คยาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๖๑๗๑ เอกํ สมยํ ภควา คยายํ วิหรติ คยาสีเส ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯเปฯ ภควา เอตทโวจ ปุพฺพาหํ ภิกฺขเว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺโธ โพธิสตฺโตว สมาโน โอภาสํปิ โข สญฺชานามิ โน จ รูปานิ ปสฺสามิ {๑๖๑.๑} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ สเจ โข อหํ โอภาสญฺเจว สญฺชาเนยฺยํ รูปานิ จ ปสฺเสยฺยํ เอวมฺเม อิทํ ญาณทสฺสนํ ปริสุทฺธตรํ อสฺสาติ โส โข อหํ ภิกฺขเว อปเรน สมเยน อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต โอภาสญฺเจว สญฺชานามิ รูปานิ จ ปสฺสามิ โน จ โข ตาหิ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺฐามิ สลฺลปามิ สากจฺฉํ สมาปชฺชามิ {๑๖๑.๒} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ สเจ โข อหํ โอภาสญฺเจว สญฺชาเนยฺยํ รูปานิ จ ปสฺเสยฺยํ ตาหิ จ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺเฐยฺยํ สลฺลเปยฺยํ สากจฺฉํ สมาปชฺเชยฺยํ เอวมฺเม อิทํ ญาณทสฺสนํ ปริสุทฺธตรํ อสฺสาติ โส โข อหํ ภิกฺขเว อปเรน สมเยน อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต โอภาสญฺเจว สญฺชานามิ รูปานิ จ ปสฺสามิ ตาหิ จ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺฐามิ สลฺลปามิ สากจฺฉํ สมาปชฺชามิ โน จ โข ตา เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา อมุกมฺหา วา อมุกมฺหา วา เทวนิกายาติ {๑๖๑.๓} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ สเจ โข อหํ โอภาสญฺเจว สญฺชาเนยฺยํ รูปานิ จ ปสฺเสยฺยํ ตาหิ จ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺเฐยฺยํ สลฺลเปยฺยํ สากจฺฉํ สมาปชฺเชยฺยํ ตา จ เทวตา ชาเนยฺยํ อิมา เทวตา อมุกมฺหา วา อมุกมฺหา วา เทวนิกายาติ เอวมฺเม อิทํ ญาณทสฺสนํ ปริสุทฺธตรํ อสฺสาติ โส โข อหํ ภิกฺขเว อปเรน สมเยน อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต โอภาสญฺเจว สญฺชานามิ รูปานิ จ ปสฺสามิ ตาหิ จ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺฐามิ สลฺลปามิ สากจฺฉํ สมาปชฺชามิ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา อมุกมฺหา วา อมุกมฺหา วา เทวนิกายาติ โน จ โข ตา เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา อิมสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน อิโต จุตา ตตฺถ อุปปนฺนาติ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา อิมสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน อิโต จุตา ตตฺถ อุปปนฺนาติ โน จ โข ตา เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา เอวมาหารา เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวทินิโยติ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา เอวมาหารา เอวํสุขทุกฺข- ปฏิสํเวทินิโยติ โน จ โข ตา เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา เอวํทีฆายุกา เอวํจิรฏฺฐิติกาติ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา เอวํทีฆายุกา เอวํจิรฏฺฐิติกาติ โน จ โข ตา เทวตา ชานามิ ยทิ วา เม อิมาหิ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺนิวุตฺถปุพฺพํ ยทิ วา น สนฺนิวุตฺถปุพฺพนฺติ {๑๖๑.๔} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ สเจ โข อหํ โอภาสญฺเจว สญฺชาเนยฺยํ รูปานิ จ ปสฺเสยฺยํ ตาหิ จ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺเฐยฺยํ สลฺลเปยฺยํ สากจฺฉํ สมาปชฺเชยฺยํ ตา จ เทวตา ชาเนยฺยํ อิมา เทวตา อมุกมฺหา วา อมุกมฺหา วา เทวนิกายาติ ตา จ เทวตา ชาเนยฺยํ อิมา เทวตา อิมสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน อิโต จุตา ตตฺถ อุปปนฺนาติ ตา จ เทวตา ชาเนยฺยํ อิมา เทวตา เอวมาหารา เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวทินิโยติ ตา จ เทวตา ชาเนยฺยํ อิมา เทวตา เอวํทีฆายุกา เอวํจิรฏฺฐิติกาติ ตา จ เทวตา ชาเนยฺยํ ยทิ วา เม อิมาหิ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺนิวุตฺถปุพฺพํ ยทิ วา น สนฺนิวุตฺถปุพฺพนฺติ เอวมฺเม อิทํ ญาณทสฺสนํ ปริสุทฺธตรํ อสฺสาติ {๑๖๑.๕} โส โข อหํ ภิกฺขเว อปเรน สมเยน อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต โอภาสญฺเจว สญฺชานามิ รูปานิ จ ปสฺสามิ ตาหิ จ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺติฏฺฐามิ สลฺลปามิ สากจฺฉํ สมาปชฺชามิ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา อมุกมฺหา วา อมุกมฺหา วา เทวนิกายาติ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา อิมสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน อิโต จุตา ตตฺถ อุปปนฺนาติ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา เอวมาหารา เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวทินิโยติ ตา จ เทวตา ชานามิ อิมา เทวตา เอวํทีฆายุกา เอวํจิรฏฺฐิติกาติ ตา จ เทวตา ชานามิ ยทิ วา เม ตาหิ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺนิวุตฺถปุพฺพํ ยทิ วา น สนฺนิวุตฺถปุพฺพนฺติ {๑๖๑.๖} ยาวกีวญฺจ เม ภิกฺขเว เอวํ อฏฺฐปริวฏฺฏํ อธิเทวญาณทสฺสนํ น สุวิสุทฺธํ อโหสิ เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺญาสึ ยโต จ โข เม ภิกฺขเว เอวํ อฏฺฐปริวฏฺฏํ อธิเทวญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺญาสึ ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ อกุปฺปา เม เจโตวิมุตฺติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. คยาสีสสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่คยาสีสะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ เขตเมืองคยา ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ ๑. ก่อนจะตรัสรู้ เราเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ เรารู้โอภาส แต่ไม่ เห็นรูปทั้งหลาย ๒. เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ถ้าเรารู้โอภาสและเห็นรูปทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้ ญาณทัสสนะ นี้ของเราก็จะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น’ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงผู้บรรลุอรหัตตผลย่อมอยู่อย่างผาสุกทุกอิริยาบถ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๓/๒๗๐)@ โอภาส ในที่นี้หมายถึงทิพพจักขุญาณ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๔/๒๗๐) @ ญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงทัสสนะคือญาณที่เป็นทิพพจักษุ ในสูตรนี้กล่าวถึงญาณ ๘ คือ (๑) ทิพพจักขุ-@ญาณ (๒) อิทธวิธญาณ (๓) เจโตปริยญาณ (๔) ยถากัมมูปคญาณ (๕) อนาคตังสญาณ (๖) ปัจจุปปันนังส-@ญาณ (๗) อตีตังสญาณ (๘) ปุพเพนิวาสญาณ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๖๔/๒๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๔. คยาสีสสูตร สมัยต่อมา เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกาย และใจอยู่ รู้โอภาสและเห็นรูปทั้งหลาย แต่เราไม่ได้ยืนเจรจาปราศรัย กับเทวดาเหล่านั้น ๓. เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ถ้าเรารู้โอภาส เห็นรูปทั้งหลาย และยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้ ญาณ- ทัสสนะนี้ของเราก็จะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น’ สมัยต่อมา เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกาย และใจอยู่ รู้โอภาส เห็นรูปทั้งหลาย และยืนเจรจาปราศรัยกับ เทวดาเหล่านั้น แต่ไม่รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดานี้มาจากเทพ นิกายโน้นๆ’ ๔-๗. เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ถ้าเรารู้โอภาส เห็นรูปทั้งหลาย ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้น และรู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้ มาจากเทพนิกายโน้นๆ’ ด้วยอาการอย่างนี้ ญาณทัสสนะนี้ของเรา ก็จะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น’ สมัยต่อมา เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกาย และใจอยู่ รู้โอภาส เห็นรูปทั้งหลาย ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดา เหล่านั้น และรู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มาจากเทพ นิกายโน้นๆ’ แต่ไม่รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘ด้วยวิบากแห่งกรรมนี้ เทวดาเหล่านี้จุติจากภพนี้แล้ว จึงมาเกิดในภพนั้น’ ฯลฯ รู้จัก เทวดาเหล่านั้นว่า ‘ด้วยวิบากแห่งกรรมนี้ เทวดาเหล่านี้จุติจาก ภพนี้แล้ว จึงมาเกิดในภพนั้น’ แต่ไม่รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘ด้วย วิบากแห่งกรรมนี้ เทวดาเหล่านี้มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์ อย่างนี้’ ฯลฯ รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘ด้วยวิบากแห่งกรรมนี้ เทวดาเหล่านี้มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้’ แต่ไม่รู้จัก เทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มีอายุยืนอย่างนี้ ดำรงอยู่ได้นาน อย่างนี้’ ฯลฯ รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มีอายุยืนอย่างนี้ ดำรงอยู่ได้นานอย่างนี้’ แต่ไม่รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เราเคยอยู่ร่วม หรือไม่เคยอยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านี้’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๒. ภูมิจาลวรรค ๔. คยาสีสสูตร ๘. เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ถ้าเรารู้โอภาส เห็นรูปทั้งหลาย ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้น และรู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้ มาจากเทพนิกายโน้นๆ’ รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘ด้วยวิบากแห่ง กรรมนี้ เทวดาเหล่านี้จุติจากภพนี้แล้ว จึงมาเกิดในภพนั้น’ รู้จัก เทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์ อย่างนี้’ รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มีอายุยืนอย่างนี้ ดำรงอยู่ได้นานอย่างนี้’ และรู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เราเคยอยู่ร่วม หรือไม่เคยอยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านี้’ ญาณทัสสนะนี้ของเราก็จะ บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น’ สมัยต่อมา เรานั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกาย และใจอยู่ รู้โอภาส เห็นรูปทั้งหลาย ยืนเจรจาปราศรัยกับเทวดา เหล่านั้น และรู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้ มาจากเทพ นิกายโน้นๆ’ รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘ด้วยวิบากแห่งกรรมนี้ เทวดาเหล่านี้จุติจากภพนี้แล้ว จึงมาเกิดในภพนั้น’ รู้จักเทวดา เหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้’ รู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เทวดาเหล่านี้มีอายุยืนอย่างนี้ ดำรงอยู่ได้ นานอย่างนี้’ และรู้จักเทวดาเหล่านั้นว่า ‘เราเคยอยู่ร่วมหรือไม่เคย อยู่ร่วมกับเทวดาเหล่านี้’ อธิเทวญาณทัสสนะ(ความรู้ความเห็นเกี่ยวกับเทวดาผู้ยิ่ง)ของเรา ๘ ขั้นอย่างนี้ยังไม่หมดจดดีตราบใด เราก็ยังไม่ยืนยันว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์ตราบนั้น ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อธิเทวญาณทัสสนะของเรา ๘ ขั้นอย่างนี้หมดจดดีแล้วเมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ญาณทัสสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า ‘เจโตวิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายบัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก’ คยาสีสสูตรที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๓๖๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคยาสูตรที่ ๔
คยาสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า เพื่อจะตรัสบอกวิตกที่เกิดขึ้น ณ ที่ทำความเพียรของตนแก่ภิกษุสงฆ์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปุพฺพาหํ ภิกฺขเว.
บทว่า โอภาสํ ได้แก่ แสงสว่างแห่งทิพพจักขุญาณ.
บทว่า ญาณทสฺสนํ ได้แก่ ทัสสนะ กล่าวคือญาณอันเป็นตัวทิพยจักษุ.
บทว่า สนฺนิวุฏฺฐปุพฺพํ แปลว่า เคยอยู่ร่วมกัน.
แต่ในพระสูตรนี้ ญาณ ๘ นี้เท่านั้นมาเฉพาะในพระบาลีก่อน คือ ทิพยจักขุญาณ อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ อตีตังสญาณ ปุพเพนิวาสญาณ. แต่ตรัสรวมญาณเหล่านี้ คือ วิปัสสนาญาณ (๙) มรรคญาณ ผลญาณ ๔ ปัจจเวกขณญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ กับญาณ ๘ นั้น ย่อมเป็นอันชื่อว่าตรัสพระสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาคยาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------