สมุทยสัจนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ตตฺถ กตมํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถีทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา สา โข ปเนสา ตณฺหา กตฺถ อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ กตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ กิญฺจ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ จกฺขุํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ โสตํ โลเก ฆานํ โลเก ชิวฺหา โลเก กาโย โลเก มโน โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ รูปา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ สทฺทา โลเก ฯเปฯ ธมฺมา โลเก จกฺขุวิญฺญาณํ โลเก ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ โลเก จกฺขุสมฺผสฺโส โลเก ฯเปฯ มโนสมฺผสฺโส โลเก จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก รูปสญฺญา โลเก ฯเปฯ ธมฺมสญฺญา โลเก รูปสญฺเจตนา โลเก ฯเปฯ ธมฺมสญฺเจตนา โลเก รูปตณฺหา โลเก ฯเปฯ ธมฺมตณฺหา โลเก รูปวิตกฺโก โลเก ฯเปฯ ธมฺมวิตกฺโก โลเก รูปวิจาโร โลเก ฯเปฯ ธมฺมวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ฯ
ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน ตัณหานี้ใด อันให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยนันทิราคะ อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดย่อมเกิดที่ไหนเมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในสิ่งนั้น ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลก จักษุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุนั้นเมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุนั้น หู ... จมูก ... ลิ้น ... กาย ... ใจ เป็นที่รักที่ยินดีในโลกตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ใจนั้น รูปทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปนั้น เสียง ฯลฯ ธรรมารมณ์ ... จักษุวิญญาณ ฯลฯ จักษุสัมผัส ฯลฯ มโนสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส ฯลฯ เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสรูปสัญญา ฯลฯ ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา ฯลฯ ธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา รูปวิตก ฯลฯ ธรรมวิตก รูปวิจาร ฯลฯ ธรรมวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมวิจารนั้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้บรรดาอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไร คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีกประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัด มีปกติให้เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม)ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ) ก็ตัณหานี้ เมื่อเกิด เกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ตั้งอยู่ที่ไหน คือ ปิยรูปสาตรูปเป็นสภาวะที่มีอยู่ในโลก ตัณหานี้เมื่อเกิด ก็เกิดที่ปิยรูป-สาตรูปนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ปิยรูปสาตรูปนี้ ก็อะไรเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก คือ จักขุเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิด ก็เกิดที่จักขุนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักขุนี้ โสตะเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ฆานะเป็นปิยรูปสาตรูปในโลกฯลฯ ชิวหาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ กายเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ อุปาทานขันธ์ ในที่นี้หมายถึงกองที่เป็นอารมณ์ของความยึดมั่น (วิสุทธิ. ๒/๕๐๕/๑๒๒,@สํ.ข.อ. ๒/๑๖, ๖๓/๓๐๘, อภิ.สงฺ.อ. ๔๔๒/๔๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๑. สุตมยญาณนิทเทส มโนเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิด ก็เกิดที่มโนนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนนี้ รูปเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิด ก็เกิดที่รูปนี้ เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปนี้ สัททะเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ธรรมารมณ์เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ จักขุวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ มโนวิญญาณเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ จักขุสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ มโนสัมผัสเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ จักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ รูปสัญญาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ธัมมสัญญาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ รูปสัญเจตนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ธัมม-สัญเจตนาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ รูปตัณหาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ธัมมตัณหาเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ รูปวิตกเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ธัมมวิตกเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ รูปวิจารเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ฯลฯ ธัมมวิจารเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก ตัณหานี้ เมื่อเกิด ก็เกิดที่ธัมมวิจารนี้ เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิจารนี้ นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสมุทยสัจนิทเทส
[๘๓] พึงทราบวินิจฉัยในสมุทยสัจนิทเทสดังต่อไปนี้
บทว่า ยายํ ตณฺหา - ตัณหานี้ใด.
บทว่า โปโนพฺภวิกา - ตัณหาอันให้เกิดในภพใหม่.
การทำภพใหม่ ชื่อว่า ปุนพฺภโว, ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา เพราะอรรถว่าสัตว์มีภพใหม่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา เพราะอรรถว่าตัณหาให้ภพใหม่, ตัณหาย่อมเป็นไปในภพใหม่, ตัณหาให้เกิดภพบ่อยๆ. ตัณหานั้นให้ภพใหม่ก็มี, ไม่ให้ภพใหม่ก็มี. ให้เป็นไปในภพใหม่ก็มี ไม่ให้เป็นไปในภพใหม่ก็มี, เมื่อให้ปฏิสนธิแล้ว ตัณหาทำให้ขันธ์แก่กล้าก็มี. ตัณหานั้นแม้ทำความแก่กล้าก็ย่อมได้ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา.
ปาฐะว่า โปนพฺภวิกา บ้าง, มีความเหมือนกัน.
ชื่อว่า นนฺทิราคสหคตา - สหรคตด้วยนันทิราคะ เพราะอรรถว่าตัณหาสหรคตด้วยนันทิราคะ กล่าวคือความพอใจยิ่ง.
ท่านอธิบายว่า ตัณหาถึงความเป็นอันเดียวกันโดยใจความ กับด้วยนันทิราคะ.
บทว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ.
ความว่า ตัณหายินดียิ่งในอารมณ์ที่อัตภาพเกิด, หรือยินดีในอารมณ์นั้นๆ มีรูปเป็นต้น คือยินดียิ่งในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์.
ปาฐะว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺที บ้าง ความว่า ให้ยินดีในอารมณ์นั้นๆ
บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต.
ความแห่งบทนั้นว่า หากถามว่า ตัณหานั้นเป็นไฉน?
บทว่า กามตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในกาม,
บทนี้เป็นชื่อของราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕.
บทว่า ภวตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในภพ.
บทนี้เป็นชื่อของราคะสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความปรารถนาในภพ และราคะในรูปภพ อรูปภพ และความใคร่ในฌาน.
บทว่า วิภวตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในวิภวะ คือปราศจากภพ.
บทนี้เป็นชื่อของอุจเฉททิฏฐิ.
บัดนี้ เพื่อแสดงถึงที่เกิดของตัณหานั้นโดยพิสดาร พระเถระจึงกล่าวว่า สา โข ปเนสา - ก็ตัณหานั้นแล เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชติ แปลว่า ย่อมเกิด.
บทว่า นิวีสติ - ย่อมตั้งอยู่ คือตั้งอยู่ด้วยความเป็นไปบ่อยๆ
พึงทราบการเชื่อมความว่า ตัณหาเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน.
บทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ - สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก คือสิ่งใดมีสภาพน่ารักและมีสภาวะหวานฉ่ำในโลก.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า จกฺขุ โลเก ดังต่อไปนี้.
สัตว์ทั้งหลายยึดมั่นโดยความเป็นของเราในจักษุเป็นต้นในโลก ตั้งอยู่ในสิ่งที่ถึงพร้อม ย่อมสำคัญประสาท ๕ คือ จักษุของตนผ่องใสโดยการถือเอานิมิตในกระจกเป็นต้น ดุจสีหบัญชรทำด้วยแก้วมณีที่บุคคลยกขึ้นในวิมานทอง. ย่อมสำคัญโสตะ ดุจกล้องเงินและดุจสายสังวาล. ย่อมสำคัญฆานะ ที่เรียกกันว่าจมูกโด่งดุจเกลียวหรดาลที่บุคคลม้วนตั้งไว้. ย่อมสำคัญชิวหา ให้รสหวานสนิทอ่อนนุ่มดุจผืนผ้ากัมพลสีแดง. ย่อมสำคัญกาย ดุจต้นสาละอ่อนและดุจซุ้มประตูทอง. ย่อมสำคัญมนะ ยิ่งใหญ่ไม่เหมือนมนะของคนอื่น. ย่อมสำคัญรูป ดุจสีมีสีทองและดอกกรณิการ์เป็นต้น. ย่อมสำคัญเสียง ดุจเสียงขันของนกการะเวกและดุเหว่าที่กำลังเพลิน และเสียงกังวานของขลุ่ยแก้วมณีที่เป่าเบาๆ. ย่อมสำคัญอารมณ์มีกลิ่นเป็นต้น ที่เกิดแต่สมุฏฐาน ๔ ที่ตนได้แล้วว่า ใครเล่าจะมีอารมณ์เห็นปานนี้.
เมื่อสัตว์เหล่านั้นสำคัญอยู่อย่างนี้ จักษุเป็นต้นเหล่านั้นย่อมเป็นปิยรูปและสาตรูป. เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัณหาที่ยังไม่เกิดในปิยรูปและสาตรูปนั้น ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้น, และที่เกิดแล้วย่อมตั้งอยู่ด้วยการเป็นไปบ่อยๆ. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า จักษุเป็นปิยรูปสาตรูปในโลก, ตัณหานี้เมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชมานา ความว่า เมื่อใด ปิยรูปสาตรูปเกิด, เมื่อนั้น ตัณหาย่อมเกิดในสิ่งนี้.
จบอรรถกถาสมุทยสัจนิทเทส -----------------------------------------------------