อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๙๕

๓. อภิสมยกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๙๕–๗๐๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปญฺญาวคฺเค อภิสมยกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อภิสมยกถา

ข้อ ๖๙๕

อภิสมโยติ เกน อภิสเมติ ฯ จิตฺเตน อภิสเมติ ฯ หญฺจิ จิตฺเตน อภิสเมติ เตนหิ อญฺญาณี อภิสเมติ ฯ น อญฺญาณี อภิสเมติ ญาเณน อภิสเมติ ฯ หญฺจิ ญาเณน อภิสเมติ เตนหิ อจิตฺตโก อภิสเมติ ฯ น อจิตฺตโก อภิสเมติ จิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ หญฺจิ จิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ เตนหิ กามาวจรจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น กามาวจรจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ เตนหิ รูปาวจรจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น รูปาวจรจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ เตนหิ อรูปาวจรจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น อรูปาวจรจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ {๖๙๕.๑} เตนหิ กมฺมสฺสกตาจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น กมฺมสฺสกตาจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ เตนหิ สจฺจานุโลมิกจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น สจฺจานุโลมิกจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ เตนหิ อตีตจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น อตีตจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ เตนหิ อนาคตจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น อนาคตจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ เตนหิ ปจฺจุปฺปนฺนโลกิยจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ น ปจฺจุปฺปนฺนโลกิยจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ปจฺจุปฺปนฺนจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ

คำว่า ความตรัสรู้ ความว่า ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิต ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ บุคคลผู้ไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยญาณ ย่อมตรัสรู้ด้วยญาณหรือถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ได้ซิ บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกามาวจรจิตและญาณซิ ย่อมตรัสรู้ด้วยกามาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ตรัสรู้ได้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยอรูปาวจรจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยอรูปาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณไม่ได้ (แต่) ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะโลกุตรมรรค ฯ

ข้อ ๖๙๖

กถํ โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ปจฺจุปฺปนฺนจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ อุปฺปาทาธิปเตยฺยํ จิตฺตํ ญาณสฺส เหตุ ปจฺจโย จ ตํสมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ นิโรธโคจรํ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ญาณํ จิตฺตสฺส เหตุ ปจฺจโย จ ตํสมฺปยุตฺตํ ญาณํ นิโรธโคจรํ เอวํ โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ปจฺจุปฺปนฺนจิตฺเตน จ ญาเณน จ อภิสเมติ ฯ

ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะแห่งโลกุตรมรรคอย่างไร ฯ ในขณะโลกุตรมรรค จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น และเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งญาณ จิตอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น มีนิโรธเป็นโคจร ญาณเป็นใหญ่ในการเห็น และเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งจิต ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น มีนิโรธเป็นโคจร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและด้วยญาณ ในขณะแห่งโลกุตรมรรคอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๖๙๗

กินฺนุ เอตฺตโกเยว อภิสมโยติ ฯ น หิ โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ทสฺสนาภิสมโย สมฺมาทิฏฺฐิ อภินิโรปนาภิสมโย สมฺมาสงฺกปฺโป ปริคฺคหาภิสมโย สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานาภิสมโย สมฺมากมฺมนฺโต โวทานาภิสมโย สมฺมาอาชีโว ปริคฺคหาภิสมโย สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานาภิสมโย สมฺมาสติ อวิกฺเขปาภิสมโย สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานาภิสมโย สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ ปฏิสงฺขานาภิสมโย อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยาภิสมโย สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยาภิสมโย วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยาภิสมโย สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยาภิสมโย สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยาภิสมโย ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขาภิสมโย สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหาภิสมโย วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานาภิสมโย สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปาภิสมโย สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนาภิสมโย ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยาภิสมโย อกมฺปิยฏฺเฐน พลาภิสมโย นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคาภิสมโย เหตฏฺเฐน มคฺคาภิสมโย อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานาภิสมโย ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานาภิสมโย อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทาภิสมโย ตถฏฺเฐน สจฺจาภิสมโย อวิกฺเขปฏฺเฐน สมถาภิสมโย อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนาภิสมโย เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนาภิสมโย อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธาภิสมโย สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อภิสมโย อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ อภิสมโย ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ อภิสมโย มุตฺตฏฺเฐน อธิโมกฺขาภิสมโย ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชาภิสมโย ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ อภิสมโย สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ อภิสมโย ฉนฺโท มูลฏฺเฐน อภิสมโย มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน อภิสมโย ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน อภิสมโย เวทนา สโมสรณฏฺเฐน อภิสมโย สมาธิ ปมุขฏฺเฐน อภิสมโย สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อภิสมโย ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน อภิสมโย วิมุตฺติ สารฏฺเฐน อภิสมโย อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน อภิสมโย ฯ

ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ฯ ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโลกุตรมรรค ความตรัสรู้ด้วยความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ ความตรัสรู้ด้วยความดำริ เป็นสัมมาสังกัปปะ ความตรัสรู้ด้วยความกำหนด เป็นสัมมาวาจา ความตรัสรู้ด้วยความเป็นสมุฏฐาน เป็นสัมมากัมมันตะความตรัสรู้ด้วยความขาวผ่อง เป็นสัมมาอาชีวะ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่นเป็นสัมมาสติ ความตรัสรู้ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสัมมาสมาธิ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่น เป็นสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ความตรัสรู้ด้วยการพิจารณาหาทางเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นสัทธาพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้านเป็นวิริยะพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เป็นสติพละความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ เป็นสมาธิพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา เป็นปัญญาพละ ความตรัสรู้ด้วยความน้อมใจเชื่อเป็นสัทธินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความประคองไว้ เป็นวิริยินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่นเป็นสตินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธินทรีย์ความตรัสรู้ด้วยความเห็นเป็นปัญญินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยอินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ความตรัสรู้ด้วยพละ ด้วยความว่าไม่หวั่นไหว ความตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์ด้วยความว่านำออก ความตรัสรู้ด้วยมรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ ความตรัสรู้ด้วยสติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งสติมั่นความตรัสรู้ ด้วยสัมมัปปธานด้วยความว่าตั้งไว้ ความตรัสรู้ด้วยอิทธิบาทด้วยความว่าให้สำเร็จ ความตรัสรู้สัจจะด้วยความว่าเป็นของแท้ ความตรัสรู้ด้วยสมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ความตรัสรู้ด้วยวิปัสสนาด้วยความว่าพิจารณาเห็นความตรัสรู้ด้วยสมถะและวิปัสสนาด้วยความว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ความตรัสรู้ด้วยธรรมคู่กันด้วยความว่าไม่ล่วงเกินกัน ศีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม เป็นความตรัสรู้จิตตวิสุทธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความตรัสรู้ ทิฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็นเป็นความตรัสรู้ ความตรัสรู้ด้วยอธิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น ความตรัสรู้ด้วยวิชชาด้วยความว่าแทงตลอด วิมุติด้วยความว่าบริจาค เป็นความตรัสรู้ ญาณในความสิ้นไปด้วยความว่าตัดขาด เป็นความตรัสรู้ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความเป็นมูลเหตุ มนสิการเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นประธาน สติเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิมุติเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นสารธรรม นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด ฯ

ข้อ ๖๙๘

กินฺนุ เอตฺตโกเยว อภิสมโยติ ฯ น หิ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนาภิสมโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน อภิสมโย ฯ {๖๙๘.๑} กินฺนุ เอตฺตโกเยว อภิสมโยติ ฯ น หิ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนาภิสมโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ อภิสมโย ฉนฺโท มูลฏฺเฐน อภิสมโย ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน อภิสมโย ฯ {๖๙๘.๒} กินฺนุ เอตฺตโกเยว อภิสมโยติ ฯ น หิ สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ สกทาคามิผลกฺขเณ อนาคามิมคฺคกฺขเณ อนาคามิผลกฺขเณ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนาภิสมโย สมฺมาทิฏฺฐิ อภินิโรปนาภิสมโย สมฺมาสงฺกปฺโป ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ อภิสมโย ฉนฺโท มูลฏฺเฐน อภิสมโย ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน อภิสมโย สฺวายํ อตีเต กิเลเส ปชหติ อนาคเต กิเลเส ปชหติ ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหติ ฯ

ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ฯ ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโสดาปัตติมรรค ความตรัสรู้ด้วยความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ ฯลฯ นิพพานอันหยั่งลง ในอมตะ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด ฯ ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโสดาปัตติผล ความตรัสรู้ด้วยความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ ฯลฯ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าระงับ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นมูลเหตุ ฯลฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด ฯ ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ฯ ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะสกทาคามิผล ในขณะอนาคามิมรรค ในขณะอนาคามิผล ในขณะอรหัตมรรคในขณะอรหัตผล ความตรัสรู้ด้วยความเห็น เป็นสัมมาทิฐิ ความตรัสรู้ด้วยความดำริ เป็นสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้นเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าระงับ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นมูลเหตุฯลฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด บุคคลนี้นั้นย่อมละได้ซึ่งกิเลสทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน

ข้อ ๖๙๙

อตีเต กิเลเส ปชหตีติ หญฺจิ อตีเต กิเลเส ปชหติ เตนหิ ขีณํ เขเปติ นิรุทฺธํ นิโรเธติ วิคตํ วิคเมติ อตฺถงฺคตํ อตฺถงฺคเมติ อตีตํ ยํ นตฺถิ ตํ ปชหตีติ น อตีเต กิเลเส ปชหติ ฯ {๖๙๙.๑} อนาคเต กิเลเส ปชหตีติ หญฺจิ อนาคเต กิเลเส ปชหติ เตนหิ อชาตํ ปชหติ อนิพฺพตฺตํ ปชหติ อนุปฺปนฺนํ ปชหติ อปาตุภูตํ ปชหติ อนาคตํ ยํ นตฺถิ ตํ ปชหตีติ น อนาคเต กิเลเส ปชหติ ฯ {๖๙๙.๒} ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหตีติ หญฺจิ ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหติ เตนหิ รตฺโต ราคํ ปชหติ ทุฏฺโฐ โทสํ ปชหติ มูโฬฺห โมหํ ปชหติ วินิพนฺโธ มานํ ปชหติ ปรามฏฺโฐ ทิฏฺฐึ ปชหติ วิกฺเขปคโต อุทฺธจฺจํ ปชหติ อนิฏฺฐงฺคโต วิจิกิจฺฉํ ปชหติ ถามคโต อนุสยํ ปชหติ กณฺหสุกฺกธมฺมา ยุคนทฺธา ปวตฺตนฺติ ตํสงฺกิเลสิกา มคฺคภาวนา โหตีติ น อตีเต กิเลเส ปชหติ อนาคเต กิเลเส ปชหติ ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหตีติ ฯ

คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีต ความว่าบุคคลย่อมละได้ ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ทำกิเลสที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไปทำกิเลสที่ดับไปแล้วให้ดับไป ทำกิเลสที่ปราศไปแล้วให้ปราศไป ทำกิเลสที่หมดแล้วให้หมดไป ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีตอันไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นละกิเลสที่เป็นอดีตหาได้ไม่ คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคต ความว่า บุคคลย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ละกิเลสที่ยังไม่เกิด ละกิเลสที่ยังไม่บังเกิด ละกิเลสที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ละกิเลสที่ยังไม่ปรากฏ ละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคตอันไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นละกิเลสที่เป็นอนาคตหาได้ไม่ คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นปัจจุบัน ความว่า บุคคลย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นปัจจุบันหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กำหนัดก็ละราคะได้ ผู้ขัดเคืองก็ละโทสะได้ ผู้หลงก็ละโมหะได้ ผู้มีมานะผูกพันก็ละมานะได้ ผู้ถือผิดก็ละทิฐิได้ผู้ถึงความฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะได้ ผู้ลังเลไม่แน่ใจก็ละวิจิกิจฉาได้ ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรงก็ละอนุสัยได้ ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาวซึ่งเป็นคู่กันกำลังเป็นไปมรรคภาวนาอันมีความหม่นหมองด้วยกิเลสนั้น ก็มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต กิเลสที่เป็นอนาคต กิเลสที่เป็นปัจจุบัน หาได้ไม่ ฯ

ข้อ ๗๐๐

หญฺจิ น อตีเต กิเลเส ปชหติ น อนาคเต กิเลเส ปชหติ น ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหติ เตนหิ นตฺถิ มคฺคภาวนา นตฺถิ ผลสจฺฉิกิริยา นตฺถิ กิเลสปฺปหานํ นตฺถิ ธมฺมาภิสมโย ฯ น หิ อตฺถิ มคฺคภาวนา อตฺถิ ผลสจฺฉิกิริยา อตฺถิ กิเลสปฺปหานํ อตฺถิ ธมฺมาภิสมโย ยถา กถํ วิย ยถาปิ ตรุโณ รุกฺโข อชาตผโล ตเมนํ ปุริโส มูเล ฉินฺเทยฺย เย ตสฺส รุกฺขสฺส อชาตผลา อชาตาเยว น ชายนฺติ อนิพฺพตฺตาเยว น นิพฺพตฺตนฺติ อนุปฺปนฺนาเยว น อุปฺปชฺชนฺติ อปาตุภูตาเยว {๗๐๐.๑} น ปาตุภวนฺติ เอวเมว อุปฺปาโท เหตุ อุปฺปาโท ปจฺจโย กิเลสานํ นิพฺพตฺติยา อุปฺปาเท อาทีนวํ ทิสฺวา อนุปฺปาเท จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนุปฺปาเท จิตฺตสฺส ปกฺขนฺทนตฺตา เย อุปฺปาทปจฺจยา กิเลสา นิพฺพตฺเตยฺยุํ เต อชาตาเยว น ชายนฺติ อนิพฺพตฺตาเยว น นิพฺพตฺตนฺติ อนุปฺปนฺนาเยว น อุปฺปชฺชนฺติ อปาตุภูตาเยว น ปาตุภวนฺติ เอวํ เหตุนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ ปวตฺตเหตุ นิมิตฺตเหตุ อายุหนเหตุ อายุหนา ปจฺจโย กิเลสานํ นิพฺพตฺติยา อายุหเน อาทีนวํ ทิสฺวา อนายุหเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนายุหเน จิตฺตสฺส ปกฺขนฺทนตฺตา เย อายุหนปจฺจยา กิเลสา นิพฺพตฺเตยฺยุํ เต อชาตาเยว น ชายนฺติ อนิพฺพตฺตาเยว น นิพฺพตฺตนฺติ อนุปฺปนฺนาเยว น อุปฺปชฺชนฺติ อปาตุภูตาเยว น ปาตุภวนฺติ เอวํ เหตุนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ เอวํ อตฺถิ มคฺคภาวนา อตฺถิ ผลสจฺฉิกิริยา อตฺถิ กิเลสปฺปหานํ อตฺถิ ธมฺมาภิสมโยติ ฯ อภิสมยกถา นิฏฺฐิตา ฯ ----------

บุคคลย่อมละกิเลสที่เป็นอดีตหาได้ไม่ ละกิเลสที่เป็นอนาคต หาได้ไม่ ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันหาได้ไม่ หรือ ถ้าอย่างนั้น มรรคภาวนาก็ไม่มีการทำให้แจ้งซึ่งผลก็ไม่มี การละกิเลสก็ไม่มี ธรรมาภิสมัยก็ไม่มี ฯ หามิได้ มรรคภาวนามีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลมีอยู่ การละกิเลสมีอยู่ธรรมาภิสมัยมีอยู่ เหมือนอะไร เหมือนต้นไม้กำลังรุ่น ยังไม่เกิดผล บุรุษพึงตัดต้นไม้นั้นที่ราก ผลที่ยังไม่เกิดแห่งต้นไม้นั้นก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏเลยฉันใด ความเกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลายจิตเห็นโทษในความเกิดขึ้นแล้ว จึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น กิเลสเหล่าใดพึงบังเกิด เพราะความเกิดขึ้นเป็นปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดเลยที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏเลย ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ ด้วยประการฉะนี้เพราะเหตุแห่งความเป็นไป เพราะเหตุแห่งสังขารเป็นนิมิต เพราะเหตุแห่งกรรมกรรมเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในกรรมแล้วจึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีกรรม เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีกรรม กิเลสเหล่าใดพึงบังเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิดเลย ที่ยังไม่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏเลย เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับด้วยประการฉะนี้ มรรคภาวนามีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลมีอยู่ การละกิเลสมีอยู่ธรรมาภิสมัยมีอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล ฯ จบอภิสมยกถา ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. อภิสมยกถา ว่าด้วยการตรัสรู้

ข้อ ๑๙

คำว่า การตรัสรู้ อธิบายว่า ตรัสรู้ด้วยอะไร คือ ตรัสรู้ด้วยจิต ตรัสรู้ด้วยจิตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีญาณ ก็ตรัสรู้ได้ บุคคลผู้ไม่มี ญาณตรัสรู้ไม่ได้ ตรัสรู้ด้วยญาณ @เชิงอรรถ : @ ผู้มีบุญมาก ๕ คน ได้แก่ (๑) เมณฑกเศรษฐี (๒) จันทปทุมาภริยาของเมณฑกเศรษฐี (๓) ธนัญชัยเศรษฐี-@บุตร (๔) สุมนาเทวีลูกสะใภ้ (๕) นายปุณณทาส (ขุ.ป.อ. ๒/๑๘/๓๕๐-๓๕๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๓. อภิสมยกถา ตรัสรู้ด้วยญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ได้ บุคคลผู้ไม่มีจิต ก็ตรัสรู้ไม่ได้ ตรัสรู้ได้ด้วยจิตและด้วยญาณ ตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกามาวจรจิตและ ญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยกามาวรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยรูปาวจรจิต และญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยอรูปาวจรจิตและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยอรูปาวจรจิต และญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยกัมมัสส- กตาจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยสัจจานุ- โลมิกจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็น อดีตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่ เป็นอนาคตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยโลกียจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณนะซิ ตรัสรู้ด้วย โลกียจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณไม่ได้ (แต่)ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะแห่งโลกุตตรมรรค ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะแห่งโลกุตตรมรรค เป็นอย่างไร คือ ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้นและเป็นเหตุเป็น ปัจจัยแห่งญาณ จิตที่สัมปยุตด้วยญาณนั้นมีนิโรธเป็นโคจร ญาณเป็นใหญ่ในการ @เชิงอรรถ : @ ญาณ ในที่นี้หมายถึงมัคคญาณ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๙/๓๕๓) @ มีนิโรธเป็นโคจร หมายถึงมีนิพพานเป็นอารมณ์ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๙/๓๕๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๓. อภิสมยกถา เห็นและเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งจิต ญาณที่สัมปยุตด้วยจิตนั้นมีนิโรธเป็นโคจร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบัน และด้วยญาณในขณะแห่งโลกุตตรมรรคอย่างนี้

ข้อ ๒๐

ถาม : การตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ตอบ : ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค การตรัสรู้คือความเห็นชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ การตรัสรู้คือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ การตรัสรู้คือการกำหนด ชื่อว่าสัมมาวาจา การตรัสรู้คือสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ การตรัสรู้คือความผ่องแผ้ว ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ การตรัสรู้คือความตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสติการตรัสรู้คือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสัมมาสมาธิ การตรัสรู้คือความตั้งมั่น ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ การตรัสรู้คือ การพิจารณา ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ การตรัสรู้คือความไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าสัทธาพละ การตรัสรู้คือความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าวิริยพละ การตรัสรู้คือความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสติพละ การตรัสรู้คือความไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ชื่อว่าสมาธิพละ การตรัสรู้คือความไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าปัญญาพละ การตรัสรู้คือความน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ การตรัสรู้คือการประคองไว้ชื่อว่าวิริยินทรีย์ การตรัสรู้คือความตั้งมั่น ชื่อว่าสตินทรีย์ การตรัสรู้คือความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสมาธินทรีย์ การตรัสรู้คือความเห็น ชื่อว่าปัญญินทรีย์ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าพละเพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว การตรัสรู้ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะนำออกการตรัสรู้ที่ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสติปัฏฐานเพราะมีสภาวะตั้งมั่น การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะมีสภาวะดำรงไว้ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะมีสภาวะให้สำเร็จ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสมถะ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน การตรัสรู้ที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็น การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสมถะและวิปัสสนาเพราะมีสภาวะมีรสเป็นอย่างเดียวกัน การตรัสรู้ที่ชื่อว่าธรรมที่เป็นคู่กัน เพราะมีสภาวะไม่ล่วงเลยกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๓. อภิสมยกถา การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะสำรวม การตรัสรู้ที่ชื่อว่าจิตต-วิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน การตรัสรู้ที่ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น การตรัสรู้ที่ชื่อว่าอธิโมกข์ เพราะมีสภาวะหลุดพ้น การตรัสรู้ที่ชื่อว่าวิชชา เพราะมีสภาวะรู้แจ้ง การตรัสรู้ที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะสละ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าญาณในความสิ้นไป เพราะมีสภาวะตัดขาด การตรัสรู้ที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูลเหตุ การตรัสรู้ที่ชื่อว่ามนสิการ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน การตรัสรู้ที่ชื่อว่าผัสสะ เพราะมีสภาวะเป็นที่รวม การตรัสรู้ที่ชื่อว่าเวทนา เพราะมีสภาวะเป็นที่ประชุม การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะมีสภาวะเป็นประธาน การตรัสรู้ที่ชื่อว่าสติเพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น การตรัสรู้ที่ชื่อว่าวิมุตติ เพราะมีสภาวะเป็นแก่นสาร การตรัสรู้ที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด

ข้อ ๒๑

ถาม : การตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ตอบ : ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค การตรัสรู้คือความเห็นชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด ถาม : การตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ตอบ : ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะแห่งโสดาปัตติผล การตรัสรู้คือความเห็น ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะมีสภาวะระงับ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล ฯลฯ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด ถาม : การตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ตอบ : ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทา-คามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ วิชชา ในที่นี้หมายถึงมัคคญาณ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๐/๓๕๔) @ วิมุตติ ในที่นี้หมายถึงสมุจเฉทวิมุตติ (ขุ.ป.อ. ๒/๒๐/๓๕๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๓. อภิสมยกถา ในขณะแห่งอรหัตตมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอรหัตตผล การตรัสรู้คือความเห็นชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ การตรัสรู้คือความตรึกตรอง ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะมีสภาวะระงับ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าฉันทะ เพราะมีสภาวะเป็นมูล ฯลฯ การตรัสรู้ที่ชื่อว่าธรรมที่หยั่งลงสู่อมตะคือนิพพาน เพราะมีสภาวะเป็นที่สุด บุคคลนี้นั้นย่อมละกิเลสได้ คือ ละกิเลสที่เป็นอดีตได้ ละกิเลสที่เป็น อนาคตได้ (และ) ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันได้ คำว่า ละกิเลสที่เป็นอดีตได้ อธิบายว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตได้หรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ทำกิเลสที่สิ้นแล้วให้สิ้นไป ทำกิเลสที่ดับแล้วให้ดับไป ทำกิเลสที่ปราศจากแล้วให้ปราศจากไป ทำกิเลสที่หมดแล้วให้หมดไป ละกิเลสที่เป็นอดีตซึ่งไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าละกิเลสที่เป็นอดีตไม่ได้ คำว่า ละกิเลสที่เป็นอนาคตได้ อธิบายว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคตได้หรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ละกิเลสที่ยังไม่เกิด ละกิเลสที่ยังไม่บังเกิด ละกิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น ละกิเลสที่ยังไม่ปรากฏ ละกิเลสที่เป็นอนาคตซึ่งไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้นบุคคลนั้นชื่อว่าละกิเลสที่เป็นอนาคตไม่ได้ คำว่า ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันได้ อธิบายว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นปัจจุบันได้หรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กำหนัดก็ละราคะได้ ผู้ขัดเคืองก็ละโทสะได้ ผู้หลงก็ละโมหะได้ ผู้มีมานะผูกพันก็ละมานะได้ ผู้ถือทิฏฐิผิดก็ละทิฏฐิได้ ผู้ถึงความฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะได้ ผู้ลังเลไม่แน่ใจก็ละวิจิกิจฉาได้ ผู้มีเรี่ยวแรงก็ละอนุสัยได้ ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว เป็นธรรมคู่กันเป็นไปด้วยกัน มัคคภาวนาที่มีความหม่นหมองด้วยกิเลสนั้นจึงมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าละกิเลสที่เป็นอดีตไม่ได้ ละกิเลสที่เป็นอนาคตไม่ได้ (และ)ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันไม่ได้ บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีตไม่ได้ ละกิเลสที่เป็นอนาคตไม่ได้ (และ)ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันไม่ได้หรือ ถ้าอย่างนั้น มัคคภาวนาก็ไม่มี การทำผลให้แจ้งก็ไม่มี การ@เชิงอรรถ : @ ธรรมฝ่ายดำ หมายถึงอกุศลธรรม ธรรมฝ่ายขาว หมายถึงกุศลธรรม (ขุ.ป.อ. ๒/๒๑/๓๕๔-๓๕๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๕๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๓. ปัญญาวรรค] ๔. วิเวกกถา ละกิเลสก็ไม่มี ธรรมาภิสมัยก็ไม่มี มัคคภาวนามีอยู่ การทำผลให้แจ้งก็มีอยู่ การละกิเลสก็มีอยู่ ธรรมาภิสมัยก็มีอยู่ เหมือนอะไร เหมือนต้นไม้กำลังรุ่นยังไม่เกิดผลบุรุษพึงตัดต้นไม้นั้นที่ราก ผลที่ยังไม่เกิดของต้นไม้นั้นก็เกิดไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิดก็บังเกิดไม่ได้ ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏไม่ได้ ความเกิดขึ้นเป็นเหตุ ความเกิดขึ้นเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดของกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในความเกิดขึ้นแล้วจึงแล่นไปในนิพพานซึ่งไม่มีความเกิดขึ้นเพราะจิตแล่นไปในนิพพานซึ่งไม่มีความเกิดขึ้น กิเลสที่พึงบังเกิดเพราะความเกิดขึ้นเป็นปัจจัย ที่ยังไม่เกิดก็เกิดไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิดก็บังเกิดไม่ได้ ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏไม่ได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดับทุกข์จึงดับด้วยประการฉะนี้ ความเป็นไปเป็นเหตุ ... นิมิตเป็นเหตุ ... กรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นเหตุ กรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดของกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในกรรมเป็นเครื่องประมวลมาแล้วจึงแล่นไปในนิพพานซึ่งไม่มีกรรมเป็นเครื่องประมวลมา เพราะจิตแล่นไปในนิพพานซึ่งไม่มีกรรมเป็นเครื่องประมวลมา กิเลสที่พึงบังเกิดเพราะกรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นปัจจัย ที่ยังไม่เกิดก็เกิดไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิดก็บังเกิดไม่ได้ ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่ปรากฏก็ปรากฏไม่ได้ เพราะเหตุดับ ทุกข์จึงดับด้วยประการฉะนี้มัคคภาวนาจึงมีอยู่ การทำผลให้แจ้งก็มีอยู่ การละกิเลสก็มีอยู่ ธรรมาภิสมัยก็มีอยู่ด้วยประการฉะนี้ อภิสมยกถา จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอภิสมยกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามความที่ยังมิได้พรรณาแห่งอภิสมยกถา อันพระสารีบุตรเถระผู้แสดงอภิสมัยอันเป็นฤทธิ์อย่างยิ่งในลำดับแห่งอิทธิกถากล่าวแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิสมโย ความตรัสรู้ คือถึงพร้อมด้วยธรรมเป็นประธานแห่งสัจจะทั้งหลาย. อธิบายว่าแทงตลอด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความตรัสรู้อรรถ.

บทว่า เกน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร.

ท่านกล่าวความตรัสรู้ว่า ความตรัสรู้เป็นรสนั้นใดในบทแห่งสูตรมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้แล เมื่อความตรัสรู้นั้นเป็นไปอยู่ บุคคลผู้ตรัสรู้ย่อมตรัสรู้สัจจะด้วยธรรมอะไรเป็นผู้มีธรรมเป็นประธาน ย่อมถึงพร้อม.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๑๒

อธิบายว่า แทงตลอดนี้เป็นคำถามของผู้ท้วงก่อน.

บทว่า จิตฺเตน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยจิต คือแก้อย่างนั้นเพราะเว้นจิตเสียแล้วไม่มีความตรัสรู้.

บทมีอาทิว่า หญฺจิ เป็นการท้วงอีก หญจิ แปลว่า ถ้าว่า. เพราะท่านกล่าวว่า ด้วยจิตผู้ท้วงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นบุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ.

บทว่า น อญฺญาณี อภิสเมติ บุคคลไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้ คือปฏิเสธเพราะไม่มีความตรัสรู้โดยเพียงจิตเท่านั้น.

บทว่า ญาเณน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยญาณเป็นการรับรอง.

บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้งเป็นการท้วงว่า ผู้ไม่มีความรู้ ย่อมตรัสรู้เพราะไม่มีจิตได้ซิ เพราะท่านกล่าวว่า ญาเณน ด้วยญาณ.

บทว่า น อจิตฺตโก อภิเสเมติ บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้ เป็นการปฏิเสธเพราะผู้ไม่มีจิตตรัสรู้ไม่ได้.

บทมีอาทิว่า จิตฺเตน จ เป็นการรับรอง.

บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้งเป็นการท้วงอำนาจทั่วไปแห่งจิตและญาณทั้งหมด.

แม้ในการท้วงและการแก้ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า กมฺมสฺสกตาจิตฺเตน จ ญาเณน จ ด้วยกัมมัสสกตาจิตและด้วยญาณ คือด้วยจิตอันเป็นไปแล้วด้วยกัมมัสสกตาอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน.

บท สจฺจานุโลมิกจิตฺเตน จ ญาเณน จ ด้วยสัจจานุโลมิกจิต และด้วยญาณคือด้วยจิตสัมปยุตด้วยวิปัสสนากล่าวคือสัจจานุโลมิกญาณ เพราะช่วยการแทงตลอดสัจจะและด้วยวิปัสสนาญาณ.

บทว่า กถํ อย่างไร เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเองตอบเอง) เหมือนอภิสมัย.

บทว่า อุปฺปาทาธิปเตยฺยํ จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น ได้แก่ เพราะเมื่อไม่มีจิตเกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เพราะจิตยึดอารมณ์ เจตสิกก็เกิด พร้อมกับจิตนั้น เมื่อไม่มีอารมณ์จะยึดจักเกิดได้อย่างไรเล่า แม้ในอภิธรรม ท่านก็จำแนกเจตสิกไว้ด้วยการเกิดขึ้นแห่งจิตนั่นแหละ ฉะนั้นจิตจึงเป็นใหญ่ในการเกิดขึ้นแห่งมรรคญาณ.

บทว่า ญาณสฺส คือ แห่งมรรคญาณ.

บทว่า เหตุ ปจฺจโย จ เป็นเหตุเป็นปัจจัย คือเป็นผู้ให้เกิดและเป็นผู้อุปถัมภ์.

บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ คือ จิตสัมปยุตด้วยญาณนั้น.

บทว่า นิโรธโคจรํ มีนิโรธ เป็นโคจร คือมีนิพพานเป็นอารมณ์.

บทว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ญาณเป็นใหญ่ในการเห็น คือเป็นใหญ่ในการเห็นนิพพาน เพราะไม่มีกิจที่จะเห็นสิ่งที่เหลือ.

บทว่า จิตฺตสฺส แห่งจิต คือแห่งจิตสัมปยุตด้วยมรรค.

บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ คือ ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น.

เพราะปริยายแม้นี้มิใช่ความตรัสรู้ด้วยจิตและญาณเท่านั้น ที่แท้ธรรมคือจิตและเจตสิกอันสัมปยุตด้วยมรรค แม้ทั้งหมดชื่อว่า เป็นความตรัสรู้ด้วย ยังกิจคือความตรัสรู้สัจจะให้สำเร็จ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงปริยายแม้นั้นจึงถามว่าความตรัสรู้มีเท่านั้นหรือ ปฏิเสธว่า นหิ ไม่ใช่มีเท่านั้นแล้วกล่าวคำมีอาทิว่า โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ในขณะแห่งโลกุตรมรรค.

บทว่า ทสฺสนาภิสมโย ความตรัสรู้ด้วยความเห็น คือความตรัสรู้อันเป็นความเห็น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

บทว่า สจฺจา คือ สัจจญาณ มรรคญาณนั่นแลชื่อว่าวิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นพระนิพพาน.

บทว่า วิโมกฺโข คือ มรรควิโมกข์.

บทว่า วิชฺชา คือ มรรคญาณนั้นแหละ.

บทว่า วิมุตฺติ คือ สมุจเฉทวิมุตติ.

นิพพานชื่อว่า อภิสมโย เพราะตรัสรู้ ที่เหลือชื่อว่า อภิสมยา เพราะเป็นเหตุตรัสรู้.

พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงจำแนกอภิสมัยด้วยมรรคและผล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กินฺนุ ดังนี้.

อนึ่ง ในที่นี้ เพราะญาณย่อมไม่ได้ในความสิ้นไป ด้วยอรรถว่าตัดขาดในขณะผล ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนุปฺปาเท ญาณํ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น.

พึงทราบบทที่เหลือตามสมควร.

บัดนี้ เพราะเมื่อมีการละกิเลส ความตรัสรู้ก็ย่อมมีได้ และเมื่อมีความตรัสรู้การละกิเลสก็ย่อมมีได้ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงการละกิเลสอันมีการท้วงเป็นเบื้องต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สฺวายํ บุคคลนี้นั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สฺวายํ คือ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคนี้นั้น.

คำ ๔ คำในบทนี้มีบทว่า เอวํ เป็นอาทิ เป็นการถามของผู้ท้วง.

บทนี้ว่า อตีเต กิเลเส ปชหติ ละกิเลสที่เป็นอดีต เป็นคำแก้เพื่อให้โอกาสแก่การท้วง.

บทว่า ขีณํ คือ สิ้นไปแล้วด้วยความดับ.

บทว่า นิรุทฺธํ ดับแล้ว คือดับด้วยไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยสันดาน.

บทว่า วิคตํ ปราศไป คือปราศไปจากขณะที่กำลังเป็นไปอยู่.

บทว่า วิคเมติ คือ ให้ปราศไป.

บทว่า อตฺถงฺคตํ ถึงการดับไป คือถึงความไม่มี.

บทว่า อตฺถงฺคเมติ คือ ให้ถึงความไม่มี.

ครั้นแสดงโทษในข้อนั้นแล้วจึงกล่าวปฏิเสธว่า บุคคลละกิเลสอันเป็นอดีตหาได้ไม่.

บทว่า อชาตํ ที่ไม่เกิดขึ้น คือยังไม่เกิดขึ้นจากการท้วงอันเป็นอนาคต.

บทว่า อนิพฺพตฺตํ กิเลสที่ยังไม่เกิด คือกิเลสที่ยังไม่ถึงสภาวะ.

บทว่า อนุปฺปนฺนํ กิเลสที่ยังไม่เกิด คือยังไม่ปฏิบัติในอนาคตจำเดิมแต่เกิด.

บทว่า อปาตุภูตํ ไม่ปรากฏ คือไม่ปรากฏแห่งจิตโดยความเป็นปัจจุบัน.

เมื่อผู้ละในอดีตและอนาคต ความพยายามไม่มีผลย่อมได้รับเพราะไม่มีสิ่งที่ควรละ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงปฏิเสธแม้ทั้งสองอย่าง.

บทว่า รตฺโต ราคํ ปชหติ บุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะได้ คือบุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะนั้นได้ด้วยราคะที่กำลังเป็นไปอยู่. แม้ในกิเลสที่กำลังเป็นไปอยู่ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ถามคโต ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรง คือ ผู้ถึงสภาพมั่นคง.

บทว่า กณฺหสุกฺกา ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว คือธรรมที่เป็นอกุศลและกุศลซึ่งเป็นคู่กันกำลังเป็นไป คือย่อมถึงเสมอกัน.

บทว่า สงฺกิเลสิกา มรรคภาวนาอันมีความหม่นหมองด้วยกิเลส คือเมื่อความที่ความหม่นหมองสัมปยุตกันมีอยู่ มรรคภาวนาประกอบด้วยความหม่นหมอง ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อละในปัจจุบันอย่างนี้ มรรคภาวนาอันเป็นความหม่นหมองย่อมมีได้ และความพยายามก็ไม่มีผล เพราะมีสิ่งที่ควรละกับความพยายาม เพราะยังไม่มีการแยกจิตออกจากกิเลสอันเป็นปัจจุบัน.

บทว่า น หิ ไม่มี คือปฏิเสธคำที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ๔ ส่วน.

บทว่า อตฺถิ มีอยู่ คือรับรอง.

บทว่า ยถา กถํ วิย เหมือนอะไร เป็นการถาม เพื่อชี้ให้เห็นอุทาหรณ์แห่งความมี คือมีเหมือนโดยประการไร มีเหมือนอะไร.

บทว่า ยถาปิ แม้ฉันใด.

บทว่า ตรุโณ รุกฺโข ต้นไม้รุ่น คือถือเอาต้นไม้รุ่นเพื่อจะได้ให้ผล.

บทว่า อชาตผโล ผลที่ยังไม่เกิด คือแม้เมื่อยังมีการให้ผลอยู่ก็ฉวยเอาก่อนเวลาจากการได้ผล.

บทว่า ตเมนํ คือ ต้นไม้นั้น.

บทว่า เอนํ เป็นเพียงนิบาต หรือคือ ตํ เอตํ.

บทว่า มูลํ ฉินฺเทยฺย พึงตัดราก คือพึงตัดตั้งแต่ราก.

บทว่า อชาตผลา คือ ผลยังไม่เกิด.

บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ.

ท่านกล่าวถึงการสืบต่อขันธ์อันเป็นปัจจุบัน แม้ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ การเกิด ๑ ความเป็นไป ๑ นิมิต ๑ การประมวล ๑.

ขันธสันดานอันไม่เป็นพืชของกิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณ เพราะขันธสันดานนั้นไม่เป็นพืช กิเลสนั้นมีขันธสันดานนั้นเป็นปัจจัยยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น.

บทว่า อาทีนวํ ทิสฺวา เห็นโทษ คือเห็นโทษโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. ท่านกล่าวถึงนิพพานเท่านั้นด้วยบท ๔ บท มีอาทิว่า อนุปฺปาโท การไม่เกิดขึ้น.

บทว่า จิตฺตํ ปกฺจนฺทติ จิตแล่นไป คือจิตสัมปยุตด้วยมรรค ย่อมแล่นไป.

บทว่า เหตุนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ คือเพราะความไม่เกิดสันดานอันเป็นพืชของกิเลสทั้งหลายดับ ก็เป็นอันดับความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อันเป็นขันธ์ในอนาคต. เพราะความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อย่างนี้ดับ จึงเป็นอันดับความไม่เกิดแห่งทุกข์ด้วย.

พระสารีบุตรเถระกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ มคฺคภาวนา มรรคภาวนามีอยู่ เพราะมีข้อยุติในการละกิเลส.

แต่ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ด้วยบทนี้ท่านแสดงไว้อย่างไร. ท่านแสดงถึงการละกิเลสอันได้ภูมิแล้ว ก็ภูมิที่ได้นั้นเป็นอดีต อนาคตหรือเป็นปัจจุบัน.

พึงทราบกถาพิสดารแห่งการละกิเลสที่ท่านกล่าวแล้วว่า กิเลสอันได้ภูมิเกิดขึ้นแล้วโดยนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถามรรคสัจจนิเทศแห่งสุตมยญาณกถา.

แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอากิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาอภิสมยกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา