ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กตมํ ตถาคตสฺส ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต ยมกปาฏิหิรํ กโรติ อสาธารณํ สาวเกหิ อุปริมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ เหฏฺฐิมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ เหฏฺฐิมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ อุปริมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ ปุรตฺถิมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ปจฺฉิมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ ปจฺฉิมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ปุรตฺถิมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณอกฺขิโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามอกฺขิโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามอกฺขิโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณอกฺขิโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณกณฺณโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามกณฺณโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามกณฺณโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณกณฺณโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณนาสิกาโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ {๒๘๔.๑} วามนาสิกาโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามนาสิกาโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณนาสิกาโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณอํสกูฏโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามอํสกูฏโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามอํสกูฏโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณอํสกูฏโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณหตฺถโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามหตฺถโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามหตฺถโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณหตฺถโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณปสฺสโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามปสฺสโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามปสฺสโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณปสฺสโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณปาทโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ {๒๘๔.๒} วามปาทโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามปาทโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณปาทโต อุทกธารา ปวตฺตติ องฺคุลงฺคุเลหิ อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ องฺคุลนฺตริกาหิ อุทกธารา ปวตฺตติ องฺคุลนฺตริกาหิ อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ องฺคุลงฺคุเลหิ อุทกธารา ปวตฺตติ เอเกกโลมโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ เอเกกโลมโต อุทกธารา ปวตฺตติ โลมกูปโต โลมกูปโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ โลมกูปโต โลมกูปโต อุทกธารา ปวตฺตติ ฉนฺนํ วณฺณานํ นีลานํ ปีตกานํ โลหิตกานํ โอทาตานํ มญฺเชฏฺฐานํ ปภสฺสรานํ {๒๘๔.๓} ภควา จงฺกมติ นิมฺมิโต ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ภควา ติฏฺฐติ นิมฺมิโต จงฺกมติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ {๒๘๔.๔} ภควา นิสีทติ นิมฺมิโต จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ภควา เสยฺยํ กปฺเปติ นิมฺมิโต จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา ภควา จงฺกมติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ นิมฺมิโต ติฏฺฐติ ภควา จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ นิมฺมิโต นิสีทติ ภควา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา จงฺกมติ วา นิมฺมิโต เสยฺยํ กปฺเปติ อิทํ ตถาคตสฺส ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ฯ --------
ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ไม่สาธารณะด้วยหมู่พระสาวก คือ ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องบนท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้ายท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลีท่อไฟพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ ท่อไฟพุ่งออกจากขุมพระโลมา สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมา (พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีรกายด้วยสามารถ) แห่งวรรณ ๖ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาวสีแสด สีเลื่อมประภัสสร พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตประทับยืนประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคประทับยืน พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับนั่งหรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคทรงไสยาสน์พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตประทับยืน พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคประทับยืน ประทับนั่งหรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตทรงไสยาสน์ นี้เป็นยมก-*ปาฏิหาริยญาณของพระตถาคต ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗๐. ยมกปาฏิหีรญาณนิทเทส แสดงญาณในยมกปาฏิหาริย์
ญาณในยมกปาฏิหาริย์ของพระตถาคต เป็นอย่างไร คือ ในญาณนี้ พระตถาคตทรงทำยมกปาฏิหาริย์ที่ไม่ทั่วไปแก่สาวก ได้แก่ ท่อไฟพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องบน สายน้ำพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องล่าง ท่อไฟพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องล่าง สายน้ำพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องบน ท่อไฟพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหน้า สายน้ำพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหลัง ท่อไฟพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหลัง สายน้ำพุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหน้า ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๗๐. ยมกปาฏิหีรญาณนิทเทส ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาแต่ละเส้น สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาแต่ละเส้น ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาแต่ละขุม สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาแต่ละขุม ฉัพพัณณรังสี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีแสด สีประภัสสร (แผ่ซ่านออกจากพระวรกาย) พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตประทับยืน ประทับนั่ง หรือทรงสำเร็จไสยา พระผู้มีพระภาคประทับยืน พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับนั่ง หรือทรงสำเร็จไสยา พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงสำเร็จไสยา พระผู้มีพระภาคทรงสำเร็จไสยา พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือประทับนั่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๗๑. มหากรุณาญาณนิทเทส พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับนั่ง หรือทรงสำเร็จไสยา พระพุทธนิมิตประทับยืน พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงสำเร็จไสยา พระพุทธนิมิตประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคประทับยืน ประทับนั่ง หรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิต ทรงสำเร็จไสยา นี้เป็นญาณในยมกปาฏิหาริย์ของพระตถาคต ยมกปาฏิหีรญาณนิทเทสที่ ๗๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณนิทเทส
[๒๘๔] พึงทราบวินิจฉัยในยมกปาฏิหีรญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า อสาธารณํ สาวเกหิ - ยมกปาฏิหาริย์ไม่ทั่วไป ด้วยสาวกทั้งหลาย.
ความว่า ในสาธารณญาณนิทเทสที่เหลือ ท่านไม่กล่าวไว้เพราะไม่มีโอกาสด้วยคำอื่น แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เพราะไม่มีคำอื่น.
บทว่า อุปริมกายโต - จากพระกายเบื้องบน คือจากพระสรีระเบื้องบนแห่งพระนาภี.
บทว่า อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออก คือเมื่อเข้าฌานเป็นบาทมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วคำนึงว่า ขอเปลวไฟจงพุ่งออกจากกายเบื้องบน แล้วทำบริกรรม อธิฏฐานว่า ขอเปลวไฟจงพุ่งจากกายเบื้องบน ด้วยอภิญญาญาณ เปลวไฟจะพุ่งขึ้นจากกายเบื้องบนพร้อมกับอธิฏฐาน.
ในนิทเทสนี้ เปลวไฟนั้น ท่านกล่าวว่าขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง.
บทว่า เหฏฺฐิมกายโต - จากพระกายเบื้องล่าง คือจากพระสรีระเบื้องล่างจากพระนาภี.
บทว่า อุทกธารา ปวตฺตติ - สายน้ำพุ่งออก คือเมื่อเข้าฌานเป็นบาทมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วคำนึงว่า ขอสายน้ำจงพุ่งออกจากกายเบื้องล่างแล้วทำบริกรรม อธิฏฐานว่า ขอสายน้ำจงพุ่งออกจากกายเบื้องล่าง ด้วยอภิญญาญาณ สายน้ำจะพุ่งออกจากกายเบื้องล่างพร้อมกับอธิฏฐาน.
แม้ในบททั้งสอง ท่านกล่าวว่า พุ่งออกโดยไม่ขาดสาย. ภวังคจิต ๒ ดวงย่อมเป็นไปในระหว่างอธิฏฐานและการคำนึง เพราะฉะนั้นแหละ กองไฟและสายน้ำจึงพุ่งออกเป็นคู่ ไม่ปรากฏระหว่าง. ก็การกำหนดภวังคจิตไม่มีแก่สาวกเหล่าอื่น.
บทว่า ปุรตฺถิมกายโต- จากพระกายเบื้องหน้า คือจากข้างหน้า.
บทว่า ปจฺฉิมกายโต - จากพระกายเบื้องหลัง คือจากข้างหลัง.
บทมีอาทิว่า ทกฺขิณอกฺขิโต วามอกฺขิโต - จากพระเนตรเบื้องขวา จากพระเนตรเบื้องซ้าย เป็นปาฐะสมาส มิใช่ปาฐะอื่น.
ปาฐะว่า ทกฺขิณนาสิกาโสตโต วามนาสิกาโสตโต - จากพระนาสิกเบื้องขวา จากพระนาสิกเบื้องซ้ายดังนี้ เป็นปาฐะดี.
พระอาจารย์ทั้งหลายกล่าวทำเป็นรัสสะบ้าง.
ในบทว่า อํสกูฏโต - จากจะงอยพระอังสานี้ มีความดังนี้.
ชื่อว่ากูฏะ - จะงอย เพราะอรรถว่าสูงขึ้นดุจยอด. จะงอยคืออังสานั่นเอง ชื่อว่าอังสกูฏะ.
บทว่า องฺคุลงฺคุเลหิ คือ จากพระองคุลีๆ
บทว่า องฺคุลนฺตริกาหิ คือ จากระหว่างองคุลี.
บทว่า เอเกกโลมโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ, เอเกกโลมโต อุทกธารา ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ. สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ.
ท่านอธิบายว่า ท่อไฟสายน้ำพุ่งออกเป็นคู่ๆ จากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ เพราะถือเอาพระโลมาทั้งหมดด้วยคำพูดซ้ำๆ. ในบทแม้ทั้งสอง.
แม้ในบทว่า โลมกูปโต โลมกูปโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ, โลมกูปโต โลมกูปโต อุทกธารา ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่งๆ. สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่งๆ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ในหลายๆ คัมภีร์ ท่านเขียนไว้ว่า ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ. สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่งๆ. ท่อไฟพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่งๆ. สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ.
บทแม้นั้นก็ถูกต้อง. แต่ปาฐะก่อนดีกว่า เพราะแสดงความสุขุมยิ่งนักของปาฏิหาริย์.
บทว่า ฉนฺนํ วณฺณานํ - พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายด้วยสามารถแห่งวรรณะ ๖. สัมพันธ์กันอย่างไร?
ท่านกล่าวถึงสรีราพยพ ด้วยบทไม่น้อยมีอาทิว่า อุปริมกายโต.
ด้วยเหตุนั้น การสัมพันธ์ด้วยสรีราพยพย่อมเป็นไปได้. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รัศมีทั้งหลายแห่งวรรณะ ๖ อันเป็นสรีราพยพ ย่อมพุ่งออกเป็นคู่ๆ ด้วยความสัมพันธ์ถ้อยคำ และด้วยอธิการแห่งยมกปาฏิหาริย์.
อนึ่ง ด้วยความสัมพันธ์แห่งฉัฏฐีวิภัตติ พึงปรารถนาปาฐะที่เหลือว่า รสฺมิโย เป็นแน่แท้. (คือให้เพิ่มบทว่า ฉนฺนํ วณฺณานํ รสฺมิโย).
บทว่า นีลานํ - สีเขียว คือ มีสีเหมือนดอกผักตบ.
บทว่า ปีตกานํ - สีเหลือง คือ มีสีเหมือนดอกกรรณิการ์.
บทว่า โลหิตกานํ - สีแดง คือ มีสีเหมือนแมลงค่อมทอง.
บทว่า โอทาตานํ - สีขาว คือ มีสีเหมือนดาวประกายพรึก.
บทว่า มญฺชิฏฺฐานํ - สีแสด คือ มีสีแดงอ่อน.
บทว่า ปภสฺสรานํ - สีเลื่อมประภัสสร คือ มีสีเลื่อมประภัสสรตามปกติ. สีเลื่อมประภัสสรแม้ไม่มีต่างกัน. เมื่อกล่าวถึงวรรณะ ๕ รัศมีใดๆ รุ่งเรือง รัศมีนั้นๆ เป็นประภัสสร.
จริงอย่างนั้น เมื่อพระตถาคตทรงทำยมกปาฏิหาริย์ รัศมีสีเขียวย่อมซ่านออกจากที่สีเขียวแห่งพระเกสา พระมัสสุและพระเนตร ด้วยกำลังแห่งยมกปาฏิหีรญาณนั่นแหละ, ด้วยอำนาจรัศมีสีเขียวท้องฟ้าย่อมเป็นดุจกระจายไปด้วยผงดอกอัญชัญ ดุจดาดาษไปด้วยกลีบดอกผักตบและดอกอุบลเขียว ดุจก้านตาลแก้วมณีล่วงลงมาและดุจแผ่นผ้าสีครามที่เขาขึงไว้.
รัศมีสีเหลืองย่อมซ่านออกจากพระฉวี และจากที่สีเหลืองแห่งพระเนตร, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีเหลือง ทิศาภาคย่อมรุ่งโรจน์ดุจหรั่งออกซึ่งน้ำสีทองคำ ดุจคลี่ออกซึ่งแผ่นผ้าทองคำ และดุจเกลื่อนกล่นไปด้วยผงหญ้าฝรั่นและดอกกรรณิการ์.
รัศมีสีแดงย่อมซ่านออกจากพระมังสะแลพระโลหิตและจากที่สีแดงแห่งพระเนตร, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีแดง ทิศาภาคย่อมรุ่งโรจน์ดุจย้อมด้วยผงชาด ดุจหรั่งออกซึ่งน้ำสีครั่งที่สุกปลั่ง ดุจวงด้วยผ้ากัมพลสีแดง และเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้สีแดง คือดอกชัยพฤกษ์ ดอกทองหลางและดอกชบา.
รัศมีสีขาวย่อมซ่านออกจากพระอัฐิ พระทนต์และจากที่สีแดงของพระเนตร, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีขาว ทิศาภาคย่อมรุ่งโรจน์ดุจกระจัดกระจายด้วยสายน้ำนมอันไหลออกจากหม้อเงิน ดุจลาดเพดานด้วยแผ่นเงินไว้ ดุจก้านตาลเงินหล่นลงมาและดุจดาดาษด้วยดอกไม้ มีดอกมะลิวัลย์ ดอกโกมุท ดอกไม้ยางทราย ดอกมะลิและดอกมะลิซ้อน.
รัศมีสีแสดย่อมซ่านออกจากที่สีแดงอ่อน มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นต้น, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีแสด ทิศาภาคย่อมรุ่งโรจน์ดุจวงไว้ด้วยตาข่ายแก้วประพาฬและดุจเกลื่อนกลาดด้วยจุณสำหรับอาบสีแดงและดอกคำ.
รัศมีสีเลื่อมประภัสสรย่อมซ่านออกจากที่สีเลื่อมประภัสสร มีพระอุณาโลม พระทาฐะและพระนขาเป็นต้น, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีเลื่อมประภัสสร ทิศาภาคย่อมรุ่งโรจน์ดุจเต็มด้วยกลุ่มดาวประกายพรึกและเต็มด้วยเครื่องครอบด้วยสายฟ้าเป็นต้น.
ด้วยบทมีอาทิว่า ภควา จงฺกมติ - พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรม ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า พระอิริยาบถต่างๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระพุทธนิรมิตทั้งหลายย่อมมีด้วยยมกปาฏิหิรญาณเท่านั้น. เพราะพระอิริยาบถของพระพุทธนิรมิตเหล่านั้นย่อมเป็นไปเป็นคู่.
ผิถามว่า พระพุทธนิรมิตมีมาก เพราะเหตุไร จึงทำเป็นเอกวจนะว่า นิมฺมิโต เป็นต้นเล่า.
ตอบว่า เพื่อแสดงอิริยาบถต่างๆ ของพระพุทธนิรมิตองค์หนึ่งๆ ในบรรดาพระพุทธนิรมิตทั้งหลาย.
เมื่อกล่าวเป็นพหุวจนะ พระพุทธนิรมิตแม้ทั้งหมดก็เป็นเหมือนมีพระอิริยาบถต่างๆ กันในคราวเดียว. แต่เมื่อกล่าวเป็นเอกวจนะ ในบรรดาพระพุทธนิรมิตองค์หนึ่งๆ ย่อมปรากฏว่ามีพระอิริยาบถต่างๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงเป็นเอกวจนะ.
แม้พระจูลบันถกเถระก็นิรมิตภิกษุมีอิริยาบถต่างๆ ตั้งพันรูป, การเว้นพระจูลบันถกเถระเสียแล้ว นิรมิตรูปต่างๆ ของพระสาวกเหล่าอื่นมีอิริยาบถต่างๆ ด้วยการคำนึงครั้งเดียว ย่อมไม่สำเร็จ. เพราะพระพุทธนิรมิตทั้งหลายย่อมมีฤทธิ์เช่นเดียวกัน เพราะมิได้กำหนดไว้. พระพุทธนิรมิตทั้งหลายย่อมทำสิ่งที่ผู้มีฤทธิ์ทำได้ในการยืน การนั่งเป็นต้นก็ดี ในการพูด การนิ่งเป็นต้นก็ดี. การทำไม่เหมือนกันและทำกิริยาต่างๆ กัน ย่อมสำเร็จด้วยการคำนึงต่างๆ กัน แล้วอธิฏฐานว่า พระพุทธนิรมิตประมาณเท่านี้จงเป็นเช่นนี้. พระพุทธนิรมิตประมาณเท่านี้จงทำสิ่งนี้.
ส่วนการนิรมิตหลายๆ อย่าง ย่อมสำเร็จแก่พระตถาคต ด้วยการคำนึงอธิฏฐานครั้งเดียวเท่านั้น.
พึงทราบในการนิรมิตท่อไฟและสายน้ำ และในการนิรมิตวรรณะต่างๆ ด้วยประการฉะนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ภควา จงฺกมติ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรมในอากาศหรือบนแผ่นดิน.
บทว่า นิมฺมิโต - ได้แก่ รูปพระพุทธเจ้าที่นิรมิตด้วยฤทธิ์.
แม้บทว่า ติฏฺฐติ วา - พระพุทธนิรมิตประทับยืนเป็นอาทิ ได้แก่ประทับยืนในอากาศหรือบนแผ่นดิน.
บทว่า กปฺเปติ - ย่อมสำเร็จ คือกระทำ.
แม้ในบทมีอาทิว่า ภควา ติฏฺฐติ - พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถายมกปาฏิหีรญาณนิทเทส -----------------------------------------------------