๑. มหาปัญญากถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺญาวคฺเค มหาปญฺญากถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มหาปัญญากถา
อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา นิพฺเพธิกปญฺญํ ปริปูเรติ อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา มหาปญฺญํ ปริปูเรติ นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ติกฺขปญฺญํ ปริปูเรติ วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา วิปุลปญฺญํ ปริปูเรติ นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา คมฺภีรปญฺญํ ปริปูเรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ {๖๕๙.๑} อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ
อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา ... อนัตตานุปัสสนา ... นิพพิทานุปัสสนา... วิราคานุปัสสนา ... นิโรธานุปัสสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา(ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา ... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์ อนัตตานุปัสสนา ... ย่อมยังมหาปัญญา (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์ นิพพิทานุปัสสนา ... ย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์วิราคานุปัสสนา ... ย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์ นิโรธานุ-*ปัสสนา ... ย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้)ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ... ย่อมยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) ให้บริบูรณ์ หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาอรรถปฏิสัมภิทาเป็นคุณชาติ อันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถแห่งหาสปัญญานั้น ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณ-*ชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรมแห่งหาสปัญญานั้น นิรุติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุติแห่งหาสปัญญานั้นปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดปฏิภาณแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ
รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ {๖๖๐.๑} หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ {๖๖๐.๒} อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาส-*ปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุฯลฯ ชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้วถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ
รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ {๖๖๑.๑} รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา นิพฺเพธิกปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา มหาปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ติกฺขปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา วิปุลปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา คมฺภีรปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ {๖๖๑.๒} หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ฯ {๖๖๑.๓} ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ... การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป ... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความดับในรูป ... การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ... การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ... ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป ... ย่อมยังติกขปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป ... ย่อมยังวิบูลปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูป ... ย่อมยังคัมภีรปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ... ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ... ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ... ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาส-*ปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญา ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯ {๖๖๒.๑} จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ ฯ {๖๖๒.๒} อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ ฯ {๖๖๒.๓} อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๔ ประการเป็นไฉน คือสัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษ ๑ สัทธรรมสวนะ ฟังสัทธรรมคำสั่งสอนของท่าน ๑โยนิโสมนสิการะ ไตร่ตรองพิจารณาคำสั่งสอนของท่าน ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ๔ ประการเป็นไฉนคือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิ-*ปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺติ มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺติ สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนาเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามากเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรม-*สวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯลฯ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ฯ
ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺตีติ กตโม ปญฺญาปฏิลาโภ ฯ จตุนฺนํ มคฺคญาณานํ จตุนฺนํ ผลญาณานํ จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทาญาณานํ ฉนฺนํ อภิญฺญานํ เตสตฺตตีนํ ญาณานํ สตฺตสตฺตตีนํ ญาณานํ ลาโภ ปฏิลาโภ ปตฺติ สมฺปตฺติ ผสฺสนา สจฺฉิกิริยา อุปสมฺปทา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปญฺญาปฏิลาโภ ฯ {๖๖๔.๑} ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ กตมา ปญฺญาพุฑฺฒิ ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ ปญฺญา วฑฺฒติ อรหโต ปญฺญา วฑฺฒติ วฑฺฒนา ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปญฺญาพุฑฺฒิ ฯ {๖๖๔.๒} ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ กตมํ ปญฺญาเวปุลฺลํ ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ ปญฺญา เวปุลฺลํ คจฺฉติ อรหโต ปญฺญา เวปุลฺลตา ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ อิทํ ปญฺญาเวปุลฺลํ ฯ
การได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่ง ปัญญา เป็นไฉน ฯ การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำให้แจ้งการเข้าถึงพร้อม ซึ่งมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ นี้ เป็นการได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯ ความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญาเป็นไฉน ฯ ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชนย่อมเจริญ ปัญญาของพระอรหันต์ย่อมเจริญ นี้เป็นความเจริญ นี้เป็นความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ฯ ความไพบูลย์แห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญาเป็นไฉน ฯ ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวกและของกัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ เป็นปัญญาไพบูลย์ นี้เป็นความไพบูลย์แห่งปัญญาในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ฯ
มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา มหาปญฺญา ฯ มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต ธมฺเม ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา นิรุตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ ปฏิภาณานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สีลกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สมาธิกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต ปญฺญากฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต วิมุตฺติกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ ฐานาฏฺฐานานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา วิหารสมาปตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ อริยสจฺจานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สติปฏฺฐาเน ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สมฺมปฺปธาเน ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต อิทฺธิปาเท ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ อินฺทฺริยานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ พลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต โพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตํ อริยมคฺคํ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ สามญฺญผลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา อภิญฺญาโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ มหาปญฺญา ฯ
มหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถใหญ่ กำหนดธรรมใหญ่ กำหนดนิรุติใหญ่ กำหนดปฏิภาณใหญ่ กำหนดศีลขันธ์ใหญ่ กำหนดสมาธิขันธ์ใหญ่ กำหนดปัญญาขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุติขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุติญาณทัสนขันธ์ใหญ่ กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่ กำหนดวิหารสมาบัติใหญ่ กำหนดอริยสัจใหญ่ กำหนดสติปัฏฐานใหญ่ กำหนดสัมมัปปธานใหญ่ กำหนดอิทธิบาทใหญ่ กำหนดอินทรีย์ใหญ่ กำหนดพละใหญ่ กำหนดโพชฌงค์ใหญ่ กำหนดอริยมรรคใหญ่ กำหนดสามัญผลใหญ่ กำหนดอภิญญาใหญ่ กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นี้เป็นมหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ฯ
ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ปุถุปญฺญา ฯ ปุถุนานาขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาธาตูสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอายตเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสุญฺญตมนุลพฺเภสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอตฺเถสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาธมฺเมสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานานิรุตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปฏิภาเณสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสีลกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสมาธิกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปญฺญากฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิมุตฺติกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานา- วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานา- ฐานาฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิหารสมาปตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอริยสจฺเจสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสติปฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสมฺมปฺปธาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอิทฺธิปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอินฺทฺริเยสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาพเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาโพชฺฌงฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอริยมคฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานา- สามญฺญผเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอภิญฺญาสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม สมติกฺกมฺม ปรมฏฺเฐ นิพฺพาเน ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปุถุปญฺญา ฯ
ปุถุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนาเป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆมาก ในธาตุต่างๆ มาก ในอายตนะต่างๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆมาก ในความได้เนืองๆ ซึ่งความสูญต่างๆ มาก ในอรรถต่างๆ มาก ในธรรมต่างๆ มาก ในนิรุติต่างๆ มาก ในปฏิภาณต่างๆ มาก ในศีลขันธ์ต่างๆ มาก ในสมาธิขันธ์ต่างๆ มาก ในปัญญาขันธ์ต่างๆ มาก ในวิมุติขันธ์ต่างๆ มาก ในวิมุติญาณทัสนขันธ์ต่างๆ มาก ในฐานะและอฐานะต่างๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่างๆ มาก ในอริยสัจต่างๆ มาก ในสติ-*ปัฏฐานต่างๆ มาก ในสัมมัปปธานต่างๆ มาก ในอิทธิบาทต่างๆ มาก ในอินทรีย์ต่างๆ มาก ในพละต่างๆ มาก ในโพชฌงค์ต่างๆ มาก ในอริยมรรคต่างๆ มาก ในสามัญผลต่างๆ มาก ในอภิญญาต่างๆ มาก ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็นปุถุปัญญาในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนา ฯ
วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา วิปุลปญฺญา ฯ วิปุเล อตฺเถ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล ธมฺเม ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา นิรุตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ ปฏิภาณานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สีลกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สมาธิกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล ปญฺญากฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล วิมุตฺติกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ ฐานาฏฺฐานานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา วิหารสมาปตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ อริยสจฺจานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สติปฏฺฐาเน ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สมฺมปฺปธาเน ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล อิทฺธิปาเท ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ อินฺทฺริยานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ พลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล โพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล อริยมคฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ สามญฺญผลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา อภิญฺญาโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ วิปุลปญฺญา ฯ
วิบูลปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา กว้างขวาง เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถกว้างขวางกำหนดธรรมกว้างขวาง ... กำหนดอภิญญากว้างขวาง กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกว้างขวาง นี้เป็นวิบูลปัญญา ในคำว่า เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ฯ
คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา คมฺภีรปญฺญา ฯ คมฺภีเรสุ ขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ ธาตูสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อายตเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สุญฺญตมนุลพฺเภสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อตฺเถสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ นิรุตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สีลกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สมาธิกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปญฺญากฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ วิมุตฺติกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ฐานาฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ วิหารสมาปตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อริยสจฺเจสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สติปฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อิทฺธิปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อินฺทฺริเยสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ พเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ โพชฺฌงฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อริยมคฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สามญฺญผเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ อภิญฺญาสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเร ปรมฏฺเฐ นิพฺพาเน ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ คมฺภีรปญฺญา ฯ
คัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ลึกซึ้ง ในธาตุลึกซึ้ง ... ในอภิญญาลึกซึ้ง ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างลึกซึ้ง นี้เป็นคัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ฯ
อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา อสฺสามนฺต- ปญฺญา ฯ ยสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺส อตฺเถ จ ธมฺเม จ นิรุตฺติยา จ ปฏิภาเณ จ น อญฺโญ โกจิ สกฺโกติ อภิสมฺภวิตุํ อนภิสมฺภาวนีโย จ โส อญฺโญติ อสฺสามนฺตปญฺญา ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ปญฺญา อฏฺฐมกสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา ปุถุชฺชนกลฺยาณกํ อุปาทาย อฏฺฐมโก อสฺสามนฺตปญฺโญ อฏฺฐมกสฺส ปญฺญา โสตาปนฺนสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อฏฺฐมกํ อุปาทาย โสตาปนฺโน อสฺสามนฺตปญฺโญ {๖๖๙.๑} โสตาปนฺนสฺส ปญฺญา สกทาคามิสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา โสตาปนฺนํ อุปาทาย สกทาคามี อสฺสามนฺตปญฺโญ สกทาคามิสฺส ปญฺญา อนาคามิสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา สกทาคามึ อุปาทาย อนาคามี อสฺสามนฺตปญฺโญ อนาคามิสฺส ปญฺญา อรหโต ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อนาคามึ อุปาทาย อรหา อสฺสามนฺตปญฺโญ อรหโต ปญฺญา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อรหนฺตํ อุปาทาย ปจฺเจกพุทฺโธ อสฺสามนฺตปญฺโญ ปจฺเจกพุทฺธญฺจ สเทวกญฺจ โลกํ อุปาทาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อคฺโค อสฺสามนฺตปญฺโญ ปญฺญาปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคตปฏิสมฺภิโท จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ปุริสนาโค ปุริสาชญฺโญ ปุริสโธรโยฺห อนนฺตญาโณ อนนฺตเตโช อนนฺตยโส อฑฺโฒ มหทฺธโน ธนวา เนตา วิเนตา อนุเนตา ปญฺญเปตา นิชฺฌาเปตา เปกฺขตา ปสาเทตา โส หิ ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเนตา อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท มคฺคานุคา จ ปน เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ {๖๖๙.๒} ปจฺฉาคตา โส หิ ภควา ชานํ ชานาติ ปสฺสํ ปสฺสติ จกฺขุภูโต ญาณภูโต ธมฺมภูโต พฺรหฺมภูโต วตฺตา ปวตฺตา อตฺถสฺส นินฺเนตา อมตสฺส ทาตา ธมฺมสามี ตถาคโต นตฺถิ ตสฺส ภควโต อญฺญาตํ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ อผสฺสิตํ ปญฺญาย อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อุปาทาย สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเข อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ยงฺกิญฺจิ เนยฺยํ นาม อตฺถธมฺมํ ชานิตพฺพํ อตฺตตฺโถ วา ปรตฺโถ วา อุภยตฺโถ วา ทิฏฺฐธมฺมิโก วา อตฺโถ สมฺปรายิโก วา อตฺโถ อุตฺตาโน วา อตฺโถ คมฺภีโร วา อตฺโถ คุโฬฺห วา อตฺโถ ปฏิจฺฉนฺโน วา อตฺโถ เนยฺโย วา อตฺโถ นีโต วา อตฺโถ อนวชฺโช วา อตฺโถ นิกฺกิเลโส วา อตฺโถ โวทาโน วา อตฺโถ ปรมฏฺโฐ วา อตฺโถ สพฺพนฺตํ อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ สพฺพํ กายกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ วจีกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ มโนกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ อตีเต พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ อนาคเต พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ ปจฺจุปฺปนฺเน พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ยถา ทฺวินฺนํ สมุคฺคปฏลานํ สุผสฺสิตานํ เหฏฺฐิมสมุคฺคปฏลํ อุปริมํ นาติวตฺตติ อุปริมสมุคฺคปฏลํ เหฏฺฐิมํ นาติวตฺตติ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน {๖๖๙.๓} เอวเมวํ พุทฺธสฺส ภควโต เนยฺยญฺจ ญาณญฺจ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณ- ปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา สพฺพธมฺเมสุ พุทฺธสฺส ญาณํ ปวตฺตติ สพฺเพ ธมฺมา พุทฺธสฺส ภควโต อาวชฺชนปฏิพทฺธา อากงฺขาปฏิพทฺธา มนสิการปฏิพทฺธา จิตฺตุปฺปาทปฏิพทฺธา สพฺพสตฺเตสุ พุทฺธสฺส ญาณํ ปวตฺตติ สพฺเพสํ สตฺตานํ พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ อนุสยํ ชานาติ จริยํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ยถา เย เกจิ มจฺฉกจฺฉปา อนฺตมโส ติมิติมิงฺคลํ อุปาทาย อนฺโตมหาสมุทฺเท ปริวตฺตนฺติ เอวเมวํ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ยถา เย เกจิ ปกฺขิโน อนฺตมโส ครุฬํ เวนเตยฺยํ อุปาทาย อากาสสฺส ปเทเส ปริวตฺตนฺติ {๖๖๙.๔} เอวเมวํ เยปิ เต สารีปุตฺต สตฺตา ปญฺญวนฺโต เตปิ พุทฺธญาณสฺส ปเทเส ปริวตฺตนฺติ พุทฺธญาณํ เทวมนุสฺสานํ ปญฺหํ ผริตฺวา อติฆํสิตฺวา ติฏฺฐติ เยปิ เต ขตฺติยปณฺฑิตา พฺราหฺมณปณฺฑิตา คหปติปณฺฑิตา สมณปณฺฑิตา นิปุณา กตปรปฺปวาทา พาลเวธิรูปา เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิคตานิ เต ปญฺหญฺจ อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ กถิตา วิสฺสชฺชิตา จ เต ปญฺหา จ ภควตา โหนฺติ นิทฺทิฏฺฐิการณา อุปกฺขิตฺตกา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ อถ โข ภควา ตตฺถ อภิโรจติ ยทิทํ ปญฺญายาติ อคฺโค อสฺสามนฺตปญฺโญ อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ อสฺสามนฺตปญฺญา ฯ
อัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ เป็นไฉน ฯ อรรถปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้วถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถ ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรม นิรุติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุติ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องด้วยปัญญา โดยการกำหนดปฏิภาณใครอื่นย่อมไม่สามารถจะครอบงำอรรถ ธรรม นิรุติและปฏิภาณของบุคคลผู้นั้นได้และบุคคลผู้นั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่ใครๆ ครอบงำไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของกัลยาณปุถุชนห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ไม่ชิดกับปัญญาของบุคคลที่ ๘ พระอรหันต์ เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน บุคคลที่ ๘ มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของบุคคลที่ ๘ ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระโสดาบัน เมื่อเทียบกับบุคคลที่ ๘ พระโสดาบันมีปัญญาไม่ใกล้ปัญญาของพระโสดาบันห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระสกทาคามี เมื่อเทียบกับพระโสดาบัน พระสกทาคามี มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระสกทาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอนาคามีเมื่อเทียบกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอนาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอรหันต์ เมื่อเทียบกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอรหันต์ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเทียบกับพระอรหันต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามีปัญญาไม่ใกล้ เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าและโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้เลิศ ทรงมีปัญญาไม่ใกล้ ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ทรงมีญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทาทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไป ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระเดชหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่งทรงมีทรัพย์มาก ทรงมีอริยทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษ ทรงนำไปเนืองๆ ทรงบัญญัติ ทรงพินิจ ทรงเพ่ง ทรงให้หมู่สัตว์เลื่อมใส แท้จริงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จักมรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละพระสาวกทั้งหลายในบัดนี้ และที่จะมีมาในภายหลัง ย่อมเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรค แท้จริงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ เมื่อทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น ทรงมีจักษุ ทรงมีญาณทรงมีธรรม ทรงมีพรหม ตรัสบอก ตรัสบอกทั่ว ทรงนำอรรถออก ทรงประทานอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เสด็จไปอย่างนั้น บทธรรมที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงทราบ ไม่ทรงทำให้แจ้ง ไม่ทรงถูกต้องแล้วด้วยปัญญามิได้มี ธรรมทั้งปวงรวมทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบันย่อมมาสู่คลองในมุข คือ พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าบทที่ควรแนะนำซึ่งเป็นอรรถเป็นธรรมที่ควรรู้ อย่างใดอย่างหนึ่งและประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ภพนี้ประโยชน์ภพหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลับ ประโยชน์เปิดเผย ประโยชน์ที่ควรนำไป ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ ประโยชน์ไม่มีกิเลส ประโยชน์ขาวผ่อง หรือปรมัตถประโยชน์ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณ พระญาณของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นไปตลอดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั่วหมด พระญาณของพระพุทธเจ้ามิได้ขัดข้องในอดีต อนาคตปัจจุบัน เนยยบทมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใดเนยยบทก็มีเท่านั้น พระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุดรอบ เนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดรอบพระญาณไม่เป็นไปเกินเนยยบท เนยยบทก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน เปรียบเหมือนผะอบสองชั้นสนิทกันดี ผะอบชั้นล่างไม่เกินผะอบชั้นบน ผะอบชั้นบนก็ไม่เกินผะอบชั้นล่าง ผะอบทั้งสองชั้นนั้นต่างก็ตั้งอยู่ในที่สุดของกันและกัน ฉะนั้น พระพุทธญาณย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวงธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยความทรงคำนึง เนื่องด้วยทรงพระประสงค์ เนื่องด้วยทรงพระมนสิการ เนื่องด้วยพระจิตตุบาทของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว พระพุทธ-*ญาณเป็นไปในสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย ความประพฤติ อธิมุติ ของสรรพสัตว์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญา-*จักษุ ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม พระองค์พึงทรงให้รู้ได้ง่าย พระองค์พึงให้รู้ได้ยาก เป็นภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณเปรียบเหมือนปลาและเต่าทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนปลาติมิและปลาติมิงคละย่อมว่ายวนอยู่ภายในมหาสมุทร ฉะนั้น เปรียบเหมือนนกทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนนกครุฑตระกูลเวนเตยยะ ย่อมบินร่อนไปในประเทศอากาศ ฉันใดดูกรสารีบุตร แม้บรรดาสัตว์ผู้มีปัญญา ก็ย่อมเป็นไปในประเทศพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน พุทธญาณแผ่ไป แล่นไปสู่ปัญหาของเทวดาและมนุษย์แล้วตั้งอยู่บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดแต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฐิด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วพากันเข้ามาหาพระตถาคต ถามปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคตรัสบอกและทรงแก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ นี้เป็นอัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ ฯ
ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ภูริปญฺญา ฯ ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โทสํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โมหํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โกธํ ฯเปฯ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาเฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา โทโส อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา {๖๗๐.๑} โมโห อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา โกโธ ฯเปฯ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ อภิสงฺขารา ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺมา อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ตาย ปฐวีสมาย วิตฺถตาย วิปุลาย ปญฺญาย สมนฺนาคโตติ ภูริปญฺญา อปิ จ ปญฺญาย เมตํ อธิวจนํ ภูริ เมธาปริณายิกาติ ภูริปญฺญา ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ภูริปญฺญา ฯ
ภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดัง แผ่นดิน เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งราคะครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งโทสะ ครอบงำอยู่ ครอบแล้วซึ่งโมหะ ครอบงำอยู่ครอบงำแล้วซึ่งโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายาสาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวงทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้ว ซึ่งกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เป็นปัญญาย่ำยีราคะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโทสะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโมหะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโกธะอันเป็นข้าศึก ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง อันเป็นข้าศึก แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วยปัญญาอันกว้างขวางไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดินนั้น เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นภูริปัญญา อีกประการหนึ่ง คำว่า ภูริ นี้เป็นชื่อของปัญญา ปัญญาเป็นปริณายก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภูริปัญญา นี้เป็นภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ฯ
ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ กตมํ ปญฺญาพาหุลฺลํ ฯ {๖๗๑.๑} อิเธกจฺโจ ปญฺญาครุโก โหติ ปญฺญาจริโต ปญฺญาสโย ปญฺญาธิมุตฺโต ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหริตจฺจริโต ตคฺครุโก ตพฺพหุโล ตนฺนินฺโน ตํโปโณ ตํปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ยถา คณครุโก วุจฺจติ คณพาหุลิโกติ จีวรครุโก วุจฺจติ จีวรพาหุลิโกติ ปตฺตครุโก วุจฺจติ ปตฺตพาหุลิโกติ เสนาสนครุโก วุจฺจติ เสนาสนพาหุลิโกติ เอวเมวํ อิเธกจฺโจ ปญฺญาครุโก โหติ ปญฺญาจริโต ปญฺญาสโย ปญฺญาธิมุตฺโต ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหริตจฺจริโต ตคฺครุโก ตพฺพหุโล ตนฺนินฺโน ตํโปโณ ตํปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ อิทํ ปญฺญาพาหุลฺลํ ฯ
ปัญญาพาหุลละ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา มาก เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หนักด้วยปัญญา เป็นผู้ประพฤติด้วยปัญญามีปัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นธงไชย มีปัญญาเป็นยอดมีปัญญาเป็นใหญ่ มากด้วยการเลือกเฟ้น มากด้วยการค้นคว้า มากด้วยการพิจารณา มากด้วยการเพ่งพินิจ มีการเพ่งพิจารณาเป็นธรรมดา มีความประพฤติงดเว้นด้วยปัญญาที่แจ่มแจ้ง หนักในปัญญา มากด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญาน้อมไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมจิตไปในปัญญา มีปัญญาเป็นอธิบดีเปรียบเหมือนภิกษุผู้หนักไปในคณะ ท่านกล่าวว่า มีคณะมาก ผู้หนักในจีวรท่านกล่าวว่า มีจีวรมาก ผู้หนักในบาตร ท่านกล่าวว่า มีบาตรมาก ผู้หนักในเสนาสนะ ท่านกล่าวว่า มีเสสนานะมาก ฉะนั้น นี้เป็นปัญญาพาหุลละ ในคำว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ฯ
สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา สีฆปญฺญา ฯ สีฆํ สีฆํ สีลานิ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สีลกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สมาธิกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ปญฺญากฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ พลานิ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ สีฆปญฺญา สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ สีฆปญฺญา ฯ
สีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญโภชเน มัตตัญญุตาให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญชาคริยานุโยคให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆเป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุติขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุติญาณทัสนขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดฐานะและอฐานะได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอริยสัจได้เร็วๆเป็นเครื่องเจริญสติปัฏฐานได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญสัมมัปปธานได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอิทธิบาทได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอินทรีย์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญพละได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญโพชฌงค์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอริยมรรคได้เร็วๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอภิญญาได้เร็วๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้เร็วๆ นี้เป็นสีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็วๆ ฯ
ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ลหุปญฺญา ฯ ลหุํ ลหุํ สีลานิ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สีลกฺขนฺธํ ฯเปฯ สมาธิกฺขนฺธํ ปญฺญากฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ พลานิ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ ลหุปญฺญา ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ลหุปญฺญา ฯ
ลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้พลันๆ ... เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้พลันๆ นี้เป็นลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน ฯ
หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา หาสปญฺญา ฯ อิเธกจฺโจ หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล สีลานิ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล สีลกฺขนฺธํ ฯเปฯ สมาธิกฺขนฺธํ ปญฺญากฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ พลานิ ภาเวตีติ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ หาสปญฺญา หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ หาสปญฺญา ฯ
หาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ บำเพ็ญอินทรียสังวรให้บริบูรณ์... ซึ่งทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้บริบูรณ์ด้วยปัญญานั้นๆ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นๆ จึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง นี้เป็นหาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ฯ
ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ชวนปญฺญา ฯ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยนฺทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา เย เกจิ สงฺขารา ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยนฺทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ชรามรณํ รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ชรามรณนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ชวนปญฺญา ฯ
ชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น ไป เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาแล่นไปสู่รูปทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียดเลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไวแล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่เวทนาฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันเป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไวแล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวน-*ปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้เห็นแจ่มแจ้งว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับชราและมรณะไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจพิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดาแล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวนปัญญาเพราะอรรถว่าปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะไว นี้เป็นชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป ฯ
ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ติกฺขปญฺญา ฯ ขิปฺปํ กิเลเส ภินฺทตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ฯเปฯ อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ ราคํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ โทสํ ฯเปฯ อุปฺปนฺนํ โมหํ อุปฺปนฺนํ โกธํ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาเฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา เอกมฺหิ อาสเน จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ จตสฺโส จ ปฏิสมฺภิทาโย ฉ อภิญฺญาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญายาติ ติกฺขปญฺญา ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ติกฺขปญฺญา ฯ
ติกขปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม กล้า เป็นไฉน ฯ ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรองไว้ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งวิหิงสา-*วิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งโทสะ ฯลฯ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติ-*มานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเป็นเครื่องให้บุคคลได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญ-*ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว นี้เป็นติกขปัญญา ในคำว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า ฯ
นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา นิพฺเพธิกปญฺญา ฯ อิเธกจฺโจ สพฺพสงฺขาเรสุ อุพฺเพธพหุโล โหติ อุตฺตาสพหุโล อุกฺกณฺฐานพหุโล โหติ อรติพหุโล อนภิรติพหุโล พหิมุโข น รมติ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โลภกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โทสกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โมหกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โกธํ ฯเปฯ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ นิพฺเพธิกปญฺญา อิมา โสฬส ปญฺญาโย ฯ
นิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา เครื่องทำลายกิเลส เป็นไฉน ฯ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากไปด้วยความสะดุ้ง ความหวาดเสียวความเบื่อหน่าย ความระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ ที่ไม่เคยทำลายย่อมเบื่อหน่าย ทำลายโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสามัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ไม่เคยทำลายด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นๆ จึงชื่อว่านิพเพธิกปัญญา นี้เป็นนิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญา ๑๖ ประการนี้ ฯ
อิมาหิ โสฬสหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน เอโก น ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน โย ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เอโก พหุสฺสุโต เอโก น พหุสฺสุโต โย พหุสฺสุโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เอโก เทสนาพหุโล เอโก น เทสนาพหุโล โย เทสนาพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เอโก ครูปนิสฺสิโต เอโก น ครูปนิสฺสิโต โย ครูปนิสฺสิโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เอโก วิหารพหุโล เอโก น วิหารพหุโล โย วิหารพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เอโก ปจฺจเวกฺขณาพหุโล เอโก น ปจฺจเวกฺขณาพหุโล {๖๗๘.๑} โย ปจฺจเวกฺขณาพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เอโก เสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต เอโก อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต โย อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เทฺวปิ อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก สาวกปารมิปฺปตฺโต เอโก น สาวกปารมิปฺปตฺโต โย สาวกปารมิปฺปตฺโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เทฺวปิ อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก สาวกปารมิปฺปตฺโต เอโก ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โย ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ ปจฺเจกพุทฺธญฺจ สเทวกญฺจ โลกํ อุปาทาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อคฺโค ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ปญฺญาปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคตปฏิสมฺภิโท จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ฯเปฯ เยปิ เต ขตฺติยปณฺฑิตา พฺราหฺมณปณฺฑิตา คหปติปณฺฑิตา สมณปณฺฑิตา นิปุณา กตปรปฺปวาทา พาลเวธิรูปา เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาตเตน ทิฏฺฐิคตานิ เต ปญฺหญฺจ อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ กถิตา วิชฺสชฺชิตา จ เต ปญฺหา ภควตา โหนฺติ นิทฺทิฏฺฐิการณา อุปกฺขิตฺตกา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ อถ โข ภควา ตตฺถ อภิโรจติ ยทิทํ ปญฺญายาติ อคฺโค ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโตติ ฯ มหาปญฺญากถา --------
บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ ประการนี้ เป็นผู้บรรลุปฏิสัม-*ภิทา บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ คือ ผู้หนึ่งถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนผู้หนึ่งไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน และมีญาณแตกฉานบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒คือ ผู้หนึ่งเป็นพหูสูต ผู้หนึ่งไม่เป็นพหูสูต ผู้เป็นพหูสูตเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่งวิเศษกว่าผู้ไม่เป็นพหูสูต และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ แม้ผู้เป็นพหูสูตก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมากด้วยเทศนา ผู้หนึ่งไม่มากด้วยเทศนา ผู้มากด้วยเทศนา เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มากด้วยเทศนา และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทาผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ และผู้มากด้วยเทศนาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งอาศัยครู ผู้หนึ่งไม่อาศัยครู ผู้อาศัยครูเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่งวิเศษกว่าผู้ไม่อาศัยครู และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ และผู้อาศัยครูก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีวิหารธรรมมากผู้หนึ่งไม่มีวิหารธรรมมาก ผู้มีวิหารธรรมมากเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มีวิหารธรรมมาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ และผู้มีวิหารธรรมมากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีความพิจารณามาก ผู้หนึ่งไม่มีความพิจารณามาก ผู้มีความพิจารณามากเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มีความพิจารณามาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลบรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ และผู้มีความพิจารณามากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งเป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้หนึ่งเป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้เป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหู-*สูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งบรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งไม่บรรลุถึงสาวกบารมี ผู้บรรลุถึงสาวกบารมีเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่บรรลุถึงสาวกบารมี และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิ-*สัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งบรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้บรรลุถึงสาวกบารมีและมีญาณแตกฉาน เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และโลก พร้อมทั้งเทวโลก ดังนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีพระญาณแตกฉาน ทรงได้ปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุถึงเวสารัชชญาณ ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ฯลฯ บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฐิด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วพากันเข้ามาหาพระตถาคต ถามปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคตรัสบอกและทรงแก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาค ความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ฉะนี้แล ฯ จบมหาปัญญากถา -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๓. ปัญญาวรรค หมวดว่าด้วยปัญญา ๑. มหาปัญญากถา ว่าด้วยมหาปัญญา
อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ทุกขานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ อนัตตานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ นิพพิทานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ วิราคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ นิโรธานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ คือ อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาที่แล่นไป ให้เต็มรอบ ทุกขานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาชำแรกกิเลสให้เต็มรอบ@เชิงอรรถ : @ ปัญญาที่แล่นไป แปลมาจาก ชวนปัญญา จะใช้ว่า ปัญญาฉับไวก็ได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา อนัตตานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญามากให้เต็มรอบ นิพพิทานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาเฉียบแหลมให้เต็มรอบ วิราคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาไพบูลย์ให้เต็มรอบ นิโรธานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาลึกซึ้งให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาไม่ใกล้ให้เต็มรอบ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำความเป็นบัณฑิตให้เต็มรอบ ปัญญา ๘ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญากว้างขวางให้เต็มรอบ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาร่าเริงให้เต็มรอบ ปัญญาร่าเริงเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อัตถปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดอรรถแห่งปัญญาร่าเริงนั้นธัมมปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดธรรม(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) นิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดนิรุตติ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น)ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดปฏิภาณ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาแห่งปัญญาร่าเริงนั้น อนิจจานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่าง ไหนให้เต็มรอบ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา คือ อนิจจานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาไม่ใกล้ให้เต็มรอบ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำความเป็นบัณฑิต ให้เต็มรอบ ปัญญา ๘ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญากว้างขวาง ให้เต็มรอบ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาร่าเริงให้เต็มรอบ ปัญญาร่าเริงเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อัตถปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดอรรถแห่งปัญญาร่าเริงนั้นธัมมปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดธรรม(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) นิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดนิรุตติ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น)ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดปฏิภาณแห่งปัญญาร่าเริงนั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาแห่งปัญญาร่าเริงนั้น อนิจจานุปัสสนาในเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำ ปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำ ปัญญาไม่ใกล้ให้เต็มรอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำความเป็นบัณฑิตให้เต็มรอบ ปัญญา ๘ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญากว้างขวางให้เต็มรอบ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาร่าเริงให้เต็มรอบ ปัญญาร่าเริงเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อัตถปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถแห่งปัญญาร่าเริงนั้นธัมมปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดธรรม(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) นิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุตติ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น)ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดปฏิภาณ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาแห่งปัญญาร่าเริงนั้น
อนิจจานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญา อย่างไหนให้เต็มรอบ อนิจจานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ทุกขานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหน ให้เต็มรอบ ทุกขานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ อนัตตานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่าง ไหนให้เต็มรอบ อนัตตานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ นิพพิทานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่าง ไหนให้เต็มรอบ นิพพิทานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา วิราคานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหน ให้เต็มรอบ วิราคานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ นิโรธานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหน ให้เต็มรอบ นิโรธานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญา อย่างไหนให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ คือ อนิจจานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญา แล่นไปให้เต็มรอบ อนิจจานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ ทุกขานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาชำแรกกิเลส ให้เต็มรอบ ทุกขานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ อนัตตานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญามากให้ เต็มรอบ อนัตตานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ นิพพิทานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาเฉียบ แหลมให้เต็มรอบ นิพพิทานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ วิราคานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญากว้าง ขวางให้เต็มรอบ วิราคานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา นิโรธานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาลึกซึ้งให้ เต็มรอบ นิโรธานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญา ไม่ใกล้ให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำความเป็นบัณฑิตให้เต็มรอบ ปัญญา ๘ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญากว้างขวางให้เต็มรอบ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาร่าเริงให้เต็มรอบ ปัญญาร่าเริงเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อัตถปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดอรรถแห่งปัญญาร่าเริงนั้นธัมมปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดธรรม(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) นิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดนิรุตติ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น)ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดปฏิภาณ(แห่งปัญญาร่าเริงนั้น) ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาแห่งปัญญาร่าเริงนั้น อนิจจานุปัสสนาในเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำ ปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำ ปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาอย่างไหนให้เต็มรอบ คือ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำ ปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ อนิจจานุปัสสนาในชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมทำปัญญาแล่นไปให้เต็มรอบ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาแห่งปัญญาร่าเริงนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัปปุริสสังเสวะ (คบสัตบุรุษ) ๒. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังพระสัทธรรม) ๓. โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ธรรม ๔ ประการนี้แลที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัปปุริสสังเสวะ ๒. สัทธัมมัสสวนะ ๓. โยนิโสมนสิการ ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ธรรม ๔ ประการนี้แลที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ธรรม ๔ ประการนี้ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ปัญญาฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็วฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัปปุริสสังเสวะ ๒. สัทธัมมัสสวนะ ๓. โยนิโสมนสิการ ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ธรรม ๔ ประการนี้แลที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ๑. โสฬสปัญญานิทเทส แสดงปัญญา ๑๖ ประการ
คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ปัญญา อธิบายว่า การได้ปัญญา เป็น อย่างไร คือ การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงเฉพาะ การถูกต้อง การทำให้แจ้งการเข้าถึงพร้อมซึ่งมัคคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา- ญาณ ๖ ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ นี้ชื่อว่าการได้ปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไป เพื่อได้ปัญญา (๑) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา อธิบายว่า ความเจริญแห่ง ปัญญา เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส คือ ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชน ย่อมเจริญ ปัญญาของพระอรหันต์ ย่อมเจริญ ชื่อว่าความเจริญด้วยปัญญาที่เจริญแล้ว นี้ชื่อว่าความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา (๒) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา อธิบายว่า ความไพบูลย์ แห่งปัญญา เป็นอย่างไร คือ ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความ ไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ที่ถึงความไพบูลย์แล้ว นี้ชื่อว่าความไพบูลย์แห่งปัญญาในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา (๓) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก อธิบายว่า ปัญญามาก เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดอรรถได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดธรรมได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดนิรุตติได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดปฏิภาณได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดสีลขันธ์ได้มากชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดสมาธิขันธ์ได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะ กำหนดปัญญาขันธ์ได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดวิมุตติขันธ์ได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดฐานะและอฐานะได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดวิหารสมาบัติได้มากชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดอริยสัจได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดสติปัฏฐานได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดสัมมัปปธานได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดอิทธิบาทได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนด อินทรีย์ได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดพละได้มาก ชื่อว่าปัญญามากเพราะกำหนดโพชฌงค์ได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดอริยมรรคได้มากชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดสามัญญผลได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะ กำหนดอภิญญาได้มาก ชื่อว่าปัญญามาก เพราะกำหนดนิพพานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้มาก นี้ชื่อว่าปัญญามาก ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มี ปัญญามาก (๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง อธิบายว่า ปัญญา กว้างขวาง เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในธาตุต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวางเพราะญาณเป็นไปในอายตนะต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในความได้เนืองๆ ซึ่งความว่างต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวางเพราะญาณเป็นไปในอรรถต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในธรรมต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในนิรุตติต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในปฏิภาณต่างๆกว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในสีลขันธ์ต่างๆ กว้างขวางชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในสมาธิขันธ์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในปัญญาขันธ์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในวิมุตติขันธ์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในฐานะและอฐานะต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในวิหารสมาบัติต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในอริยสัจต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในสติปัฏฐานต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวางเพราะญาณเป็นไปในสัมมัปปธานต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวางเพราะญาณเป็นไปในอิทธิบาทต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในอินทรีย์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในพละต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในโพชฌงค์ต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในอริยมรรคต่างๆกว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในสามัญญผลต่างๆ กว้างขวาง ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในอภิญญาต่างๆ กว้างขวางชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะญาณเป็นไปในนิพพานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเหนือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส กว่าธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง (๕) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ อธิบายว่า ปัญญา ไพบูลย์ เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอรรถไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดธรรมไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดนิรุตติไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดปฏิภาณไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดสีลขันธ์ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดสมาธิขันธ์ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดปัญญาขันธ์ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนด วิมุตติขันธ์ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดฐานะและอฐานะไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดวิหารสมาบัติไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอริยสัจไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดสติปัฏฐานไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดสัมมัปปธานไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอิทธิบาทไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอินทรีย์ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดพละไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดโพชฌงค์ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอริยมรรคไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์เพราะกำหนดสามัญญผลไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอภิญญา ไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ เพราะกำหนดอภิญญาไพบูลย์ ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์เพราะกำหนดนิพพานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งไพบูลย์ นี้ชื่อว่าปัญญาไพบูลย์ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ (๖) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง อธิบายว่า ปัญญาลึกซึ้ง เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญา ลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในธาตุลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปใน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส อายตนะลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในปฏิจจสมุปบาทลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในความได้เนืองๆ ซึ่งความว่างต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในอรรถต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในธรรมต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในนิรุตติต่างๆลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในปฏิภาณต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในสีลขันธ์ต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้งเพราะญาณเป็นไปในสมาธิขันธ์ต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในปัญญา-ขันธ์ต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในวิมุตติขันธ์ ต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในฐานะและอฐานะต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในวิหารสมาบัติต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้งเพราะญาณเป็นไปในอริยสัจต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในสติปัฏฐานต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในสัมมัปปธานต่างๆลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในอิทธิบาทต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในอินทรีย์ต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในพละต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในโพชฌงค์ต่างๆลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในอริยมรรคต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในสามัญญผลต่างๆ ลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในอภิญญาลึกซึ้ง ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะญาณเป็นไปในนิพพานที่เป็นประโยชน์ลึกซึ้ง นี้ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง (๗) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ อธิบายว่า ปัญญาไม่ใกล้เป็นอย่างไร คือ อัตถปฏิสัมภิทาบุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดอรรถ ธัมมปฏิสัมภิทาบุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรม นิรุตติปฏิสัมภิทาบุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุตติ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส บุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาโดยการกำหนดปฏิภาณอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณของบุคคลนั้นใครอื่นสามารถจะถึงได้ และบุคคลนั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่ปุถุชนอื่นๆ ไม่สามารถจะเทียมทันได้ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของกัลยาณปุถุชนห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของ บุคคลที่ ๘ เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน บุคคลที่ ๘ มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของบุคคลที่ ๘ ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระ โสดาบัน เมื่อเทียบกับบุคคลที่ ๘ พระโสดาบันมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระโสดาบันห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระสกทาคามี เมื่อเทียบกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระสกทาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอนาคามี เมื่อเทียบกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอนาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอรหันต์ เมื่อเทียบกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอรหันต์ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระ ปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเทียบกับพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้ามีปัญญาไม่ใกล้เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระตถาคตอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้เลิศ ทรงมีปัญญาไม่ใกล้
พระผู้มีพระภาคทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ทรงมีญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชชญาณ ๔ เป็นผู้ทรงทสพลญาณ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษดุจราชสีห์ ทรงเป็นบุรุษดุจนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย@เชิงอรรถ : @ บุคคลที่ ๘ ในที่นี้หมายถึงท่านผู้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรค (ขุ.ป.อ. ๒/๔/๒๙๔)@ เวสารัชชญาณ ๔ ได้แก่ (๑) สัมมาสัมพุทธปฏิญญา (ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้@ท่านยังไม่รู้) (๒) ขีณาสวปฏิญญา (ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น)@(๓) อันตรายิกธรรมวาทะ (ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าเป็นอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจก่ออันตรายแก่@ผู้เสพได้จริง) (๔) นิยยานิกธรรมเทศนา (ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็น@ทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง) (ขุ.ป.อ. ๒/๕/๒๙๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ทรงเป็นบุรุษผู้เอาธุระ มีพระญาณหาที่สุดมิได้ มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศ หาที่สุดมิได้ ทรงมั่งคั่ง ทรงมีทรัพย์มาก มีพระปัญญาเป็นทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ เป็นผู้นำไปโดยวิเศษ เป็นผู้ตามแนะนำ ทรงให้รู้จักประโยชน์ ให้พินิจพิจารณา ทรงเพ่งประโยชน์ ทรงทำให้เลื่อมใสได้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงทำมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ตรัสบอกมรรคที่ยังมิได้ตรัสบอก ทรงรู้จักมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค ทรงฉลาดในมรรค และสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นผู้ดำเนินไปตามมรรคอยู่ในบัดนี้ จะเพียบพร้อมด้วย ศีลาทิคุณในภายหลัง พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น มี พระจักษุ มีพระญาณ มีพระธรรม เป็นดุจพระพรหม ตรัส บอก นำความ หมายออกมา ประทานอมตธรรม เป็นพระธรรมสามี เป็นพระตถาคต ไม่มีสิ่งที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นยังไม่ทรงทราบ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงรู้แจ้ง ไม่ทรงทำให้แจ้ง มิได้ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญา ธรรมทั้งปวงรวมทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันย่อมมาสู่คลองเฉพาะพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าโดยอาการทั้งปวง ธรรมดาประโยชน์ที่ควรแนะนำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นธรรมที่ควรรู้มีอยู่ คือ ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ในภพปัจจุบัน หรือประโยชน์ในภพหน้า ประโยชน์ตื้นหรือประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับหรือประโยชน์ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรแนะนำหรือประโยชน์ที่แนะนำแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษหรือประโยชน์ที่ไม่มีกิเลส ประโยชน์ที่ผ่องแผ้วหรือประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทุกอย่างย่อมเป็นไปตามพระญาณของพระผู้มี พระภาคพุทธเจ้า พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ติดขัดในอดีต อนาคตปัจจุบัน บทธรรมที่ควรแนะนำมีอยู่เพียงใด พระญาณก็มีเพียงนั้น พระญาณมีอยู่ เพียงใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็ย่อมมีพระญาณเป็นส่วนสุดรอบ พระญาณย่อม ไม่เป็นไปเกินบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำก็มีอยู่ไม่เกิน กว่าพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกันเหมือนชั้นแห่งผอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ๒ ชั้นทับกันสนิทพอดี ชั้นผอบด้านล่างก็ไม่เกินด้านบน ชั้นผอบด้านบนก็ไม่เกิน ด้านล่าง ชั้นผอบทั้ง ๒ ย่อมวางประกบกันที่ส่วนสุดโดยรอบของกันและกัน ฉันใดบทธรรมที่ควรแนะนำและพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน ฉันนั้นเหมือนกัน บทธรรมที่ควรแนะนำมีอยู่เพียงใด พระญาณก็ มีอยู่เพียงนั้น พระญาณมีอยู่เพียงใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็มีเพียงนั้น พระ ญาณย่อมมีบทธรรมที่ควรแนะนำเป็นส่วนสุดรอบ บทธรรมที่ควรแนะนำก็ย่อมมี พระญาณเป็นส่วนสุดรอบ พระญาณย่อมไม่เป็นไปเกินกว่าบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำก็มีอยู่ไม่เกินกว่าพระญาณ ธรรมเหล่านั้นย่อมตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงนับเนื่องด้วยความนึก นับเนื่องด้วยความหวัง นับเนื่องด้วยมนสิการ นับเนื่อง ด้วยจิตตุปบาทของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมเป็นไปในสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จริต อธิมุตติของเหล่าสัตว์ทุกจำพวก ทรงรู้จักเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีน้อยในปัญญาจักษุมีกิเลสดุจธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มี อาการทราม ที่พระองค์พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก เป็นภัพพสัตว์(ผู้สมควรบรรลุธรรม) และอภัพพสัตว์ (ผู้ไม่สมควรบรรลุธรรม) โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และ มนุษย์ย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณ ปลาและเต่าชนิดใดชนิดหนึ่ง รวมทั้งปลาติมิ ปลาติมิงคละ และปลาติมิ- ติมิงคละ ย่อมเป็นไปภายในมหาสมุทร ฉันใด โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ย่อมเป็นไปภายใน พระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน นกชนิดใดชนิดหนึ่ง รวมทั้งครุฑนามว่า เวนไตยย่อมบินไปในอากาศ ฉันใด พระพุทธสาวกทั้งหลายผู้เสมอกับพระสารีบุตรด้วย @เชิงอรรถ : @ ปลาทั้ง ๓ ตัวนี้ เป็นปลาขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิงคละสามารถกลืนกินปลาติมิได้ และปลาติมิติมิงคละมี@ขนาดลำตัวใหญ่ถึง ๕๐๐ โยชน์ สามารถกลืนกินปลาติมิงคละได้ (ขุ.ป.อ. ๒/๕/๓๐๐, ขุ.ม.อ. ๖๙/๒๙๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ปัญญาก็ย่อมเป็นไปในส่วนแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน พระพุทธญาณ ย่อมแผ่ครอบคลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์อยู่ เหล่าบัณฑิตผู้เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นคหบดี เป็นสมณะ ผู้มี ปัญญาละเอียด รู้วาทะของผู้อื่น เหมือนนายขมังธนูสามารถยิงเนื้อทราย ดุจจะเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นพากันปรุงแต่ง ปัญหาเข้าไปหาพระตถาคตทูลถามปัญหาทั้งลี้ลับและปิดบัง ปัญหาเหล่านั้นที่พระ ผู้มีพระภาคทรงซักไซ้และตรัสแก้แล้วเป็นปัญหามีเหตุให้ทรงแสดง ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระปัญญาเพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ นี้ชื่อว่าปัญญาไม่ใกล้ ใน คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ (๘)
คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน อธิบายว่า ปัญญา ดุจแผ่นดิน เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำราคะ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำราคะแล้ว ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำโทสะ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำโทสะแล้ว ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะ ครอบงำโมหะ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำโมหะแล้ว ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำโกธะ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำโกธะแล้ว ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำอุปนาหะฯลฯ มักขะ ฯลฯ ปฬาสะ ฯลฯ อิสสา ฯลฯ มัจฉริยะ ฯลฯ มายา ฯลฯ สาเถยยะฯลฯ ถัมภะ ฯลฯ สารัมภะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ อติมานะ ฯลฯ มทะ ฯลฯ ปมาทะฯลฯ กิเลสทั้งปวง ฯลฯ ทุจริตทั้งปวง ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำกรรมอันเป็นเหตุให้เป็นไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะครอบงำกรรมอันเป็นเหตุให้เป็นไปสู่ภพทั้งปวงแล้ว ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะเป็นปัญญาย่ำยีราคะที่เป็นข้าศึก ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะเป็นปัญญาย่ำยีโทสะที่เป็นข้าศึก ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส เป็นปัญญาย่ำยีโมหะที่เป็นข้าศึก ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะเป็นปัญญาย่ำยีโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ มักขะ ฯลฯ ปฬาสะ ฯลฯ อิสสา ฯลฯ มัจฉริยะฯลฯ มายา ฯลฯ สาเถยยะ ฯลฯ ถัมภะ ฯลฯ สารัมภะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ อติมานะฯลฯ มทะ ฯลฯ ปมาทะ ฯลฯ กิเลสทั้งปวง ฯลฯ ทุจริตทั้งปวง ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน เพราะเป็นปัญญาย่ำยีกรรมที่เป็นเหตุไปสู่ภพทั้งปวงที่เป็นข้าศึก แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วยปัญญาที่กว้างขวางไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดินนั้น เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน อีกประการหนึ่ง คำว่า ภูริ นี้เป็นชื่อของปัญญา ปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน เป็นปัญญาทำลายกิเลส เป็นปัญญาเครื่องแนะนำ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน นี้ชื่อว่าปัญญาดุจแผ่นดิน ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน (๙) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา อธิบายว่า ความเป็นผู้ มากด้วยปัญญา เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้หนักด้วยปัญญา เป็นผู้ประพฤติด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นที่อาศัย น้อมไปด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นธงชัย มีปัญญาเป็นยอด มีปัญญาเป็นใหญ่ มากด้วยการเลือกเฟ้น มากด้วยการค้นคว้า มากด้วยการพิจารณา มากด้วยการเพ่งพินิจ มีการเพ่งพิจารณาเป็นธรรมดา ประพฤติอยู่ด้วยปัญญาที่แจ่มแจ้ง มีความประพฤติงดเว้นด้วยปัญญาที่แจ่มแจ้ง หนักในปัญญามากด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญา น้อมไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมจิตไปในปัญญา หลุดพ้นไปด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นใหญ่ เปรียบเหมือนภิกษุผู้หนักในคณะ ท่านเรียกว่า “ผู้มากด้วยคณะ” ผู้หนักในจีวร ท่านเรียกว่า “ผู้มากด้วยจีวร”ผู้หนักในบาตร ท่านเรียกว่า “ผู้มากด้วยบาตร” ผู้หนักในเสนาสนะ ท่านเรียกว่า“ผู้มากด้วยเสนาสนะ” นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มากด้วยปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา (๑๐) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว อธิบายว่า ปัญญาเร็ว เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส คือ ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญศีลได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญอินทรียสังวรได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตาได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญชาคริยานุโยคได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญสีลขันธ์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญสมาธิขันธ์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญปัญญาขันธ์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็วเพราะบำเพ็ญวิมุตติขันธ์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญวิมุตติญาณ-ทัสสนขันธ์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะรู้แจ้งฐานะและอฐานะได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะบำเพ็ญวิหารสมาบัติได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะรู้แจ้งอริยสัจได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะเจริญสติปัฏฐานได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็วเพราะเจริญสัมมัปปธานได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะเจริญอิทธิบาทได้เร็วไวชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะเจริญอินทรีย์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะเจริญพละได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะเจริญโพชฌงค์ได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะเจริญอริยมรรคได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะทำให้แจ้งสามัญญผลได้เร็วไวชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะรู้แจ้งอภิญญาได้เร็วไว ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะทำให้แจ้งนิพพานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้เร็วไว นี้ชื่อว่าปัญญาเร็ว ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว (๑๑) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน อธิบายว่า ปัญญาพลัน เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะบำเพ็ญศีลได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะบำเพ็ญอินทรียสังวรได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะบำเพ็ญโภชเน-มัตตัญญุตาได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะบำเพ็ญชาคริยานุโยคได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะบำเพ็ญสีลขันธ์ ฯลฯ สมาธิขันธ์ ฯลฯ ปัญญาขันธ์ ฯลฯ วิมุตติขันธ์ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะบำเพ็ญวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะรู้แจ้งฐานะและอฐานะได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลันเพราะบำเพ็ญวิหารสมาบัติได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะรู้แจ้งอริยสัจได้เร็ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส พลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะเจริญสติปัฏฐานได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลันเพราะเจริญสัมมัปปธานได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะเจริญอิทธิบาทได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะเจริญอินทรีย์ได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลันเพราะเจริญพละได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะเจริญโพชฌงค์ได้เร็วพลันชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะเจริญอริยมรรคได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะทำให้แจ้งสามัญญผลได้เร็วพลัน ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะรู้แจ้งอภิญญาได้เร็วพลันชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะทำให้แจ้งนิพพานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้เร็วพลัน นี้ชื่อว่าปัญญาพลัน ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน (๑๒) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง อธิบายว่า ปัญญาร่าเริงเป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีล เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมากมีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญอินทรียสังวร เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมากมีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญชาคริยานุโยค เพราะเหตุนั้นปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมากมีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญสีลขันธ์ ฯลฯ สมาธิขันธ์ ฯลฯ ปัญญาขันธ์ ฯลฯ วิมุตติขันธ์ ฯลฯ บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมากมีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง บุคคลบางคนในโลกนี้ ... รู้แจ้งฐานะและอฐานะ ... บำเพ็ญวิหารสมาบัติให้เต็มรอบ ... รู้แจ้งอริยสัจ ... เจริญสติปัฏฐาน ... เจริญสัมมัปปธาน ... เจริญอิทธิบาท
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ... เจริญอินทรีย์ ... เจริญพละ ... เจริญโพชฌงค์ ... เจริญอริยมรรค ... บุคคลบางคนในโลกนี้ ... ทำให้แจ้งสามัญญผล บุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมากมีความปราโมทย์มาก ทำให้แจ้งอภิญญา เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริงบุคคลบางคนในโลกนี้มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก ทำให้แจ้งนิพพานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยปัญญานั้นเพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง นี้ชื่อว่าปัญญาร่าเริง ในคำว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง (๑๓)
คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป อธิบายว่า ปัญญาแล่นไป เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปสู่รูปทั้งปวงที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความไม่เที่ยง ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปโดยความเป็นทุกข์ ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปโดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปสู่เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปสู่วิญญาณทั้งปวงที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้โดยความไม่เที่ยง ชื่อว่าปัญญาแล่นไปเพราะปัญญาพลันแล่นไปโดยความเป็นทุกข์ ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปโดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปสู่จักขุ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญา แล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปสู่ชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยความไม่เที่ยง ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไปโดยความเป็นทุกข์ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะปัญญาพลันแล่นไป โดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ้งว่ารูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะมีสภาวะสิ้นไป ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะมีสภาวะเป็นภัย ชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะมีสภาวะไม่มีแก่นสาร พลันแล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นความดับแห่งรูป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ้งว่าเวทนาฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาแล่นไปเพราะเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ้งว่าชราและมรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะมีสภาวะสิ้นไป ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะมีสภาวะเป็นภัย ชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะมีสภาวะไม่มีแก่นสารแล้วพลันแล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นความดับแห่งชราและมรณะ ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ้งว่ารูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดาแล้วพลันแล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นความดับแห่งรูป ชื่อว่าปัญญาแล่นไป เพราะเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ้งว่าเวทนาฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาแล่นไปเพราะเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ้งว่าชราและมรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดาแล้วพลันแล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นความดับแห่งชราและมรณะ นี้ชื่อว่าปัญญาแล่นไป ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป (๑๔) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม อธิบายว่า ปัญญา เฉียบแหลม เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะทำลายกิเลสได้ฉับพลัน ชื่อว่าปัญญา เฉียบแหลม เพราะไม่รับกามวิตกที่เกิดขึ้นไว้ ละ บรรเทา ทำกามวิตกที่เกิดขึ้นให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่รับพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นไว้ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่รับวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นไว้ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่รับบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นไว้ ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่รับราคะที่เกิดขึ้นไว้ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๑. โสฬสปัญญานิทเทส ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่รับโทสะไว้ ละ บรรเทา ทำโทสะให้สิ้นสุดให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ฯลฯ โมหะ ฯลฯ โกธะ ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ มักขะ ฯลฯ ปฬาสะ ฯลฯ อิสสา ฯลฯ มัจฉริยะ ฯลฯ มายา ฯลฯ สาเถยยะ ฯลฯ ถัมภะฯลฯ สารัมภะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ อติมานะ ฯลฯ มทะ ฯลฯ ปมาทะ ฯลฯ กิเลสทั้งปวง ฯลฯ ทุจริตทั้งปวง ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะไม่รับกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงที่เกิดขึ้นไว้ละ บรรเทา ทำกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงที่เกิดขึ้นให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไปแล้ว ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม เพราะทำให้บรรลุ ทำให้แจ้ง ทำให้ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียวนี้ชื่อว่าปัญญาเฉียบแหลม ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา เฉียบแหลม (๑๕) คำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส อธิบายว่า ปัญญาชำแรกกิเลส เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มากด้วยความสะดุ้ง เป็นผู้มากด้วยความหวาดเสียว เป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย เป็นผู้มากด้วยความระอา เป็นผู้มากด้วยความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมชำแรก ทำลายกองโลภะที่ไม่เคยชำแรก ไม่เคยทำลาย(ด้วยปัญญา) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัญญาชำแรกกิเลส บุคคลบางคนในโลกนี้ ... ทำลายกองโทสะที่ไม่เคยชำแรก ไม่เคยทำลาย(ด้วยปัญญา) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัญญาชำแรกกิเลส บุคคลบางคนในโลกนี้ ... ทำลายกองโมหะที่ไม่เคยชำแรก ไม่เคยทำลาย(ด้วยปัญญา) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัญญาชำแรกกิเลส บุคคลบางคนในโลกนี้ ... ย่อมชำแรก ทำลายโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ มักขะ ฯลฯ ปฬาสะ ฯลฯ อิสสา ฯลฯ มัจฉริยะ ฯลฯ มายา ฯลฯ สาเถยยะฯลฯ ถัมภะ ฯลฯ สารัมภะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ อติมานะ ฯลฯ มทะ ฯลฯ ปมาทะฯลฯ กิเลสทั้งปวง ฯลฯ ทุจริตทั้งปวง ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๒. ปุคคลวิเสสนิทเทส บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มากด้วยความสะดุ้ง เป็นผู้มากด้วยความหวาดเสียว เป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย เป็นผู้มากด้วยความระอา เป็นผู้มากด้วยความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมชำแรก ทำลายกรรมซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่เคยชำแรก ไม่เคยทำลาย(ด้วยปัญญา)เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัญญาชำแรกกิเลส นี้ชื่อว่าปัญญาชำแรกกิเลส ในคำว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส (๑๖) ปัญญาเหล่านี้เรียกว่า ปัญญา ๑๖ ประการ บุคคลประกอบด้วยปัญญา ๑๖ประการนี้ ชื่อว่าผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๒. ปุคคลวิเสสนิทเทส แสดงบุคคลวิเศษ
บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งถึงพร้อมด้วยความ เพียรมาก่อน พวกหนึ่งไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน พวกที่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่ไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนนั้น และญาณของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่ถึงพร้อมด้วยความเพียร มาก่อนก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งเป็นพหูสูต พวกหนึ่งไม่ได้เป็นพหูสูต พวกที่เป็นพหูสูตเป็นพวกที่ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่ไม่ได้เป็นพหูสูตนั้น และญาณของบุคคลผู้เป็นพหูสูตนั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งมากด้วยเทศนา พวกหนึ่งไม่มากด้วยเทศนา พวกที่มากด้วยเทศนาเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่ไม่มากด้วยเทศนานั้น และญาณของบุคคลผู้มากด้วยเทศนานั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก และ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๒. ปุคคลวิเสสนิทเทส พวกที่มากด้วยเทศนาก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งอาศัยครู พวกหนึ่งไม่อาศัยครูพวกที่อาศัยครูเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่ไม่อาศัยครูนั้น และญาณของบุคคลผู้อาศัยครูนั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก พวกที่มากด้วยเทศนาก็มี ๒ จำพวก และพวกที่อาศัยครูก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งมีวิหารธรรมมาก พวกหนึ่งมีวิหารธรรมไม่มาก พวกที่มีวิหารธรรมมากเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่มีวิหารธรรมไม่มากนั้น และญาณของบุคคลผู้มีวิหารธรรมมากนั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก พวกที่มากด้วยเทศนาก็มี ๒ จำพวก พวกที่อาศัยครูก็มี ๒ จำพวก และพวกที่มี วิหารธรรมมากก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งมีการพิจารณามาก พวกหนึ่งมีการพิจารณาไม่มาก พวกที่มีการพิจารณามาก เป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่มีการพิจารณาไม่มากนั้น และญาณของบุคคลผู้มีการพิจารณามากนั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก พวกที่มากด้วยเทศนาก็มี ๒ จำพวก พวกที่อาศัยครูก็มี ๒ จำพวก พวกที่มีวิหาร- ธรรมมากก็มี ๒ จำพวก และพวกที่มีการพิจารณามากก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งเป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา พวกหนึ่งเป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา พวกที่เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่เป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทานั้น และญาณของพระอเสขะผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก พวกที่มากด้วยเทศนาก็มี ๒ จำพวก พวกที่มีวิหารธรรมมากก็มี ๒ จำพวก พวกที่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๑. มหาปัญญากถา ๒. ปุคคลวิเสสนิทเทส มีการพิจารณามากก็มี ๒ จำพวก และพวกที่เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒จำพวก คือ พวกหนึ่งบรรลุสาวกบารมี พวกหนึ่งไม่บรรลุสาวกบารมี พวกที่บรรลุสาวกบารมีเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่ไม่บรรลุสาวกบารมี และญาณของผู้บรรลุสาวกบารมีนั้นย่อมแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ จำพวก คือ พวกที่บรรลุปฏิสัมภิทา ถึงพร้อม ด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒ จำพวก แม้พวกที่เป็นพหูสูตก็มี ๒ จำพวก พวกที่มากด้วยเทศนาก็มี ๒ จำพวก พวกที่อาศัยครูก็มี ๒ จำพวก พวกที่มีวิหารธรรมมากก็มี ๒ จำพวก พวกที่มีการพิจารณามากก็มี ๒ จำพวก และพวกที่เป็น พระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งบรรลุสาวกบารมี พวกหนึ่งเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า พวกที่เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐวิเศษยิ่งกว่าพวกที่บรรลุสาวกบารมีนั้น และญาณของผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นย่อมแตกฉาน เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าและโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระตถาคต-อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีพระญาณแตกฉาน ทรงบรรลุถึงปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชชญาณ๔ ทรงเป็นผู้ทรงทสพลญาณ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษดุจราชสีห์ ฯลฯ เหล่าบัณฑิต ผู้เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นคหบดี เป็นสมณะ ผู้มีปัญญา ละเอียด รู้วาทะของผู้อื่น เหมือนนายขมังธนูสามารถยิงเนื้อทราย ดุจจะเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นพากันปรุงแต่งปัญหาเข้าไปหาพระตถาคตทูลถามปัญหาทั้งลี้ลับและปิดบัง ปัญหาเหล่านั้นที่พระผู้มีพระภาคทรงซักไซ้และตรัสแก้แล้ว เป็นปัญหามีเหตุให้ทรงแสดง ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ดังนี้ มหาปัญญากถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๖๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปัญญาวรรค อรรถกถามหาปัญญากถา
บัดนี้จะพรรณนาตามที่ยังไม่พรรณนาแห่งปัญญากถา อันพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในลำดับแห่งสุญญกถาอันเป็นปทัฏฐานแห่งปัญญาโดยพิเศษ.
ต้อนต้นในปัญญากถานั้น ปัญญา ๗ ประการมีอนุปัสสนาหนึ่งๆ เป็นมูลในอนุปัสสนา ๗ พระสารีบุตรเถระชี้แจง ทำคำถามให้เป็นเบื้องต้นก่อน.
ปัญญา ๓ มีอนุปัสสนา ๗ เป็นมูล และมีอนุปัสสนาอันยิ่งอย่างหนึ่งๆ เป็นมูล พระสารีบุตรเถระชี้แจงไม่ทำคำถาม. ท่านชี้แจงความบริบูรณ์ของปัญญา ๑๐ แต่ต้นด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในอนุปัสสนาเหล่านั้นดังต่อไปนี้.
เพราะอนิจจานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นของไม่เที่ยง) แล่นไปในสังขารที่เห็นแล้วโดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์และโดยความเป็นอนัตตาว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ฉะนั้น อนิจจานุปัสสนานั้นที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา (ปัญญาแล่นไป) ให้บริบูรณ์.
จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่า ชวนา เพราะแล่นไปในวิสัยของตน ชื่อว่า ชวนปัญญา เพราะปัญญานั้นแล่นไป.
ทุกขานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นทุกข์) มีกำลังเพราะอาศัยสมาธินทรีย์ ย่อมชำแรก ย่อมทำลายปณิธิ เพราะฉะนั้น ทุกขานุปัสสนาย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์.
จริงอยู่ ปัญญานั้น ชื่อว่า นิพฺเพธิกา เพราะทำลายกิเลส ชื่อว่า นิพฺเพธิกปญฺญา เพราะปัญญานั้นทำลายกิเลส.
อนัตตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา) ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ เพราะการถึงความเจริญด้วยเห็นความเป็นของสูญเป็นการถึงความยิ่งใหญ่.
จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่า มหาปญฺญา ปัญญาใหญ่เพราะถึงความความเจริญ.
เพราะนิพพิทานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย) เป็นปัญญาคมกล้า สามารถเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เพราะความที่อนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งของการมีกำลังด้วยอาเสวนะ แม้แต่ก่อน ฉะนั้น นิพพิทานุปัสสนาย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์.
เพราะแม้วิราคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด) ก็กว้างขวาง สามารถคลายกำหนัดจากสังขารทั้งปวง เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอาเสวนะแม้แต่ก่อน ฉะนั้น วิราคานุปัสสนาย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์.
เพราะแม้นิโรธานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับ) ก็ลึกซึ้ง สามารถเห็นความดับทั้งปวงด้วยลักษณะของความเสื่อม เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอเสวนะแม้แต่ก่อน ฉะนั้น นิโรธานุปัสสนาย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์.
จริงอยู่ นิโรธชื่อว่า คมฺภีโร เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ด้วยปัญญาอันดิ้นๆ แม้ปัญญาถึงความหยั่งลงในความลึกซึ้งนั้น ก็ชื่อว่า คมฺภีรา.
แม้เพราะปฏินิสสัคคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นการสละคืน) เป็นปัญญาไม่ใกล้ สามารถสละคืนสังขารทั้งปวงด้วยลักษณะแห่งความเสื่อม เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอเสวนะแม้แต่ต้น เพราะพุทธิย่อมอยู่ไกลกว่าปัญญา ๖ เพราะยังไม่ถึงชั้นยอด ฉะนั้น ปฏินิสสัคคานุปัสสนาย่อมยังอสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ เพราะไม่ใกล้เอง.
จริงอยู่ อสามันตปัญญานั้นชื่อว่า อสามฺนตา เพราะไกลจากปัญญาเบื้องต่ำ ชื่อว่า อสามนฺตปญฺญา เพราะปัญญาไม่ใกล้.
บทว่า ปณฺฑิจฺจํ ปูเรนฺติ คือ ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์. เพราะปัญญา ๗ ตามที่กล่าวแล้ว เจริญให้บริบูรณ์แล้ว ถึงลักษณะของบัณฑิต เป็นบัณฑิตด้วยสังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณและโคตรภูญาณกล่าว คือวุฏฐานคามินีวิปัสสนาอันถึงยอด เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปณฺฑิจฺจํ ปูเรนฺติ ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์.
บทว่า อฏฺฐปญฺญา คือ ปัญญา ๘ ประการทั้งปวงพร้อมด้วยปัญญา คือความเป็นบัณฑิต.
บทว่า ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ย่อมยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ คือเพราะบัณฑิตนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิตนั้นกระทำนิพพาน ในลำดับโคตรภูญาณให้เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุปัญญาคือมรรคผล ที่กล่าวว่า ปุถุปญฺญา เพราะปัญญาบรรลุความเป็นโลกุตระแน่นหนากว่าโลกิยะ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ๘ ประการย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อิมา นว ปญฺญา ปัญญา ๙ ประการนี้ ดังต่อไปนี้.
การพิจารณามรรคของพระอริยบุคคลนั้นผู้บรรลุมรรคและผลตามลำดับ ผู้มีจิตสันดานเป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะมีจิตสันดานประณีต ด้วยการประกอบโลกุตรธรรมอันประณีต ผู้ออกจากภวังค์หยั่งลงในลำดับแห่งผลการพิจารณาผลของพระอริยบุคคลผู้หยั่งลงสู่ภวังค์แล้วออกจากภวังค์นั้น การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วโดยนัยนี้แหละ การพิจารณากิเลสที่เหลือ การพิจารณานิพพาน การพิจารณา ๕ ประการ ย่อมเป็นไปด้วยประการดังนี้แล.
ในการพิจารณาเหล่านั้น การพิจารณามรรคและการพิจารณาผล เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาอย่างไร.
ท่านติดตามบาลีในอภิธรรม แล้วกล่าวไว้ในอรรถกถานั้นว่า ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ นิพพาน ๑ อรรถแห่งภาษิต ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ เป็นอรรถ.
มรรคญาณและผลญาณอันมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ เพราะพระนิพพานเป็นอรรถ จึงเป็นอรรถปฏิสัมภิทา เพราะคำว่า ญาณในอรรถทั้งหลายเป็นอรรถปฏิสัมภิทา.
ปัจจเวกขณญาณแห่งมรรคญาณและผลญาณ อันเป็นอรรถปฏิสัมภิทานั้น เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะคำว่า ญาณในญาณทั้งหลายเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา.
ปัจจเวกขณญาณนั้น ชื่อว่าหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) แห่งจิตสันดานอันเป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ๙ ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ และหาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแม้มีประการทั้งปวง ชื่อว่า ปญฺญา เพราะอรรถว่าให้รู้กล่าวคือทำเนื้อความนั้นๆ ให้ปรากฏ ชื่อว่า ปญฺญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้นๆ.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๗๗๗
บทว่า ตสฺส คือ อันพระอริยบุคคลมีประการดังกล่าวแล้วนั้น.
บทนั้นเป็นฉัฎฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
บทว่า อตฺถววตฺถานโต โดยกำหนดอรรถ คือโดยกำหนดอรรถ ๕ อย่างตามที่กล่าวแล้ว.
อนึ่ง แม้บัดนี้ ท่านก็กล่าวไว้ในสมณกรณียกถา (กถาอันสมณะพึงกระทำ) ว่าญาณอันมีประเภทเป็นส่วนที่ ๑ ใน ๕ ประเภท ในอรรถคือ เหตุผล ๑ นิพพาน ๑ อรรถแห่งคำ ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑.
บทว่า อธิคตา โหติ อันบุคคลบรรลุแล้ว คือได้แล้ว ปฏิสัมภิทานั้นแหละ อันบุคคลทำให้แจ้งแล้วด้วยการทำให้แจ้งการได้เฉพาะ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ด้วยผัสสะที่ได้เฉพาะนั่นแหละ.
บทว่า ธมฺมววตฺถานโต โดยกำหนดธรรม คือโดยกำหนดธรรม ๕ อย่างที่ท่านกล่าวโดยทำนองแห่งบาลีในอภิธรรมว่า ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือเหตุอันยังผลให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ อริยมรรค ๑ ภาษิต ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑ ชื่อว่าธรรม.
แม้บทนี้ท่านก็กล่าวไว้ในสมณกรณียกถาว่า ญาณอันมีประเภทเป็นส่วนที่ ๒ ใน ๕ ประเภทในธรรม คือ เหตุ ๑ อริยมรรค ๑ คำพูด ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑.
บทว่า นิรุตฺติววตฺถานโต โดยการกำหนดนิรุตติ คือโดยการกำหนดนิรุตติอันสมควรแก่อรรถนั้นๆ.
บทว่า ปฏิภาณววตฺถานโต โดยการกำหนดปฏิภาณ คือโดยการกำหนดปฏิสัมภิทาญาณ ๓ อันได้แก่ปฏิภาณ.
บทว่า ตสฺสิมา ตัดบทเป็น ตสฺส อิมา นี้เป็นคำสรุป.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงคุณวิเศษของอนุปัสสนาทั้งหลายด้วยการสงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งหมดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงด้วยประเภทแห่งวัตถุ จึงกบ่าวคำมีอาทิว่า รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป.
บทนั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงชวนปัญญาด้วยสามารถแห่งอดีต อนาคตและปัจจุบันในรูปเป็นต้น จึงตั้งคำถามด้วยอำนาจรูปเป็นต้นอย่างเดียว และด้วยอำนาจรูปในอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วได้แก้ไปตามลำดับของคำถาม.
ในชวนปัญญานั้น ปัญญาที่ท่านชี้แจงไว้ก่อนในการแก้รูปล้วนๆ เป็นต้น เป็นชวนปัญญาด้วยสามารถแห่งการแล่นไปในอดีตเป็นต้นในการแก้ทั้งหมดอันมีรูปในอดีตอนาคตและปัจจุบันเป็นมูล.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงประเภทแห่งปัญญาอันมีพระสูตรไม่น้อยเป็นเบื้องต้นอีก จึงแสดงพระสูตรทั้งหลายก่อน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปุริสสํเสโว การคบสัตบุรุษ คือการคบสัตบุรุษทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
บทว่า สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังพระสัทธรรม คือฟังคำสอนแสดงข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้นในสำนักของสัตบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น.
บทว่า โยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดยแยบคาบ คือทำไว้ในใจโดยอุบายด้วยการพิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ฟังแล้ว.
บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือปฏิบัติธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น อันเนื่องในโลกุตรธรรม.
คำ ๔ เหล่านี้คือ ปญฺญาปฏิลาภาย (เพื่อได้ปัญญา) ๑ ปญฺญาวุทฺธิยา (เพื่อความเจริญแห่งปัญญา) ๑ ปญฺญาเวปุลฺลาย (เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา) ๑ ปญฺญาพาหุลฺลาย (เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก) ๑ เป็นคำแสดงภาวะด้วยอำนาจแห่งปัญญา.
คำ ๑๒ คำที่เหลือเป็นคำแสดงภาวะด้วยอำนาจแห่งบุคคล.
อรรถกถาโสฬสปัญญานิเทศ
พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้.
บทว่า ฉนฺนํ อภิญฺญานํ อภิญญา ๖ คือ อิทธิวิธ (แสดงฤทธิได้) ๑ ทิพโสด (หูทิพย์) ๑ เจโตปริยญาณ (รู้จักกำหนดใจผู้อื่น) ๑ ปุพเพนิวาสญาณ (ระลึกชาติได้) ๑ ทิพยจักขุ (ตาทิพย์) ๑ อาสวักขยญาณ (รู้จักทำอาสวะให้สิ้น) ๑.
บทว่า เตสตฺตตีนํ ญาณานํ ญาณ ๗๓ คือญาณทั่วไปแก่สาวกที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในญาณกถา.
ในบทว่า สุตฺตสตฺตตีนํ ญาณานํ ญาณ ๗๗ นี้มีพระบาลีว่าดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง แก่เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจไว้ให้ดี เราจักกล่าว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณวัตถุ ๗๗ เป็นไฉน?
ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ. ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี.
ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยแม้ในอดีตกาล ก็มีชราและมรณะ. ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยแม้ในกาลอนาคตก็มีชราและมรณะ. ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี.
ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.
ญาณว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ.
ฯลฯ ญาณว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ. ญาณว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน. ญาณว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. ญาณว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา. ญาณว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ. ญาณว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ. ญาณว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป. ญาณว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร. ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชาสังขารก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแม้ในกาลเป็นอดีตก็มีสังขาร.
ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขารก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแม้ในกาลอนาคต ก็มีสังขาร. ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขารก็ไม่มี. ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวญาณวัตถุ ๗๗ อย่างเหล่านี้.
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๒๗
ญาณ ๗๗ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิทานวรรคด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง ท่านกล่าวอย่างละ ๔ ในองค์ ๑๑ โดยนัยนี้ว่า ญาณในชราและมรณะ ญาณในเหตุเกิดชราและมรณะ ญาณในความดับชราและมรณะ ญาณในปฏิปทาให้ความดับชราและมรณะ ท่านมิได้ถือเอาในที่นี้.
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๑๙
อนึ่ง ญาณในทั้งสองแห่งนั้นเป็นวัตถุแห่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุข จึงชื่อว่าญาณวัตถุ.
การได้ในบทมีอาทิว่า ลาโภ ท่านกล่าวว่า ปฏิลาโภ การได้เฉพาะ เพราะเพิ่มอุปสรรคทำให้วิเศษ. เพื่อขยายความแห่งบทนั้นอีก ท่านจึงกล่าวว่า ปตฺติ สมฺปตฺติ การถึง การถึงพร้อม.
บทว่า ผสฺสนา การถูกต้อง คือการถูกต้องด้วยการบรรลุ.
บทว่า สจฺฉิกิริยา การทำให้แจ้ง คือการทำให้แจ้งด้วยการได้เฉพาะ.
บทว่า อุปฺสมฺปทา การเข้าถึงพร้อม คือการให้สำเร็จ.
บทว่า สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ พระเสกขะ ๗ จำพวก คือของพระเสกขะ ๗ จำพวกมีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ซึ่งรู้กันว่าเป็นพระเสกขะ เพราะยังต้องศึกษาสิกขา ๓.
บทว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ของกัลยาณปุถุชน คือของปุถุชนที่รู้กันว่าเป็นคนดี โดยอรรถว่าเป็นผู้ดีเพราะประกอบปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน.
บทว่า วฑฺฒิตวฑฺฒนา คือ เป็นเหตุเจริญด้วยปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งปัญญา ๘ ตามที่กล่าวแล้วและด้วยอำนาจแห่งปัญญาของพระอรหันต์ ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญาก็เหมือนกัน.
ในบทมีอาทิว่า มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาติ ย่อมกำหนดอรรถใหญ่มีความดังต่อไปนี้.
พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทาย่อมกำหนดอรรถเป็นต้นด้วยทำให้เป็นอารมณ์.
มหาปัญญาแม้ทั้งหมดก็เป็นของพระอริยสาวกทั้งหลายนั่นแหละ.
อนึ่ง มหาปัญญาเป็นวิสัยแห่งปัญญานั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
นานาศัพท์ในบทมีอาทิว่า ปุถุนานาขนฺเธสุ ในขันธ์ต่างๆ มากเป็นคำกล่าวถึงอรรถแห่งปุถุศัพท์.
บทว่า ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ชื่อว่าปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไป.
ความว่า ญาณนั้นชื่อว่า ปุถุปญฺญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วนั่น.
บทว่า นานาปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ ท่านกล่าวเพราะเป็นปัจจัยมากด้วยอำนาจแห่งธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น.
บทว่า นานาสุญฺญตมนุปลพฺเภสุ ในความได้เนืองๆ ซึ่งความสูญต่างๆ คือการเข้าไปได้ชื่อว่าอุปลัพภะ. อธิบายว่า การถือเอา.
การไม่เข้าไปได้ชื่อว่าอนุปลัพภะ เพราะการไม่เข้าไปได้ คำมากชื่อว่า อนุปลัพภา เป็นพหุวจนะ.
อีกอย่างหนึ่ง การไม่เข้าไปได้ซึ่งตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนในความสูญต่างๆ ด้วยสุญญตา ๒๕ ชื่อว่านานาสุญญตานุปลัพภา. ในนานาสุญญตานุปลัพภานั้น.
เมื่อควรจะกล่าวว่า นานาสุญฺญตมนุปลพฺเภสุ ท่านกล่าว ม อักษรด้วยบทสนธิดุจในบทว่า อทุกขมสุขา ไม่ทุกข์ไม่สุข.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑
ปัญญา ๕ อย่างเหล่านี้ทั่วไป ด้วยกัลยาณปุถุชน ปัญญาในบทมีอาทิว่า นานาอตฺถา มีอรรถต่างๆ ของพระอริยเจ้าเท่านั้น.
บทว่า ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม ในธรรมทั่วไปแก่ปุถุชน คือโลกิยธรรม.
อิมินา อวสานปริยาเยน โลกิยโต ปุถุภูตนิพฺพานารมฺมณตฺตา ปุถุภูตา วิสุํภูตา ปญฺญาติ ปุถุปญฺญา นามาติ วุตฺตํ โหติ ฯ
ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปุถุปัญญา เพราะปัญญาหนา ปัญญาแผนกหนึ่ง เพราะมีนิพพานอันเป็นของใหญ่เป็นอารมณ์จากโลกิยะโดยปริยายในที่สุดนี้.
บทว่า วิปุลปญฺญา พึงทราบความนัยแห่งมหาปัญญา.
เมื่อกำหนดธรรมตามที่กล่าวแล้ว พึงทราบความไพบูลย์ของปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะมีคุณใหญ่และปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะความใหญ่ และกำหนดธรรม เพราะความใหญ่ เพราะความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองเท่านั้น.
คัมภีร์ปัญญาพึงทราบโดยนัยแห่งปุถุปัญญา.
ธรรมเหล่านั้นอันไม่พึงได้ และปัญญานั้นชื่อว่าคัมภีรา เพราะปกติชนไม่พึงได้.
บทว่า ยสฺส ปุคฺคลสฺส คือ แห่งพระอริยบุคคลนั่นแหละ.
บทว่า อญฺโญ โกจิ ใครอื่น คือปุถุชน.
บทว่า อภิสมฺภวิตุํ เพื่อครอบงำได้ คือเพื่อถึงพร้อมได้.
บทว่า อนภิสมฺภวนีโย อันใครๆ ครอบงำไม่ได้ คืออันใครๆ ไม่สามารถบรรลุได้.
บทว่า อญฺเญหิ คือ ปุถุชนนั่นแหละ.
บทว่า อฏฺฐมกสฺส ของบุคคลที่ ๘ คือของท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นบุคคลที่ ๘ นับตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล.
บทว่า ทูเร คือ ในที่ไกล.
บทว่า วิทูเร คือ ไกลเป็นพิเศษ. บทว่า สุวิทูเร คือ ไกลแสนไกล.
บทว่า น สนฺติเก คือ ไม่ใกล้. บทว่า น สามนฺตา คือ ในส่วนไม่ใกล้.
คำประกอบคำปฏิเสธทั้งสองนี้ กำหนดถึงความไกลนั่นเอง.
บทว่า อุปาทาย คือ อาศัย.
บทว่า โสตาปนฺนสฺส คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า มรรคปัญญานั้นๆ ห่างไกลจากผลปัญญานั้นๆ.
บทว่า ปจฺเจกฺสมฺพุทฺโธ แปลกกันด้วยอุปสรรค.
ทั้งสองบทนี้บริสุทธิ์เหมือนกัน.
พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวคำมีอาทิว่า ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้าและชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกห่างไกลจากปัญญาของพระตถาคต แล้วประสงค์จะแสดงปัญญาอันตั้งอยู่ไกลนั้นโดยประการไม่น้อย จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปญฺญาปเภทกุสโล พระตถาคตทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญาปเภทกุสโล คือ ทรงฉลาดในประเทศแห่งปัญญาอันมีกำหนดมากมายของพระองค์.
บทว่า ปภินฺนญาโณ ทรงมีญาณแตกฉาน คือมีพระญาณถึงประเภทหาที่สุดมิได้.
ด้วยบทนี้ แม้เมื่อมีความฉลาดในประเภทแห่งปัญญา พระสารีบุตรเถระก็แสดงความที่ปัญญาเหล่านั้นมีประเภทหาที่สุดมิได้.
บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิโท ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา คือทรงได้ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันเลิศ.
บทว่า จตุเวสารชฺชฺปปตฺโต ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ คือทรงถึงญาณกล่าวคือความกล้าหาญ ๔.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณานิมิตนั้นว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกนี้จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับธรรมว่า ธรรมเหล่านี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมิได้ตรัสรู้แล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามิได้พิจารณาถึงนิมิตนั้นเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความกล้าหาญอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณาเห็นนิมิตนั้นว่า เมื่อพระขีณาสพรู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ ฯลฯ หรือใครๆ ในโลก จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับธรรมว่า อาสวะเหล่านี้ยังไม่สิ้นไป เมื่อพระขีณาสพเสพอันตรายิกธรรมที่กล่าวก็ไม่ควรเพื่อเป็นอันตรายได้.
อนึ่ง ธรรมที่ท่านแสดงแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมไม่นำออก เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้กระทำนั้นเลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เห็นนิมิตนั้น ฯลฯ อยู่.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๘
บทว่า ทสพลธารี ทรงพละ ๑๐.
ชื่อว่า ทสพลา เพราะมีพละ ๑๐. พละของท่านผู้มีพละ ๑๐ ชื่อว่า ทสพลพลานิ. ชื่อว่า ทสพลพลธารี เพราะทรงพละของผู้มีพละ ๑๐. อธิบายว่า ทรงกำลังทศพลญาณ.
พด้วยคำทั้ง ๓ เหล่านี้ ท่านแสดงเพียงหัวข้อประเภทของเวไนยสัตว์อันมีประเภทมากมาย.
พระตถาคตทรงเป็นบุรุษองอาจด้วยได้สมมติ เป็นมงคลยิ่ง โดยประกอบด้วยปัญญา ทรงเป็นบุรุษสีหะด้วยอรรถว่าความไม่หวาดสะดุ้ง ทรงเป็นบุรุษนาคด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ทรงเป็นบุรุษอาชาไนยด้วยอรรถว่าเป็นผู้รู้ทั่ว ทรงเป็นบุรุษนำธุระไปด้วยอรรถว่านำกิจธุระของโลกไป.
ครั้นนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณวิเศษที่ได้จากอนันตญาณมีเดชเป็นต้น เพื่อจะแสดงความที่เดชเป็นต้นเหล่านั้นเป็นรากของอนันตญาณจึงกล่าว อนนฺตญาโณ ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ แล้วกล่าวบทมีอาทิว่า อนนฺตเตโช ทรงมีเดชหาที่สุดมิได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตญาโณ คือ ทรงมีญาณปราศจากที่สุดด้วยการคำนวณและด้วยความเป็นผู้มีอำนาจ.
บทว่า อนนฺตเตโช คือ ทรงมีเดชถือพระญาณหาที่สุดมิได้ ด้วยการกำจัดมืดคือโมหะในสันดานของเวไนยสัตว์.
บทว่า อนนฺตยโส ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ คือทรงมีการประกาศเกียรติคุณหาที่สุดมิได้ แผ่ไป ๓ โลกด้วยพระปัญญาคุณ.
บทว่า อฑฺโฆ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง คือทรงเพียบพร้อมด้วยทรัพย์ คือปัญญา.
บทว่า มหทฺธโน ทรงมีทรัพย์มาก ชื่อว่า มหทฺธโน เพราะมีทรัพย์ คือปัญญามากโดยความเป็นผู้มากด้วยอำนาจ แม้ในเพราะความเป็นผู้เจริญด้วยทรัพย์คือปัญญา.
บทว่า ธนวา ทรงมีอริยทรัพย์ ชื่อว่า ธนวา เพราะมีทรัพย์ คือปัญญาอันควรสรรเสริญ เพราะมีทรัพย์คือปัญญาอันประกอบอยู่เป็นนิจ เพราะมีทรัพย์คือปัญญาอันเป็นความยอดเยี่ยม.
ในอรรถทั้ง ๓ เหล่านี้ ผู้รู้ศัพท์ทั้งหลายย่อมปรารถนาคำนี้.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงความสำเร็จในอัตสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระปัญญาคุณอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความสำเร็จสมบัติอันเป็นประโยชน์แก่โลกด้วยพระปัญญาคุณอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนตา ทรงเป็นผู้นำ.
พึงทราบความในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้.
ทรงเป็นผู้นำเวไนยสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฐานะอันเกษมคือนิพพาน จากฐานะอันน่ากลัวคือสงสาร ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษซึ่งเวไนยสัตว์ทั้งหลายด้วยสังวรวินัยและปหานวินัย.
ในเวลาทรงแนะนำ ทรงนำไปเนืองๆ ด้วยการตัดความสงสัยในขณะทรงแสดงธรรม ทรงตัดความสงสัยแล้วทรงบัญญัติอรรถที่ควรให้รู้ ทรงพินิจด้วยทำการตัดสินข้อที่บัญญัติไว้อย่างนั้น ทรงเพ่งอรรถที่ทรงพินิจแล้วอย่างนั้นด้วยการประกอบในการปฏิบัติ ทรงให้หมู่สัตว์ผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนั้นเลื่อมใสด้วยผลของการปฏิบัติ.
หิ อักษรในบทนี้ว่า โส หิ ภควา เป็นนิบาตลงในการแสดงอ้างถึงเหตุแห่งอรรถที่กล่าวไว้แล้วในลำดับ.
บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น คือยังอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอสาธารณญาณ ๖ ซึ่งยังไม่เคยเกิดในสันดานของตน ให้เกิดขึ้นในสันดานของตน เพื่อประโยชน์แก่โลก ณ โคนต้นโพธิ.
บทว่า อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเนตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม คือยังอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งสาวกปารมิญาณที่ยังไม่เคยเกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ ตั้งแต่ทรงประกาศพระธรรมจักรจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าสัญชาเนตา เพราะทรงยังอริยมรรคให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยผู้เป็นสาวกด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั่นแหละ.
บทว่า อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก คือทรงให้คำพยากรณ์เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการแล้วทรงบอกมรรค คือความเป็นบารมีที่ยังไม่เคยบอก หรืออริยมรรคที่ควรให้เกิดขึ้น ณ โคนต้นโพธิโดยเพียงพยากรณ์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า.
นัยนี้ย่อมได้แม้ในการพยากรณ์พระปัจเจกโพธสัตว์เหมือนกัน.
บทว่า มคฺคญฺญู ทรงรู้จักมรรค คือทรงรู้อริยมรรคอันตนให้เกิดขึ้นด้วยการพิจารณา.
บทว่า มคฺควิทู ทรงทราบมรรค คือทรงฉลาดอริยมรรคอันพึงให้เกิดขึ้นในสันดานของเวไนยสัตว์.
บทว่า มคฺคโกวิโท ทรงฉลาดในมรรค คือทรงเห็นแจ้งมรรคที่ควรบอกแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ทรงรู้มรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่ออภิสัมโพธิ ทรงทราบมรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อปัจเจกโพธิ ทรงฉลาดในมรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อสาวกโพธิ.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายย่อมทำการประกอบอรรถตามลำดับด้วยอำนาจแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกในอดีต อนาคตและปัจจุบันด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตมรรคอันมีสุญญตะเป็นนิมิต และด้วยอำนาจแห่งมรรคของอุคฆฏิตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคล และไนยบุคคลตามควร เพราะบาลีว่า ด้วยมรรคนี้ สาวกทั้งหลายข้ามแล้วในก่อน จักข้าม ย่อมข้ามซึ่งโอฆะดังนี้.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๗๕๗
บทว่า มคฺคานุคามี จ ปน ก็และพระสาวกเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรค คือเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินไปแล้ว.
จ ศัพท์ในบทนี้เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งเหตุ. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งการบรรลุคุรมียังมรรคให้เกิดเป็นต้น.
ปน ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถว่าทำแล้ว. ด้วยบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งมรรคที่ทำแล้ว.
บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา พระสาวกที่จะมาภายหลัง คือเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วก่อน พระสาวกประกอบด้วยคุณมีศีลอันมาภายหลังเป็นต้น.
ด้วยเหตุดังนี้ เพราะคุณมีศีลเป็นต้น แม้ทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้าอาศัยอรหัตมรรคนั่นแหละมาแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ด้วยยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นดังนี้ ฉะนั้น พระเถระกล่าวถึงคุณเพราะอาศัยอรหัตมรรคนั่นแหละ.
บทว่า ชานํ ชานาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงทราบ ก็ย่อมทรงทราบคือย่อมทรงทราบสิ่งที่ควรทรงทราบ.
อธิบายว่า ธรรมดาสิ่งที่ควรทราบด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อพระสัพพัญญุตญาณยังมีอยู่ ย่อมทรงทราบสิ่งที่ควรทราบทั้งหมดนั้นอันเป็นทางแห่งข้อควรแนะนำ ๕ ประการด้วยปัญญา.
บทว่า ปสฺสํ ปสฺสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น คือทรงเห็นสิ่งที่ควรเห็น.
อธิบายว่า ทรงกระทำทางอันควรแนะนำนั้นแหละ ดุจเห็นด้วยจักษุเพราะเห็นทั้งหมด.
ชื่อว่าย่อมเห็นด้วยปัญญาจักษุ หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เป็นเหมือนคนบางพวกแม้ถือเอาสิ่งวิปริตรู้อยู่ ก็ย่อมไม่รู้ แม้เห็นก็ย่อมไม่เห็น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือตามสภาพที่เป็นจริง ทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ ทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าทรงมีจักษุ เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้นำในการเห็น. ชื่อว่าทรงมีญาณ เพราะอรรถว่ามีความเป็นผู้ทรงรู้แจ้งเป็นต้น. ชื่อว่าทรงมีธรรม เพราะอรรถว่ามีสภาพไม่วิปริต หรือสำเร็จด้วยธรรมที่พระองค์ทรงคิดด้วยพระทัย แล้วทรงเปล่งด้วยพระวาจา เพราะทรงชำนาญทางปริยัติธรรม. ชื่อว่าทรงมีพรหม เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทรงมีจักษุ เพราะทรงเป็นดุจจักษุ. ชื่อว่าทรงมีญาณ เพราะทรงเป็นดุจญาณ. ชื่อว่าทรงมีธรรม เพราะทรงเป็นดุจธรรม. ชื่อว่าทรงมีพรหม เพราะทรงเป็นดุจพรหม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสบอก เพราะตรัสบอกพระธรรมหรือเพราะยังพระธรรมให้เป็นไป. ตรัสบอกทั่ว เพราะตรัสบอกโดยประการต่างๆ หรือให้เป็นไปโดยประการต่างๆ. ทรงนำอรรถออก เพราะทรงนำอรรถออกแล้วจึงทรงแนะนำ. ทรงประทานอมตธรรม เพราะทรงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุอมตธรรม หรือเพราะทรงให้บรรลุอมตธรรมด้วยการแสดงธรรมประกาศอมตธรรม. ทรงเป็นธรรมสามี เพราะทรงให้เกิดโลกุตรธรรมด้วยการประทานโลกุตรธรรมตามความสุขโดยสมควรแก่เวไนยสัตว์ และทรงเป็นอิสระในธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ตถาคต มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณดังที่กล่าวแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ชานํ ชานาติ เมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงถวายให้วิเศษยิ่งขึ้น เพราะพระสัพพัญญุตญาณ เมื่อจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จจึงกล่าวบทมีอาทิว่า นตฺถิ มิได้มี ดังนี้.
ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงเป็นอย่างนั้น มิได้ทำให้แจ้งมิได้มี เพราะกำจัดความหลงพร้อมด้วยวาสนาในธรรมทั้งปวงด้วยอรหัตมรรคญาณอันสำเร็จด้วยอำนาจกำลังบุญที่ทรงบำเพ็ญมาแล้ว.
ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะทรงทราบธรรมทั้งปวงโดยความไม่หลง.
ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงเห็นมิได้มี เพราะธรรมทั้งปวงพระองค์ทรงเห็นด้วยญาณจักษุ ดุจด้วยจักษุ.
อนึ่ง ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะพระองค์ทรงบรรลุแล้วด้วยญาณ.
ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำให้แจ้งมิได้มี เพราะพระองค์ทรงทำให้แจ้ง ด้วยการทำให้แจ้ง ด้วยการไม่หลง.
ชื่อว่าบทธรรมที่พระองค์ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญามิได้มี เพราะพระองค์ทรงถูกต้องด้วยปัญญาอันไม่หลง.
บทว่า ปจฺจุปปนฺนํ ได้แก่กาลหรือธรรมเป็นปัจจุบัน.
บทว่า อุปาทาย คือ ถือเองแล้ว. ความว่า ทำไว้ในภายใน แม้นิพพานพ้นกาลไปแล้ว ท่านก็ถือเอาด้วยคำว่า อุปาทาย นั่นแหละ.
อนึ่ง คำมี อตีต ล่วงไปแล้วเป็นต้นย่อมสืบเนื่องกับคำมีอาทิ นตฺถิ หรือกับคำมีอาทิว่า สพฺเพ.
บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง รวมสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมด.
บทว่า สพฺพากาเรน โดยอาการทั้งปวง คือรวมอาการทั้งปวงมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นแห่งธรรมอย่างหนึ่งๆ ในบรรดาธรรมทั้งหมด.
บทว่า ญาณมุเข ในมุข คือพระญาณ ได้แก่ในเฉพาะหน้าคือพระญาณ.
บทว่า อาปถํ อาคจฺฉติ ย่อมมาสู่คลอง คือย่อมถึงการรวมกัน.
บทว่า ชานิตพฺพํ ควรรู้ท่านกล่าวเพื่อขยายความแห่งบทว่า เนยฺยํ ควรแนะนำ วา ศัพท์ในบทมีอาทิว่า อตฺตตฺโถ วา และประโยชน์ตนเป็นสมุจจยรรถ (ความรวมกัน).
บทว่า อตฺตตฺโถ คือประโยชน์ของตน.
บทว่า ปรตฺโถ ประโยชน์ของผู้อื่นคือประโยชน์ของโลก ๓ อื่น.
บทว่า อุภยตฺโถ ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แก่ประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่ายคราวเดียวกัน คือของตนและของคนอื่น.
บทว่า ทิฏฐธมฺมิโก ประโยชน์ภพนี้ คือประโยชน์ประกอบในภพนี้ หรือประโยชน์ปัจจุบัน.
ประโยชน์ประกอบแล้วในภพหน้า หรือประโยชน์ในสัมปรายภพชื่อว่า สมฺปรายิโก.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุตฺตาโน ดังต่อไปนี้
ประโยชน์ที่พูดใช้โวหารชื่อว่า อุตฺตาโน ประโยชน์ตื้น เพราะเข้าใจง่าย.
ประโยชน์ที่พูดเกิน โวหารปฏิสังยุตด้วยสุญญตาชื่อว่า คมฺภีโร ประโยชน์ลึก เพราะเข้าใจยาก.
ประโยชน์อันเป็นโลกุตระชื่อว่า คุฬฺโห ประโยชน์ลับ เพราะพูดภายนอกเกินไป.
ประโยชน์มีความไม่เที่ยงเป็นต้นชื่อว่า ปฏิจฺฉนฺโน ประโยชน์ปกปิด เพราะปกปิดด้วยฆนะ (ก้อน) เป็นต้น.
ประโยชน์ที่พูดโดยไม่ใช้โวหารมากชื่อว่า เนยฺโย ประโยชน์ที่ควรนำไป เพราะไม่ถือเอาตามความพอใจ ควรนำไปตามความประสงค์.
ประโยชน์ที่พูดด้วยใช้โวหารชื่อว่า นีโต ประโยชน์ที่นำไปแล้ว เพราะนำความประสงค์ไปโดยเพียงคำพูด.
ประโยชน์คือศีล สมาธิและวิปัสสนาอันบริสุทธิ์ด้วยดีชื่อว่า อนวชฺโช ประโยชน์ไม่มีโทษ เพราะปราศจากโทษด้วยตทังคะและวิกขัมภนะ.
ประโยชน์คืออริยมรรคชื่อว่า นิกฺกิเลโส ประโยชน์ไม่มีกิเลส เพราะตัดกิเลสขาด.
ประโยชน์คืออริยผลชื่อว่า โวทาโน ประโยชน์ผ่องแผ้ว เพราะกิเลสสงบ.
นิพพานชิ่อว่า ปรมตฺโถ ประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนิพพานเป็นธรรมเลิศในสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ปริวตฺตติ ย่อมเป็นไป คือแทรกซึมคลุกเคล้าโดยรอบย่อมเป็นไปโดยวิเศษในภายในพุทธญาณ เพราะไม่เป็นภายนอกจากความเป็นวิสัยแห่งพุทธญาณ.
พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จพระญาณด้วยบทมีอาทิ สพฺพํ กายกมฺมํ ตลอดกายกรรมทั้งปวง.
บทว่า ญาณานุปริวตฺตติ พระญาณย่อมเป็นไปตลอด. ความว่า ไม่ปราศจากพระญาณ.
บทว่า อปฺปฏิหิตํ มิได้ขัดข้อง ท่านแสดงถึงความที่ไม่มีอะไรกั้นไว้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จด้วยอุปมาจึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยาวตกํ เนยยบทมีเท่าใด.
ในบทเหล่านั้นชื่อว่า เนยฺยํ เพราะควรรู้ ชื่อว่า เนยฺยปริยนฺติกํ เพราะพระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุด.
อนึ่ง ผู้ไม่เป็นสัพพัญญูไม่มีเนยยบทเป็นที่สุด แม้ในเนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดก็ดังนี้เหมือนกัน.
พระสารีบุตรเถระแสดงความที่ได้กล่าวไว้แล้วในคู่ต้นให้พิเศษไปด้วยคู่นี้ แสดงกำหนดด้วยการปฏิเสธด้วยคู่ที่ ๓.
อนึ่ง เนยยะในบทนี้ชื่อว่า เนยฺยปถ เพราะเป็นคลองแห่งญาณ.
บทว่า อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน คือมีปกติยังเนยยะและญาณให้สิ้นไปแล้วตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกันจากฐานะ.
บทว่า อาวชฺชนปฏิพทฺธา เนื่องด้วยความทรงคำนึง คือเนื่องด้วยมโนทวาราวัชชนะ. ความว่า ย่อมรู้ลำดับแห่งความคำนึงนั่นเอง.
บทว่า อากงฺขปฏิพทฺธา เนื่องด้วยทรงพระประสงค์ คือเนื่องด้วยความพอใจ ความว่าย่อมรู้ลำดับแห่งอาวัชชนจิตด้วยชวนญาณ.
ท่านกล่าวบททั้ง ๒ นอกนี้เพื่อประกาศความตามลำดับบททั้ง ๒ นี้.
บทว่า พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัยเป็นต้น ท่านพรรณนาไว้ในญารกถาแล้ว แต่มาในมหานิเทศว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย. ในบทนั้นมาในอาคตสถานว่า พุทฺธสฺส ภควโต ในที่นี้ในที่บางแห่งว่า พุทธสส.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๒๐
บทว่า อนตมโส คือ โดยที่สุด.
ในบทว่า ติมิติมิงฺคลํ นี้ พึงทราบดังต่อไปนี้
ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่าติมิ ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่าติมิงคิละ เพราะตัวใหญ่กว่าปลาติมินั้น สามารถกลืนกินปลาติมิได้ ปลาชนิดหนึ่งชื่อติมิติมิคละมีลำตัวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ สามารถกลืนกินปลาติมิคละได้.
ในบทนี้พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะด้วยถือเอากำเนิด.
ในบทว่า ครุฬํ เวนเตยฺยํ ครุฑตระกูลเวนเตยยะนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า ครุฬ เป็นชื่อโดยกำเนิด ชื่อว่า เวนเตยฺย เป็นชื่อโดยโคตร.
บทว่า ปเทเส คือ ในเอกเทศ.
บทว่า สารีปุตฺตสมา มีปัญญาเสมอด้วยพระสารีบุตร พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงพระเถระผู้เป็นพระธรรมเสนาบดีของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะพระสาวกที่เหลือไม่มีผู้เสมอด้วยพระธรรมเสนาบดีเถระทางปัญญา
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายสาวกของเราผู้มีปัญญามาก.
____________________________
องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๖
อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
สัตว์ทั้งหลายอื่นใดมีอยู่เว้นพระโลกนาถ สัตว์เหล่านั้น
ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งปัญญาของพระสารีบุตร.
บทว่า ผริตฺวา แผ่ไป คือพุทธญาณบรรลุถึงปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงแล้วแผ่ไปแทรกซึมเข้าไปสู่ปัญญาของเทวดา และมนุษย์เหล่านั้นโดยฐานะแล้วตั้งอยู่.
บทว่า อติฆํสิตฺวา ขจัดแล้วคือพุทธญาณก้าวล่วงปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นแล้วตั้งอยู่.
ปาฐะในมหานิเทศว่า อภิภวิตฺวา ครอบงำแล้ว คือย่ำยีแล้วด้วยบทว่า เยปิเต เป็นต้น. พระสารีบุตรเถระแผ่ไปขจัดด้วยประการนี้แล้ว แสดงเหตุให้ประจักษ์แห่งฐานะ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา คือ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.
บทว่า นิปุณา ละเอียด คือมีปัญญาละเอียดสุขุมสามารถแทงตลอดปัญญาสุขุมในระหว่างอรรถได้.
บทว่า กตปรปฺปวาทา แต่งวาทะโต้ตอบ คือรู้วาทะโต้ตอบและแต่วาทะต่อสู้กับชนเหล่าอื่น.
บทว่า วาลเวธิรูปา คือ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย.
บทว่า เต ภินฺทนฺตา ปญฺญา จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิคตานิ เที่ยวทำลายปัญญาและทิฏฐิด้วยปัญญา.
ความว่า เที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของคนอื่นแม้สุขุมด้วยปัญญาของตนดุจนายขมังธนูยิงขนทรายฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานั่นแหละคือปัญญาคตะ ทิฏฐินั้นแหละคือทิฏฐิคตะ ดุจในคำว่า คูถคตํ มุคตฺตคตํ คูถ มูตรเป็นต้น.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๒๐ องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๑๕
บทว่า ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา แต่งปัญหา คือแต่งคำถาม ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง ท่านกล่าว ๒ ครั้งเพื่อสงเคราะห์เข้าด้วยกันเพราะปัญญาเท่านั้นให้มากยิ่งขึ้น.
บทว่า คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ ปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย มีปาฐะที่เหลือว่า อตฺถชาตานิ เกิดประโยชน์ บัณฑิตทั้งหลายถามปัญหาเพราะบัณฑิตเหล่านั้นเห็นข้อแนะนำอย่างนั้นแล้วอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์อย่างนี้ว่า ขอจงถามปัญหาที่ตนแต่งมา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประทานโอกาสเพื่อให้ผู้อื่นถาม ทรงแสดงธรรมแก่ผู้เข้าไปเฝ้าเท่านั้น.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บัณฑิตเหล่านั้นพากันแต่งปัญหา ด้วยหมายใจว่า จักเข้าไปหาพระสมณโดดมแล้วทูลถามปัญหานี้ หากว่าพระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้วอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักยกวาทะนี้แก่พระองค์ แม้หากว่าพระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้วอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักยกวาทะนั้นแม้อย่างนี้แก่พระองค์ ดังนี้.
บัณฑิตเหล่านั้นพากันเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ.
พระสมณโคดมก็ทรงชี้แจงให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมมีกถา.
บัณฑิตเหล่านั้นถูกพระสมณโคดมทรงชี้แจงให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ก็ไม่ถามปัญหากะพระสมณโคดมเลย บัณฑิตเหล่านั้นจักยกวาทะแก่พระสมณโคดมที่ไหนได้ ย่อมกลายเป็นสาวกของพระสมณโคดมไปโดยแท้.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๓๐
หากถามว่า เพราะเหตุไร บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่ทูลถามปัญหา.
ตอบว่า นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมในท่านกลางบริษัท ทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัท แต่นั้นทรงเห็นว่า บัณฑิตเหล่านี้พากันมาทำปัญหาซ่อนเร้น ลี้ลับ ให้มีสาระเงื่อนงำ ครั้นบัณฑิตเหล่านั้นไม่ทูลถามพระองค์เลย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า โทษประมาณเท่านี้ในการถามปัญหา ประมาณเท่านี้ในการแก้ปัญหา ประมาณเท่านี้ในอรรถ ในบท ในอักขระดังนี้ เมื่อจะถามปัญหาเหล่านี้พึงถามอย่างนี้ เมื่อจะแก้ปัญหาควรแก้อย่างนี้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงใส่ปัญหาที่บัณฑิตเหล่านั้นนำมาทำให้มีสาระซับซ้อน ไว้ในระหว่างธรรมกถาแล้วจึงทรงแสดง.
บัณฑิตเหล่านั้นย่อมพอใจว่า เราไม่ถามปัญหาเหล่านี้ เป็นความประเสริฐของเรา หากว่าเราพึงถามพระสมณโคดม จะพึงทรงทำให้เราตั้งตัวไม่ติดได้เลย.
อีกประการหนึ่ง ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแผ่เมตตาไปยังบริษัทด้วยการแผ่เมตตา มหาชนย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีรูปโฉมงดงาม น่าทัศนะ มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระชิวหาอ่อนนุ่ม มีช่องพระทนต์สนิท ทรงกล่าวธรรมดุจรดหทัยด้วยน้ำอมฤต ในการทรงกล่าวธรรมนั้น ผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยการทรงแผ่เมตตา ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่สามารถจะจับสิ่งตรงกันข้ามกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงกล่าวกถาไม่มีสอง กถาไม่เป็นโมฆะ กถานำสัตว์ออกไป เห็นปานนี้ได้เลย บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ถามปัญหา เพราะความที่ตนเลื่อมใสนั่นแหละ.
บทว่า กถิตา วิสชฺชิตา จ ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวและทรงแก้แล้ว.
ความว่า ปัญหาเหล่านั้นเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าว ด้วยการตรัสถึงปัญหาที่บัณฑิตทั้งหลายถามว่า พวกท่านจงถามอย่างนี้ เป็นอันทรงแก้โดยประการที่ควรแก้นั่นเอง.
บทว่า นิทฺทิฏฺฐิการณา มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ด้วยการแก้ทำให้มีเหตุอย่างนี้ว่า การแก้ย่อมมีด้วยเหตุการณ์อย่างนี้.
บทว่า อุปกฺขิตฺตกา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปหมอบเฝ้า ย่อมปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นมีกษัตริย์บัณฑิตเป็นต้น เข้าเฝ้าแทบพระบาท ย่อมปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการแก้ปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งสาวก ทั้งอุบาสกย่อมปรากฏ.
อธิบายว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงสาวกสมบัติ หรืออุบาสกสมบัติ.
บทว่า อถ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าลำดับ. อธิบายว่า ในลำดับพร้อมด้วยสมบัติที่บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปเฝ้า.
บทว่า ตตฺถ คือ ในที่นั้นหรือในอธิการนั้น.
บทว่า อภิโรจติ ย่อมรุ่งเรือง คือโชติช่วง สว่างไสวอย่างยิ่ง.
บทว่า ยทิทํ ปญฺญาย คือ ด้วยปัญญา. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรุ่งเรือง ด้วยปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
อิติศัพท์ลงในอรรถแห่งเหตุ. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ด้วยเหตุนี้.
บทว่า ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา ชื่อว่า ภูริปญฺญา มีปัญญาดังแผ่นดิน เพราะอรรถว่าครอบงำราคะ. ความว่า ชื่อว่า ภูริปญฺญา เพราะมรรคปัญญานั้นๆ ครอบงำ ย่ำยี ราคะอันเป็นโทษกับตน.
บทว่า ภูริ มีอรรถว่าฉลาด เฉียบแหลม ความฉลาดย่อมครอบงำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ ความไม่ฉลาดครอบงำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอรรถแห่งความครอบงำด้วยภูริปัญญา.
บทว่า อภิภวิตา ครอบงำอยู่ คือ ผลปัญญานั้นๆ ครอบงำ ย่ำยีราคะนั้นๆ. ปาฐะว่า อภิภวิตา บ้าง.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ในบทมีราคะเป็นต้น พึงทราบความดังต่อไปนี้.
ราคะมีลักษณะกำหนัด. โทสะมีลักษณะประทุษร้าย. โมหะมีลักษณะหลง.
โกธะมีลักษณะโกรธ. อุปนาหะมีลักษณะผูกโกรธไว้. โกธะเกิดก่อน อุปนาหะเกิดภายหลัง.
มักขะมีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น. ปลาสะมีลักษณะตีเสมอ.
อิสสามีลักษณะทำสมบัติผู้อื่นให้สิ้นไป. มัจฉริยะมีลักษณะหลงสมบัติของตน.
มายามีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ. สาเฐยยะมีลักษณะประกาศคุณอันไม่มีอยู่ของตน.
ถัมภะมีลักษณะจิตกระด้าง. สารัมภะมีลักษณการทำเกินกว่าการทำ.
มานะมีลักษณะถือตัว. อติมานะมีลักษณะถือตัวยิ่ง.
มทะมีลักษณะมัวเมา. ปมาทะมีลักษณะปล่อยจิตในกามคุณ ๕.
ด้วยบทว่า ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญา เป็นปัญญาย่ำยีราคะอันเป็นข้าศึกเป็นต้น.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร
กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ภูอริ เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกในจิตสันดาน. ท่านกล่าวว่า ภูริ เพราะลบ อ อักษรด้วยบทสนธิ.
พึงทราบว่าเมื่อควรจะกล่าวว่า ปัญญาย่ำยี ภูรินั้นชื่อว่า ภูริมทฺทนิปญฺญา ท่านกล่าวว่า ภูริปญฺญา เพราะลบ มทฺทนิศัพท์เสีย.
อนึ่ง บทว่า ตํ อรึ มทฺทนี ท่านกำหนดบทว่า เตสํ อรีนํ มทฺทนี การย่ำยีข้าศึกเหล่านั้น.
บทว่า ปฐวีสมาย เสมอด้วยแผ่นดิน คือ ชื่อว่าเสมอด้วยแผ่นดิน เพราะอรรถว่ากว้างขวางไพบูลย์นั่นเอง.
บทว่า วิตฺถตาย กว้างขวาง คือแผ่ไปในวิสัยที่ควรรู้ได้ ไม่เป็นไปในเอกเทศ.
บทว่า วิปุลาย ไพบูลย์ คือโอฬาร. แต่มาในมหานิเทศว่า วิปุลาย วิตฺถตาย ไพบูลย์ กว้างขวาง.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๑๓๒
บทว่า สมนฺนาคโต คือบุคคลผู้ประกอบแล้ว.
อิติศัพท์ลงในอรรถว่าเหตุ. ความว่า ด้วยเหตุนี้ปัญญาของบุคคลนั้น ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว เมื่อควรจะกล่าวว่า ภูริปญฺญสฺส ปญฺญา ภูริปญฺญปญฺญา ปัญญาของบุคคลผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา ชื่อว่าภูริปัญญปัญญา ท่านกล่าว ภูริปญฺญา เพราะลบ ปญฺญาศัพท์เสียศัพท์หนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภูริปญฺญา เพราะมีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน.
บทว่า อปิจ ท่านกล่าวเพื่อให้เห็นปริยายอย่างอื่น.
บทว่า ปญฺญายเมตํ คือ คำว่า ภูริ นี้ เป็นชื่อของปัญญา.
บทว่า อธิวจนํ เป็นคำกล่าวยิ่งนัก.
บทว่า ภูริ ชื่อว่าภูริ เพราะอรรถว่าย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว.
บทว่า เมธา ปัญญาชื่อว่าเมธา เพราะอรรถว่ากำจัดทำลายกิเลสทั้งหลาย ดุจสายฟ้าทำลายสิ่งที่ก่อด้วยหินฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเมธา เพราะอรรถว่าถือเอาทรงไว้เร็วพลัน.
บทว่า ปริณายกา ปัญญาเป็นปริณายก.
ชื่อว่าปริณายิกา เพราะอรรถว่าปัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ย่อมนำสัตว์นั้นไปในธรรมอันสัมปยุต ในการปฏิบัติประโยชน์และในปฏิเวธอันมีลักษณะแน่นอน ด้วยบทเหล่านี้เป็นอันท่านกล่าวถึงคำอันเป็นปริยายแห่งปัญญาแม้อย่างอื่นด้วย.
บทว่า ปญฺญาพาหุลฺลํ ความเป็นผู้มีปัญญามาก ชื่อว่า ปญฺญาพหุโล เพราะมีปัญญามาก ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีปัญญามากนั้น ชื่อว่าปัญญาพาหุลละ ปัญญานั่นแหละเป็นไปมาก.
ในบทมีอาทิว่า อิเธกจฺโจ บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้แก่กัลยาณปุถุชน หรืออริยบุคคล.
ชื่อว่า ปญฺญาครุโก เพราะเป็นผู้มีปัญญาหนัก.
ชื่อว่า ปญฺญาจริโต เพราะเป็นผู้มีปัญญาเป็นจริต.
ชื่อว่า ปญฺญาสโย เพราะมีปัญญาเป็นที่อาศัย.
ชื่อว่า ปญฺญาธิมุตฺโต เพราะน้อมใจเชื่อด้วยปัญญา.
ชื่อว่า ปญฺญาธโช เพราะมีปัญญาเป็นธงชัย.
ชื่อว่า ปญฺญาเกตุ เพราะมีปัญญาเป็นยอด.
ชื่อว่า ปญฺญาธิปติ เพราะมีปัญญาเป็นใหญ่.
ชื่อว่า ปญฺญาธิปเตยฺโย เพราะมาจากความเป็นผู้มีปัญญาเป็นใหญ่.
ชื่อว่า วิจยพหุโล เพราะมีการเลือกเฟ้นสภาวธรรมมาก.
ชื่อว่า ปวิจยพหุโล เพราะมีการค้นคว้าสภาวธรรมโดยประการต่างๆ มาก.
การหยั่งลงด้วยปัญญาแล้ว ปรากฏธรรมนั้นๆ คือทำให้แจ่มแจ้ง ชื่อว่าโอกขายนะ. ชื่อว่า โอกฺขายนพหุโล เพราะมีการพิจารณามาก.
การเพ่งพิจารณาธรรมนั้นๆ ด้วยปัญญาโดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขา. การดำเนินไป การเป็นไปด้วยการเพ่งพิจารณาโดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนํ.
ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนธมฺโม เพราะมีการเพ่งพิจารณาโดยชอบเป็นธรรม เป็นปกติ.
ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะทำธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง ให้ปรากฏอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะมีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง.
ชื่อว่า ตจฺจริโต เพราะมีปัญญาเป็นจริต.
ชื่อว่า ตคฺครุโก เพราะมีปัญญาหนัก.
ชื่อว่า ตพฺพหุโล เพราะมีปัญญามาก.
โน้มไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตนฺนินโน. น้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺโปโณ. เงื้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺปพฺภาโร. น้อมจิตไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตทฺธิมุตฺโต. ปัญญานั้นเป็นใหญ่ ชื่อว่า ตทธิปติ. ผู้มาจากปัญญาเป็นใหญ่นั้น ชื่อว่า ตทธปเตยฺโย.
บทมีอาทิว่า ปญฺญาครุโก มีปัญญาหนัก ท่านกล่าวจำเดิมแต่เกิดในชาติก่อน ดุจในประโยคมีอาทิว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม ย่อมรู้การเสพกาม.
____________________________
ขุ. ปฎิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๗๙
บทมีอาทิว่า ตจฺจริโต ท่านกล่าวถึงในชาตินี้.
สีฆปัญญา (ปัญญาเร็ว) ลหุปัญญา (ปัญญาเบา) หาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) และชวนปัญญา (ปัญญาแล่น) เป็นปัญญาเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ.
ชื่อว่า สีฆปญฺญา ด้วยอรรถว่าเร็ว. ชื่อว่า ลหุปญฺญา ด้วยอรรถว่าเบา. ชื่อว่า หาสปญฺญา ด้วยอรรถว่าร่าเริง. ชื่อว่า ชวนปญฺญา ด้วยอรรถว่าแล่นไปในสังขารเข้าถึงวิปัสสนาและในวิสังขาร.
บทว่า สีฆํ สีฆํ พลันๆ ท่านกล่าว ๒ ครั้ง เพื่อสงเคราะห์ศีลเป็นต้นมาก.
บทว่า สีลานิ คือ ปาติโมกขสังวรศีลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ด้วยสามารถแห่งจาริตศีลและวาริตศีล.
บทว่า อินฺทฺริยสํวรํ อินทริยสังวร คือการไม่ทำให้ราคะปฏิฆะเข้าไปสู่อินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นแล้ว ปิดกั้นด้วยหน้าต่างคือสติ.
บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตํ คือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคด้วยพิจารณาแล้วจึงบริโภค.
บทว่า ชาคริยานุโยคํ ประกอบความเพียรด้วยความเป็นผู้ตื่นอยู่ คือชื่อว่า ชาคโร เป็นผู้ตื่น เพราะใน ๓ ส่วนของวันย่อมตื่น คือไม่หลับในส่วนปฐมยามและมัชฌิมยามของราตรี บำเพ็ญสมณธรรมอย่างเดียว.
ความเป็นผู้ตื่น กรรมคือความเป็นผู้ตื่น การประกอบเนืองๆ ของความเป็นผู้ตื่น ชื่อว่าชาคริยานุโยค ยังชาคริยานุโยตนั้นให้บริบูรณ์.
บทว่า สีลกฺขนฺธํ คือ ศีลขันธ์อันเป็นของพระเสขะหรือพระอเสขะ.
ขันธ์แม้นอกนี้ก็พึงทราบอย่างนี้.
บทว่า ปญฺญาขนฺธํ คือ มรรคปัญญาและโลกิยปัญญาของพระเสขะและพระอเสขะ.
บทว่า วิมุตฺติขนฺธํ คือ ผลวิมุตติ.
บทว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ คือ ปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า หาสพหุโล เป็นผู้มีความร่าเริง เป็นมูลบท.
บทว่า เวทพหุโล เป็นผู้มีความพอใจมาก เป็นบทชี้แจงด้วยการเสวยโสมนัสเวทนาอันสัมปยุตด้วยปีตินั่นแหละ.
บทว่า ตุฏฺฐิพหุโล เป็นผู้มีความยินดีมาก เป็นบทชี้แจงด้วยอาการยินดีแห่งปีติมีกำลังไม่มากนัก.
บทว่า ปามุชฺชพหุโล เป็นผู้มีความปราโมทย์มาก เป็นบทชี้แจงด้วยความปราโมทย์แห่งปีติมีกำลัง.
บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ เป็นอาทิมีความดังได้กล่าวแล้วในสัมมสนญาณนิเทศ.
บทว่า ตุลยิตฺวา คือ เทียบเคียงด้วยกลาปสัมมสนะ (การพิจารณาเป็นกลุ่มเป็นกอง).
บทว่า ตีรยิตฺวา คือ พินิจด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา.
บทว่า วิภาวยิตฺวา พิจารณา คือทำให้ปรากฏด้วยภังคานุปัสสนาเป็นต้น.
บทว่า วิภูตํ กตฺวา ทำให้แจ่งแจ้ง คือทำให้ฉลาดด้วยสังขารุเบกขาญาณ.
ติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) เป็นโลกุตระทีเดียว.
บทว่า อุปฺปนฺนํ เกิดขึ้นแล้ว คือวิตกแม้ละได้แล้วด้วยสมถวิปัสสนา ด้วยวิกขัมภนะและตทังคะ ท่านก็กล่าวว่า เกิดขึ้นยังถอนไม่ได้ เพราะไม่ล่วงเลยธรรมดาที่เกิดขึ้น เพราะยังถอนไม่ได้ด้วยอริยมรรค.
ในที่นี้ท่านประสงค์เอาวิตกที่เกิดขึ้น ยังถอนไม่ได้นั้น.
บทว่า นาธิวาเสติ ไม่รับรองไว้ คือไม่ยกขึ้นสู่สันดานแล้วให้อยู่.
บทว่า ปชหติ ย่อมละ คือละด้วยตัดขาด.
บทว่า วิโนเทติ ย่อมบรรเทา คือย่อมซัดไป.
บทว่า พฺยนฺตีกโรติ ย่อมทำให้สิ้นสุด คือทำให้ปราศจากที่สุด.
บทว่า อนภาวํ คเมติ ให้ถึงความไม่มีต่อไป. ความว่า ถึงอริยมรรคตามลำดับวิปัสสนาแล้วให้ถึงความไม่มีด้วยการตัดขาด.
วิตกประกอบด้วยกาม ชื่อว่ากามวิตก วิตกประกอบด้วยความตายของผู้อื่น ชื่อว่าพยาบาทวิตก. วิตกประกอบด้วยความเบียดเบียนผู้อื่นชื่อว่าวิหิงสาวิตก.
บทว่า ปาปเก คือ ลามก.
บทว่า อกุสเล ธมฺเม คือ ธรรมอันไม่เป็นความฉลาด.
บทว่า นิพฺเพธิกปญฺญา ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส คือมรรคปัญญาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย.
บทว่า อุพฺเพคพหุโล เป็นผู้มากด้วยความสะดุ้ง คือ เป็นผู้มากด้วยความหวาดกลัวภัยในเพราะญาณ.
บทว่า อุตฺตาสพหุโล เป็นผู้มากไปด้วยความหวาดเสียว คือมากไปด้วยความกลัวอย่างแรงง บทนี้ ขยายความบทก่อนนั่นเอง.
บทว่า อุกฺกณฺฐพหุโล คือเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย เพราะมุ่งเฉพาะวิสังขาร นอกเหนือไปจากสังขาร.
บทว่า อนภิรติพหุโล เป็นผู้มากไปด้วยความไม่พอใจ ท่านแสดงถึงความไม่มีความยินดียิ่งด้วยความเบื่อหน่าย.
แม้บัดนี้ พระสารีบุตรเถระไขความนั้นด้วยคำทั้งสอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พหิมุโข เบือนหน้าออก คือมุ่งหน้าเฉพาะนิพพานอันเป็นภายนอกจากสังขาร.
บทว่า น รมติ ไม่ยินดี คือ ไม่ยินดียิ่ง.
บทว่า อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ ไม่เคยเบื่อหน่าย คือไม่เคยถึงที่สุดในสังสารอันไม่รู้เบื้องต้นและที่สุดแล้วเบื่อหน่าย.
บทว่า อปฺปทาลิตปุพฺพํ ไม่เคยทำลายเป็นคำกล่าวถึงอรรถของบทนั้น. ความว่า ไม่เคยทำลายด้วยการกระทำที่สุดนั่นเอง.
บทว่า โลภกฺขนฺธํ กองโลภะ คือกองโลภะ หรือมีส่วนแห่งโลภะ.
บทว่า อิมาหิ โสฬสหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโต บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ ประการเหล่านี้ ท่านกล่าวถึงพระอรหันต์โดยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ แม้พระโสดาบันพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็ย่อมได้เหมือนกัน เพราะท่านกล่าวไว้ในตอนก่อนว่า เอโก เสขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ผู้หนึ่งเป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๗๘
จบอรรถกถาโสฬสปัญญานิเทศ
อรรถกถาปุคคลวิเสสนิเทศ
พระสารีบุตรเถระแสดงถึงลำดับของบุคคลวิเศษผู้บรรลุปฏิสัมภิทาด้วยบทมีอาทิว่า เทฺว ปุคฺคลา บุคคล ๒ ประเภท.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพโยโค ผู้มีความเพียรก่อน คือประกอบด้วยบุญอันเป็นเหตุบรรลุปฏิสัมภิทาในอดีตชาติ.
บทว่า เตน คือ เหตุที่มีความเพียรมาก่อนนั้น.
แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.
บทว่า อติเรโก โหติ เป็นผู้ประเสริฐ คือมากเกินหรือเพราะมีความเพียรมากเกินท่านจึงกล่าวว่า อติเรโก.
บทว่า อธิโก โหติ เป็นผู้ยิ่ง คือเป็นผู้เลิศ.
บทว่า วิเสโส โหติ เป็นผู้วิเศษ คือวิเศษที่สุด หรือเพราะมีความเพียรวิเศษ ท่านจึงกล่าวว่า วิเสโส.
บทว่า ญาณํ ปภิชฺชติ ญาณแตกฉาน คือถึงความแตกฉานปฏิสัมภิทาญาณ.
บทว่า พหุสฺสุโส เป็นพหูสูต คือเป็นพหูสูตด้วยอำนาจแห่งพุทธพจน์.
บทว่า เทสนาพหุโล เป็นผู้มากด้วยเทศนา คือด้วยอำนาจแห่งธรรมเทศนา.
บทว่า ครูปนิสฺสิโต เป็นผู้อาศัยครู คือเข้าไปอาศัยครูผู้ยิ่งด้วยปัญญา.
บทว่า วิหารพหุโล เป็นผู้มีวิหารธรรมมาก ได้แก่เป็นผู้มีวิหารธรรม คือวิปัสสนามาก เป็นผู้มีวิหารธรรม คือผลสมาบัติมาก.
บทว่า ปจฺจเวกฺขณาพหุโล เป็นผู้มีความพิจารณามาก ได้แก่เมื่อมีวิหารธรรม คือวิปัสสนาย่อมเป็นผู้มีความพิจารณาวิปัสสนา เมื่อมีวิหารธรรมคือผลสมาบัติ ย่อมเป็นผู้มีความพิจารณาผลสมาบัติมาก.
บทว่า เสขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต คือ เป็นพระเสกขะบรรลุปฏิสัมภิทา เป็นพระอเสกขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็อย่างนั้น.
ในบทว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต เป็นผู้บรรลุสาวกบารมีนี้วินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การถึงฝั่งแห่งสาวกญาณ ๖๗ ของพระมหาสาวกผู้เลิศกว่าสาวกผู้มีปัญญามากทั้งหลาย ชื่อว่า ปารมี. บารมีของพระสาวก ชื่อว่าสาวกบารมี. ผู้ถึงสาวกบารมีนั้น ชื่อว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต. ปาฐะว่า สาวกปารมิตาปฺปตฺโต บ้าง.
มหาสาวกนั้นเป็นผู้รักษาและเป็นผู้บำเพ็ญสาวกญาณ ๖๗ ชื่อว่า ปรโม. ความเป็นหรือกรรมแห่งปรมะนั้นด้วยญาณกิริยา ๖๗ อย่างนี้ของปรมะนั้น ชื่อว่าปารมี. บารมีของพระสาวกนั้นชื่อว่า สาวกบารมี. ผู้ถึงสาวกบารมีนั้นชื่อว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต.
บทว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ พระสาวกรูปใดรูปหนึ่งมีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น.
พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า เอโก ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ผู้หนึ่งเป็นพระปัจเจกสัมพุทธะ เพราะไม่มีพระสาวกอื่นยิ่งกว่าพระสาวกผู้บรรลุสาวกบารมี.
พระสารีบุตรเถระแสดงสรุปความที่กล่าวแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺญาปเภทกุสโล ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาอีก.
ท่านชี้แจงญาณหลายอย่างแห่งญาณกถาโดยมาก. ท่านกล่าวทำปัญญาแม้อย่างหนึ่งแห่งปัญญากถาโดยมากให้ต่างๆ กัน โดยอาการต่างๆ กัน นี้เป็นความพิเศษด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถามหาปัญญากถา -----------------------------------------------------