๔. วิเวกกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺญาวคฺเค วิเวกกถา สาวตฺถีนิทานํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิเวกกถา สาวัตถีนิทาน
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ พลกรณียา กมฺมนฺตา กยิรนฺติ สพฺเพ เต ปฐวึ นิสฺสาย ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย เอวเมเต พลกรณียา กมฺมนฺตา กยิรนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่งการงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้ แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาเวติ สมฺมาวาจํ ภาเวติ สมฺมากมฺมนฺตํ ภาเวติ สมฺมาอาชีวํ ภาเวติ สมฺมาวายามํ ภาเวติ สมฺมาสตึ ภาเวติ สมฺมาสมาธึ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรติ ฯ {๗๐๒.๑} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เยปิเม วีชคามภูตคามา วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ สพฺเพ เต ปฐวึ นิสฺสาย ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย เอวเมเต วีชคามภูตคามา วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวนฺโต อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรนฺโต วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างไร ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฐิอันอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล อาศัยศีลตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวนฺโต อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกโรนฺโต วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาเวติ สมฺมาวาจํ ภาเวติ สมฺมากมฺมนฺตํ ภาเวติ สมฺมาอาชีวํ ภาเวติ สมฺมาวายามํ ภาเวติ สมฺมาสตึ ภาเวติ สมฺมาสมาธึ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ สมฺมาทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิยา ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ฯเปฯ สมฺมาวาจาย สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมฺมาอาชีวสฺส สมฺมาวายามสฺส สมฺมาสติยา สมฺมาสมาธิสฺส ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายอย่างไร ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฐิอันอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ... เจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ สัมมาทิฐิมีวิเวก ๕มีวิราคะ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ สัมมาสังกัปปะฯลฯ สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕มีนิสัย ๑๒ ฯ
สมฺมาทิฏฺฐิยา กตเม ปญฺจ วิเวกา วิกฺขมฺภนวิเวโก ตทงฺควิเวโก สมุจฺเฉทวิเวโก ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก นิสฺสรณวิเวโก วิกฺขมฺภนวิเวโก จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺควิเวโก จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทวิเวโก จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณวิเวโก จ นิโรโธ นิพฺพานํ สมฺมาทิฏฺฐิยา อิเม ปญฺจ วิเวกา อิเมสุ ปญฺจสุ วิเวเกสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ
สัมมาทิฐิมีวิเวก ๕ เป็นไฉน ฯ วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวกในการละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑สมุจเฉทวิเวก ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นที่ดับ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฐิมีวิเวก ๕เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฯ
สมฺมาทิฏฺฐิยา กตเม ปญฺจ วิราคา วิกฺขมฺภนวิราโค ตทงฺควิราโค สมุจฺเฉทวิราโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิราโค นิสฺสรณวิราโค วิกฺขมฺภนวิราโค จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺควิราโค จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทวิราโค จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิราโค จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณวิราโค จ นิโรโธ นิพฺพานํ สมฺมาทิฏฺฐิยา อิเม ปญฺจ วิราคา อิเมสุ ปญฺจสุ วิราเคสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ
สัมมาทิฐิมีวิราคะ ๕ เป็นไฉน ฯ วิราคะ ๕ คือ วิกขัมภนวิราคะ ตทังควิราคะ สมุจเฉทวิราคะปฏิปัสสัทธิวิราคะ นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ... นิสสรณวิราคะเป็นที่ดับ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฐิมีวิราคะ ๕เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้ ฯ
สมฺมาทิฏฺฐิยา กตเม ปญฺจ นิโรธา วิกฺขมฺภนนิโรโธ ตทงฺคนิโรโธ สมุจฺเฉทนิโรโธ ปฏิปฺปสฺสทฺธินิโรโธ นิสฺสรณนิโรโธ วิกฺขมฺภนนิโรโธ จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺคนิโรโธ จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทนิโรโธ จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธินิโรโธ จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณนิโรโธ จ อมตา ธาตุ สมฺมาทิฏฺฐิยา อิเม ปญฺจ นิโรธา อิเมสุ ปญฺจสุ นิโรเธสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ
สัมมาทิฐิมีนิโรธ ๕ เป็นไฉน ฯ นิโรธ ๕ คือ วิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธปฏิปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ... นิสสรณนิโรธเป็นที่ดับ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฐิมีนิโรธ ๕เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในนิโรธ ๕ นี้ ฯ
สมฺมาทิฏฺฐิยา กตเม ปญฺจ โวสฺสคฺคา วิกฺขมฺภนโวสฺสคฺโค ตทงฺคโวสฺสคฺโค สมุจฺเฉทโวสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิโวสฺสคฺโค นิสฺสรณโวสฺสคฺโค วิกฺขมฺภนโวสฺสคฺโค จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺคโวสฺสคฺโค จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทโวสฺสคฺโค จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิโวสฺสคฺโค จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณโวสฺสคฺโค จ นิโรโธ นิพฺพานํ สมฺมาทิฏฺฐิยา อิเม ปญฺจ โวสฺสคฺคา อิเมสุ ปญฺจสุ โวสฺสคฺเคสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ {๗๐๗.๑} สมฺมาทิฏฺฐิยา อิเม ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา ฯ
สัมมาทิฐิมีความสละ ๕ เป็นไฉน ฯ ความสละ ๕ คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ ตทังคโวสสัคคะ สมุจเฉทโวสสัคคะปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ นิสสรณโวสสัคคะ ความสละในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ... นิสสรณโวสสัคคะ เป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑สัมมาทิฐิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธาและมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในความสละ ๕ นี้ ฯ สัมมาทิฐิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ ฯ
สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ฯเปฯ สมฺมาวาจาย ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตสฺส ฯเปฯ สมฺมาอาชีวสฺส ฯเปฯ สมฺมาวายามสฺส ฯเปฯ สมฺมาสติยา ฯเปฯ ฯ {๗๐๘.๑} สมฺมาสมาธิสฺส กตเม ปญฺจ วิเวกา วิกฺขมฺภนวิเวโก ตทงฺควิเวโก สมุจฺเฉทวิเวโก ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก นิสฺสรณวิเวโก วิกฺขมฺภนวิเวโก จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺควิเวโก จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทวิเวโก จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณวิเวโก จ นิโรโธ นิพฺพานํ สมฺมาสมาธิสฺส อิเม ปญฺจ วิเวกา อิเมสุ ปญฺจสุ วิเวเกสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ
สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เป็นไฉน ฯ วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวกในการละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนทำลายกิเลส ๑สมุจเฉทวิเวก ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีวิเวก๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฯ
สมฺมาสมาธิสฺส กตเม ปญฺจ วิราคา วิกฺขมฺภนวิราโค ตทงฺควิราโค สมุจฺเฉทวิราโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิราโค นิสฺสรณวิราโค วิกฺขมฺภนวิราโค จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺควิราโค จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทวิราโค จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิราโค จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณวิราโค จ นิโรโธ นิพฺพานํ สมฺมาสมาธิสฺส อิเม ปญฺจ วิราคา อิเมสุ ปญฺจสุ วิราเคสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ
สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เป็นไฉน ฯ วิราคะ ๕ คือ วิกขัมภนวิราคะ ตทังควิราคะ สมุจเฉทวิราคะ ปฏิปัสสัทธิวิราคะ นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ... นิสสรณวิราคะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้ ฯ
สมฺมาสมาธิสฺส กตเม ปญฺจ นิโรธา วิกฺขมฺภนนิโรโธ ตทงฺคนิโรโธ สมุจฺเฉทนิโรโธ ปฏิปฺปสฺสทฺธินิโรโธ นิสฺสรณนิโรโธ วิกฺขมฺภนนิโรโธ จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺคนิโรโธ จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทนิโรโธ จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธินิโรโธ จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณนิโรโธ จ อมตา ธาตุ สมฺมาสมาธิสฺส อิเม ปญฺจ นิโรธา อิเมสุ ปญฺจสุ นิโรเธสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ
สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เป็นไฉน ฯ นิโรธ ๕ คือ วิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธปฏิปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑... ปฏิปัสสัทธินิโรธในขณะผล ๑ นิสสรณนิโรธเป็นอมตธาตุ ๑ สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในนิโรธ ๕ นี้ ฯ
สมฺมาสมาธิสฺส กตเม ปญฺจ โวสฺสคฺคา วิกฺขมฺภนโวสฺสคฺโค ตทงฺคโวสฺสคฺโค สมุจฺเฉทโวสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิโวสฺสคฺโค นิสฺสรณโวสฺสคฺโค วิกฺขมฺภนโวสฺสคฺโค จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺคโวสฺสคฺโค จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทโวสฺสคฺโค จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิโวสฺสคฺโค จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณโวสฺสคฺโค จ นิโรโธ นิพฺพานํ สมฺมาสมาธิสฺส อิเม ปญฺจ โวสฺสคฺคา อิเมสุ ปญฺจสุ โวสฺสคฺเคสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯ {๗๑๑.๑} สมฺมาสมาธิสฺส อิเม ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา ฯ
สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เป็นไฉน ฯ ความสละ ๕ คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ ตทังคโวสสัคคะ สมุจเฉทโวสสัคคะปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ นิสสรณโวสสัคคะ ความสละในการข่มนิวรณ์ ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ความสละในการละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทโวสสัคคะ ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะในขณะผล ๑ นิสสรณโวสสัคคะเป็นนิโรธคือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในความสละ ๕ นี้ ฯ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย๑๒ เหล่านี้ ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ พลกรณียา กมฺมนฺตา กยิรนฺติ สพฺเพ เต ปฐวึ นิสฺสาย ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย เอวเมเต พลกรณียา กมฺมนฺตา กยิรนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย สตฺต โพชฺฌงฺเค ภาเวติ สตฺต โพชฺฌงฺเค พหุลีกโรติ ฯเปฯ สตฺต โพชฺฌงฺเค ภาเวนฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค พหุลีกโรนฺโต วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ ฯเปฯ ปญฺจ พลานิ ภาเวติ ฯ ปญฺจ พลานิ พหุลีกโรติ ฯเปฯ ปญฺจ พลานิ ภาเวนฺโต ปญฺจ พลานิ พหุลีกโรนฺโต วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ ฯเปฯ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาเวติ ปญฺจินฺทฺริยานิ พหุลีกโรติ ฯเปฯ ฯ {๗๑๒.๑} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ วีชคามภูตคามา วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ สพฺเพ เต ปฐวึ นิสฺสาย ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย เอวเมเต วีชคามภูตคามา วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาเวนฺโต ปญฺจินฺทฺริยานิ พหุลีกโรนฺโต วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อยู่ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งพละ ๕ ฯลฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งพละ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลํ นิสฺสาย สีเล ปติฏฺฐาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาเวนฺโต ปญฺจินฺทฺริยานิ พหุลีกโรนฺโต วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ ปาปุณาติ ธมฺเมสุ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ ฯเปฯ สตินฺทฺริยํ ภาเวติ สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ สทฺธินฺทฺริยสฺส ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา ฯเปฯ วิริยินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ สตินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยสฺส ปญฺญินฺทฺริยสฺส ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายอย่างไร ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัทธินทรีย์อันอาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เจริญวิริยินทรีย์ ฯลฯ เจริญสตินทรีย์เจริญสมาธินทรีย์ เจริญปัญญินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในความสละ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ ฯ
สทฺธินฺทฺริยสฺส กตเม ปญฺจ วิเวกา วิกฺขมฺภนวิเวโก ตทงฺควิเวโก สมุจฺเฉทวิเวโก ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก นิสฺสรณวิเวโก วิกฺขมฺภนวิเวโก จ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺควิเวโก จ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทวิเวโก จ โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก จ ผลกฺขเณ นิสฺสรณวิเวโก จ นิโรโธ นิพฺพานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อิเม ปญฺจ วิเวกา อิเมสุ ปญฺจสุ วิเวเกสุ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ฯเปฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส อิเม ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยา วิริยินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ สตินฺทฺริยสฺส สมาธินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ ฯ {๗๑๔.๑} ปญฺญินฺทฺริยสฺส กตเม ปญฺจ วิเวกา วิกฺขมฺภนวิเวโก ตทงฺควิเวโก สมุจฺเฉทวิเวโก ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก นิสฺสรณวิเวโก ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อิเม ปญฺจ วิเวกา ปญฺจ วิราคา ปญฺจ นิโรธา ปญฺจ โวสฺสคฺคา ทฺวาทส นิสฺสยาติ ฯ วิเวกกถา นิฏฺฐิตา ฯ -------
สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เป็นไฉน ฯ วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑วิเวกในการละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวก ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธาและมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฯลฯ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เป็นไฉน ฯ วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ ฉะนี้แล ฯ จบวิเวกกถา ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. วิเวกกถา ว่าด้วยวิเวก
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานนั้น ทั้งหมดบุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้ การงานที่ต้อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาทิฏฐิที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในโวสสัคคะ (ความสละ) เจริญสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ เจริญสัมมากัมมันตะ ฯลฯ เจริญสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เจริญสัมมาวายามะ ฯลฯ เจริญสัมมาสติ ฯลฯ เจริญสัมมาสมาธิที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในโวสสัคคะ ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริย-มรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและ ภูตคามเหล่านั้นทั้งหมดอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ได้ พืชคามและภูตคามเหล่านี้ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายด้วยประการฉะนี้ ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาทิฏฐิที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ เจริญสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ เจริญสัมมากัมมันตะ ฯลฯ เจริญสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เจริญสัมมาวายามะ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ศีล ในที่นี้หมายถึงจตุปาริสุทธิศีล ๔ (คือ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทริยสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และ@ปัจจยสันนิสสิตศีล) (ขุ.ป.อ. ๒/๒๒/๓๕๖) @ พืชคาม หมายถึงพืช ๕ อย่าง คือ พืชจากราก พืชจากต้น พืชจากยอด พืชจากข้อ และพืชจากพืช@ภูตคาม หมายถึงเริ่มตั้งแต่หน่อเขียวสมบูรณ์ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๓/๓๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ๑. มัคคังคนิทเทส เจริญสัมมาสติ ฯลฯ เจริญสัมมาสมาธิที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในโวสสัคคะ ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายอย่างนี้แล ๑. มัคคังคนิทเทส แสดงองค์แห่งมรรค
สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนวิเวก (สงัดด้วยข่มไว้) ๒. ตทังควิเวก (สงัดด้วยองค์นั้นๆ) ๓. สมุจเฉทวิเวก (สงัดด้วยตัดขาด) ๔. ปฏิปัสสัทธิวิเวก (สงัดด้วยสงบระงับ) ๕. นิสสรณวิเวก (สงัดด้วยสลัดออกได้) วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะแห่งผลและ@เชิงอรรถ : @ นิสสัย ๑๒ ได้แก่ ในวิเวกมีนิสสัย ๓ วิราคะมีนิสสัย ๓ นิโรธมินิสสัย ๓ โวสสัคคะมีนิสสัย ๓@(๓ คูณ ๔ เป็น ๑๒) (ขุ.ป.อ. ๒/๒๔/๓๕๘-๓๕๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ๑. มัคคังคนิทเทส นิสสรณวิเวกที่เป็นความดับคือนิพพาน สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะน้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่น ด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนวิราคะ (คลายกำหนัดด้วยข่มไว้) ๒. ตทังควิราคะ (คลายกำหนัดด้วยองค์นั้นๆ) ๓. สมุจเฉทวิราคะ (คลายกำหนัดด้วยตัดขาด) ๔. ปฏิปัสสัทธิวิราคะ (คลายกำหนัดด้วยสงบระงับ) ๕. นิสสรณวิราคะ (คลายกำหนัดด้วยสลัดออกได้) วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน วิราคะในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทวิราคะของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิวิราคะในขณะแห่งผลและนิสสรณวิราคะที่เป็นความดับคือนิพพาน สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะ น้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้ สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนนิโรธ (ดับด้วยข่มไว้) ๒. ตทังคนิโรธ (ดับด้วยองค์นั้นๆ) ๓. สมุจเฉทนิโรธ (ดับด้วยตัดขาด) ๔. ปฏิปัสสัทธินิโรธ (ดับด้วยสงบระงับ) ๕. นิสสรณนิโรธ (ดับด้วยสลัดออกได้) นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน นิโรธในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทนิโรธของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธินิโรธในขณะแห่งผลและนิสสรณ-นิโรธที่เป็นความดับคืออมตธาตุ สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะ น้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในนิโรธ ๕ นี้ @เชิงอรรถ : @ ฉันทะ ศรัทธา และจิต ในที่นี้ชื่อว่า นิสสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ๑. มัคคังคนิทเทส สัมมาทิฏฐิมีโวสสัคคะ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนโวสสัคคะ (สละด้วยข่มไว้) ๒. ตทังคโวสสัคคะ (สละด้วยองค์นั้นๆ) ๓. สมุจเฉทโวสสัคคะ (สละด้วยตัดขาด) ๔. ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ (สละด้วยสงบระงับ) ๕. นิสสรณโวสสัคคะ (สละด้วยสลัดออกได้) โวสสัคคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน โวสสัคคะในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทโวสสัคคะของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะในขณะแห่งผลและนิสสรณโวสสัคคะที่เป็นความดับคือนิพพาน สัมมาทิฏฐิมีโวสสัคคะ ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะ น้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในโวสสัคคะ ๕ นี้ สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ นี้
สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนวิเวก ๒. ตทังควิเวก ๓. สมุจเฉทวิเวก ๔. ปฏิปัสสัทธิวิเวก ๕. นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะแห่งผลและนิสสรณวิเวกที่เป็นความดับคือนิพพาน สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะน้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ๑. มัคคังคนิทเทส สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนวิราคะ ๒. ตทังควิราคะ ๓. สมุจเฉทวิราคะ ๔. ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ๕. นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน วิราคะในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทวิราคะของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิวิราคะในขณะผลและนิสสรณวิราคะที่เป็นความดับคือนิพพาน สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะน้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้ สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนนิโรธ ๒. ตทังคนิโรธ ๓. สมุจเฉทนิโรธ ๔. ปฏิปัสสัทธินิโรธ ๕. นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน นิโรธในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทนิโรธของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธินิโรธในขณะผลและนิสสรณ-นิโรธที่เป็นความดับคืออมตธาตุ สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะ น้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในนิโรธ ๕ นี้ สัมมาสมาธิมีโวสสัคคะ ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนโวสสัคคะ ๒. ตทังคโวสสัคคะ ๓. สมุจเฉทโวสสัคคะ ๔. ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ๕. นิสสรณโวสสัคคะ โวสสัคคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน โวสสัคคะในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉท-โวสสัคคะของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะใน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ๑. มัคคังคนิทเทส ขณะผลและนิสสรณโวสสัคคะที่เป็นความดับคือนิพพาน สัมมาสมาธิมีโวสสัคคะ ๕นี้ ภิกษุเกิดฉันทะ น้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในโวสสัคคัคะ ๕ นี้ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ นี้
ภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงาน นั้นทั้งหมด บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ภิกษุผู้เจริญทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ภิกษุผู้เจริญ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ ฯลฯ ภิกษุผู้เจริญ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ภิกษุผู้เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ฯลฯ พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามเหล่านั้นทั้งหมดอาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ พืชคามและภูตคามเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อม ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัย เจริญสัทธินทรีย์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ เจริญวิริยินทรีย์ ฯลฯ เจริญสตินทรีย์ ฯลฯ เจริญสมาธินทรีย์ ฯลฯ เจริญปัญญินทรีย์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในโวสสัคคะ ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึง ความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย อย่างนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ๒. อินทริยนิทเทส ๒. อินทริยนิทเทส แสดงอินทรีย์
สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนวิเวก ๒. ตทังควิเวก ๓. สมุจเฉทวิเวก ๔. ปฏิปัสสัทธิวิเวก ๕. นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิที่เป็นส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตตรมรรคที่ให้ถึงความสิ้นไป ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผลและนิสสรณ-วิเวกที่เป็นความดับคือนิพพาน สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ นี้ ภิกษุเกิดฉันทะ น้อมไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฯลฯ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ อย่างนี้แล วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ อะไรบ้าง คือ ๑. วิกขัมภนวิเวก ๒. ตทังควิเวก ๓. สมุจเฉทวิเวก ๔. ปฏิปัสสัทธิวิเวก ๕. นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีโวสสัคคะ ๕ มีนิสสัย ๑๒ อย่างนี้แลวิเวกกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๘๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิเวกกถา
บัดนี้จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิเวกกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาการละ ในลำดับแห่งอภิสมยกถามีการละเป็นที่สุดตรัสไว้แล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อน.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๒๖๔-๒๖๕
บทว่า เย เกจิ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นบทรวมยอดไม่มีเหลือ.
บทว่า พลกรณียา ทำด้วยกำลัง คือพึงทำด้วยกำลังขาและแขน.
บทว่า กมฺมนฺตา การงาน คือการงานมีวิ่ง กระโดด ไถและหว่านเป็นต้น.
บทว่า กยีรนฺติ ต้องทำ คืออันผู้มีกำลังต้องทำ.
บทว่า สีลํ นิสฺสาย อาศัยศีล คือทำจตุปาริสุทธิศีลให้เป็นที่อาศัย.
บทว่า ภาเวติ ย่อมเจริญ ในที่นี้ท่านประสงค์เอามรรคภาวนาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ เพราะผู้มีศีลขาดแล้วไม่มีมรรคภาวนา.
บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ อาศัยวิเวก คืออาศัยตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก นิสสรณวิเวก.
บทว่า วิเวโก คือ ความสงัด.
จริงอยู่ พระโยคาวจรประกอบด้วยอริยมรรคภาวนา ย่อมเจริญอริยมรรคภาวนา อาศัยตทังควิเวกโดยกิจในขณะแห่งวิปัสสนา อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัธยาศัย อาศัยสมุจเฉทวิเวกโดยกิจในขณะมรรค อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์.
ในการอาศัยวิราคะเป็นต้นก็มีนัยนี้.
จริงอยู่ วิเวกนั่นแหละ ชื่อว่าวิราคะ ด้วยอรรถว่าคลายกำหนัด ชื่อว่านิโรธ ด้วยอรรถว่าดับ ชื่อว่าโวสสัคคะ ด้วยอรรถว่าสละ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิเวก เพราะสงัดจากกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าวิราคะ เพราะคลายจากกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่านิโรธ เพราะดับกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าโวสสัคคะ เพราะสละกิเสลทั้งหลาย เพราะปล่อยจิตไปในนิพพาน.
อนึ่ง โวสสัคคะมี ๒ อย่าง คือ ปริจจาคโวสสัคคะ (ปล่อยด้วยการสละ) และปักขันทนโวสสัคคะ ปล่อยด้วยการแล่นไป.
ในโวสสัคคะ ๒ อย่างนั้น การละกิเลสด้วยตทังคะในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค ชื่อว่าปริจจาคโวสสัคคะ. การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค ชื่อว่าปักขันทนโวสสัคคะ.
แม้ทั้งสองนั้นก็สมควรในนัยแห่งการพรรณนาความอันเจือด้วยโลกิยะ โลกุตระนี้.
เป็นความจริงอย่างนั้น ในสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ธรรมนี้อย่างหนึ่งๆ ย่อมสละกิเลสโดยประการตามที่กล่าวแล้ว และย่อมแล่นไปสู่นิพพาน.
บทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ น้อมไปในความสละ. ท่านอธิบายว่า น้อมไป โน้มไป อบรม บ่มให้แก่กล้า เพื่อความสละด้วยคำทั้งสิ้นนี้.
ภิกษุผู้ขวนขวายอริยมรรคภาวนานี้ ย่อมเจริญอริยมรรคนั้นโดยประการที่ธรรมหนึ่งๆ ในสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ย่อมอบรมและบ่มให้แก่กล้าเพื่อปล่อยให้สละกิเลส และเพื่อปล่อยให้แล่นไปสู่นิพพาน.
ในบทว่า พีชคามภูตคามา พืชคามและภูตคามนี้ มีอธิบายว่า พืช ๕ อย่าง คือ พืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากข้อ ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืชชื่อว่าพืชคาม ชื่อว่าภูตคามจำเดิมแต่ความปรากฏแห่งหน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว.
อธิบายว่า รวมรากหน่อสีเขียวของภูตคามที่เกิดแล้ว.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๒/ข้อ ๓๕๕
อาจารย์บางคนกล่าวว่า เมื่อเทวดาหวงแหน ย่อมเป็นตั้งแต่เวลามีหน่อสีเขียว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภูตคาม เพราะเป็นบ้านของภูตคือเทวดาเหล่านั้น.
บทว่า วุฑฺฒึ ความเจริญ คือเจริญด้วยหน่อเป็นต้น.
บทว่า วิรุฬฺหึ งอกงาม คืองอกงามด้วยลำต้นเป็นต้น.
บทว่า เวปุลฺลํ ไพบูลย์ คือไพบูลย์ด้วยดอกเป็นต้น.
อนึ่ง ในทางธรรม บทว่า วุฑฺฒึ คือ เจริญด้วยความประพฤติธรรมที่ยังไม่เคยประพฤติ.
บทว่า วิรุฬฺหึ คือ งอกงามด้วยการทำกิจให้สำเร็จ.
บทว่า เวปุลฺลํ คือ ความไพบูลย์ด้วยสำเร็จกิจแล้ว. ปาฐะว่า วิปุลฺลตฺตํ คือความเป็นผู้ไพบูลย์บ้าง.
อีกอย่างหนึ่ง บท ๓ เหล่านี้ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา.
อรรถกถามัคคังคนิเทศ
พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้.
บทว่า สามาทิฏฺฐิยา เป็นฉัฏฐีวิภัตติ แห่งสัมมาทิฏฐิอันเป็นไปอยู่ จากการประกอบตามสมควรและจากอารมณ์ ในฌาน วิปัสสนา มรรค ผลและนิพพาน และในจิตอันสัมปยุตด้วยโลกิยวิรัติ คือแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นอันเดียวกัน โดยเป็นสามัญลักษณะ.
บทว่า วิกฺขมฺภนวิเวโก วิกขัมภนวิเวก คือความสงัดด้วยการข่มไว้ ด้วยการทำให้ไกล แห่งอะไร แห่งนิวรณ์ทั้งหลาย.
บทมีอาทิว่า ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต เจริญปฐมฌาน ท่านกล่าวถึงปฐมฌานด้วยการข่มไว้ เมื่อท่านกล่าวถึงปฐมฌานนั้น ก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ฌานที่เหลือด้วยเหมือนกัน.
ชื่อว่าสัมมาทิกฐิวิเวก เพราะมีสัมมาทิฏฐิแม้ในฌานทั้งหลาย.
บทว่า ตทงฺควิเวโก คือ ความสงัดด้วยวิปัสสนาญาณนั้นๆ.
บทว่า ทิฏฺฐิคตานํ ทิฏฐิทั้งหลาย ท่านกล่าวว่าทิฏฐิวิเวก เพราะทิฏฐิวิเวกทำได้ยาก และเพราะเป็นประธาน เมื่อท่านกล่าวถึงทิฏฐิวิเวกก็เป็นอันกล่าวแม้วิเวกมีนิจจสัญญาเป็นต้น.
บทว่า นิพฺเพธคาคิยํ สมาธึ สมาธิอันเป็นส่วนแห่งการทำลายกิเลส คือสมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา.
บทว่า สมุจฺเฉทวิเวโก สมุจเฉทวิเวก คือความสงัดด้วยการตัดขาดกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ โลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป คือโลกุตรมรรคอันให้ถึงนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไป.
บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก ปฏิปัสสัทธิวิเวก คือความสงัดในการสงบกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า นิสฺสรณวิเวโก นิสสรณวิเวก คือความสงัดสังขารอันเป็นการนำสังขตธรรมทั้งหมดออกไป.
บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ คือเป็นผู้เกิดความพอใจในธรรมในส่วนเบื้องต้น.
บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต คือ เป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธาในส่วนเบื้องต้น.
บทว่า จิตฺตํ จสฺส สวาธิฏฺฐิตํ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี คือจิตของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี คือมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น.
ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่าเป็นที่อาศัย เพราะเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านกล่าวสมาธิว่า มีจิตตั้งมั่นด้วยดี.
แม้ในวิราคะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธวารดังต่อไปนี้.
ท่านแสดงคำปริยายอื่นจากนิโรธศัพท์ แล้วกล่าวว่า อมตา ธาตุ อมตธาตุ พึงทราบในบทที่เหลือต่อไป
บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ เป็นนิโรธ คือนิพพาน.
แม้ในบททั้งสองก็เป็นนิพพานเหมือนกัน.
บทว่า ทฺวาทส นิสฺสยา มีนิสัย ๑๒ คือทำฉันทะ สัทธา จิต อย่างละ ๓ ให้อย่างหนึ่งๆ เป็น ๔ อย่างมีวิเวกเป็นต้น รวมเป็นนิสัย ๑๒.
แม้สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ ก็พึงทราบการประกอบความโดยนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงวิรัติอันเป็นไปอยู่ ด้วยสามารถส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย แห่งฌานและวิปัสสนา เพราะไม่มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ ในขณะแห่งฌาน ในขณะแห่งวิปัสสนาทำฌานและวิปัสสนาให้อาศัยกัน.
อนึ่ง พึงทราบว่า วิเวก วิราคะ นิโรธและปฏินิสสัคคะ แห่งนิวรณ์และทิฏฐิ ชื่อว่าวิเวกเป็นต้นแห่งวิรัติทั้งหลายอันเป็นอยู่อย่างนั้น. เหมือนที่-พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอัฏฐกนิบาตว่า ดูก่อนภิกษุ แต่นั้นท่านพึงเจริญสมาธินี้ พร้อมด้วยวิตก พร้อมด้วยวิจาร พึงเจริญแม้เพียงวิจารไม่มีวิตก พึงเจริญแม้ไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั้งวิจาร พึงเจริญพร้อมด้วยปีติ พึงเจริญแม้ไม่มีปีติ พึงเจริญแม้สหรคตด้วยความพอใจ พึงเจริญแม้สหรคตด้วยอุเบกขา.
____________________________
องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๖๐
ท่านกล่าวเมตตาเป็นต้นและกายานุปัสสนาเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งสมาธิอันเป็นมูลภายในของตนดุจกล่าวถึงจตุกฌานและปัญจกฌาน.
แม้ในบทนี้ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงวิรัติด้วยอำนาจส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลายอย่างนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเพียงพยัญชนฉายา (เงาแห่งพยัญชนะ) จึงไม่ควรกล่าวตู่. เพราะพระพุทธพจน์ลึกซึ้งมาก พึงเข้าไปหาอาจารย์แล้วเรียนเอาโดยความประสงค์.
แม้ในโพชฌงควาระ พลวาระและอินทริยวาระ ก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล.
จบอรรถกถาวิเวกกถา -----------------------------------------------------