อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๗๗

อาสยานุสยญาณนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๗–๒๘๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๒๗๗

กตมํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต สตฺตานํ อาสยํ ชานาติ อนุสยํ ชานาติ จริตํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ ฯ

ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ ทั้งหลาย ของพระตถาคต เป็นไฉน ฯ ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทราบฉันทะเป็นที่มานอน กิเลสอันนอนเนื่อง จริต อธิมุติ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบชัดภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์ ฯ

ข้อ ๒๗๘

กตโม จ สตฺตานํ อาสโย ฯ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อิติ ภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา สตฺตา โหนฺติ วิภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อนุโลมิกา ขนฺติ ปฏิลทฺธา โหติ ยถาภูตํ วา ญาณํ ภามํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล กามครุโก กามาสโย กามาธิมุตฺโตติ กามํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล เนกฺขมฺมครุโก เนกฺขมฺมาสโย เนกฺขมฺมาธิมุตฺโตติ เนกฺขมฺมํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล พฺยาปาทครุโก พฺยาปาทาสโย พฺยาปาทาธิมุตฺโตติ พฺยาปาทํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล อพฺยาปาทครุโก อพฺยาปาทาสโย อพฺยาปาทาธิมุตฺโตติ อพฺยาปาทํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล ถีนมิทฺธครุโก ถีนมิทฺธาสโย ถีนมิทฺธาธิมุตฺโตติ ถีนมิทฺธํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล อาโลกสญฺญาครุโก อาโลกสญฺญาสโย อาโลกสญฺญาธิมุตฺโตติ อาโลกสญฺญํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ ฯ อยํ สตฺตานํ อาสโย ฯ

ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฐิในภพก็มี อาศัยทิฐิในความปราศจากภพก็มีดังนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้างชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง บุคคลไม่ข้องแวะส่วนที่สุดทั้งสองนี้เสียแล้ว เป็นอันได้ขันติอันสมควร ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันคือความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯ อนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม ด้วยยถาภูตญาณ คือทรงทราบบุคคลผู้เสพกามว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม มีกามเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในกาม ทรงทราบบุคคลผู้เสพเนกขัมมะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะมีเนกขัมมะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในเนกขัมมะ ทรงทราบบุคคลผู้เสพพยาบาทว่าบุคคลนี้เป็นผู้หนักในพยาบาท มีพยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในพยาบาททรงทราบบุคคลผู้เสพความไม่พยาบาทว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในความไม่พยาบาทมีความไม่พยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในความไม่พยาบาท ทรงทราบบุคคลผู้เสพถีนมิทธะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ มีถีนมิทธะเป็นที่อาศัยน้อมใจไปในถีนมิทธะ ทรงทราบบุคคลผู้เสพอาโลกสัญญาว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญา มีอาโลกสัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในอาโลกสัญญา ฯ

ข้อ ๒๗๙

กตโม จ สตฺตานํ อนุสโย ฯ สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ กามราคานุสโย อนุเสติ ยํ โลเก อปฺปิยรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ปฏิฆานุสโย อนุเสติ อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา ตเทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ทฏฺฐพฺพา อยํ สตฺตานํ อนุสโย ฯ

ก็กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กามราคานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ปฏิฆานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันไม่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก อวิชชาตกไปตามในธรรมสองประการนี้ ดังนี้ มานะ ทิฐิ และวิจิกิจฉา ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น ก็พึงเห็นดังนั้น นี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๒๘๐

กตมญฺจ สตฺตานํ จริตํ ฯ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อเนญฺชาภิสงฺขาโร ปริตฺตภูมโก วา มหาภูมโก วา อิทํ สตฺตานํ จริตํ ฯ

ก็จริตของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นภูมิน้อยก็ตาม เป็นภูมิมากก็ตาม นี้เป็นจริตของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๒๘๑

กตมา จ สตฺตานํ อธิมุตฺติ ฯ สนฺติ สตฺตา หีนาธิมุตฺติกา สนฺติ สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ อตีตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ อยํ สตฺตานํ อธิมุตฺติ ฯ

ก็อธิมุติของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุติเลวก็มีมีอธิมุติประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเลวเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกัน แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเลวเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกันแม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ก็จักสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ก็จัดสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกัน นี้เป็นอธิมุติของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

ข้อ ๒๘๒

กตเม สตฺตา อภพฺพา ฯ เย เต สตฺตา กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา อสฺสทฺธา อจฺฉนฺทิกา ทุปฺปญฺญา อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อิเม เต สตฺตา อภพฺพา ฯ

อภัพพสัตว์เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย เหล่านี้เป็นอภัพพสัตว์ ฯ

ข้อ ๒๘๓

กตเม สตฺตา ภพฺพา ฯ เย เต สตฺตา น กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา น กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา น วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา สทฺธา ฉนฺทิกา ปญฺญวนฺโต ภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อิเม เต สตฺตา ภพฺพา อิทํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ฯ --------

ภัพพสัตว์เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม เป็นเครื่องกั้น คือ กรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญาอาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นภัพพสัตว์ นี้เป็นญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖๙. อาสยานุสยญาณนิทเทส แสดงอาสยานุสยญาณ

ข้อ ๑๑๓

ญาณในอาสยะและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต เป็น อย่างไร คือ ในญาณนี้ พระตถาคตทรงทราบอาสยะของสัตว์ทั้งหลาย ทรงทราบอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ทรงทราบจริตของสัตว์ทั้งหลาย ทรงทราบอธิมุตติ ของสัตว์ทั้งหลาย ทรงทราบชัดภัพพสัตว์(สัตว์ที่ควรบรรลุธรรมในภพนี้)และอภัพพสัตว์(สัตว์ที่ไม่ควรบรรลุธรรมในภพนี้) @เชิงอรรถ : @ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๔/๓๕๕-๓๕๖ @ อาสยะ หมายถึงทิฏฐิและยถาภูตญาณอันเป็นที่อาศัยอยู่ของเหล่าสัตว์ อนุสัย หมายถึงกิเลสที่นอนเนื่อง@ซึ่งยังละไม่ได้ จริต หมายถึงกุศลและอกุศลที่กายกรรมเป็นต้นปรุงแต่ง อธิมุตติ หมายถึงอัธยาศัยของ@เหล่าสัตว์ (อภิ.วิ.อ. ๘๑๔/๔๙๓-๔๙๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖๙. อาสยานุสยญาณนิทเทส อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ความเห็นว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีกก็มิใช่ สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังกล่าวมานี้ สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่เข้าไปอาศัยที่สุดทั้ง ๒ นี้ ได้อนุโลมขันติ ในสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้น หรือยถาภูตญาณพระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกามว่า “บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม มีกามเป็นที่อาศัย น้อมไปในกาม” ทรงทราบบุคคลผู้ปฏิบัติเนกขัมมะว่า “บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะ มีเนกขัมมะเป็นที่อาศัย น้อมไปในเนกขัมมะ” ทรงทราบบุคคลผู้ปฏิบัติซึ่งพยาบาทว่า “บุคคลนี้เป็นผู้หนักในพยาบาท มีพยาบาทเป็นที่อาศัยน้อมไปในพยาบาท” ทรงทราบบุคคลผู้ปฏิบัติซึ่งอพยาบาทว่า “บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอพยาบาท มีอพยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมไปในอพยาบาท” ทรงทราบบุคคลผู้ปฏิบัติซึ่งถีนมิทธะว่า “บุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ มีถีนมิทธะเป็นที่อาศัย น้อมไปในถีนมิทธะ” ทรงทราบบุคคลผู้ปฏิบัติซึ่งอาโลกสัญญาว่า “บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญา มีอาโลกสัญญาเป็นที่อาศัย น้อมไปในอาโลกสัญญา”นี้เป็นฉันทะที่มานอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย

ข้อ ๑๑๔

อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ อนุสัย ๗ ได้แก่ @เชิงอรรถ : @ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นใช้มาก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า@อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงสัตว์ (ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘) @ อนุโลมขันติ หมายถึงวิปัสสนาญาณ (อภิ.วิ.อ. ๘๑๕/๔๙๔) @ ยถาภูตญาณ หมายถึงมัคคญาณ (อภิ.วิ.อ. ๘๑๕/๔๙๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๖๙. อาสยานุสยญาณนิทเทส ๑. กามราคานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือกามราคะ) ๒. ปฏิฆานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือปฏิฆะ) ๓. มานานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือมานะ) ๔. ทิฏฐานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือทิฏฐิ) ๕. วิจิกิจฉานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือวิจิกิจฉา) ๖. ภวราคานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคือภวราคะ) ๗. อวิชชานุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานคืออวิชชา) กามราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องในปิยรูป (อารมณ์อันเป็นที่รัก)สาตรูป (อารมณ์อันเป็นที่ยินดี) ในโลก ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องในอัปปิยรูป (อารมณ์อันไม่เป็นที่รัก) อสาตรูป (อารมณ์อันไม่เป็นที่ยินดี) ในโลกอวิชชาตกไปในสภาวธรรม ๒ นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาพึงเห็นว่า ตั้งอยู่ในฐานะแห่งเดียวกันกับอวิชชานั้น นี้ชื่อว่าอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย จริตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี) อปุญญาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว) อาเนญชาภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว)ที่เป็นกามาวจรภูมิ หรือที่เป็นรูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ นี้ชื่อว่าจริตของสัตว์ทั้งหลาย

ข้อ ๑๑๕

อธิมุตติของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุตติทรามก็มี มีอธิมุตติประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลาย ที่มีอธิมุตติทราม ย่อมคบหาสมาคม เข้าไปนั่งใกล้สัตว์ผู้มีอธิมุตติทรามเหมือนกันสัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติประณีต ย่อมคบหาสมาคม เข้าไปนั่งใกล้สัตว์ผู้มีอธิมุตติประณีตเหมือนกัน แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติทราม ก็คบหาสมาคมเข้าไปนั่งใกล้สัตว์ผู้มีอธิมุตติทรามเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติประณีต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๗๐. ยมกปาฏิหีรญาณนิทเทส ก็คบหาสมาคม เข้าไปนั่งใกล้สัตว์ผู้มีอธิมุตติประณีตเหมือนกัน แม้ในอนาคตกาลสัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติทราม ก็จักคบหาสมาคมเข้าไปนั่งใกล้สัตว์ผู้มีอธิมุตติทรามเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติประณีต ก็จักคบหาสมาคมเข้าไปนั่งใกล้สัตว์ผู้มีอธิมุตติประณีตเหมือนกัน นี้ชื่อว่าอธิมุตติของสัตว์ทั้งหลาย อภัพพสัตว์ เป็นอย่างไร คือ สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรม กิเลส วิบากเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย เหล่านี้ชื่อว่าอภัพพสัตว์ ภัพพสัตว์ เป็นอย่างไร คือ สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรม กิเลส วิบากเป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญาดี อาจเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านี้ชื่อว่าภัพพสัตว์ นี้เป็นญาณในอาสยะและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต อาสยานุสยญาณนิทเทสที่ ๖๙ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยญาณนิทเทส

[๒๗๗-๒๘๓] พึงทราบวินิจฉัยในอาสยานุสยญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทมีอาทิว่า อิธ ตถาคโต เป็นนิทเทสที่ท่านตั้งไว้ ๕ ส่วน.

ในบทเหล่านั้นบทว่า อาสยานุสยา - ฉันทะเป็นที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่อง มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า จริตํ - จริต คือกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วในชาติก่อน.

บทว่า อธิมุตฺตึ ได้แก่ การปล่อยจิตไปในกุศล หรืออกุศลในชาตินี้.

บทว่า ภพฺพาภพฺเพ ได้แก่ ภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์.

ชื่อว่าภัพพะ เพราะอรรถว่าย่อมสมภพ คือย่อมเกิดในอริยชาติ เป็นคำกล่าวถึงปัจจุบันกาล.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภัพพะ เพราะจักเป็น คือจักเกิด - กล่าวถึงอนาคตกาล. อธิบายว่า เป็นภาชนะรองรับ.

ภัพพบุคคลเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยสมควรแก่การแทงตลอดอริยมรรค. อภัพพบุคคลตรงกันข้ามกับภัพพบุคคลดังกล่าวแล้ว.

บทมีอาทิว่า กตโม จ สตฺตานํ อาสโย - ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน? เป็นปฏินิทเทส คือเป็นการแสดงทวนบทนิทเทส.

ในบทเหล่านั้นบทว่า สสฺสโต คือ เที่ยง.

บทว่า โลโก คือ อัตตา. สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญว่า สรีระเท่านั้นสูญหายไปในโลกนี้ ส่วนอัตตานั่นแหละมีอยู่ในโลกนี้และโลกอื่น. สัตว์ทั้งหลายกระทำความสำคัญว่า ตนนั่นแหละย่อมมองดูตน จึงสำคัญว่าตนเป็นโลกคืออัตตา.

บทว่า อสสฺสโต คือ ไม่เที่ยง. สัตว์ทั้งหลายสำคัญว่า อัตตาย่อมสูญหายไปพร้อมกับสรีระนั่นเอง.

บทว่า อนฺตวา - โลกมีที่สุด คือ สัตว์ทั้งหลายยังฌานให้เกิดในกสิณเล็กน้อยแล้วสำคัญว่า จิตมีกสิณเล็กน้อยนั้นเป็นอารมณ์เป็นอัตตามีที่สุด.

บทว่า อนนฺตวา - โลกไม่มีที่สุด คือ สัตว์ทั้งหลายยังฌานในกสิณไม่มีประมาณ ให้เกิดแล้วสำคัญว่า จิตมีกสิณไม่มีประมาณนั้น เป็นอัตตาไม่มีที่สุด.

บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ คือ ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ได้แก่ ชีพและสรีระก็อันนั้นนั่นเอง.

บทว่า ชีโว คือ อัตตา เป็นนปุงสกลิงค์ เพราะลิงควิปลาส.

บทว่า สรีรํ ได้แก่ ขันธบัญจก เพราะมีสภาพเป็นกอง.

บทว่า อญฺญํ ชีวํ อญญํ สรีรํ - ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น คือชีพเป็นอย่างหนึ่ง ขันธบัญจกก็เป็นอย่างหนึ่ง.

บทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา - สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก คือขันธ์สูญไปในโลกนี้เท่านั้น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วยังมีอยู่ไม่สูญไป.

ในบทว่า ตถาคโต นี้ อาจารย์บางพวกกล่าวว่าเป็นชื่อของสัตว์. แต่บางพวกกล่าวว่าบทว่า ตถาคโต คือพระอรหันต์. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เห็นโทษในฝ่ายว่าไม่มี จึงถือเอาอย่างนี้.

บทว่า น โหติ ตถาคตโต ปรมฺมรณา - สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หาไม่ คือแม้ขันธ์สูญไปในโลกนี้เท่านั้น, สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วก็หาไม่ ไม่พินาศไป ไม่ขาดสูญไป สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เห็นโทษในฝ่ายที่มีอยู่ จึงถือเอาอย่างนี้.

บทว่า โหติ จ น จ โหติ - สัตว์ตายไปแล้วเป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี คือสัตว์เหล่านี้เห็นโทษในการกำหนดเอาแต่ฝ่ายหนึ่งๆ แล้วถือเอาทั้งสองฝ่ายเลย.

บทว่า เนว โหติ น น โหติ - สัตว์ตายไปแล้วเป็นอีกก็ไม่มี ไม่เป็นอีกก็ไม่มี คือสัตว์เหล่านี้เห็นการถึงโทษทั้งสองในการกำหนดสองฝ่าย จึงถือเอาฝ่ายปฏิเสธสิ้นเชิงว่า เป็นอีกก็ไม่มี ไม่เป็นอีกก็ไม่มี.

ต่อไปนี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาในนิทเทสนี้ ท่านกล่าวถึงประเภทแห่งทิฏฐิด้วยอาการ ๑๐ มีอาทิว่า สสฺสโต โลโกติ วา ดังนี้.

ในบทเหล่านั้นบทว่า สสฺสโต โลโก - โลกเที่ยง คือเป็นทิฏฐิที่เป็นไปด้วยอาการยึดถือของผู้ที่ถือว่า ขันธบัญจกเป็นโลกแล้วยึดถือว่าโลกนี้เที่ยง ยั่งยืนเป็นไปตลอดกาล.

บทว่า อสสฺสโต - โลกไม่เที่ยง คือเป็นทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการถือว่าสูญของผู้ยึดถือโลกว่าทำลายสูญ.

บทว่า อนฺตวา - โลกมีที่สุด คือทิฏฐิเป็นไปโดยอาการของการถือเอาว่าโลกมีที่สุดของผู้ถือรูปธรรมและอรูปธรรมในภายในสมาบัติของผู้เข้ากสิณได้เล็กน้อยประมาณเท่ากระด้ง หรือประมาณเท่าถ้วยว่า โลกนั่นแหละมีที่สุดด้วยการกำหนดกสิณ. ทิฏฐินั้นเป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง อุจเฉททิฏฐิบ้าง. ทิฏฐิอันเป็นไปโดยอาการถือเอาว่า โลกไม่มีที่สุดของผู้ถือรูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในภายในสมาบัติ ของผู้เข้ากสิณนั้น ผู้ได้กสิณไพบูลย์ว่า โลกแลไม่มีที่สุดด้วยกำหนดกสิณ. ทิฏฐินั้นเป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง เป็นอุจเฉททิฏฐิบ้าง.

บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ - ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น คือทิฏฐิอันเป็นโดยอาการยึดถือความสูญว่า เมื่อสรีระสูญแม้ชีพก็สูญ เพราะถือว่าชีพของสรีระนั่นแหละ มีการแตกไปเป็นธรรมดา. ในบทที่สอง ทิฏฐิเป็นไปโดยอาการถือความเที่ยงว่า แม้เมื่อสรีระสูญชีพก็ไม่สูญ เพราะถือว่าชีพอื่นจากสรีระ.

ในบทนี้มีอาทิว่า โหติ ตถาคโต มีความดังต่อไปนี้.

ผู้ถือว่า สัตว์ตายไปแล้วย่อมเป็นอีก เป็นสัสสตทิฏฐิที่ ๑

ผู้ถือว่า ไม่เป็นอีก เป็นอุจเฉททิฏฐิที่ ๒.

ผู้ถือว่า เป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิที่ ๓.

ผู้ถือว่า เป็นอีกก็หามิได้ ไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นอมราวิกเขปทิฏฐิที่ ๔.

ศัพท์ว่า อิติ เป็นศัพท์แสดงทิฏฐินิสัยดังกล่าวแล้ว.

บทว่า ภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา สตฺตา โหนฺติ วิภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา - สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฏฐิในภพก็มี อาศัยทิฏฐิในความปราศจากภพก็มี. ความว่า ความเที่ยงท่านกล่าวว่า ภพ ทิฏฐิ เกิดด้วยสามารถความเที่ยง ชื่อว่าภวทิฏฐิ.

อธิบายว่า บทว่า ภโว คือ ทิฏฐิ.

ความสูญท่านกล่าวว่า วิภวะ. ทิฏฐิ เกิดด้วยสามารถความสูญ ชื่อว่าวิภวทิฏฐิ.

อธิบายว่า บทว่า วิภโว คือ ทิฏฐิ ๑๐ ดังกล่าวแล้วย่อมมีเป็น ๒ อย่าง คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑.

ในทิฏฐิ ๒ เหล่านั้นสัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิหนึ่งๆ ไม่เห็นแล้วจึงติดอยู่.

วา ศัพท์ในบทนี้ว่า เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม - บุคคลไม่ข้องแวะที่สุดทั้งสองนี้ เป็นสมุจจยัตถะ คือมีอรรถว่าประมวลมา ดุจในบทมีอาทิว่า อคฺคิโต วา อุทกโต วา มิถุเภทา วา - จากไฟก็ดี จากน้ำก็ดี จากการทำลายไมตรีก็ดี.

อธิบายว่า ไม่ข้องแวะ คือไม่ติดทั้งสองฝ่ายด้วยสามารถสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ ดังกล่าวแล้วนั้นแล้วละเสีย.

วา ศัพท์ใน บทว่า อนุโลมิกา วา ขนฺติ เป็นวิกัปปัตถะ - มีอรรถกำหนด.

บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ - ในธรรมทั้งหลายอันมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยและอาศัยกันเกิดขึ้น.

ความว่า ปัจจัยแห่งชราและมรณะเป็นต้น ชื่อว่าอิทัปปัจจัย. อิทัปปัจจัยนั่นแหละ ชื่อว่าอิทัปปัจจยตา. หรือการประชุมอิทัปปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่าอิทัปปัจจยตา.

อนึ่ง พึงแสวงหาลักษณะในบทนี้โดยศัพทศาสตร์. ธรรมทั้งหลายเกิดร่วมกันและโดยชอบ เพราะอาศัยปัจจัยนั้นๆ ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนะ. ในธรรมทั้งหลาย เพราะความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยนั้นและอาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านั้น.

บทว่า อนุโลมิกา คือ ชื่อว่าอนุโลม เพราะเป็นธรรมสมควรแก่โลกุตรธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ขนฺติ คือ ญาณ. ญาณชื่อว่าขันติ เพราะความอดทน.

บทว่า ปฏิลทฺธา โหติ - เป็นอันได้ คือเป็นอันสัตว์ทั้งหลายได้บรรลุแล้ว. การเข้าไปอาศัยความที่ขันติเป็นอิทัปปัจจัยเป็นของสูญ ย่อมมีได้โดยความเห็นอย่างยิ่งของผล ด้วยความเห็นอย่างยิ่งของปัจจัย เพราะปัจจยุปบันธรรมทั้งหลายเป็นไปสืบเนื่อง ในเพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย. ความเข้าไปอาศัย ความที่ขันติเป็นของเที่ยงในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น ย่อมมีโดยการเห็นความเกิดขึ้นแห่งปัจจยุปบันธรรมทั้งหลายใหม่ๆ ในเพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย การเห็นชอบอันเป็นไปแล้วว่า ไม่สูญ ไม่เที่ยง โดยการเห็นธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้นคือปฏิจจสมุปบาท ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้ พึงทราบว่า อนุโลมิกขันติคือขันติอันสมควรด้วยประการฉะนี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิทั้งสองนั้น.

บทว่า ยถาภูตํ วา ญาณํ - ยถาภูตญาณ คือญาณที่นำไปตามความเป็นจริง คือตามสภาพที่เป็นจริง.

แม้ญาณที่เป็นไปในบทนั้น ท่านก็กล่าวว่ายถาภูตญาณ โดยโวหารอันเป็นวิสัย.

ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาญาณอันมีสังขารุเบกขาญาณเป็นที่สุด. แต่ภายหลังท่านกล่าวภยตูปัฏฐานญาณว่า ยถาภูตญาณทัสนะ. หรือควรสัมพันธ์ว่า ยถาภูตญาณ เป็นอันสัตว์ทั้งหลายได้แล้ว.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงสันดานสัตว์อันมิจฉาทิฏฐิอบรมด้วยบทมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก อันสัมมาทิฏฐิอบรม ด้วยบทมีอาทิว่า เอเต วา ปน ที่สุดสองอย่างเหล่านี้แล้วแสดงสันดานสัตว์อันอกุศลที่เหลือและกุศลที่เหลืออบรมแล้วด้วยบทมีอาทิว่า กามํ เสวนฺตญฺเญว - บุคคลผู้เสพกาม.

ในบทนั้นพึงประกอบว่า พระตถาคตทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม.

บทว่า เสวนฺตญฺเญว คือ ผู้เสพด้วยการประพฤติเนืองๆ.

ชื่อว่า กามครุโก เพราะมีกิเลสกามหนักด้วยเสพมาในปางก่อน.

ชื่อว่า กามาสโย เพราะมีกามในสันดานเป็นที่อาศัย.

ชื่อว่า กามาธิมุตฺโต เพราะน้อม คือติดในกามด้วยอำนาจสันดานนั่นแหละ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

คำว่า เนกขัมมะ เป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.

พึงทราบว่า อกุศลที่เหลือ ท่านถือเอาด้วยกิเลส ๓ อย่างมีกามเป็นต้น. กุศลที่เหลือท่านถือเอาด้วยคุณธรรม ๓ อย่างมีเนกขัมมะเป็นต้น.

พระสารีบุตรเถระแสดงสันดานที่ท่านกล่าว ๓ อย่าง ว่านี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย.

ส่วนในนิทเทสนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้.

บทว่า อิติ ภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา - สัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิในภพด้วยอาการอย่างนี้ คืออาศัยสัสสตทิฏฐิอย่างนี้.

จริงอยู่ ในที่นี้ ท่านกล่าวสัสสตทิฏฐิว่าเป็นภวทิฏฐิ. และกล่าวอุจเฉททิฏฐิว่าเป็นวิภวทิฏฐิ. เพราะสัตว์ผู้มีทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดอาศัยทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้แหละ เพราะท่านสงเคราห์ทิฏฐิทั้งหมดเข้าด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.

แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนกัจจานะ โดยมากสัตวโลกอาศัยทิฏฐิ

๒ อย่างนี้ คือ ความมีอยู่ ๑ ความไม่มีอยู่ ๑.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๓

ในสองบทนี้ บทว่า อตฺถิตา - ความมีอยู่ ได้แก่สัสสตทิฏฐิ.

บทว่า นตฺถิตา - ความไม่มีอยู่ ได้แก่อุจเฉททิฏฐิ.

นี้เป็นฉันทะ เป็นที่มานอน ของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนอาศัยวัฏฏะ.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อแสดงกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ผู้บริสุทธิ์ ผู้อาศัยวัฏฏะ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม - ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเต วา ปน ก็คือ เอเต นั่นเอง.

บทว่า อุโภ อนฺเต คือ ที่สุดสองอย่าง ได้แก่สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า อนุปคมฺม คือ ไม่เกี่ยวข้อง.

บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ คือ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยและในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันเกิดขึ้น.

บทว่า อนุโลมิกา ขนฺติ - อนุโลมิกขันติ คือวิปัสสนาญาณ.

บทว่า ยถาภูตํ. ญาณํ คือ มรรคญาณ.

นี้ท่านอธิบายไว้ว่า วิปัสสนาใดเป็นอันได้แล้ว เพราะไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสอง คือสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิในปฏิจจสมุปบาทและในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น, และมรรคญาณใดอันได้แล้ว ยิ่งไปกว่าวิปัสสนานั้น. นี้เป็นฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลาย. นี้เป็นที่มานอน คือมรรคญาณ นี้เป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย แม้ทั้งหมดที่อาศัยวัฏฏะและอาศัยวิวัฏฏะ. นี้เป็นอรรถกถาที่พวกอาจารย์เห็นพ้องด้วย.

ส่วนอาจารย์วิตัณฑวาทีแสดงว่า ชื่อว่ามรรคทำลายที่อยู่ไป. ท่านยังพูดว่า มรรคเป็นที่อยู่. ควรถามอาจารย์ผู้นั้นว่า ท่านเป็นผู้กล่าวว่ามรรคเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า หรือมิใช่.

หากอาจารย์นั้นตอบว่า เราไม่ได้เป็นผู้กล่าว. ควรบอกว่า ท่านไม่รู้ เพราะท่านไม่ได้กล่าว.

หากตอบว่า เราเป็นผู้กล่าว. ควรบอกว่า นำพระสูตรมาดูซิ.

หากนำมาได้ ก็เป็นการดี. หากนำมาไม่ได้ ควรนำมาเองว่า ทสยิเม ภิกฺขเว อริยวาสา, เย อริยา อาวสึสุ วา อาวสนฺติ วา อาวสิสฺสนฺติ วา - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่าใดอยู่แล้ว กำลังอยู่หรือจักอยู่. อริยวาสะเหล่านี้มี ๑๐ อย่าง ดังนี้.

ความจริง พระสารีบุตรเถระแสดงสูตรมีว่าเป็นที่อยู่ของมรรค. เพราะฉะนั้น นั่นเป็นการกล่าวถูกต้องแล้ว.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้อาสยะนี้ของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทรงรู้แม้ในขณะเป็นไปไม่ได้ของทิฏฐิเหล่านี้และวิปัสสนาญาณ มรรคญาณอีกด้วย. เพราะฉะนั้นแหละ ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า กามํ เสวนฺตํ เยว ชานาติ - พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๙

พึงทราบอธิบายในอนุสยนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า อนุสยา ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่ากระไร? เพราะอรรถว่าการนอนเนื่อง. อะไรเล่าชื่อว่านอนเนื่อง? กิเลสที่ยังละไม่ได้.

จริงอยู่ กิเลสเหล่านี้ย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์นั้นๆ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอนุสัย.

บทว่า อนุเสนฺติ - ย่อมนอนเนื่อง คือได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิด. เมื่อเป็นเช่นนี้พึงมีคำพูดว่า การกล่าวว่า อาการที่ยังละไม่ได้ ชื่อว่าเป็นสภาพแห่งอนุสัย และอนุสัยนั้นย่อมเกิดขึ้น ดังนี้ไม่ถูก. เพราะอนุสัยเกิดขึ้นไม่ได้. คำตอบมีดังนี้ อนุสัยมิใช่อาการที่ยังละไม่ได้ แต่ท่านกล่าวถึงกิเลสที่มีกำลัง เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ว่าเป็นอนุสัย.

อนุสัยนั้นสัมปยุตด้วยจิต มีอารมณ์ มีเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นไปกับปัจจัย เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว เป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าอนุสัยเกิดขึ้นจึงถูก. ข้อกำหนดอันนี้ท่านกล่าวไว้ในอภิสมยกถา โดยตั้งคำถามก่อนว่า ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหติ บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันได้ หรือกล่าววิสัชนาว่า ถามคโต อนุสยํ ปชหติ. ผู้มีกิเลสมีกำลังก็ละอนุสัยได้ซิ เพราะความที่อนุสัยเป็นกิเลสมีอยู่ในปัจจุบัน.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๙๘ ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๙๙

ในบทภาชนีย์แห่งโมหะในอภิธรรมสังคณี ท่านกล่าวความที่โมหะเกิดกับอกุศลจิตว่า อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชาลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคืออวิชชา ในสมัยนั้นอันใดนี้ชื่อว่าโมหะ มีในสมัยนั้น. ในกถาวัตถุ ท่านกล่าวไว้ว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต เป็นอเหตุกะ ไม่ประกอบด้วยจิต วาทะทั้งหมดถูกปฏิเสธ. ในอุปปัชชนวาระ วาระใดวาระหนึ่งแห่ง ๗ วาระ ในอนุสยยมก ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า กามราคานุสัยเกิดแก่ผู้ใด. ปฏิฆานุสัยย่อมเกิดแก่ผู้นั้น.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า บทว่า อนุเสนฺติ ที่ท่านกล่าวว่า อนุสัยได้เหตุอันสมควรแล้วย่อมเกิดได้ดังนี้จึงถูกต้อง ด้วยกำหนดแบบแผนนี้.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๓๐๐ อภิ. กถา. เล่ม ๓๗/ข้อ ๑๔๓๒

อภิ. ยมก. เล่ม ๓๘/ข้อ ๑๕๖๒

แม้คำที่ท่านกล่าวว่า จิตฺตสมฺปยุตฺโต สารมฺมโณ - อนุสัยนั้นสัมปยุตด้วยจิต มีอารมณ์ดังนี้จึงเป็นอันกล่าวดีแล้ว. เพราะอนุสัยนี้ เป็นอกุศลธรรม สัมปยุตด้วยจิตสำเร็จแล้ว ฉะนั้น ในที่นี้ควรตกลงกันได้.

ในบทมีอาทิว่า กามราคานุสโย มีความดังต่อไปนี้

ชื่อว่ากามราคานุสัย เพราะกามราคะนั้นเป็นอนุสัยโดยสภาพที่ละไม่ได้.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง กามราคานุสัย ในที่นี้เป็นโลภะเกิดขึ้นด้วยสามารถอารมณ์ในกามาวจรธรรมที่เหลือ น่าพอใจด้วยเกิดร่วมกันในจิตสหรคตด้วยโลภะและด้วยอารมณ์.

อนึ่ง ปฏิฆานุสัยเป็นโทสะเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เกิดร่วมกันในจิตที่สหรคต ด้วยโทมนัส ด้วยอำนาจอารมณ์และด้วย สามารถแห่งอารมณ์ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลืออันไม่น่าพอใจ.

มานานุสัยเป็นมานะเกิดขึ้น ด้วยสามารถเกิดร่วมกันในจิตสหรคต ด้วยโลภะอันปราศจากทิฏฐิ ด้วยอำนาจอารมณ์และอำนาจอารมณ์ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ และในธรรมเป็นรูปาวจรอรูปาวจรอันเว้นทุกขเวทนา.

ทิฏฐานุสัยเกิดในจิตสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔.

วิจิกิจฉานุสัยเกิดในจิตสหรคตด้วยวิจิกิจฉา.

อวิชชานุสัยเกิดด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมในอกุศลจิต ๑๒ ด้วยอำนาจอารมณ์ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา โมหะ แม้ ๓ อย่างเกิดขึ้นด้วยสามารถอารมณ์ในเตภูมิกธรรมที่เหลือนั่นแหละ.

ภวราคานุสัย แม้เกิดในจิตปราศจากทิฏฐิ ๔ ท่านก็ไม่กล่าวด้วยอำนาจสหชาตะ คือการเกิดร่วมกัน. แต่ท่านกล่าวถึงโลภะเกิดในรูปาวจรธรรมและอรูปาวจรธรรม ด้วยอารมณ์เท่านั้น.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงถึงฐานะกิเลสอันนอนเนื่องของอนุสัยตามที่กล่าวมาแล้ว จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยํ โลเก ดังนี้.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ - อารมณ์ที่น่ารักในโลก คืออารมณ์ที่มีสภาพน่ารักแต่กำเนิด ที่น่ารักในโลกนี้.

บทว่า สาตรูปํ - อารมณ์ที่น่ายินดี คือ อารมณ์ที่น่ายินดีแต่กำเนิด อันมีความชื่นชมเป็นปทัฏฐาน.

บทว่า เอตฺถ สตฺตานํ กามราคานุสโย อนุเสติ - กามราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์นี้ คือกามราคานุสัยมีสภาพยังละไม่ได้ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์ที่น่าปรารถนานี้.

อนึ่ง ธรรมคือกามาวจร ท่านประสงค์เอาในบทนี้ว่า ปิยรูปํ สาตรูปํ.

เหมือนอย่างว่า คนดำน้ำ ทั้งข้างล่างข้างบนและโดยรอบก็เป็นน้ำทั้งนั้น ฉันใด. ชื่อว่าราคะเกิดในอิฏฐารมณ์ก็ฉันนั้น เป็นความประพฤติเป็นอาจิณของสัตว์ทั้งหลาย. การเกิดปฏิฆะในอนิฏฐารมณ์ก็เหมือนอย่างนั้น.

บทว่า อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ - ในธรรมสองอย่างเหล่านี้ก็อย่างนี้ คือในธรรมเป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์สองอย่าง ก็อย่างนั้น.

บทว่า อวิชฺชา อนุปติตา - อวิชชาตกไปตาม คืออวิชชาสัมปยุตด้วยกามราคะและปฏิฆะตกไปตาม คือไปตามด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปาฐะ ท่านตัดบทเป็น อวิชฺชา อนุปติตา อนุคตา ก็มี.

บทว่า ตเทกฏฺโฐ - ตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น คือตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียวกับอวิชชานั้น ด้วยตั้งอยู่เป็นอันเดียวกัน เพราะเกิดร่วมกัน.

บทว่า มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ได้แก่ มานะ ๙ ทิฏฐิ ๖๒ วิจิกิจฉา ๘. โยชนาแก้ว่า มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น.

บทว่า ทฏฺฐพฺพา - พึงเห็น คือ พึงดู พึงตามลงไป. ทำทั้ง ๓ ร่วมกันให้เป็นพหุวจนะ. อนึ่ง ภวราคานุสัยในนิทเทสนี้ พึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยกามราคานุสัย.

[๒๘๐] พึงทราบวินิจฉัยในจริตนิทเทสดังต่อไปนี้.

เจตนา ๑๓ เป็นปุญญาภิสังขาร. เจตนา ๑๒ เป็นอปุญญาภิสังขาร. เจตนา ๔ เป็นอาเนญชาภิสังขาร.

ในบทเหล่านั้น กามาวจรเป็นปริตตภูมิ. นอกนั้นเป็นมหาภูมิ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ในอภิสังขาร ๓ เหล่านี้ อภิสังขารอย่างใด มีวิบากน้อย เป็นปริตตภูมิ. มีวิบากมากเป็นมหาภูมิ.

[๒๘๑] พึงทราบวินิจฉัยในอธิมุตตินิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่.

บทว่า หีนาธิมุตฺติกา - มีอธิมุตติเลว คือมีอัธยาศัยลามก.

บทว่า ปณีตาธิมุตฺติกา - มีอธิมุตติประณีต คือมีอัธยาศัยงาม.

บทว่า เสวนฺติ - ย่อมเสพ คืออาศัย เกี่ยวข้อง.

บทว่า ภชนฺติ - ย่อมคบ คือเข้าไปนั่งใกล้.

บทว่า ปยิรุปาสนฺติ - เข้าไปหา คือไปหาบ่อยๆ.

หากว่า อาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่มีศีล. อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเป็นผู้มีศีล. เขาจะไม่เข้าไปหาแม้อาจารย์และอุปัชฌาย์ของตน. จะเข้าไปหาภิกษุผู้สมควรเช่นกับตนเท่านั้น.

หากว่า อาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นภิกษุสมควรคือมีศีล ภิกษุนอกนั้นไม่สมควร. ภิกษุเหล่านั้นก็จะไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์ จะเข้าไปหาภิกษุผู้มีอธิมุตติเลวเช่นกับตน.

อนึ่ง การเข้าไปหาอย่างนี้มิได้มีแต่ในบัดนี้เท่านั้น. พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงว่า แม้ในอดีตและอนาคตก็มี จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ - กาลอันยาวนาน แม้ล่วงแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ คือ ในอดีตกาล.

บทที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้น.

ถามว่า ผู้ทุศีลเสพผู้ทุศีล. ผู้มีศีลเสพผู้มีศีล. ผู้มีปัญญาทรามเสพผู้มีปัญญาทราม ผู้มีปัญญาเสพผู้มีปัญญา. ใครกำหนดไว้

ตอบว่า ธาตุแห่งอัธยาศัยกำหนดไว้.

พึงทราบวินิจฉัยในภัพพาภัพพนิทเทสดังต่อไปนี้.

พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงสิ่งที่ควรทิ้งก่อนแล้วแสดงสิ่งที่ควรถือเอาในภายหลัง จึงแสดงอภัพพสัตว์ก่อน นอกลำดับแห่งอุทเทส. แต่ในอุทเทส ท่านประกอบ ภัพพ ศัพท์ ก่อน ด้วยสามารถลักษณะนิบาตเบื้องต้นแห่งบทที่น่านับถือและบทมีอักขระอ่อนในทวันทวสมาส.

[๒๘๒-๒๘๓] บทว่า กมฺมาวรเณน ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้นคือกรรม ได้แก่อนันตริยกรรม ๕ อย่าง.

ชื่อว่า สมนฺนาคตา - ประกอบแล้ว คือมีความพร้อมแล้ว.

บทว่า กิเลสาวรเณน - ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องกั้นคือกิเลส ได้แก่นิยตมิจฉาทิฏฐิ.

ทั้งสองบทนี้ ชื่อว่าอาวรณะ เพราะกั้นสวรรค์และมรรค. แม้กรรมมีการประทุษร้ายภิกษุณีเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้นคือกรรมนั่นแหละ.

บทว่า วิปากาวรเณน - ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือวิบาก ได้แก่อเหตุกปฏิสนธิ. เพราะการแทงตลอดอริยมรรค ย่อมไม่มีแม้แก่ทุเหตุกะ. ฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ปฏิสนธิเป็นทุเหตุกะ ก็เป็นธรรมเครื่องกั้นคือวิบากนั่นแหละ.

บทว่า อสฺสทฺธา - เป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

บทว่า อจฺฉนฺทิกา - ไม่มีฉันทะ คือ ไม่มีฉันทะในกุศล คือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ. พวกมนุษย์แคว้นอุตตรกุรุเข้าไปสู่ฐานะไม่มีความพอใจ.

บทว่า ทุปฺปญฺญา - มีปัญญาทราม คือเสื่อมจากภวังคปัญญา.

อนึ่ง แม้เมื่อภวังคปัญญาบริบูรณ์ ภวังค์ของผู้ใดยังไม่เป็นบาทของโลกุตระ แม้ผู้นั้นก็ยังชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาอ่อนอยู่นั่นแหละ.

บทว่า อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ - ไม่อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย คือไม่ย่างเข้าสู่อริยมรรค กล่าวคือสัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย. เพราะอริยมรรคเป็นสภาวะโดยชอบ จึงชื่อว่าสัมมัตตะ.

อริยมรรคนั้นแหละเป็นสัมมัตตะในการให้ผลในลำดับ. หรือว่า ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจย่างคือเข้าไปสู่สัมมัตตนิยามนั้น เพราะตนเองเป็นผู้ไม่หวั่นเอง.

บทมีอาทิว่า น กมฺมาวรเณน พึงทราบโดยตรงกันข้ามกับบทดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.

จบอรรถกถาอาสยานุสยญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา