๗. กัมมปถวรรค ๑. ปาณาติปาตีสูตร ๒. อทินนาทายีสูตร ๓. มิจฉาจารีสูตร ๔. มุสาวาทีสูตร ๕. ปิสุณวาจาสูตร ๖. ผรุสวาจาสูตร ๗. สัมผัปปลาปสูตร ๘. อภิชฌาลุสูตร ๙. พยาปันนจิตตสูตร ๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถ ๑. ปาณาติปาตีสูตร ว่าด้วยผู้ฆ่าสัตว์และผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผู้พอใจการฆ่าสัตว์ ๔. กล่าวสรรเสริญการฆ่าสัตว์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๒. อทินนาทายีสูตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ปาณาติปาตีสูตรที่ ๑ จบ ๒. อทินนาทายีสูตร ว่าด้วยผู้ลักทรัพย์และผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ๓. เป็นผู้พอใจการลักทรัพย์ ๔. กล่าวสรรเสริญการลักทรัพย์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๓.มิจฉาจารีสูตร ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ อทินนาทายีสูตรที่ ๒ จบ ๓. มิจฉาจารีสูตร ว่าด้วยผู้ประพฤติผิดในกามและผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ๓. เป็นผู้พอใจการประพฤติผิดในกาม ๔. กล่าวสรรเสริญการประพฤติผิดในกาม ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๕. ปิสุณวาจาสูตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ มิจฉาจารีสูตรที่ ๓ จบ ๔. มุสาวาทีสูตร ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ๓. เป็นผู้พอใจการพูดเท็จ ๔. กล่าวสรรเสริญการพูดเท็จ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการพูดเท็จ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ มุสาวาทีสูตรที่ ๔ จบ ๕. ปิสุณวาจาสูตร ว่าด้วยผู้พูดส่อเสียดและผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๖.ผรุสวาจาสูตร ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียด ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด ๓. เป็นผู้พอใจการพูดส่อเสียด ๔. กล่าวสรรเสริญการพูดส่อเสียด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ปิสุณวาจาสูตรที่ ๕ จบ ๖. ผรุสวาจาสูตร ว่าด้วยผู้พูดคำหยาบและผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ ๓. เป็นผู้พอใจการพูดคำหยาบ ๔. กล่าวสรรเสริญการพูดคำหยาบ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๗. สัมผัปปลาปสูตร ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ผรุสวาจาสูตรที่ ๖ จบ ๗. สัมผัปปลาปสูตร ว่าด้วยผู้พูดเพ้อเจ้อและผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อ ๓. เป็นผู้พอใจการพูดเพ้อเจ้อ ๔. กล่าวสรรเสริญการพูดเพ้อเจ้อ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๔. กล่าวสรรเสริญการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ สัมผัปปลาปสูตรที่ ๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๙. พยาปันนจิตตสูตร ๘. อภิชฌาลุสูตร ว่าด้วยผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขาและผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒. ชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓. เป็นผู้พอใจความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๔. กล่าวสรรเสริญความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓. เป็นผู้พอใจความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๔. กล่าวสรรเสริญความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ อภิชฌาลุสูตรที่ ๘ จบ ๙. พยาปันนจิตตสูตร ว่าด้วยผู้มีจิตพยาบาทและผู้มีจิตไม่พยาบาท
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๗. กัมมปถวรรค ๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาท ๒. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท ๓. เป็นผู้พอใจความมีจิตพยาบาท ๔. กล่าวสรรเสริญความมีจิตพยาบาท ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ๒. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตไม่พยาบาท ๓. เป็นผู้พอใจความมีจิตไม่พยาบาท ๔. กล่าวสรรเสริญความมีจิตไม่พยาบาท ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ พยาปันนจิตตสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิและผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๓. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๔. กล่าวสรรเสริญความเป็นมิจฉาทิฏฐิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๘๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๘. ราคเปยยาล ๑. สติปัฏฐานสูตร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ๓. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ ๔. กล่าวสรรเสริญความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ มิจฉาทิฏฐิสูตรที่ ๑๐ จบ กัมมปถวรรคที่ ๗ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปาณาติปาตีสูตร ๒. อทินนาทายีสูตร ๓. มิจฉาจารีสูตร ๔. มุสาวาทีสูตร ๕. ปิสุณวาจาสูตร ๖. ผรุสวาจาสูตร ๗. สัมผัปปลาปสูตร ๘. อภิชฌาลุสูตร ๙. พยาปันนจิตตสูตร ๑๐. มิจฉาทิฏฐิสูตร
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กมฺมปถวคฺโค สตฺตโม
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กรรมปถวรรคที่ ๗
จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ปาณาติปาเต จ สมนุญฺโญ โหติ ปาณาติปาตสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ จตูหิ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ปาณาติปาตา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ปาณาติปาตา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาทิ้งลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์ ๑ พอใจในการฆ่าสัตว์ ๑กล่าวสรรเสริญคุณการฆ่าสัตว์ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาทิ้งลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ พอใจในการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ฯ
จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ อทินฺนาทาเน จ สมนุญฺโญ โหติ อทินฺนาทานสฺส จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ อทินฺนาทานา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อทินฺนาทานา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาทิ้งลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ ๑ พอใจในการลักทรัพย์ ๑กล่าวสรรเสริญคุณการลักทรัพย์ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาทิ้งลง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ พอใจในการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ฯ
อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร จ สมนุญฺโญ โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๑ ชักชวนผู้อื่นในการ ประพฤติผิดในกาม ๑ พอใจในการประพฤติผิดในกาม ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการประพฤติผิดในกาม ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ พอใจในการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ ฯลฯ
อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ มุสาวาเท จ สมนุญฺโญ โหติ มุสาวาทสฺส จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ มุสาวาทา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ มุสาวาทา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จ ๑ พอใจในการพูดเท็จ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการพูดเท็จ ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ พอใจในการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๑ ฯ
อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ ปิสุณาย วาจาย จ สมนุญฺโญ โหติ ปิสุณาย วาจาย จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียด ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดส่อเสียด ๑พอใจในการพูดส่อเสียด ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการพูดส่อเสียด ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ พอใจในการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ ฯลฯ ฯ
อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ผรุสาย วาจาย จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดคำหยาบ ๑พอใจในการพูดคำหยาบ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณในการพูดคำหยาบ ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ พอใจในการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ ฯลฯ ฯ
อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ สมฺผปฺปลาเป จ สมนุญฺโญ โหติ สมฺผปฺปลาปสฺส จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา สมาทเปติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้พูดคำเพ้อเจ้อ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเพ้อเจ้อ ๑พอใจในการพูดเพ้อเจ้อ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑พอใจในการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ฯลฯ
อตฺตนา จ อภิชฺฌาลู โหติ ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ อภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ อภิชฺฌาย จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลู โหติ ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ อนภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ อนภิชฺฌาย จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้มากไปด้วยความโลภ ๑ ชักชวนผู้อื่นในความโลภ ๑ พอใจในความโลภ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณความโลภ ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ไม่มากไปด้วยความโลภ ๑ ชักชวนผู้อื่นในความไม่โลภ ๑ พอใจในความไม่โลภ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณความไม่โลภ ๑ ฯลฯ ฯ
อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ พฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ พฺยาปาทสฺส จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ อพฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ อพฺยาปาทสฺส จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ
ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาท ๑ ชักชวนผู้อื่นในความพยาบาท ๑พอใจในความพยาบาท ๑ กล่าวสรรเสริญคุณความพยาบาท ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ไม่มีจิตพยาบาท ๑ ชักชวนผู้อื่นในความไม่พยาบาท ๑ พอใจในความไม่พยาบาท ๑ กล่าวสรรเสริญคุณความไม่พยาบาท ๑ ฯลฯ ฯ
อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ สมฺมาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิยา จ วณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ กมฺมปถวคฺโค สตฺตโม ฯ
ตนเองเป็นผู้มีความเห็นผิด ๑ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิด ๑พอใจในความเห็นผิด ๑ กล่าวสรรเสริญคุณความเห็นผิด ๑ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเห็นชอบ ๑ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบ ๑ พอใจในความเห็นชอบ ๑ กล่าวสรรเสริญคุณความเห็นชอบ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ฯ จบกรรมปถวรรคที่ ๗ -----------------------------------------------------