อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๒๔

เวลามสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๔1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เวลามสูตร

ข้อ ๒๒๔

๒๐ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ {๒๒๔.๑} อปิ นุ เต คหปติ กุเล ทานํ ทิยฺยตีติ ฯ ทิยฺยติ เม ภนฺเต กุเล ทานํ ตญฺจ โข ลูขํ กาณาชกํ พิลงฺคทุติยนฺติ ฯ ลูขํ วาปิ คหปติ ทานํ เทติ ปณีตํ วา ตญฺจ อสกฺกจฺจํ เทติ อปจิตฺตึ กตฺวา เทติ อสหตฺถา เทติ อปวิทฺธํ เทติ อนาคมนทิฏฺฐิโก เทติ ยตฺถ ยตฺถ ตสฺส ตสฺส ทานสฺส วิปาโก นิพฺพตฺตติ น อุฬาราย ภตฺตโภคาย จิตฺตํ นมติ น อุฬาราย วตฺถโภคาย จิตฺตํ นมติ น อุฬาราย ยานโภคาย จิตฺตํ นมติ น อุฬาเรสุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ โภคาย จิตฺตํ นมติ เยปิสฺส เต โหนฺติ ปุตฺตาติ วา ทาราติ วา ทาสาติ วา เปสฺสาติ วา กมฺมกราติ วา เตปิ น สุสฺสุสนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวญฺเจตํ คหปติ โหติ อสกฺกจฺจกตานํ กมฺมานํ วิปาโก {๒๒๔.๒} ลูขํ วาปิ คหปติ ทานํ เทติ ปณีตํ วา ตญฺจ สกฺกจฺจํ เทติ ปจิตฺตึ กตฺวา เทติ สหตฺถา เทติ อนปวิทฺธํ เทติ อาคมนทิฏฺฐิโก เทติ ยตฺถ ยตฺถ ตสฺส ตสฺส ทานสฺส วิปาโก นิพฺพตฺตติ อุฬาราย ภตฺตโภคาย จิตฺตํ นมติ อุฬาราย วตฺถโภคาย จิตฺตํ นมติ อุฬาราย ยานโภคาย จิตฺตํ นมติ อุฬาเรสุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ โภคาย จิตฺตํ นมติ เยปิสฺส เต โหนฺติ ปุตฺตาติ วา ทาราติ วา ทาสาติ วา เปสฺสาติ วา กมฺมกราติ วา เตปิ สุสฺสุสนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐหนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวญฺเจตํ คหปติ โหติ สกฺกจฺจกตานํ กมฺมานํ วิปาโก ฯ {๒๒๔.๓} ภูตปุพฺพํ คหปติ เวลาโม นาม พฺราหฺมโณ อโหสิ โส เอวรูปํ ทานํ อทาสิ มหาทานํ จตุราสีติ สุวณฺณปาฏิสหสฺสานิ อทาสิ รูปิยปูรานิ จตุราสีติ รูปิยปาฏิสหสฺสานิ อทาสิ สุวณฺณปูรานิ จตุราสีติ กํสปาฏิสหสฺสานิ อทาสิ หิรญฺญปูรานิ จตุราสีติ หตฺถิสหสฺสานิ อทาสิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณทฺธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ จตุราสีติ รถสหสฺสานิ อทาสิ สีหจมฺมปริวารานิ พฺยคฺฆจมฺมปริวารานิ ทีปิจมฺมปริวารานิ ปณฺฑุกมฺพลปริวารานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณทฺธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ จตุราสีติ เธนุสหสฺสานิ อทาสิ ทุกุลสณฺฐนานิ กํสูปธารณานิ จตุราสีติ กญฺญาสหสฺสานิ อทาสิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลาโย จตุราสีติ ปลฺลงฺกสหสฺสานิ อทาสิ โคนกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกูปธานานิ จตุราสีติ วตฺถโกฏิสหสฺสานิ อทาสิ โขมสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โก ปน วาโท อนฺนสฺส ปานสฺส ขชฺชสฺส โภชนสฺส เลปนสฺส เสยฺยสฺส นชฺโช มญฺเญ วิสนฺทนฺติ {๒๒๔.๔} สิยา โข ปน เต คหปติ เอวมสฺส อญฺโญ นูน เตน สมเยน เวลาโม พฺราหฺมโณ อโหสิ โส ตํ ทานํ อทาสิ มหาทานนฺติ น โข ปเนตํ คหปติ เอวํ ทฏฺฐพฺพํ อหํ เตน สมเยน เวลาโม พฺราหฺมโณ อโหสึ อหํ ตํ ทานํ อทาสึ มหาทานํ ตสฺมึ โข ปน คหปติ ทาเน น โกจิ ทกฺขิเณยฺโย อโหสิ น ตํ โกจิ ทกฺขิณํ วิโสเธติ ยํ คหปติ เวลาโม พฺราหฺมโณ ทานํ อทาสิ มหาทานํ โย เจกํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺนํ โภเชยฺย อิทํ ตโต มหปฺผลตรํ โย จ สตํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺนานํ โภเชยฺย โย เจกํ สกทาคามึ โภเชยฺย ฯเปฯ โย จ สตํ สกทาคามีนํ โภเชยฺย โย เจกํ อนาคามึ โภเชยฺย โย จ สตํ อนาคามีนํ โภเชยฺย โย เจกํ อรหนฺตํ โภเชยฺย โย จ สตํ อรหนฺตานํ โภเชยฺย โย เจกํ ปจฺเจกพุทฺธํ โภเชยฺย โย จ สตํ ปจฺเจกพุทฺธานํ โภเชยฺย โย จ ตถาคตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ โภเชยฺย โย จ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ โภเชยฺย โย จ จาตุทฺทิสํ สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหารํ การาเปยฺย โย จ ปสนฺนจิตฺโต พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คจฺเฉยฺย โย จ ปสนฺนจิตฺโต สิกฺขาปทานิ สมาทิเยยฺย ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี มุสาวาทา เวรมณี สุราเมรย- มชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี โย จ อนฺตมโส คทฺทูหนมตฺตมฺปิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย อิทํ ตโต มหปฺผลตรํ ยญฺจ คหปติ เวลาโม พฺราหฺมโณ ทานํ อทาสิ มหาทานํ โย เจกํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺนํ โภเชยฺย โย จ สตํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺนานํ โภเชยฺย โย เจกํ สกทาคามึ โภเชยฺย โย จ สตํ สกทาคามีนํ โภเชยฺย โย เจกํ อนาคามึ โภเชยฺย โย จ สตํ อนาคามีนํ โภเชยฺย โย เจกํ อรหนฺตํ โภเชยฺย โย จ สตํ อรหนฺตานํ โภเชยฺย โย เจกํ ปจฺเจกพุทฺธํ โภเชยฺย โย จ สตํ ปจฺเจกพุทฺธานํ โภเชยฺย โย จ ตถาคตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ โภเชยฺย โย จ พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ โภเชยฺย โย จ จาตุทฺทิสํ สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหารํ การาเปยฺย โย จ ปสนฺนจิตฺโต พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คจฺเฉยฺย โย จ ปสนฺนจิตฺโต สิกฺขาปทานิ สมาทิเยยฺย ปาณาติปาตา เวรมณี ฯเปฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี โย จ อนฺตมโส คทฺทูหนมตฺตมฺปิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย โย จ อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตมฺปิ อนิจฺจสญฺญํ ภาเวยฺย อิทํ ตโต มหปฺผลตรนฺติ ฯ สีหนาทวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ วุตฺโถ สอุปาทิเสโส จ โกฏฺฐิเตน สมิทฺธินา คณฺฑสญฺญา กุเล สตฺตา เทวตา เวลาเมน จาติ ฯ -------------

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดีในตระกูลของท่าน ยังให้ทานอยู่บ้างหรือหนอ ฯ ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในตระกูลของข้าพระองค์ยังให้ทานอยู่ แต่ทานนั้นเป็นของเศร้าหมอง เป็นปลายข้าว มีน้ำผักดองเป็นที่สอง ฯ พ. ดูกรคฤหบดี คนให้ทานอันเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม แต่ให้ทานนั้นโดยไม่เคารพ ไม่ทำความนอบน้อมให้ ไม่ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของที่เหลือไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมให้ทาน ทานนั้นๆ ย่อมบังเกิดผลในตระกูลใดๆในตระกูลนั้นๆ จิตของผู้ให้ทานย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคผ้าอย่างดี ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคยานอย่างดี ย่อมไม่น้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้บริวารชนของผู้ให้ทานนั้น คือ บุตรภรรยา ทาส คนใช้ คนทำงาน ก็ไม่เชื่อฟัง ไม่เงี่ยหูฟัง ส่งจิตไปที่อื่นเสียข้อนั้นเพราะเหตุไร ทั้งนี้เป็นเพราะผลแห่งกรรมที่ตนกระทำโดยไม่เคารพ ฯ ดูกรคฤหบดี บุคคลให้ทานอันเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม แต่ให้ทานนั้นโดยเคารพ ทำความนอบน้อมให้ ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของที่ไม่เหลือ เชื่อกรรมและผลของกรรมให้ทาน ทานนั้นๆ บังเกิดผลในตระกูลใดๆ ในตระกูลนั้นๆ จิตของผู้ให้ทานย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี ย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคผ้าอย่างดี ย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคยานอย่างดี ย่อมน้อมไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้บริวารชนของผู้ให้ทานนั้น คือ บุตร ภรรยา ทาสคนใช้ คนทำงาน ก็เชื่อฟังดี เงี่ยหูฟัง ไม่ส่งจิตไปที่อื่น ข้อนั้นเพราะเหตุไรทั้งนี้เป็นเพราะผลของกรรมที่ตนกระทำโดยเคารพ ฯ ดูกรคฤหบดี เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพราหมณ์ชื่อเวลามะ พราหมณ์ผู้นั้นได้ให้ทานเป็นมหาทานอย่างนี้ คือ ได้ให้ถาดทองเต็มด้วยรูปิยะ ๘๔,๐๐๐ ถาดถาดรูปิยะเต็มด้วยทอง ๘๔,๐๐๐ ถาด ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน ๘๔,๐๐๐ ถาด ให้ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทองให้รถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หนังเสือโคร่ง หนังเสือเหลือง ผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับล้วนเป็นทอง มีธงทอง คลุมด้วยข่ายทอง ให้แม่โคนม๘๔,๐๐๐ ตัว มีน้ำนมไหลสะดวก ใช้ภาชนะเงินรองน้ำนม ให้หญิงสาว ๘๔,๐๐๐คน ประดับด้วยแก้วมณีและแก้วกุณฑล ให้บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ที่ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ลาดด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีเครื่องลาดเพดาน มีหมอนข้างแดงทั้งสอง ให้ผ้า๘๔,๐๐๐ โกฏิ เป็นผ้าเปลือกไม้ ผ้าแพร ผ้าฝ้าย เนื้อละเอียด จะป่วยกล่าวไปไยถึงข้าว น้ำ ของเคี้ยว ของบริโภค เครื่องลูบไล้ ที่นอน ไหลไปเหมือนแม่น้ำ ดูกรคฤหบดี ก็ท่านพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า สมัยนั้น ผู้อื่นไม่ใช่เวลามพราหมณ์ผู้ที่ให้ทานเป็นมหาทานนั้น ดูกรคฤหบดี แต่ท่านไม่ควรเห็นอย่างนี้สมัยนั้น เราเป็นเวลามพราหมณ์ เราได้ให้ทานนั้นเป็นมหาทาน ก็ในทานนั้นไม่มีใครเป็นพระทักขิเณยยบุคคล ใครๆ ไม่ชำระทักขิณานั้นให้หมดจด ดูกรคฤหบดี ทานที่บุคคลเชื้อเชิญท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่เวลามพราหมณ์ให้แล้ว ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิร้อยท่านบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิผู้เดียวบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิร้อยท่านบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีร้อยท่านบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีผู้เดียวบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระอนาคามีผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระสกทาคามีร้อยท่านบริโภค ทานที่บุคคลเชื้อเชิญพระอนาคามีร้อยท่านบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญพระอนาคามีผู้เดียวบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้พระอนาคามีร้อยท่านบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ร้อยท่านบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ผู้เดียวบริโภคทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันต์ร้อยรูปบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจก-*พุทธเจ้าร้อยรูปบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปเดียวบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระปัจเจกพุทธเจ้าร้อยรูปบริโภค ทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบริโภค การที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์ผู้มาจากจาตุรทิศ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลถวายให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขบริโภค การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลสร้างวิหารถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานะแห่งความประมาท มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ ดูกรคฤหบดีทานที่บุคคลเชื้อเชิญให้ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิผู้เดียวบริโภค มีผลมากกว่ามหาทานที่เวลามพราหมณ์ให้แล้ว ... การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ งดเว้นจากปาณาติบาต ... และการที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาแม้เพียงเวลาลัดนิ้วมือ มีผลมากกว่าการที่บุคคลเจริญเมตตาจิตโดยที่สุดแม้เพียงเวลาสูดดมของหอม ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบสีหนาทวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. วุฏฐสูตร ๒. สอุปาทิเสสสูตร ๓. โกฏฐิตสูตร ๔. สมิทธิสูตร ๕. คัณฑสูตร ๖. สัญญาสูตร ๗. กุลสูตร ๘. สัตตสูตร ๙. เทวตาสูตร ๑๐. เวลามสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค ๑๐. เวลามสูตร ๑๐. เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์

ข้อ ๒๐

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกับท่านดังนี้ว่า “ท่านคหบดี ในตระกูลของท่านยังให้ทานอยู่หรือ” อนาถบิณฑิกคหบดีกราบทูลว่า “ในตระกูลของข้าพระองค์ยังให้ทานอยู่ พระพุทธเจ้าข้า แต่ทานนั้นแลเป็นของเศร้าหมอง เป็นปลายข้าวกับน้ำผักดอง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คหบดี บุคคลให้ทานเศร้าหมอง หรือประณีตก็ตาม ถ้าให้ทานนั้นโดยไม่เคารพ ไม่ทำความนอบน้อมให้ทาน ไม่ให้ด้วยมือของตนเอง ให้ทานเหมือนจะทิ้ง เป็นผู้ไม่เห็นผลที่จะตามมาให้ทาน ในตระกูลที่ทานนั้นๆ บังเกิดผล เขาไม่น้อมจิตไปเพื่อบริโภคอาหารอย่างดี ไม่น้อมจิตไปเพื่อนุ่งห่มผ้า อย่างดี ไม่น้อมจิตไปเพื่อใช้ยานอย่างดี และไม่น้อมจิตไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้แต่บริวารของผู้ให้ทานนั้น คือ บุตร ภรรยา ทาส คนใช้ หรือกรรมกรก็ไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจใฝ่รู้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผลกรรมที่ตนได้กระทำโดยไม่เคารพ @เชิงอรรถ : @ ให้ทานเหมือนจะทิ้ง ในที่นี้หมายถึงไม่ให้ทานอย่างต่อเนื่อง ให้ทานเหมือนต้องการจะทิ้ง@(องฺ.นวก.อ. ๓/๒๐/๒๙๗) @ ไม่เห็นผลที่จะตามมาให้ทานในที่นี้หมายถึงไม่เชื่อกรรมและผลกรรมแต่ก็ให้ทาน (องฺ.นวก.อ. ๓/๒๐/๒๙๗)@ กามคุณ แยกอธิบายว่า ที่ชื่อว่า กาม เพราะมีความหมายว่าเป็นสิ่งที่บุคคลพึงใคร่ ที่ชื่อว่า คุณ เพราะมี@ความหมายว่าผูกพันไว้ ร้อยรัดไว้ ดุจคำว่า “อนฺตํ อนฺตคุณํ” แปลว่า “ไส้ใหญ่ ไส้เล็ก” ดู ที.ม. ๑๐/๓๗๗/๒๕๑,@ม.มู. ๑๒/๑๑๐/๗๙, ขุ.ขุ. ๒๕/๓/๒, และดุจคำว่า “กยิรา มาลาคุเณ พหู” แปลว่า “ช่างดอกไม้พึง@ร้อยพวงมาลัยไว้เป็นจำนวนมาก” ดู ขุ.ธ. ๒๕/๕๓/๒๖ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๖๓/๑๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค ๑๐. เวลามสูตร คหบดี บุคคลให้ทานเศร้าหมอง หรือประณีตก็ตาม ถ้าให้ทานนั้นโดยเคารพ ทำความนอบน้อมให้ทาน ให้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ทานไม่เหมือนจะทิ้ง เป็นผู้ เห็นผลที่จะตามมาให้ทานในตระกูลที่ทานนั้นๆ บังเกิดผล เขาน้อมจิตไปเพื่อ บริโภคอาหารอย่างดี น้อมจิตไปเพื่อนุ่งห่มผ้าอย่างดี น้อมจิตไปเพื่อใช้ยานอย่างดีและน้อมจิตไปเพื่อบริโภคกามคุณ ๕ อย่างดี แม้แต่บริวารของผู้ให้ทานนั้น คือ บุตร ภรรยา ทาส คนใช้ หรือกรรมกรก็ตั้งใจฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งใจใฝ่รู้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผลกรรมที่ตนได้กระทำไว้โดยเคารพ คหบดี เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพราหมณ์ชื่อเวลามะ เขาให้ทานเป็นมหาทาน อย่างนี้ คือ ได้ให้ถาดทองคำเต็มด้วยรูปิยะ ๘๔,๐๐๐ ถาด ถาดรูปิยะเต็มด้วย ทองคำ ๘๔,๐๐๐ ถาด ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน ๘๔,๐๐๐ ถาด ให้ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกมีเครื่องประดับทองคำ มีธงทองคำ คลุมด้วยข่ายทองคำ ให้รถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง หุ้มด้วยหนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับทองคำ มีธงทองคำ คลุมด้วยข่ายทองคำ ให้แม่โคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว มีน้ำนมที่รีดและไหลสะดวก มีภาชนะสำริดสำหรับรองรับ ให้หญิงสาว ๘๔,๐๐๐ คนสวมแก้วมณีและแก้วกุณฑล ให้บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ที่ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ลาดด้วยเครื่องลาดทำด้วยขนแกะสีขาว ลาดด้วยเครื่องลาด ทำด้วยขนแกะลาย ดอกไม้ ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชมด ข้างบนมีเพดาน มีหมอนสี แดงวางไว้ทั้ง ๒ ข้าง ให้ผ้า ๘๔,๐๐๐ พับ เป็นผ้าเปลือกไม้เนื้อละเอียด ผ้าไหม@เชิงอรรถ : @ ที่มีชื่อว่า เวลามะ เพราะมีคุณสมบัติมากมาย ไร้ขอบเขต เช่น เพียบพร้อมด้วยชาติ โคตร รูปร่างลักษณะ@โภคสมบัติ ศรัทธา และปัญญา (เวลาโมติ เอตฺถ มา-สทฺโธ ปฏิเสธวจโน, ชาติโคตฺตรูปโภคาทิคุณานํ@เวลา มริยาทา นตฺถิ เอตสฺมินฺติ เวลาโม) ดู องฺ.อฏฺฐก.ฏีกา ๓/๒๐/๓๕๔ @ บัลลังก์ ในที่นี้หมายถึงเตียงที่มีเท้าแกะสลักเป็นรูปสัตว์ร้าย (วิ.อ. ๓/๒๕๔/๑๖๙)@ ผ้าโกเชาว์ หมายถึงผ้าที่ทำด้วยขนแพะหรือขนแกะผืนใหญ่ มีขนยาวเกิน ๔ นิ้ว (วิ.อ. ๓/๒๕๔/๑๖๙)@ หมอนสีแดงวางไว้ทั้ง ๒ ข้าง หมายถึงหมอนที่ใช้สำหรับหนุนศีรษะ ๑ ใบ และใช้หนุนเท้า ๑ ใบ วางไว้@ส่วนศีรษะและส่วนเท้า (วิ.อ. ๓/๒๕๔/๑๖๙-๑๗๐) และดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๓๕/๑๙๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค ๑๐. เวลามสูตร เนื้อละเอียด ผ้ากัมพลเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ไม่จำต้องกล่าวถึงข้าว น้ำของเคี้ยว ของบริโภค ของลิ้ม ของดื่ม ไหลออกไปเหมือนแม่น้ำ คหบดี ท่านอาจจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘สมัยนั้น เวลามพราหมณ์ผู้ให้ทาน เป็นมหาทาน เป็นคนอื่นแน่แท้ แต่ท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น เพราะเวลามพราหมณ์ ผู้ให้ทานเป็นมหาทาน ในสมัยนั้น ก็คือเรานั่นเอง แต่ในทานนั้น ไม่มีใครเป็น พระทักขิไณยบุคคล ใครๆ ก็ชำระทักษิณานั้นให้หมดจดไม่ได้ คหบดี การที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิผู้เดียวให้บริโภค มีผล มากกว่าการที่เวลามพราหมณ์ได้ให้ทานเป็นมหาทาน การที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นสกทาคามีผู้เดียวให้บริโภค มีผลมากกว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิตั้งร้อยให้บริโภค การที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอนาคามีผู้เดียวให้บริโภค มีผลมากกว่าการ ที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นสกทาคามีตั้งร้อยให้บริโภค การที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอรหันต์ผู้เดียวให้บริโภค มีผลมากกว่าการ ที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอนาคามีตั้งร้อยให้บริโภค การที่บุคคลเชื้อเชิญพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์เดียวให้บริโภค มีผลมากกว่าการ ที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอรหันต์ตั้งร้อยให้บริโภค การที่บุคคลเชื้อเชิญตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าให้บริโภค มีผลมากกว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งร้อยให้บริโภค @เชิงอรรถ : @ ข้อความพระดำรัสนี้ หมายความว่า ในมหาทานนั้น ไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือเมื่อว่า@โดยบุคคลชั้นยอดไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีสาวกเช่นพระสารีบุตรนั้นเลยที่จะเป็นปฏิคาหกสามารถทำให้@ทักษิณามีผลเลิศได้ (องฺ.นวก.อ. ๓/๒๐/๓๐๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๒}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค ๑๐. เวลามสูตร การที่บุคคลเชื้อเชิญภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้บริโภค มีผลมาก กว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าให้บริโภค การที่บุคคลสร้างวิหารอุทิศถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ มีผลมากกว่าการที่ บุคคลเชื้อเชิญภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้บริโภค การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ มีผลมากกว่าการที่บุคคลสร้างวิหารอุทิศถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ การที่บุคคลมีจิตเลื่อมใส สมาทานสิกขาบท คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การงดเว้นจากการลักทรัพย์ การงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม การงดเว้นจากการพูดเท็จ การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท มีผลมากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์เป็นสรณะ การที่บุคคลเจริญเมตตาจิตอย่างน้อยชั่วสูดดมกลิ่นหอม มีผลมากกว่าการที่ บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้นนั้น คหบดี การที่บุคคลเจริญอนิจจสัญญาชั่วลัดนิ้วมือเดียว มีผลมากกว่าการที่ เวลามพราหมณ์ได้ให้ทานเป็นมหาทาน มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิตั้งร้อย ให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นสกทาคามีผู้เดียวให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นสกทาคามีตั้งร้อยให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคล เชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอนาคามีผู้เดียวให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคล ผู้เป็นอนาคามีตั้งร้อยให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอรหันต์ ผู้เดียวให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญบุคคลผู้เป็นอรหันต์ตั้งร้อยให้บริโภคมากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์เดียวให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๓}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๒. สีหนาทวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค เชื้อเชิญพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งร้อยให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญตถาคตอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลเชื้อเชิญภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็นประธานให้บริโภค มากกว่าการที่บุคคลสร้างวิหารอุทิศถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศ ทั้ง ๔ มากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ มากกว่าการที่บุคคลมีจิตเลื่อมใสสมาทานสิกขาบท คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ การงดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท และมากกว่าการที่บุคคลเจริญเมตตาจิตอย่างน้อยชั่วสูดดม กลิ่นหอมนั้น” เวลามสูตรที่ ๑๐ จบ สีหนาทวรรคที่ ๒ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สีหนาทสูตร ๒. สอุปาทิเสสสูตร ๓. โกฏฐิตสูตร ๔. สมิทธิสูตร ๕. คัณฑสูตร ๖. สัญญาสูตร ๗. กุลสูตร ๘. นวังคุโปสถสูตร ๙. เทวตาสูตร ๑๐. เวลามสูตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๓ หน้า : ๔๗๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเวลามสูตรที่ ๑๐

เวลามสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อปิ นุ เต คหปติ กุเล ทานํ ทิยฺยติ ความว่า นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสถามถึงทานที่ท่านถวายแก่ภิกษุสงฆ์

แท้จริง ในเรือนของเศรษฐียังให้ทานอันประณีตเป็นประจำแก่ภิกษุสงฆ์ พระศาสดาจะไม่ทรงรู้ถึงข้อนั้น ก็หามิได้ ส่วนทานที่ให้แก่โลกิยมหาชน ทานนั้นเศร้าหมอง เศรษฐีไม่เอิบอิ่มใจ จึงตรัสถามทานนั้น.

บทว่า กาณาชกํ ความว่า ข้าวสารปนกับรำ คือหุงแล้วด้วยข้าวสารกากนิกหนึ่งปนกับรำ.

บทว่า พิลงฺคทุติยํ คือ มีน้ำผักดองเป็นที่สอง.

บทว่า อสกฺกจฺจํ เทติ ได้แก่ จะให้ไม่ทำการเคารพ.

บทว่า อปจิตฺตึ กตฺวา เทติ ความว่า ให้โดยไม่นับถือ คือโดยไม่เคารพในทักขิไณยบุคคล.

บทว่า อสหตฺถา เทติ ความว่า ไม่ให้ด้วยมือของตน ให้ด้วยมือของคนอื่น. อธิบายว่า ย่อมกระทำเพียงสั่งเท่านั้นเอง.

บทว่า อปวิฏฺฐํ เทติ ความว่า ย่อมไม่ให้ติดต่อกัน คือให้เป็นเหมือนคนใคร่จะทิ้งเสีย เหมือนคนจับเหี้ยใส่ในจอมปลวก เหมือนเครื่องเซ่นของนักเลงเหล้าประจำปีฉะนั้น.

บทว่า ทานมทาสิฏฺฐิโก เทติ ความว่า ไม่เชื่อกรรมและผลให้ทาน.

บทว่า ยตฺถ ยตฺถ ได้แก่ บรรดากุลสัมปทานทั้งสาม ในตระกูลใดๆ.

ในบทเป็นต้นว่า น อุฬาราย ภตฺตโภคาย มีวินิจฉัยดังนี้

เมื่อเขาน้อมโภชนะแห่งข้าวสาลีหอมซึ่งมีรสอร่อยต่างๆ เข้าไปแล้ว เขาจะไม่น้อมจิตไป (เพื่อจะบริโภค) ยังกล่าวว่า ท่านจงนำไปเถิด นั่นโรคกำเริบดังนี้ ชอบบริโภคข้าวปนรำกับผักดอง เหมือนอมตะ.

เมื่อเขาน้อมผ้าอย่างดีมีผ้ากาสีเป็นต้นเข้าไปแล้ว ก็กล่าวว่า ท่านจงนำไปเถิด ผ้าเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถแม้ปิดบังได้ ย่อมไม่ติดอยู่แม้ที่ร่างกายของบุคคลผู้นุ่งอยู่ดังนี้ ชอบนุ่งผ้าเนื้อหยาบเช่นกับเปลือกของมะพร้าวทำเป็นผ้าด้วยคิดว่า ผู้นุ่งผ้าเหล่านี้ย่อมรู้สึกกว่านุ่งห่มแล้ว ผ้าเหล่านั้นย่อมปกปิดแม้สิ่งที่ควรปกปิดดังนี้.

เมื่อเขาน้อมยานช้าง ยานม้า ยานรถหรือวอทองเป็นต้น เข้าไปให้ก็กล่าวว่า ท่านจงนำไปเถิด ยานเหล่านั้น ใครๆ ไม่อาจเพื่อจะนั่งเป็นสุขในยานนี้ได้ ดังนี้ เมื่อเขาน้อมรถเก่าคร่ำคร่าเข้าไปให้ก็กล่าวว่า รถนี้เป็นรถไม่กระเทือน ในรถนี้นั่งได้เป็นสุขดังนี้ ย่อมยินดีรถนั้น.

บทว่า น อุฬาเรสุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ ความว่า เขาได้เห็นหญิงทั้งหลายเป็นผู้มีรูปซึ่งประดับตกแต่ง แล้วคิดว่าเห็นจะเป็นนางยักษิณี นางยักษิณีเหล่านั้นเป็นผู้ใคร่จะกิน ประโยชน์อะไรด้วยหญิงทั้งหลายเหล่านั้นดังนี้ ย่อมให้เวลาล่วงไปตามความผาสุก.

บทว่า น สุสฺสูสนฺติ ความว่า บริวารชนทั้งหลายย่อมไม่ปรารถนาเพื่อจะฟัง. อธิบายว่า ย่อมไม่เชื่อดังนี้ก็มี.

บทว่า น โสตํ โอทหนฺติ ความว่า ย่อมไม่เงี่ยโสตประสาทลงเพื่อฟังคำที่เขากล่าวแล้ว.

บทเป็นต้นว่า สกฺกจฺจํ พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

บทว่า เวลาโม ความว่า เป็นนามที่ได้แล้วอย่างนี้ เพราะประกอบด้วยคุณทั้งหลายอันยิ่งใหญ่ล่วงเขตแดน ชาติ โคตร รูป โภคะ ศรัทธาและปัญญาเป็นต้น.

ในบทว่า โส เอวรูปํ ทานมทาสิ มหาทานํ นี้มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า ในอดีต เวลามพราหมณ์นั้นได้ถือปฏิสนธิแล้วในเรือนของปุโรหิต (พราหมณ์ที่ปรึกษาในทางขนบธรรมเนียมประเพณี) กรุงพาราณสี. พวกญาติได้ตั้งชื่อให้เขาว่า เวลามกุมาร.

เวลามกุมารนั้นได้ไปแล้วยังตักกสิลา เพื่อเรียนศิลปะกับราชกุมารกรุงพาราณสี ในเวลาอายุ ๑๖ ปี. คนแม้ทั้งสองนั้นปรารถนาแล้วซึ่งศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิสาปาโมกข์. พวกเขาปรารถนาแล้วฉันใด ส่วนราชกุมารแปดหมื่นสี่พันคนแม้เหล่าอื่นในชมพูทวีป ก็ปรารถนาแล้วฉันนั้น.

พระโพธิสัตว์ ว่าที่ตำแหน่งที่ตนได้รับก็เป็นอาจารย์คนหลัง จึงให้กุมารแปดหมื่นสี่พันศึกษาอยู่ ตนเองเรียนศิลปะ ๓ ปีจบ ซึ่งเขาเรียนกัน ๑๖ ปี. อาจารย์รู้ว่าศิลปะของเวลามกุมารคล่องแคล่วแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนลูกทั้งหลาย เวลามะย่อมรู้ศิลปะทั้งหมดที่เราได้รู้แล้ว พวกเจ้าทุกคนพร้อมใจกันไป เรียนศิลปะในสำนักของเวลามะ ดังนี้จึงมอบกุมารแปดหมื่นสี่พันคนให้แก่พระโพธิสัตว์.

พระโพธิสัตว์ไหว้อาจารย์แล้ว เป็นผู้มีกุมารแปดหมื่นสี่พันแวดล้อมออกไปแล้ว ถึงเมืองซึ่งอยู่ใกล้แห่งหนึ่ง จึงให้ราชกุมารผู้เป็นเจ้าของเมืองนั้นเรียน เมื่อเขาชำนาญในศิลปะแล้ว จึงให้เขากลับไปอยู่ในเมืองนั้นแหละ. พระโพธิสัตว์ไปยังเมืองแปดหมื่นสี่พันเมืองโดยอุบายนั้นแล้ว ให้ฝึกศิลปะของราชกุมารแปดหมื่นสี่พันคนชำนาญแล้ว จึงให้ราชกุมารนั้นๆ กลับไปอยู่ในเมืองนั้นๆ แล้วก็พาเอาราชกุมารกรุงพาราณสีกลับมายังกรุงพาราณสี.

คนทั้งหลายในกรุงพาราณสีนั้น จึงได้อภิเษกราชกุมารกรุงพาราณสีผู้เรียนจบศิลปะแล้วไว้ในราชสมบัติ ได้ให้ตำแหน่งปุโรหิตแก่เวลามะ. ราชกุมารแปดหมื่นสี่พันแม้เหล่านั้น ได้อภิเษกแล้วในราชสมบัติทั้งหลายของตน ก็ยังพากันมาบำรุงพระเจ้ากรุงพาราณสีทุกปี. พระราชกุมารเหล่านั้นเฝ้าพระราชาแล้ว ได้ไปยังสำนักของเวลามะ กล่าวว่าข้าแต่ท่านอาจารย์ เมื่อข้าพเจ้าทั้งหลายดำรงอยู่แล้วในราชสมบัติ ท่านประสงค์ด้วยสิ่งใด พึงบอกแล้วก็พากันไป.

เมื่อราชกุมารเหล่านั้นพาเอาเกวียน รถ แม่โค โคผู้ ไก่และสุกรเป็นต้น ในเวลาไปและเวลามา ชนบทก็ถูกเบียดเบียนอย่างหนัก. มหาชนประชุมพร้อมกันแล้ว เรียกร้องอยู่ที่พระลานหลวง.

พระราชารับสั่งให้เรียกเวลามะมาแล้ว ตรัสว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนบทถูกเบียดเบียน พระราชาทั้งหลายย่อมกระทำการปล้นใหญ่ ในเวลาไปและเวลามา คนทั้งหลายย่อมไม่สามารถเพื่อจะดำรงอยู่สงบได้ ท่านทำอุบายอย่างหนึ่งเพื่อให้ชนบทสงบจากความเบียดเบียนดังนี้.

เวลามะกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชศิละ ข้าพระองค์จักทำอุบาย พระองค์มีความต้องการด้วยชนบทมีประมาณเท่าใด พระองค์ทรงกำหนดซึ่งชนบทนั้นแล้วถือเอา. พระราชาได้ทรงกระทำอย่างนั้นแล้ว. เวลามะเที่ยวตรวจดูในชนบทของพระราชาแปดหมื่นสี่พันแล้ว จึงให้รวมเข้ามาอยู่ในชนบทของพระราชา เหมือนรวบรวมซี่ล้อไว้ที่ดุมล้อฉะนั้น.

จำเดิมแต่นั้น พระราชาทั้งหลายเหล่านั้นเสด็จมาก็ดี เสด็จไปก็ดี ย่อมท่องเที่ยวไปตามชนบทของพระองค์ๆ เท่านั้น ไม่ทรงทำการปล้นด้วยทรงดำริว่าชนบทของเราทั้งหลายดังนี้ ไม่ทรงเบียดเบียนแม้ชนบทของพระราชาด้วยความเคารพต่อพระราชา. ชนบททั้งหลายก็สงบเงียบไม่มีเสียงขอร้อง.

พระราชาทั้งปวงทรงร่าเริงยินดี ทรงปวารณาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านต้องการด้วยสิ่งใด ท่านจงบอกสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายดังนี้.

เวลามะสนานศีรษะแล้ว ให้เปิดประตูห้องเต็มด้วยรัตนะ ๗ ในนิเวศน์ของตน ตรวจดูทรัพย์ที่เก็บไว้ถึง ๗ ชั่วแห่งตระกูล พิจารณาแล้วซึ่งความเจริญและความเสื่อม คิดว่าเราควรให้ทานให้กระฉ่อนไปทั่วทั้งชมพูทวีปดังนี้แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชา ให้สร้างเตาแถวไว้ประมาณ ๑๒ โยชน์ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคาให้สร้างเรือนคลังใหญ่ไว้แล้วเพื่อต้องการเก็บเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำมัน งาและข้าวสารเป็นต้นในที่นั้นๆ ได้จัดคนทั้งหลายไว้ว่า ในที่นั้นๆ ใช้คนประมาณเท่านี้ๆ ช่วยจัดแจงของอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าพวกมนุษย์จะพึงได้มีอยู่ แม้เมื่อของอย่างหนึ่งไม่มีจากของนั้น ท่านทั้งหลายพึงบอกแก่เราดังนี้ จึงให้คนตีกลองเดินไปในเมืองว่า ขอชนทั้งหลายจงบริโภคทานของเวลามพราหมณ์ เริ่มแต่วันโน้นดังนี้.

เมื่อบุคคลผู้จัดการท่านบอกว่า โรงทานสำเร็จแล้ว นุ่งผ้าราคาหนึ่งพัน ผ้าเฉวียงบ่ามีราคาห้าร้อยแต่งแล้วด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ใส่น้ำซึ่งมีสีแก้วผลึกให้เต็มสุวรรณภิงคาร (เต้าน้ำทอง) แล้วเพื่อทดลองทานทำสัจจกิริยาว่า ถ้าในโลกนี้ยังมีทักขิเณยยบุคคลผู้สมควรรับทานนี้ ขอน้ำนี้ไหลออกแล้วจงซึมแผ่นดิน ถ้าไม่มีจงตั้งอยู่อย่างนี้ ได้เอียงปากสุวรรณภิงคารลงแล้ว. น้ำได้เป็นแล้วเหมือนกับธมกรกถูกอุดไว้แล้ว.

พระโพธิสัตว์มิได้เดือดร้อนว่า โอท่านผู้เจริญ ชมพูทวีปว่างเปล่า ย่อมไม่มีแม้บุคคลคนเดียวที่ควรรับทักณิณาดังนี้ คิดแล้วว่า ถ้าทักขิณาจักบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ขอน้ำไหลออกแล้วจงซึมแผ่นดินไปดังนี้. น้ำคล้ายสีแก้วผลึกไหลออกแล้ว ซึมแผ่นดินไปแล้ว.

คราวนี้ เขาไปแล้วยังโรงทานด้วยคิดว่าจักให้ทาน ตรวจดูทานแล้ว ใช้ให้คนให้ข้าวต้มในเวลาข้าวต้ม ให้ของเคี้ยวในเวลาของเคี้ยว ให้อาหารในเวลาอาหารแล้ว. พระโพธิสัตว์ได้ให้ทานทุกๆ วันโดยทำนองนี้นั่นแล.

ก็แลในโรงทานนี้ไม่มีคำที่จะพึงพูดว่า ชื่อสิ่งนี้มี ชื่อสิ่งนี้ไม่มี. ทานนี้จักไม่จบด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงให้นำทองแดงออกไปทำถาดทองแล้ว ส่งข่าวสาส์นไปแก่พระราชา ๘๔,๐๐๐ ถาดเป็นต้น. พระราชาทั้งหลายทรงดำริว่า เราทั้งหลายอันอาจารย์ได้อนุเคราะห์มานานแล้วดังนี้ จึงเมื่อให้ทานอยู่นั่นล่วงไปแล้ว ๗ ปี ๗ เดือน.

ต่อมา พราหมณ์คิดว่าเราจักแบ่งเงินออกให้ทานดังนี้แล้ว จึงให้จัดทานเตรียมไว้ในโอกาสอันสำคัญ ครั้นเตรียมเสร็จแล้วได้ให้แล้วจากปลายถึงถาดทอง ๘๔,๐๐๐ ถาดเป็นเบื้องต้น.

ในบทนั้น บทว่า รูปิยปูรานิ ได้แก่ เต็มด้วยถาดเงิน ภาชนะเงินและมาสกเงิน.

ก็ถาดทั้งหลาย ใครๆ ไม่ควรกำหนดว่าเล็ก ถาด ๔ ใบตั้งอยู่แล้วในภูมิภาคกำหนดได้หนึ่งกรีส. พุ่มถาดเป็นรัตนะแท้. ตั้งแต่ขอบปากเป็นรัตนะ ๘.

รถม้าอาชาไนยซึ่งประกอบไว้พร้อมแล้วเพื่อขอบปากถาด ย่อมวิ่งวนไปรอบ. ได้ให้ถาด ๘๔,๐๐๐ ถาดอย่างนี้ว่า เมื่อให้ตามปกติจัดปฏิคคาหกไว้เป็นหมู่ๆ มีท้ายสุดอยู่ข้างนอก ใส่ในถาดเสร็จแล้ว ยกส่งให้ต่อกันไปปลายแถว.

แม้ในบทเป็นต้นว่า รูปิยปาติ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ก็แม้ในบทนี้ บทว่า สุวณฺณปูรานิ ได้แก่ เต็มด้วยถาดทองภาชนะทองและมาสกทอง.

บทว่า หิรญฺญปูรานิ ได้แก่ เต็มด้วยรัตนะ ๗ อย่าง.

บทว่า โสวณฺณาลงฺการานิ ได้แก่ เครื่องประดับเป็นทอง.

บทว่า กํสุปธารณานิ ได้แก่ ภาชนะทำด้วยเงินรับน้ำนม.

ส่วนเขาทั้งหลายของแม่โคนมทั้งหลายเหล่านั้น ได้สวมแล้วปลอกทอง ที่คอได้ประดับซึ่งพวงมะลิ ที่เท้าทั้ง ๔ ได้ประดับซึ่งเครื่องประดับเท้า ที่หลังคลุมด้วยผ้าเนื้อดีอย่างประเสริฐ ที่คอผูกระฆังทอง.

บทว่า วตฺถโกฏิสหสฺสานิ ได้แก่ ผ้า ๒๐ คู่ ชาวโลกเรียกเอกโกฏิ แต่ในที่นี้ ผ้า ๒๐ เรียกว่าเอกโกฏิ.

ในบทเป็นต้นว่า โขมสุขุมานํ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้.

บรรดาผ้าเปลือกไม้เป็นต้น ผ้าใดๆ เป็นผ้ามีเนื้อละเอียด ได้ให้แล้วซึ่งผ้านั้นๆ เท่านั้น. ส่วนทานเหล่าใดที่เห็นแล้วว่า มิใช่ทานคืออิตถีทาน (การให้สตรีเป็นทาน) อุสภทาน (การให้โคอุสภะเป็นทาน) มัชชทาน (การให้น้ำเมาเป็นทาน) สมัชชทาน (การให้การเล่นมหรสพเป็นทาน).

เวลามะนี้ได้ให้ทานแม้เหล่านั้น เพื่อเป็นบริวารเพื่อตัดคำพูดว่า ชื่อว่าสิ่งนี้ ในเหตุแห่งทานของเวลามะย่อมไม่มี.

บทว่า นชฺโช มญฺเญ วิสฺสนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมไหลไปเหมือนแม่น้ำ.

พระศาสดาตรัสทานของเวลามะด้วยเหตุประมาณเท่านี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี คนอื่นมิได้ให้แล้วซึ่งมหาทานนั้น เราได้ให้แล้ว ก็เราแม้เมื่อให้ทานเห็นปานนั้น หาได้บุคคลผู้สมควรเพื่อจะรับไม่ ท่านได้ให้ทานเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เช่นเราปรากฏอยู่ในโลก เพราะเหตุไรจึงคิดเล่าดังนี้ เมื่อทรงเทศนาออกให้กว้างแก่เศรษฐี จึงได้ตรัสคำเป็นต้นว่า สิยา โข ปน โต ดังนี้.

ถามว่า ก็รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณเหล่าใด ได้มีแล้วในกาลนั้น รูปเป็นต้นเหล่านั้นดับแล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อเวลามะดังนี้.

ตอบว่า เพราะตัดประเพณีไม่ขาด. ด้วยว่ารูปเป็นต้นเหล่านั้น เมื่อดับ ให้ปัจจัยแก่ธรรมมีเวทนาเป็นต้นเหล่านี้แล้วจึงดับ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้หมายถึงประเพณี (คือธรรม) ที่สืบต่อกันไม่ขาด.

บทว่า น ตํ โกจิ ทกฺขิณํ โสเธติ ความว่า ไม่มีใครๆ พึงกล่าวว่าใครเป็นสมณะหรือพราหมณ์ เทวดาหรือมาร ลุกขึ้นแล้ว ย่อมชำระทักษิณาให้บริสุทธิ์.

ก็โดยสูงสุด พระพุทธเจ้าพึงชำระทักษิณานั้นให้บริสุทธิ์.

บทว่า ทิฏฺฐสมฺปนฺนํ ได้แก่ ทานผู้เป็นโสดาบันถึงพร้อมทัสสนะ (โสดาปัตติมรรค).

บทว่า อิทํ ตโต มหปฺผลตรํ ความว่า ทานที่ให้แล้วแก่ท่านผู้เป็นโสดาบันนี้ มีผลมากกว่าทานที่บุคคลบริจาคเงินและทองประมาณเท่านี้ให้แล้วแก่โลกียมหาชนสิ้น ๗ ปี ๗ เดือน.

ก็ในบทนี้ว่า โย จ สตํ ทิฏฺฐสมฺปนฺนานํ ความว่า พึงทราบการนับโสดาบันถึงท่านผู้เป็นโสดาบันเกินร้อยไปคนหนึ่ง ด้วยอำนาจท่านผู้เป็นสกทาคามีคนหนึ่ง. โดยอุบายนี้ พึงทราบการนับบุคคลถึงจะคูณด้วยร้อยโดยลำดับที่บนแล้วในหนหลังในวาระทั้งปวง.

ในบทว่า พุทฺธปฺปมุขํ นี้ สงฆ์ทำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระสังฆเถระนั่งแล้ว พึงทราบว่า สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ดังนี้.

ในบทนี้ว่า จาตุทฺทิสํ สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ความว่า เจดีย์ย่อมประดิษฐานอยู่ การฟังธรรมพวกเขาย่อมกระทำกันในที่ซึ่งมีวิหารที่บุคคลสร้างถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ภิกษุทั้งหลายมาจากทิศทั้ง ๔ และจากทิศน้อยแล้ว ไม่ต้องถูกถาม ล้างเท้าแล้วเอากุญแจเปิดประตู ทำความสะอาดเสนาสนะเสร็จอยู่แล้ว ย่อมได้ซึ่งความผาสุก.

วิหารนั้น โดยที่สุดแม้เป็นบรรณศาลาที่เกิดแก่ตน อยู่ใน ๔ ทิศ เขาก็เรียกว่าวิหารที่บุคคลสร้างถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ เหมือนกัน.

ในบทนี้ว่า สรณํ คจฺเฉยฺย ท่านหมายถึงสรณะอันไม่ทันกลับมาแล้วโดยมรรค. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ชื่อสรณคมน์ เพราะมอบตนให้แล้ว. ท่านอธิบายว่า มีผลมากกว่าทานนั้น.

บทว่า สิกฺขาปทํ สมาทิเยยฺย ได้แก่ พึงรับเบญจศีล.

แม้ศีล ท่านกล่าวหมายเอาศีลอันไม่หันกลับเท่านั้น ซึ่งมาแล้วในมรรค. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ชื่อว่าศีล เพราะตนให้อภัยทานแล้วแก่สัตว์ทั้งปวง. ท่านอธิบายว่า มีผลมากกว่าสรณคมน์นั้น.

บทว่า คนฺธูหนมตฺตํ ได้แก่ เป็นเพียงดำริในของหอม คือเป็นเพียงเอานิ้วทั้งสองจับก้อนข้าวหอมเข้ามาสูดดม. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวพระบาลีว่า โคโทหนมตฺตํ แล้วจึงได้กล่าวความหมายว่า เพียงน้ำนมหยาดเดียวของแม่โคนม.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๘๓

บทว่า เมตฺตจิตฺตํ ได้แก่ จิตที่แผ่ตามไปเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง. แต่จิตนั้น ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจอัปปนาเท่านั้น.

บทว่า อนิจฺจสญฺญํ ได้แก่ วิปัสสนาที่มีกำลังถึงที่สุดโดยความเป็นอนันตรปัจจัยแก่มรรค.

ส่วนบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้นเหล่านี้ พึงทราบโดยอุปมาอย่างนี้.

ก็แม้ถ้าว่า เขาทำชมพูทวีปให้เป็นพื้นเสมอกัน เช่นกับหน้ากลองปูลาดบัลลังก์ตั้งแต่ต้นแล้ว พึงให้พระอริยบุคคลนั่ง ณ ที่นั้นมีโสดาบันบุคคล ๑๐ แถว, สกทาคามีบุคคล ๕ แถว, อนาคามีบุคคลสองแถวครึ่ง, พระขีณาสพหนึ่งแถวครึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าพึงมีหนึ่งแถว.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ทานที่บุคคลถวายจำเพาะแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีผลมากกว่าทานที่ถวายแล้วแก่ชนประมาณเท่านี้.

ส่วนทานนอกนี้

คือ วิหารทาน บิณฑบาต สิกขา การเจริญเมตตา

ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของท่านผู้พิจารณาโดยความสิ้นไป.

ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ในสมัยจะปรินิพพานว่า การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นการบูชาสูงสุด.

บทที่เหลือในบททั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๒๙

จบอรรถกถาเวลามสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. วุฏฐสูตร

๒. สอุปาทิเสสสูตร

๓. โกฏฐิตสูตร

๔. สมิทธิสูตร

๕. คัณฑสูตร

๖. สัญญาสูตร

๗. กุลสูตร

๘. สัตตสูตร

๙. เทวตาสูตร

๑๐. เวลามสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา