อัคคิสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต อัคคิสูตรที่ ๒
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อุคฺคตสรีรสฺส พฺราหฺมณสฺส มหายญฺโญ อุปกฺขโฏ โหติ ปญฺจ อุสภสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ วจฺฉตรสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ วจฺฉตริสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ อชสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย ปญฺจ อุรพฺภสตานิ ถูณูปนีตานิ โหนฺติ ยญฺญตฺถาย อถโข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ {๔๔.๑} สุตํ เมตํ โภ โคตม อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ มยาปิ โข เอตํ พฺราหฺมณ สุตํ อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ โภ โคตม อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ มยาปิ โข เอตํ พฺราหฺมณ สุตํ อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ ฯ ตยิทํ โภ โคตม สเมติ โภโตเจว โคตมสฺส อมฺหากญฺจ ยทิทํ สพฺเพน สพฺพนฺติ ฯ {๔๔.๒} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท อุคฺคตสรีรํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ น โข พฺราหฺมณ ตถาคตา เอวํ ปุจฺฉิตพฺพา สุตํ เมตํ โภ โคตม อคฺคิสฺส อาธานํ ยูปสฺส อุสฺสาปนํ มหปฺผลํ โหติ มหานิสํสนฺติ เอวญฺจ โข พฺราหฺมณ ตถาคตา ปุจฺฉิตพฺพา อหญฺหิ ภนฺเต อคฺคึ อาธาตุกาโม ยูปํ อุสฺสาเปตุกาโม โอวทตุ มํ ภนฺเต ภควา อนุสาสตุ มํ ภนฺเต ภควา ยํ มม อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ {๔๔.๓} อถโข อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อหญฺหิ โภ โคตม อคฺคึ อาธาตุกาโม ยูปํ อุสฺสาเปตุกาโม โอวทตุ มํ ภวํ โคตโม อนุสาสตุ มํ ภวํ โคตโม ยํ มม อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ ตีณิ สตฺถานิ อุสฺสาเปติ อกุสลานิ ทุกฺขุทฺรยานิ ทุกฺขวิปากานิ ฯ กตมานิ ตีณิ กายสตฺถํ วจีสตฺถํ มโนสตฺถํ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ เอวํ จิตฺตํ อุปฺปาเทติ เอตฺตกา อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อชา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถายาติ โส ปุญฺญํ กโรมีติ อปุญฺญํ กโรติ กุสลํ กโรมีติ อกุสลํ กโรติ สุคติยา มคฺคํ ปริเยสามีติ ทุคฺคติยา มคฺคํ ปริเยสติ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิทํ ปฐมํ มโนสตฺถํ อุสฺสาเปติ อกุสลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ ฯ {๔๔.๔} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อคฺคึ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ เอวํ วาจํ ภาสติ เอตฺตกา อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อชา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย เอตฺตกา อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถายาติ โส ปุญฺญํ กโรมีติ อปุญฺญํ กโรติ กุสลํ กโรมีติ อกุสลํ กโรติ สุคติยา มคฺคํ ปริเยสามีติ ทุคฺคติยา มคฺคํ ปริเยสติ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิทํ ทุติยํ วจีสตฺถํ อุสฺสาเปติ อกุสลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ ฯ {๔๔.๕} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อคฺคึ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ สยํ ปฐมํ สมารภติ อุสภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ วจฺฉตรา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ วจฺฉตริโย หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ อชา หญฺญนฺตุ หญฺญตฺถาย สยํ ปฐมํ สมารภติ อุรพฺภา หญฺญนฺตุ ยญฺญตฺถายาติ โส ปุญฺญํ กโรมีติ อปุญฺญํ กโรติ กุสลํ กโรมีติ อกุสลํ กโรติ สุคติยา มคฺคํ ปริเยสามีติ ทุคฺคติยา มคฺคํ ปริเยสติ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิทํ ตติยํ กายสตฺถํ อุสฺสาเปติ อกุสลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากํ อคฺคึ พฺราหฺมณ อาเธนฺโต ยูปํ อุสฺสาเปนฺโต ปุพฺเพว ยญฺเญ อิมานิ ตีณิ สตฺถานิ อุสฺสาเปติ อกุสลานิ ทุกฺขุทฺรยานิ ทุกฺขวิปากานิ ฯ {๔๔.๖} ตโยเม พฺราหฺมณ อคฺคี ปหาตพฺพา ปริวชฺเชตพฺพา น เสวิตพฺพา ฯ กตเม ตโย ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ ฯ {๔๔.๗} กสฺมา จายํ พฺราหฺมณ ราคคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ รตฺโต โข พฺราหฺมณ ราเคน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตสฺมา จายํ ราคคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯ {๔๔.๘} กสฺมา จายํ พฺราหฺมณ โทสคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ทุฏฺโฐ โข พฺราหฺมณ โทเสน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตสฺมา จายํ โทสคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯ {๔๔.๙} กสฺมา จายํ พฺราหฺมณ โมหคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ มูโฬฺห โข พฺราหฺมณ โมเหน อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตสฺมา จายํ โมหคฺคิ ปหาตพฺโพ ปริวชฺเชตพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯ อิเม โข พฺราหฺมณ ตโย อคฺคี ปหาตพฺพา ปริชฺเชตพฺพา น เสวิตพฺพา ฯ {๔๔.๑๐} ตโยเม พฺราหฺมณ อคฺคี สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺพา ฯ กตเม ตโย อาหุเนยฺยคฺคิ คหปตคฺคิ ทกฺขิเณยฺยคฺคิ ฯ {๔๔.๑๑} กตโม จ พฺราหฺมณ อาหุเนยฺยคฺคิ อิธ พฺราหฺมณ ยสฺส เต โหนฺติ มาตาติ วา ปิตาติ วา อยํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ อาหุเนยฺยคฺคิ ตํ กิสฺส เหตุ อโตหายํ พฺราหฺมณ อาหุโต สมฺภูโต ตสฺมา จายํ อาหุเนยฺยคฺคิ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺโพ ฯ {๔๔.๑๒} กตโม จ พฺราหฺมณ คหปตคฺคิ อิธ พฺราหฺมณ ยสฺส เต โหนฺติ ปุตฺตาติ วา ทาราติ วา ทาสาติ วา เปสฺสาติ วา อยํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ คหปตคฺคิ ตสฺมา จายํ คหปตคฺคิ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺโพ ฯ {๔๔.๑๓} กตโม จ พฺราหฺมณ ทกฺขิเณยฺยคฺคิ อิธ พฺราหฺมณ เย เต สมณพฺราหฺมณา มทปฺปมาทา ปฏิวิรตา ขนฺติโสรจฺเจ นิวิฏฺฐา เอกมตฺตานํ ทเมนฺติ เอกมตฺตานํ สเมนฺติ เอกมตฺตานํ ปรินิพฺพาเปนฺติ อยํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ ทกฺขิเณยฺยคฺคิ ตสฺมา จายํ ทกฺขิเณยฺยคฺคิ สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺโพ ฯ อิเม โข พฺราหฺมณ ตโย อคฺคี สกฺกตฺวา ครุกตฺวา มาเนตฺวา ปูเชตฺวา สมฺมา สุขํ ปริหาตพฺพา ฯ {๔๔.๑๔} อยํ โข ปน พฺราหฺมณ กฏฺฐคฺคิ กาเลน กาลํ อุชฺชเลตพฺโพ กาเลน กาลํ อชฺฌุเปกฺขิตพฺโพ กาเลน กาลํ นิพฺพาเปตพฺโพ กาเลน กาลํ นิกฺขิปิตพฺโพติ ฯ เอวํ วุตฺเต อุคฺคตสรีโร พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตํ เอสาหํ โภ โคตโม ปญฺจ อุสภสตานิ มุญฺจามิ ชีวิตํ เทมิ ปญฺจ วจฺฉตรสตานิ มุญฺจามิ ชีวิตํ เทมิ ปญฺจ วจฺฉตริสตานิ มุญฺจามิ ชีวิตํ เทมิ ปญฺจ อชสตานิ มุญฺจามิ ชีวิตํ เทมิ ปญฺจ อุรพฺภสตานิ มุญฺจามิ ชีวิตํ เทมิ หริตานิ เจว ติณานิ ขาทนฺตุ สีตานิ จ ปานิยานิ ปิวนฺตุ สีโต จ เนสํ วาโต อุปวายตูติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อุคคต-*สรีรพราหมณ์ตระเตรียมมหายัญ โคผู้ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก พระผู้มี-*พระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓อุคคตสรีรพราหมณ์ก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อความทั้งหมดของข้าพระองค์ สมกันกับข้อความของท่านพระโคดม ฯ เมื่ออุคคตสรีรพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวกะอุคคตสรีรพราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านไม่ควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่าข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชา-*ยัญ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แต่ท่านควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญขอท่านพระโคดมโปรดตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นย่อมเงื้อศาตรา ๓ ชนิด อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ศาตรา ๓ ชนิดเป็นไฉน คือ ศาตราทางกาย ๑ ศาตราทางวาจา ๑ ศาตราทางใจ ๑ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อมเกิดความคิดอย่างนี้ว่า ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัวลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาคิดว่าจะทำบุญแต่กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล คิดว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางใจข้อที่ ๑ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไรมีทุกข์เป็นวิบาก ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นที่เดียว ย่อมกล่าววาจา (สั่ง) อย่างนี้ว่า จงฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัวลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาสั่งว่าจะทำบุญกลับทำบาป เขาสั่งว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล เขาสั่งว่าจะแสวงหาทางสุคติกลับแสวงหาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ เมื่อบุคคลจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางวาจาข้อที่ ๒ นี้ อันเป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อมลงมือด้วยตนเองก่อน คือต้องฆ่าโคผู้ ลูกโคผู้ ลูกโคเมียแพะ แกะ เพื่อบูชายัญ เขาลงมือว่าจะทำบุญ กลับทำบาป ลงมือว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล ลงมือว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียวย่อมเงื้อศาตราทางกายข้อที่ ๓ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดูกรพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตรา ๓ อย่างนี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดูกรพราหมณ์ ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ กองนี้ ๓ กองเป็นไฉนไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ดูกรพราหมณ์ ก็เพราะเหตุไรจึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ เพราะบุคคลผู้กำหนัดอันราคะครอบงำย่ำยีจิตย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้นประพฤติทุจริตทางกายทาง-*วาจาทางใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือผู้โกรธ อันโทสะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้โทสะนี้ เพราะบุคคลครั้นประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโทสะนี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ เพราะบุคคลผู้หลงอันโมหะครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้นประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ ดูกรพราหมณ์ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ กองนี้แล ดูกรพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ๓ กองเป็นไฉนคือ ไฟคืออาหุไนยบุคคล ๑ ไฟคือคหบดี ๑ ไฟคือทักขิไณยบุคคล ๑ ดูกรพราหมณ์ ก็ไฟคืออาหุไนยบุคคลเป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ คนในโลกนี้ คือมารดาหรือบิดา เรียกว่าไฟคืออาหุไนยบุคคล ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะบุคคลเกิดมาแต่มารดาบิดานี้ ฉะนั้น ไฟคืออาหุไนยบุคคล จึงควรสักการะ เคารพนับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือคหบดีเป็นไฉน คนในโลกนี้คือ บุตร ภรรยา ทาส หรือคนใช้ นี้เรียกว่าไฟคือคหบดี ฉะนั้น ไฟคือคหบดีจึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือทักขิไณยบุคคลเป็นไฉน สมณพราหมณ์ในโลกนี้ งดเว้นจากความมัวเมาประมาทตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนจิตใจให้สงบ ดับร้อนได้เป็นเอก นี้เรียกว่าไฟคือทักขิไณยบุคคล ฉะนั้น ไฟคือทักขิไณยบุคคลนี้ จึงควรสักการะ เคารพนับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ดูกรพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้แลควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ส่วนไฟที่เกิดแต่ไม้ พึงก่อให้โพลงขึ้น พึงเพ่งดู พึงดับ พึงเก็บไว้ตามกาลที่สมควร ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้จะปล่อยโคผู้ ๕๐๐ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ให้ชีวิตมัน พวกมันจะได้พากันไปกินหญ้าอันเขียวสด ดื่มน้ำเย็นสะอาด และรับลมอันเย็นสดชื่น ฯ จบสูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๕. มหายัญญวรรค ๔. ทุติยอัคคิสูตร ๔. ทุติยอัคคิสูตร ว่าด้วยไฟ สูตรที่ ๒
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล อุคคตสรีรพราหมณ์ตระเตรียมมหายัญ โคผู้ ๕๐๐ ตัวถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลัก เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัวถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ลูกโคตัวเมีย๕๐๐ ตัวถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ แพะ ๕๐๐ ตัวถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ แกะ ๕๐๐ ตัวถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลักเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ครั้งนั้นแล อุคคตสรีรพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกัน แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า ‘การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ แม้เราก็ได้สดับมาว่า ‘การก่อไฟการปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก” แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อุคคตสรีรพราหมณ์ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า ‘การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ แม้เราก็ได้สดับมาว่า ‘การก่อไฟการปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก” พราหมณ์กราบทูลว่า “ท่านพระโคดม ข้อความทั้งหมดของท่านพระโคดมและของข้าพเจ้าย่อมสมกัน” เมื่ออุคคตสรีรพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกับ อุคคตสรีรพราหมณ์ดังนี้ว่า “พราหมณ์ ท่านไม่ควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๗๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๕. มหายัญญวรรค ๔. ทุติยอัคคิสูตร‘ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า ‘การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก’ แต่ควรถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าประสงค์จะก่อไฟ ประสงค์จะปักหลักบูชายัญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดตักเตือนโปรดพร่ำสอนข้าพเจ้าถึงข้อที่จะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ข้าพเจ้าตลอดกาลนานเถิด” ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าประสงค์จะก่อไฟ ประสงค์จะปักหลักบูชายัญ ขอท่านพระโคดมโปรดตักเตือน โปรดพร่ำสอนข้าพเจ้าถึงข้อที่จะพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่ข้าพเจ้าตลอดกาลนานเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมเงื้อศัสตรา ๓ ชนิด ที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล ศัสตรา ๓ ชนิด อะไรบ้าง คือ ๑. ศัสตราทางกาย ๒. ศัสตราทางวาจา ๓. ศัสตราทางใจ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมคิดอย่างนี้ว่า ‘ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าลูกโคผู้เท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าลูกโคตัวเมียเท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าแพะเท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าแกะเท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ’เขาคิดว่า ‘จะทำบุญ’ แต่กลับทำสิ่งที่มิใช่บุญ คิดว่า ‘จะทำกุศล’ แต่กลับทำอกุศลคิดว่า ‘จะแสวงหาทางสุคติ’ แต่กลับแสวงหาทางทุคติ พราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมเงื้อศัสตราทางใจชนิดที่ ๑ นี้ ที่เป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า‘ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าลูกโคผู้เท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๗๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๕. มหายัญญวรรค ๔. ทุติยอัคคิสูตรการบูชายัญ ต้องฆ่าลูกโคตัวเมียเท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าแพะเท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ต้องฆ่าแกะเท่านี้ตัวเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ’เขาคิดว่า ‘จะทำบุญ’ แต่กลับทำสิ่งที่มิใช่บุญ คิดว่า ‘จะทำกุศล’ แต่กลับทำอกุศลคิดว่า ‘จะแสวงหาทางสุคติ’ แต่กลับแสวงหาทางทุคติ พราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมเงื้อศัสตราทางวาจาชนิดที่ ๒ นี้ที่เป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล บุคคลเมื่อจะก่อไฟปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ตนเองลงมือฆ่าโคผู้ ก่อนเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ตนเองลงมือฆ่าลูกโคผู้ก่อนเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ตนเองลงมือฆ่าลูกโคตัวเมียก่อนเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ตนเองลงมือฆ่าแพะก่อนเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ ตนเองลงมือฆ่าแกะก่อนเพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ เขาคิดว่า ‘จะทำบุญ’ แต่กลับทำสิ่งที่มิใช่บุญ คิดว่า ‘จะทำกุศล’ แต่กลับทำอกุศล คิดว่า ‘จะแสวงหาทางสุคติ’ แต่กลับแสวงหาทางทุคติ พราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมเงื้อศัสตราทางกายชนิดที่ ๓ นี้ที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล พราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟปักหลักบูชายัญ ก่อนที่จะบูชายัญ ย่อมเงื้อ ศัสตรา ๓ ชนิดนี้แล ที่เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล พราหมณ์ อัคคิ(ไฟ) ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้น ไม่ควรเสพ อัคคิ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ราคัคคิ (ไฟคือราคะ) ๒. โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ) ๓. โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ) เพราะเหตุไร ราคัคคินี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้น ไม่ควรเสพ เพราะบุคคลผู้มีราคะ ถูกราคะครอบงำ มีจิตถูกราคะกลุ้มรุม ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจ หลังจากตายแล้วเขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น ราคัคคินี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้นไม่ควรเสพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๗๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๕. มหายัญญวรรค ๔. ทุติยอัคคิสูตร เพราะเหตุไร โทสัคคินี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้น ไม่ควรเสพ เพราะบุคคลผู้มีโทสะ ถูกโทสะครอบงำ มีจิตถูกโทสะกลุ้มรุม ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจ หลังจากตายแล้วเขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น โทสัคคินี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรละควรเว้น ไม่ควรเสพ เพราะเหตุไร โมหัคคินี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้น ไม่ควรเสพ เพราะบุคคลผู้มีโมหะ ถูกโมหะครอบงำ มีจิตถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจ หลังจากตายแล้วเขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น โมหัคคินี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้นไม่ควรเสพ พราหมณ์ อัคคิ ๓ ประการนี้แล เป็นสิ่งที่ควรละ ควรเว้น ไม่ควรเสพ พราหมณ์ อัคคิ ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วบริหารให้เป็นสุขโดยชอบ อัคคิ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อาหุเนยยัคคิ ๒. คหปตัคคิ ๓. ทักขิเณยยัคคิ อาหุเนยยัคคิ เป็นอย่างไร คือ บุตรในโลกนี้มีมารดาหรือบิดา นี้เรียกว่า อาหุเนยยัคคิ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะบุตรเกิดมาจากมารดาบิดานี้ ฉะนั้น อาหุเนยยัคคินี้ จึงเป็นผู้ที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ คหปตัคคิ เป็นอย่างไร คือ คหบดีในโลกนี้มีบุตร ภรรยา ทาส คนใช้ หรือกรรมกร นี้เรียกว่า คหปตัคคิ ฉะนั้น คหปตัคคินี้ จึงเป็นผู้ที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๗๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ๕. มหายัญญวรรค ๔. ทุติยอัคคิสูตร ทักขิเณยยัคคิ เป็นอย่างไร คือ สมณพราหมณ์ผู้เว้นขาดจากความมัวเมาและประมาท ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกตนได้เป็นหนึ่ง ทำตนให้สงบได้เป็นหนึ่ง ทำตนให้ดับเย็นได้เป็นหนึ่งนี้เรียกว่า ทักขิเนยยัคคิ ฉะนั้น ทักขิเณยยัคคินี้ จึงเป็นผู้ที่ควรสักการะ เคารพนับถือ บูชา แล้วบริหารให้เป็นสุขโดยชอบ พราหมณ์ อัคคิ ๓ ประการนี้แล เป็นสิ่งที่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วบริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ส่วนกัฏฐัคคินี้ ต้องจุดตามกาลอันควร ต้องคอยดูตามกาลอันควร ต้องคอยดับตามกาลอันควร ต้องคอยเก็บตามกาลอันควร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุคคตสรีรพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนักฯลฯ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต ข้าพระองค์จะปล่อยโคผู้ ๕๐๐ ตัว ให้ชีวิตพวกมัน จะปล่อยลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัว ให้ชีวิตพวกมัน จะปล่อยลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว ให้ชีวิตพวกมันจะปล่อยแพะ ๕๐๐ ตัว ให้ชีวิตพวกมัน จะปล่อยแกะ ๕๐๐ ตัว ให้ชีวิตพวกมันพวกมันจะกินหญ้าสด ดื่มน้ำเย็นและรับลมเย็น” ทุติยอัคคิสูตรที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๗๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยอัคคิสูตรที่ ๔
ทุติยอัคคิสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุคฺคตสรีรสฺส ความว่า ได้ยินว่า พราหมณ์มหาศาลนั้นเป็นผู้สูงโดยอัตภาพ ถึงสารสมบัติโดยโภคะ เพราะเหตุนั้น จึงปรากฏชื่อว่าพราหมณ์ผู้มีตัวสูง.
บทว่า อุปกฺขโฏ ได้แก่ ตระเตรียม.
บทว่า ถูณูปนีตานิ ได้แก่ นำเข้าไปสู่เสา กล่าวคือหลักการกระทำบูชายัญ.
บทว่า ยญฺญตฺถาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การฆ่าบูชายัญ
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นจัดเตรียมเครื่องประกอบยัญทั้งหมดนั้นแล้ว คิดว่า
ได้ยินว่า พระสมณะโคดมเป็นผู้มีปัญญามาก พระองค์จักตรัสสรรเสริญยัญของเราหรือหนอ หรือว่าตรัสติเตียน เราจักทูลถามถึงจะรู้ด้วยเหตุนั้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า อคฺคิสฺส อาธานํ ความว่า การก่อไฟอันเป็นมงคล ๙ ประการเพื่อบูชายัญ. ด้วยบทว่า สพฺเพน สพฺพํ นี้ อุคคตสรีรพราหมณ์แสดงว่า สูตรทั้งหมดที่เราฟังมาแล้ว ย่อมเทียบเคียงกันได้ ย่อมเป็นอย่างเดียวกันกับสูตรทั้งหมด.
บทว่า สตฺถานิ ความว่า ที่ชื่อว่าศาสตร์ เพราะเป็นเหมือนสัตรา โดยอรรถว่าเป็นเครื่องเบียดเบียน.
บทว่า สยํ ปฐมํ สมารภติ ความว่า เริ่มด้วยตนเองก่อนทีเดียว.
บทว่า หญฺญนฺตุ แปลว่า จงฆ่า.
บทว่า ปริหาตพฺพา แปลว่า พึงบริหาร.
บทว่า อิโต หยํ ตัดเป็น อิโต หิ มาตาปิติโต อยํ แปลว่า ผู้นี้เป็นฝ่ายมารดาและบิดา.
บทว่า อาหุโต แปลว่า มาแล้ว.
บทว่า สมฺภูโต แปลว่า เกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า อยํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ คหปตคฺคิ ความว่า หมู่บุตรและภรรยาเป็นต้น ท่านเรียกว่าคหปตัคคิ เพราะเป็นเหมือนคหบดี เป็นเหมือนเจ้าเรือนเที่ยวไป.
บทว่า อตฺตานํ ได้แก่จิต.
บทว่า ทเมนฺติ ได้แก่ ย่อมฝึกด้วยการฝึกอินทรีย์.
บทว่า สเมนฺติ ได้แก่ สงบด้วยการสงบราคะเป็นต้น. อธิบายว่า ย่อมดับกิเลสด้วยการให้กิเลสมีราคะเป็นต้นดับสนิทไป.
บทว่า นิกฺขิปิตพฺโพ ความว่า พึงการไว้โดยประการที่จะไม่เสียหาย.
บทว่า อุปวายตํ ความว่า จงฟุ้งขจรไป.
ก็แลพราหมณ์ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว จึงมอบชีวิตแก่สัตว์ทั้งหมดนั้นแล้ว ทำลายโรงยัญ ประหนึ่งบ่อน้ำในศาสนาของพระศาสดาแล.
จบ อรรถกถาทุติยอัคคิสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------