ่ายถอนคือกำจัดละได้แล้ว.
ในบทว่า สมวยสฏฺเฐสโน นี้ บทว่า สมวย แปลว่า ไม่บกพร่อง.
บทว่า สฏฺฐา แปลว่า สละแล้ว. ชื่อว่าสมวยสฏฺเฐสโน เพราะละเลิกการแสวงหาโดยสิ้นเชิง. อธิบายว่า ผู้ละเลิกการแสวงหาหมดทุกอย่างโดยชอบ.
บทว่า ปฏิลีโน แปลว่า ผู้หลีกเร้น คืออยู่ผู้เดียว.
บทว่า ปุถุชนสมณพฺราหฺมณานํ ได้แก่ สมณะและพราหมณ์เป็นอันมาก.
ในคำว่า สมณพฺราหฺมณานํ นี้ ก็คนที่เข้าไปบวชชื่อสมณะ. คนที่กล่าวว่าโภผู้เจริญ ชื่อว่าพราหมณ์.
บทว่า ปุถุปจฺเจกสจฺจานิ ได้แก่ สัจจะแต่ละอย่างเป็นอันมาก.
บทว่า นุณฺณานิ แปลว่า นำออกแล้ว. บทว่า ปนุณฺณานิ แปลว่า นำออกดีแล้ว. บทว่า จตฺตานิ แปลว่า สลัดแล้ว. บทว่า วนฺตานิ แปลว่า คายออกแล้ว. บทว่า มุตฺตานิ คือ ทำเครื่องผูกให้ขาดแล้ว. บทว่า ปหีนานิ แปลว่า ละได้แล้ว. บทว่า ปฏินิสฺสสฏฺฐานิ แปลว่า สละทิ้งไปแล้ว โดยที่จะไม่งอกขึ้นที่ใจอีก.
บทเหล่านี้ทุกบท เป็นคำใช้แทนความเสียสละ ซึ่งความยึดถือที่ยึดถือไว้แล้ว.
บทว่า กาเมสนา ปหีนา โหติ ได้แก่ การแสวงหากามเป็นอันละได้แล้วด้วยอนาคามิมรรค. ส่วนการแสวงหาภพเป็นอันกำลังละด้วยอรหัตมรรค แม้การแสวงหาพรหมจรรย์คืออัธยาศัยที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า เราจักเสาะแสวงพรหมจรรย์ดังนี้ ก็สงบระงับไปด้วยอรหัตมรรคนั่นเอง. ส่วนการแสวงหาทิฏฐิพรหมจรรย์ ก็พึงพูดได้ว่า ย่อมระงับไปด้วยโสดาปัตติมรรคอย่างเดียว.
บทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ความว่า กายสังขารระงับแล้วด้วยจตุตถฌาน อย่างนี้ก็ชื่อว่าลมอัสสาสะปัสสาสะสงบแล้ว.
บทว่า อสฺมิมาโน ได้แก่ มานะ ๘ อย่างที่เกิดขึ้นว่า เราเป็น.
คาถาทั้งหลาย พึงทราบวินิจฉัยดังนี้
การแสวงหานี้มี ๒ คือ การแสวงหากาม การแสวงหาภพ.
บทว่า พฺรหฺมจริเยสนา สห ความว่า การแสวงหานั่นเป็น ๓ คือ การแสวงหาพรหมจรรย์ รวมทั้งการแสวงหา ๒ นั้น พึงยืนหลักไว้ในที่นี้ แล้วประกอบความกับบทนี้ว่า เอสนา ปฏินิสฺสฏฺฐา ละเลิกการแสวงหา.
บทว่า อิติ สจฺจปรามาโส ทิฏฺฐิฏฐานา สมุสฺสยา ความว่า ความยึดถือว่า ดังนี้จริง ดังนี้จริง และที่ตั้งแห่งทิฏฐิ กล่าวคือทิฏฐินั่นเอง ที่เรียกว่าสมุสสยะ เพราะกายถูกธาตุ ๔ สร้างขึ้น คือยกขึ้นตั้งไว้ แม้หมดทุกอย่าง. พึงยืนหลักไว้ในที่นี้แล้วประกอบความกับบทนี้ว่า ทิฏฺฐิฏฺฐานา สมูหตา เพิกถอนกายที่ตั้งแห่งทิฏฐิ.
ถามว่า ใครละเลิกการแสวงหาเหล่านั้น และใครเพิกถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านั้นได้แล้ว.
ตอบว่า ภิกษุผู้คลายกำหนัดทั้งปวงแล้ว ได้วิมุตติเพราะสิ้นตัณหา ด้วยว่าภิกษุใดคลายความกำหนัดแล้วจากราคะทั้งปวง เป็นผู้ประกอบด้วยอรหัตผลวิมุตติที่เป็นไปเพราะสิ้นตัณหา คือเพราะดับสนิท ภิกษุนั้นละเลิกการแสวงหาได้แล้ว และเพิกถอนกายที่ตั้งแห่งทิฏฐิได้แล้ว.
บทว่า ส เว สนฺโต ความว่า ภิกษุนั้นคือเห็นปานนี้ ชื่อว่าสงบ เพราะกิเลสสงบ.
บทว่า ปสฺสทฺโธ ได้แก่ ระงับแล้ว ด้วยกายปัสสัทธิ และจิตตปัสสัทธิทั้งสอง.
บทว่า อปราชิโต ความว่า ชื่อว่าอันใครๆ ทำให้พ่ายแพ้ไม่ได้ เพราะชนะสรรพกิเลสเสร็จแล้ว.
บทว่า มานาภิสมยา คือ เพราะละมานะได้.
บทว่า พุทฺโธ ความว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔ ตั้งอยู่.
ด้วยเหตุนั้น ทั้งในพระสูตรนี้ ทั้งในพระคาถา จึงตรัสแต่ท่านผู้สิ้นอาสวะอย่างเดียว.
จบอรรถกถาปฏิลีนสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------