๑๐. มาติกากถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺญาวคฺเค มาติกกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มาติกากถา
นิจฺฉาโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข วิชฺชาวิมุตฺติ อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญา ปสฺสทฺธิ ญาณํ ทสฺสนํ สุทฺธิ เนกฺขมฺมํ นิสฺสรณํ ปวิเวโก โวสฺสคฺโค จริยา ฌานวิโมกฺโข ภาวนาธิฏฺฐานชีวิตํ ฯ {๗๓๗.๑} นิจฺฉาโตติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต นิจฺฉาโต อพฺยาปาเทน พฺยาปาทโต นิจฺฉาโต ฯเปฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณหิ นิจฺฉาโต ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเสหิ นิจฺฉาโต มุจฺจติ ฯ {๗๓๗.๒} วิโมกฺโขติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข อพฺยาปาเทน พฺยาปาทโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข ฯเปฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณหิ มุจฺจตีติ วิโมกฺโข ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเสหิ มุจฺจตีติ วิโมกฺโข ฯ {๗๓๗.๓} วิชฺชาวิมุตฺตีติ เนกฺขมฺมํ วิชฺชตีติ วิชฺชา กามจฺฉนฺทโต มุจฺจตีติ วิมุตฺติ วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชตีติ วิชฺชาวิมุตฺติ อพฺยาปาทํ วิชฺชตีติ วิชฺชา พฺยาปาทโต มุจฺจตีติ วิมุตฺติ วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชตีติ วิชฺชาวิมุตฺติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค วิชฺชตีติ วิชฺชา สพฺพกิเลเสหิ มุจฺจตีติ วิมุตฺติ วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชตีติ วิชฺชาวิมุตฺติ ฯ
บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น ความ หลุดพ้น เป็นวิโมกข์ วิชชาวิมุติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณทัสนะ สุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสสัคคะ จริยา ฌานวิโมกข์ภาวนาธิษฐานชีวิต ฯ คำว่า นิจฺฉาโต ความว่า บุคคลผู้มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากพยาบาทด้วยความไม่พยาบาทฯลฯ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ผู้ไม่มีความหิวย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ คำว่า วิโมกฺโข ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากพยาบาท ฯลฯ ปฐมฌานชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า วิชฺชาวิมุตฺติ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่ามีอยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกามฉันทะ ชื่อว่าวิชชา-*วิมุติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ความไม่พยาบาทชื่อว่าวิชชาเพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากพยาบาท ชื่อว่าวิชชาวิมุติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าวิชชาวิมุติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ฯ
อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญาติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา ฯ
ข้อว่า อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺญา ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ ชื่อว่าจิตตวิสุทธิเพราะอรรถว่าเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเห็นความกั้นในสีลวิสุทธิ เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอธิปัญญาสิกขา ความไม่พยาบาทชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นความพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าจิตตวิสุทธิเพราะอรรถว่าเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเห็นความกั้นในสีลวิสุทธิ เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตต-*สิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอธิปัญญาสิกขา ฯ
ปสฺสทฺธีติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ฯ {๗๓๙.๑} ญาณนฺติ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท ญาตฏฺเฐน ญาณํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค ญาตฏฺเฐน ญาณํ ฯ {๗๓๙.๒} ทสฺสนนฺติ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ ทิฏฺฐตฺตา ทสฺสนํ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท ทิฏฺฐตฺตา ทสฺสนํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค ทิฏฺฐตฺตา ทสฺสนํ ฯ {๗๓๙.๓} วิสุทฺธีติ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺเมน วิสุชฺฌติ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาเทน วิสุชฺฌติ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺเคน วิสุชฺฌติ ฯ
คำว่า ปสฺสทฺธิ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องระงับกามฉันทะความไม่พยาบาทเป็นเครื่องระงับพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องระงับกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า ญาณํ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ เพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ เพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ เพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า ทสฺสนํ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าทัสนะ เพราะความว่าเห็นเพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าทัสนะ เพราะความว่าเห็นเพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าทัสนะ เพราะความว่าเห็นเพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า วิสุทฺธิ ความว่า บุคคลละกามฉันทะ ย่อมหมดจดด้วยเนกขัมมะละพยาบาทย่อมหมดจดด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ ละกิเลสทั้งปวง ย่อมหมดจดด้วยอรหัตมรรค ฯลฯ ละกิเลสทั้งปวง ย่อมหมดจดด้วยอรหัตมรรค ฯ
เนกฺขมฺมนฺติ กามานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ เนกฺขมฺมํ รูปานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ อารุปฺปํ ยํ โข ปน กิญฺจิ ภูตํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ นิโรโธ ตสฺส เนกฺขมฺมํ พฺยาปาทสฺส อพฺยาปาโท เนกฺขมฺมํ ถีนมิทฺธสฺส อาโลกสญฺญา เนกฺขมฺมํ ฯเปฯ ฯ {๗๔๐.๑} นิสฺสรณนฺติ กามานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ เนกฺขมฺมํ รูปานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ อารุปฺปํ ยํ โข ปน กิญฺจิ ภูตํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ กามจฺฉนฺทสฺส เนกฺขมฺมํ นิสฺสรณํ พฺยาปาทสฺส อพฺยาปาโท นิสฺสรณํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ อรหตฺตมคฺโค นิสฺสรณํ ฯ {๗๔๐.๒} ปวิเวโกติ กามจฺฉนฺทสฺส เนกฺขมฺมํ ปวิเวโก พฺยาปาทสฺส อพฺยาปาโท ปวิเวโก ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ อรหตฺตมคฺโค ปวิเวโก ฯ {๗๔๐.๓} โวสฺสคฺโคติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โวสฺสชฺชติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ โวสฺสชฺชติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส โวสฺสชฺชติ ฯ {๗๔๐.๔} จริยาติ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺเมน จรติ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาเทน จรติ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺเคน จรติ ฯ {๗๔๐.๕} ฌานวิโมกฺโขติ เนกฺขมฺมํ ชายตีติ ฌานํ กามจฺฉนฺทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปนฺตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อพฺยาปาโท ชายตีติ ฌานํ พฺยาปาทํ ฌาเปตีติ ฌานํ อาโลกสญฺญา ชายตีติ ฌานํ ฯเปฯ ถีนมิทฺธํ ฌาเปตีติ ฌานํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค ชายตีติ ฌานํ สพฺพกิเลเส ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปนฺตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข ฯ
คำว่า เนกฺขมฺมํ ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌาน เป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธ เป็นเนกขัมมะ แห่งสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ความไม่พยาบาท เป็นเนกขัมมะแห่งพยาบาทอาโลกสัญญา เป็นเนกขัมมะแห่งถีนมิทธะ ฯลฯ คำว่า นิสฺสรณํ ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌานเป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธ เป็นเครื่องสลัดสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาท เป็นเครื่องสลัดพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นเครื่องสลัดกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า ปวิเวโก ความว่า เนกขัมมะ เป็นที่สงัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาท เป็นที่สงัดพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นที่สงัดกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า โวสฺสคฺโค ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องปล่อยวางกามฉันทะความไม่พยาบาท เป็นเครื่องปล่อยวางพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นเครื่องปล่อยวางกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า จริยา ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องประพฤติละกามฉันทะความไม่พยาบาท เป็นเครื่องประพฤติละพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นเครื่องประพฤติละกิเลสทั้งปวง ฯ คำว่า ฌานวิโมกฺโข ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่าเกิด เพราะอรรถว่า เผากามฉันทะ ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เกิดหลุดพ้นเพราะอรรถว่า เผาหลุดพ้น เนกขัมมธรรม เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่าเผา ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า รู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา ความไม่พยาบาทชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผาพยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญาชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผาถีนมิทธะ ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าฌานเพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผากิเลสทั้งปวง ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เกิดหลุดพ้น เพราะอรรถว่า เผาหลุดพ้น อรหัตมรรคธรรมชื่อว่าฌานเพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผา ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่ารู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา ฯ
ภาวนาธิฏฺฐานชีวิตนฺติ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน สฺวายํ เอวํ ภาวนาสมฺปนฺโน อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน สมํ ชีวติ โน วิสมํ สมฺมา ชีวติ โน มิจฺฉา วิสุทฺธํ ชีวติ โน กิลิฏฺฐนฺติ อาชีวสมฺปนฺโน สฺวายํ เอวํ ภาวนาสมฺปนฺโน อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน อาชีวสมฺปนฺโน ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต ตํ กิสฺสเหตุ ตถา หิ โส ภาวนาสมฺปนฺโน อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน อาชีวสมฺปนฺโน พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต อวิกฺเขปํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน วิจิกิจฺฉํ ปชหนฺโต ธมฺมววตฺถานํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน {๗๔๑.๑} อวิชฺชํ ปชหนฺโต ญาณํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน อรตึ ปชหนฺโต ปามุชฺชํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน นีวรณํ ปชหนฺโต ปฐมชฺฌานํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ภาวนาสมฺปนฺโน อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน สฺวายํ เอวํ ภาวนาสมฺปนฺโน อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน สมํ ชีวติ โน วิสมํ สมฺมา ชีวติ โน มิจฺฉา วิสุทฺธํ ชีวติ โน กิลิฏฺฐนฺติ อาชีวสมฺปนฺโน สฺวายํ เอวํ ภาวนาสมฺปนฺโน อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน อาชีวสมฺปนฺโน ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต ตํ กิสฺสเหตุ ตถา หิ โส ภาวนาสมฺปนฺโน อธิฏฺฐานสมฺปนฺโน อาชีวสมฺปนฺโนติ ฯ มาติกกถา นิฏฺฐิตา ฯ ปฏิสมฺภิทาปกรณํ สมตฺตํ ฯ ตตฺรุทฺทานํ ภวติ ญาณํ ทิฏฺฐิ จ อสฺสาสํ อินฺทฺริยํ วิโมกฺเขน ปญฺจมํ คติกมฺมํ วิปลฺลาโส มคฺโค มณฺเฑน เต ทส ยุคนทฺธํ สจฺจโพชฺฌงฺคา เมตฺตา วิราเคน ปญฺจมํ ปฏิสมฺภิทา ธมฺมจกฺกํ โลกุตฺตรํ พลํ สุญฺญโต เต ทส ปญฺญา อิทฺธิ อภิสมโย วิเวกํ จริเยน ปญฺจมํ ปาฏิหิริยญฺจ สมสีสญฺจ สติปฏฺฐานํ วิปสฺสนา ตติเย ปญฺญวคฺคมฺหิ มาติกาย จ เต ทสาติ ฯ ติวคฺโค ยสฺส วิกฺเขโป ปฏิสมฺภิทาปกรเณ อนนฺตนยมคฺเคสุ คมฺภีโร สาครูปโม นภํ จ ตารกากิณฺณํ ถูโล ชาตสฺสโร ยถา กถิกานํ วิลาสาย โยคินํ ญาณโชตนนฺติ ฯ อิติ ปฏิสมฺภิทา นิฏฺฐิตา ฯ -------------
คำว่า ภาวนาธิฏฺฐานชีวิตํ ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบเป็นอยู่ชอบ ไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนาถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือ ที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไปข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น บุคคลละพยาบาทเจริญความไม่พยาบาทละถีนมิทธะเจริญอาโลกสัญญา ละอุทธัจจะเจริญความไม่ฟุ้งซ่าน ละวิจิกิจฉาเจริญธรรมววัตถาน ละอวิชชาเจริญญาณ ละอรติเจริญความปราโมทย์ ละนิวรณ์เจริญปฐมฌาน ฯลฯ ละกิเลสทั้งปวงเจริญอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา บุคคลย่อมตั้งมั่นจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่ไม่ผิดเป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาชีวะผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้นเข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือ ที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น ฉะนี้แล ฯ จบมาติกากถา ปกรณ์ปฏิสัมภิทาจบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------รวมกถาที่มีในปกรณ์ปฏิสัมภิทานั้น คือ ๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานกถา ๔. อินทรียกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มรรคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา ฯ ๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา ๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา ฯ ๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธิกถา ๓. อภิสมยกถา ๔. วิเวกกถา ๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา ๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา ๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา ฯ วรรค ๓ วรรคในปกรณ์ปฏิสัมภิทา มีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งในมรรคเป็นอนันตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศเกลื่อนกลาดด้วยดวงดาว และเช่นสระใหญ่ ความสว่างจ้าแห่งญาณของพระโยคีทั้งหลาย ย่อมมีได้โดยพิลาสแห่งคณะพระธรรมกถิกาจารย์ ฉะนี้แล ฯ ปฏิสัมภิทาจบด้วยประการฉะนี้ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑๐. มาติกากถา ๑๐. มาติกากถา ว่าด้วยหัวข้อธรรม
ผู้ไม่มีความหิว โมกข์ วิโมกข์ วิชชาวิมุตติ อธิสีล อธิจิต อธิปัญญาปัสสัทธิ ญาณ ทัสสนะ วิสุทธิ เนกขัมมะ เครื่องสลัด ความสงัด ความสละความประพฤติ ฌานวิโมกข์ ภาวนา อธิษฐาน ชีวิต (๑๙)
คำว่า ผู้ไม่มีความหิว อธิบายว่า ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจาก กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากพยาบาทด้วยอพยาบาทฯลฯ ผู้ไม่มีความหิวย่อมหลุดพ้นจากนิวรณ์ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ผู้ไม่มีความหิวย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค (๑) คำว่า โมกข์ วิโมกข์ อธิบายว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าโมกข์ วิโมกข์ เพราะเป็นเครื่องพ้นจากกามฉันทะ อพยาบาท ชื่อว่าโมกข์ วิโมกข์ เพราะเป็นเครื่องพ้นจากพยาบาท ฯลฯ ปฐมฌาน ชื่อว่าโมกข์ วิโมกข์ เพราะเป็นเครื่องพ้นจากนิวรณ์ฯลฯ อรหัตตมรรค ชื่อว่าโมกข์ วิโมกข์ เพราะเป็นเครื่องพ้นจากกิเลสทั้งปวง (๒) คำว่า วิชชาวิมุตติ อธิบายว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าวิชชาเพราะรู้ ชื่อว่าวิมุตติเพราะหลุดพ้นจากกามฉันทะ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติเพราะเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็ย่อมรู้ อพยาบาท ชื่อว่าวิชชาเพราะรู้ ชื่อว่าวิมุตติเพราะหลุดพ้นจากพยาบาทชื่อว่าวิชชาวิมุตติเพราะเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็ย่อมรู้ ฯลฯ อรหัตตมรรคชื่อว่าวิชชาเพราะรู้ ชื่อว่าวิมุตติเพราะหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าวิชชาวิมุตติเพราะเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็ย่อมรู้ (๓) คำว่า อธิสีล อธิจิต อธิปัญญา อธิบายว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่ากั้นกามฉันทะ ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่าเห็น บรรดาความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและความเห็นนั้น ความสำรวม ชื่อว่าอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอธิจิตต-สิกขา ความเห็น ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา อพยาบาท ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่ากั้นพยาบาท ฯลฯ อรหัตตมรรค ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีความ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑๐. มาติกากถา หมายว่ากั้นกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะมีความหมายว่าเห็น บรรดาความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและความเห็นนั้น ความสำรวม ชื่อว่าอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอธิจิตตสิกขาความเห็น ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา (๔-๖) คำว่า ปัสสัทธิ อธิบายว่า พระโยคาวจรระงับกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ระงับพยาบาทด้วยอพยาบาท ฯลฯ ระงับกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค (๗) คำว่า ญาณ อธิบายว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าญาณเพราะมีสภาวะรู้ เพราะละกามฉันทะ อพยาบาท ชื่อว่าญาณเพราะมีสภาวะรู้ เพราะละพยาบาท ฯลฯ อรหัตตมรรค ชื่อว่าญาณเพราะมีสภาวะรู้ เพราะละกิเลสทั้งปวง (๘) คำว่า ทัสสนะ อธิบายว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าทัสสนะเพราะเห็น เพราะละกามฉันทะ อพยาบาท ชื่อว่าทัสสนะเพราะเห็น เพราะละพยาบาท ฯลฯ อรหัตต-มรรค ชื่อว่าทัสสนะเพราะเห็น เพราะละกิเลสทั้งปวง (๙) คำว่า วิสุทธิ อธิบายว่า บุคคลเมื่อละกามฉันทะ ย่อมหมดจดด้วยเนกขัมมะเมื่อละพยาบาท ย่อมหมดจดด้วยอพยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมหมดจดด้วยอรหัตตมรรค (๑๐) คำว่า เนกขัมมะ อธิบายว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกาม อรูปเป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเนกขัมมะแห่งสิ่งที่มีที่เป็น ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ที่อาศัยกันเกิดขึ้นอพยาบาทเป็นเนกขัมมะแห่งพยาบาท อาโลกสัญญาเป็นเนกขัมมะแห่งถีนมิทธะฯลฯ อรหัตตมรรคเป็นเนกขัมมะแห่งกิเลสทั้งปวง (๑๑) คำว่า เครื่องสลัด อธิบายว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกาม อรูปเป็น เครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเครื่องสลัดสิ่งที่มีที่เป็น ที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ที่อาศัยกันเกิดขึ้น เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกามฉันทะ อพยาบาทเป็นเครื่องสลัดพยาบาทฯลฯ อรหัตตมรรคเป็นเครื่องสลัดกิเลสทั้งปวง (๑๒) คำว่า ความสงัด อธิบายว่า เนกขัมมะเป็นความสงัดของกามฉันทะ อพยาบาทเป็นความสงัดของพยาบาท ฯลฯ อรหัตตมรรคเป็นความสงัดของกิเลสทั้งปวง (๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑๐. มาติกากถา คำว่า ความสละ อธิบายว่า พระโยคาวจรสละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าความสละ สละพยาบาทด้วยอพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าความสละ ฯลฯ สละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าความสละ (๑๔) คำว่า ความประพฤติ อธิบายว่า พระโยคาวจรประพฤติละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ประพฤติละพยาบาทด้วยอพยาบาท ฯลฯ ประพฤติละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค (๑๕) คำว่า ฌานวิโมกข์ อธิบายว่า เนกขัมมะย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน เนกขัมมะย่อมเผากามฉันทะให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน บุคคลเมื่อเผาย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ เมื่อเผาให้ไหม้ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ กิเลสทั้งหลายย่อมไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรม เขาย่อมเผากิเลสให้ไหม้ คือรู้จักกิเลสที่ถูกเผาแล้วและกิเลสที่ถูกเผาให้ไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ อพยาบาทย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน อพยาบาทย่อมเผาพยาบาทให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ฯลฯ อาโลกสัญญาย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน อาโลกสัญญาย่อมเผาถีนมิทธะให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน ฯลฯ อรหัตตมรรคย่อมเผา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน อรหัตตมรรคย่อมเผากิเลสทั้งปวงให้ไหม้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌาน พระอรหันต์เมื่อเผาย่อมหลุดพ้นเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ เมื่อเผาให้ไหม้ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ กิเลสทั้งหลายย่อมไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรม เขาย่อมเผากิเลสให้ไหม้ คือรู้จักกิเลสที่ถูกเผาแล้วและกิเลสที่ถูกเผาให้ไหม้ไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฌานวิโมกข์ (๑๖)
คำว่า ภาวนา อธิษฐาน ชีวิต อธิบายว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะย่อม เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ย่อมอธิษฐานจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่ใช่เป็นอยู่ไม่สงบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑๐. มาติกากถา เป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่ไม่ผิด เป็นอยู่หมดจด เป็นอยู่ไม่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่บริษัทใด คือ ขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น บุคคลละพยาบาท เจริญอพยาบาท เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ฯลฯ ละถีนมิทธะ เจริญอาโลกสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ฯลฯ ละอุทธัจจะ เจริญอวิกเขปะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ฯลฯ ละวิจิกิจฉา เจริญธัมมววัตถาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ฯลฯ ละอวิชชา เจริญวิชชา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ฯลฯ ละอรติ เจริญปามุชชะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนาฯลฯ ละนิวรณ์ เจริญปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ฯลฯ ละกิเลสทั้งปวง เจริญอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนาบุคคลย่อมตั้งจิตมั่นด้วยอำนาจอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่ใช่เป็นอยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ ไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจด เป็นอยู่ไม่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนาถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่บริษัทใด คือ ขัตติย-บริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมองอาจ ไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น ฉะนี้แล (๓-๑๙)มาติกากถา จบ ปัญญาวรรคที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค รวมกถาที่มีอยู่ในปกรณ์ปฏิสัมภิทามรรค รวมกถาที่มีอยู่ในปกรณ์ปฏิสัมภิทามรรคนี้ คือ ๑. มหาวรรค ๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานัสสติกถา ๔. อินทริยกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กัมมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มัคคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา ๒. ยุคนัทธวรรค ๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌังคกถา ๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธัมมจักกกถา ๘. โลกุตตรกถา ๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา ๓. ปัญญาวรรค ๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธิกถา ๓. อภิสมยกถา ๔. วิเวกกถา ๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา ๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา ๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา ในปกรณ์ปฏิสัมภิทามี ๓ วรรค มีอรรถกว้างลึกในมรรคอันเป็นอนันตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศที่ดารดาษด้วยดวงดาวและเช่นกับสระใหญ่ ให้ความสว่างเจิดจ้าแห่งญาณแก่พระโยคีผู้เป็นธรรมกถิกาจารย์อย่างกว้างขวางฉะนี้แลปฏิสัมภิทามรรค จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๖๑๐}
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ สุตตันตปิฎกที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามาติกากถา
บัดนี้ พระมหาเถระประสงค์จะสรรเสริญธรรม คือ สมถะ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพานที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในปฏิสัมภิทามรรคทั้งสิ้นในลำดับแห่งวิปัสสนากถา โดยปริยายต่างๆ ด้วยความต่างกันแห่งอาการจึงยกบทมาติกา ๑๙ บทมีอาทิว่า นิจฺฉาโต ผู้ไม่มีความหิวขึ้นแล้วกล่าวมาติกากถาด้วยชี้แจงบทมาติกาเหล่านั้น.
ต่อไปนี้จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งมาติกากถานั้น พึงทราบวินิจฉัยในมาติกาก่อน.
บทว่า นิจฺฉาโต คือ ผู้ไม่มีความหิว.
จริงอยู่ กิเลสแม้ทั้งหมดชื่อว่า มิลิตา (เหี่ยวแห้ง) เพราะประกอบด้วยความบีบคั้น แม้ราคะอันเป็นไปในลำดับก็เผาผลาญร่างกาย จะพูดไปทำไมถึงกิเลสอย่างอื่น.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกิเลส ๓ อย่างอันเป็นตัวการของกิเลสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ อย่าง คือ ราคัคคิ (ไฟราคะ) โทสัคคิ (ไฟโทสะ) โมหัคคิ (ไฟโมหะ).
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗๓
แม้กิเลสที่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะนั้นก็ย่อมเผาผลาญเหมือนกัน.
ชื่อว่า นิจฺฉาโต เพราะไม่มีกิเลสเกิดแล้วอย่างนี้.
ผู้ไม่มีความหิวนั้นเป็นอย่างไร.
พึงเห็นว่า ความหลุดพ้นโดยผูกพ้นกับวิโมกข์ ชื่อว่า โมกฺโข เพราะพ้น ชื่อว่า วิโมกฺโข เพราะหลุดพ้น นี้เป็นมาติกาบท ๑.
บทว่า วิชฺชาวิมุตฺติ คือ วิชานั่นแหละคือวิมุตติ นี้เป็นมาติกาบท ๑.
บทว่า ฌานวิโมกฺโข คือ ฌานนั่นแหละเป็นวิโมกข์ นี้เป็นมาติกาบท ๑.
มาติกาบทที่เหลือก็เป็นบทหนึ่งๆ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นมาติกาบท ๑๙ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต นิจฺฉาโต บุคคลผู้ไม่มีความหิวย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือพระโยคาวจรผู้ไม่มีกิเลส ย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะ เพราะปราศจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ แม้เนกขัมมะที่พระโยคาวจรนั้นได้ก็หมดความหิว ไม่มีกิเลสเป็นความหลุดพ้น.
แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.
บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือพระโยคาวจรย่อมพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั้นจึงเป็นวิโมกข์.
แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.
บทว่า วิชฺชตีติ วิชฺชา เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ามีอยู่. ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ถือเข้าไปได้โดยสภาพ.
อีกอย่างหนึ่ง เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าอันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ความจริง ย่อมรู้สึก ย่อมรู้ความเป็นจริง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าอันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติเพื่อได้คุณวิเศษ ย่อมรู้สึก ย่อมได้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมประสบ ย่อมได้ภูมิที่ตนควรประสบ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมทำความรู้แจ้งสภาวธรรม เพราะเห็นสภาวธรรมเป็นเหตุ.
บทว่า วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชติ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่ามีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่.
อธิบายว่า ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าธรรมตามที่กล่าวแล้วมีอยู่ ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว เมื่อหลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว ย่อมมีด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ.
ความว่า เนกขัมมะนั้นชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องห้ามกามฉันทะ. เนกขัมมะชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุ. ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็นเพราะการเห็นเป็นเหตุ.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ย่อมระงับ. ความว่า ธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าปัสสัทธิ เพราะพระโยคาวจรย่อมระงับกามฉันทะเป็นต้น ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น.
บทว่า ปหีนตฺตา คือ เพราะเป็นเหคุให้ละด้วยปหานะนั้นๆ.
บทว่า ญาตฏฺเฐน ญาณํ ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้.
ความว่า เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ ด้วยสามารถพิจารณาฌาน วิปัสสนา มรรค.
แม้ในบทนี้ว่า ทิฏฺฐตฺตา ทสฺสนํ ชื่อว่าทัศนะ เพราะอรรถว่าเห็นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ชื่อว่า โยคี เพราะบริสุทธิ์ คือวิสุทธิมีเนกขัมมะเป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในเนกขัมมนิเทศดังต่อไปนี้.
เนกขัมมะชื่อว่านิสสรณะ (สลัดกาม) เพราะสลัดจากกามราคะเพราะไม่มีโลภ ชื่อว่าเนกขัมมะ เพราะออกจากกามราคะนั้น.
เมื่อกล่าวว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดรูป เพื่อแสดงถึงความวิเศษ เพราะไม่แสดงความวิเศษของอรูป ท่านจึงกล่าวว่า ยทิทํ อารุปฺปํ อรูปฌานสลัดรูป ตามลำดับปาฐะที่ท่านกล่าวไว้แล้วในที่อื่นนั่นแหละ.
อนึ่ง อรูปฌานนั้นชื่อว่าเนกขัมมะ เพราะออกจากรูป เพราะเหตุนั้นเป็นอันท่านกล่าวด้วยอธิการะ.
บทว่า ภูตํ สิ่งที่เป็นแล้ว เป็นบทแสดงถึงการประกอบสิ่งที่เกิดขึ้น.
บทว่า สงฺขตํ สิ่งที่ปรุงแล้ว เป็นบทแสดงถึงความวิเศษแห่งกำลังปัจจัย.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นบทแสดงถึงความไม่ขวนขวายปัจจัย แม้ในการประกอบปัจจัย.
บทว่า นิโรโธ ตสฺส เนกฺขมฺมํ นิโรธเป็นเนกขัมมะจากสิ่งที่มีที่เป็น คือนิพพาน ชื่อว่าเนกขัมมะจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น เพราะออกจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น การถืออรูปฌานและนิโรธ ท่านทำแล้วตามลำดับดังกล่าวแล้วในปาฐะอื่น.
เมื่อกล่าวว่าการออกไปจากกามฉันทะเป็นเนกขัมมะ เป็นอันท่านกล่าวซ้ำอีก. ท่านไม่กล่าวว่า ความสำเร็จแห่งการออกไปจากกามฉันทะ ด้วยคำว่าเนกขัมมะเท่านั้นแล้วกล่าวว่าเนกขัมมะที่เหลือ ข้อนั้นตรงแท้.
แม้ในนิสสรณนิเทศก็พึงทราบความโดยนัยนี้แหละ.
อนึ่ง ธาตุเป็นเครื่องสลัดออกในนิเทศนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเนกขัมมะตรงทีเดียว.
บทว่า ปวิเวโก ความสงัด คือความสงัดเป็นเนกขัมมะเป็นต้นทีเดียว.
บทว่า โวสฺสชฺชติ ย่อมปล่อยวาง คือโยคี. เนกขัมมะเป็นต้นเป็นการปล่อยวาง. ท่านกล่าวว่า พระโยคาวจรประพฤติเนกขัมมะ ย่อมเที่ยวไปด้วยเนกขัมมะ.
อนึ่ง เนกขัมมะนั้นเป็นจริยา แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
ควรจะกล่าวไว้ในฌานวิโมกขนิเทศ ท่านก็กล่าวไว้ในวิโมกขกถา.
ในวิโมกขกถานั้น ท่านกล่าวว่า ฌานวิโมกฺโข หลุดพ้นเพราะฌานว่า ชานาติ ย่อมรู้อย่างเดียว. แต่ในฌานวิโมกขนิเทศนี้มีความแปลกออกไปว่า ท่านแสดงเป็นบุคลาธิษฐานว่า ชายติ ย่อมเกิด.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๘๓
อนึ่ง ในภาวนาธิฏฐานชีวิตนิเทศ ท่านแสดงเป็นบุคลาธิษฐาน.
แต่ตามธรรมดา เนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละชื่อว่าภาวนา.
จิตที่ตั้งไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอธิษฐาน.
สัมมาอาชีวะของผู้มีจิตตั้งไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าชีวิต.
สัมมาอาชีวะนั้นเป็นอย่างไร การเว้นจากมิจฉาชีวะและพยายามแสวงหาปัจจัยโดยธรรมโดยเสมอ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ คือมีชีวิตอยู่อย่างสงบ. อธิบายว่า เป็นอยู่โดยสงบ.
บทว่า โน วิสมํ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ ท่านทำเป็นอวธารณ (คำปฏิเสธ) ด้วยปฏิเสธความที่กล่าวว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ.
บทว่า สมฺมา ชีวติ เป็นอยู่โดยชอบ เป็นบทชี้แจงอาการ.
บทว่า โน มิจฺฉา ไม่เป็นอยู่ผิด คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง.
บทว่า วิสุทฺธิ ชีวติ เป็นอยู่หมดจด คือมีชีวิตเป็นอยู่หมดจด ด้วยความหมดจดตามสภาพ.
บทว่า โน กิลิฏฺฐิ ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง.
พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมปทา ๓ ตามที่กล่าวแล้ว แห่งญาณสมบัติด้วยบทมีอาทิว่า ยญฺญเทว.
บทว่า ยญฺญเทว ตัดบทเป็น ยํ ยํ เอว.
บทว่า ขตฺติยปริสํ คือประชุมพวกกษัตริย์. ท่านกล่าวว่า บริษัทเพราะนั่งอยู่รอบๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรกัน.
ในอีก ๓ บริษัทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
การถือเอาบริษัท ๔ เหล่านั้น เพราะประกอบด้วยอาคมสมบัติและญาณสมบัติ ของกษัตริย์เป็นต้นนั่นเอง มิใช่ด้วยบริษัทของพวกศูทร.
บทว่า วิสารโท เป็นผู้แกล้วกล้า คือถึงพร้อมด้วยปัญญา ปราศจากความครั่นคร้าม คือไม่กลัว.
บทว่า อมงฺกุโต ไม่เก้อเขิน คือไม่ขยาด มีความอาจหาญ.
บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ข้อนั้นเพราะเหตุไร กล่าวถึงเหตุแห่งความกล้าหาญนั้นว่า ตถา หิ เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๓ คือ ภาวนา อธิษฐาน อาชีวะ ฉะนั้น
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงถึงเหตุแห่งความเป็นผู้กล้าหาญว่า วิสารโท โหติ เป็นผู้กล้าหาญแล้ว จึงให้จบลงด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถามาติกากถา -----------------------------------------------------
รวมกถาที่มีในปกรณ์ปฏิสัมภิทานั้น คือ
๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานกถา
๔. อินทรียกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา
๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มรรคกถา
๑๐. มัณฑเปยยกถา ฯ
๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา
๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา
๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา ๙. พลกถา
๑๐. สุญญกถา ฯ
๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธิกถา ๓. อภิสมยกถา
๔. วิเวกกถา ๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา
๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา ๙. วิปัสสนากถา
๑๐. มาติกากถา ฯ
วรรค ๓ วรรคในปกรณ์ปฏิสัมภิทา มีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งในมรรคเป็นอนันตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศเกลื่อนกลาดด้วยดวงดาว และเช่นสระใหญ่ ความสว่างจ้าแห่งญาณของพระโยคีทั้งหลาย ย่อมมีได้โดยพิลาสแห่งคณะพระธรรมกถิกาจารย์ ฉะนี้แล ฯ
ปฏิสัมภิทาจบด้วยประการฉะนี้ -----------------------------------------------------