ปเทสวิหารญาณนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
กถํ สโมทหเน ปญฺญา ปเทสวิหาเร ญาณํ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสงฺกปฺปปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฯเปฯ มิจฺฉาวิมุตฺติปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาวิมุตฺติวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาวิมุตฺติปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาวิมุตฺติวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ อวูปสนฺโต โหติ {๒๔๕.๑} วิตกฺกา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ วูปสนฺตา โหนฺติ น ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อตฺถิ อายวํ ตสฺมึ ฐาเน อนุปฺปตฺเต ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สโมทหเน ปญฺญา ปเทสวิหาเร ญาณํ ฯ --------
ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณอย่างไร เพราะ มิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ฯลฯ เพราะมิจฉา-*วิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาวิมุติเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนาเพราะวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็นธรรมสงบ แต่เพราะวิตกและสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบ แต่เพราะสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา เป็นธรรมสงบเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนา ความเพียรเพื่อจะบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุมีอยู่ แม้เพราะเมื่อยังไม่ได้บรรลุอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๓. ปเทสวิหารญาณนิทเทส แสดงปเทสวิหารญาณ
ปัญญาในการรวมปัจจัย ชื่อว่าปเทสวิหารญาณ เป็นอย่างไร คือ เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ฯลฯ เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะฉันทะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งฉันทะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะวิตกเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส เพราะความสงบไปแห่งวิตกเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะสัญญาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะความสงบไปแห่งสัญญาเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมไม่สงบไปเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะฉันทะเป็นธรรมสงบไป แต่วิตกและสัญญาเป็นธรรมไม่สงบไปเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี เพราะฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบไป แต่สัญญาเป็นธรรมไม่สงบไปเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี เพราะฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมสงบไปเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี อาสวะ เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุมีอยู่ แต่เพราะยังไม่ได้บรรลุฐานะนั้นเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการรวมปัจจัย ชื่อว่าปเทสวิหารญาณปเทสวิหารญาณนิทเทสที่ ๔๓ จบ ๔๔-๔๙. ฉวิวัฏฏญาณนิทเทส แสดงญาณในการหลีกออก ๖ อย่าง
ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ ชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ เป็นอย่างไร คือ ปัญญาที่มีเนกขัมมะเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากกามฉันทะด้วยสัญญา (ความหมายรู้) เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณปัญญาที่มีอพยาบาทเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากพยาบาทด้วยสัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาที่มีกุศลธรรมเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาที่มีอาโลกสัญญาเป็นใหญ่ ย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะด้วยสัญญา เพราะฉะนั้น ปัญญาที่มีกุศลธรรม@เชิงอรรถ : @ อาสวะ ในที่นี้หมายถึงวิริยะ (ความเพียร) (ขุ.ป.อ. ๑/๙๔/๓๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๕๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส
[๒๔๕] พึงทราบวินิจฉัยในปเทสวิหารญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงอาการที่ควรพิจารณาญาณบางส่วนที่ยกขึ้นไว้ในมาติกา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย จึงมีอกุศลเวทนา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา - เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
ความว่า เวทนาสัมปยุตด้วยทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร. ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่สัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอกุศลเท่านั้น. แต่เวทนาเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ.
จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิให้ข้าวยาคูและภัตเป็นต้นในวันปักษ์ เพราะอาศัยทิฏฐิ ย่อมปฏิบัติคนบอดและคนโรคเรื้อนเป็นต้น ย่อมสร้างศาลา ขุดสระโบกขรณีในทาง ๔ แพร่ง ปลูกสวนดอกไม้ สวนผลไม้ พาดสะพานในที่ลำบากเพราะน้ำ ปรับที่ไม่เสมอให้เสมอ เวทนาที่เป็นกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้.
แต่เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ ย่อมด่า บริภาษ ฆ่าและจองจำพวกสัมมาทิฏฐิ ฆ่าสัตว์บวงสรวงเทวดา. เวทนาเป็นอกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้.
ส่วนเวทนาเป็นวิบาก ย่อมมีแก่ผู้ไปในภพอื่น.
อนึ่ง มิจฉาทิฏฐินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันเกิดร่วมกันด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.
มิจฉาทิฏฐิดับไปทันทีนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิในปัจจุบัน ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.
มิจฉาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาสหรคตด้วยโลภะของผู้ยินดีทำมิจฉาทิฏฐิให้หนัก ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย.
มิจฉาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤตของผู้ทำมิจฉาทิฏฐิให้เป็นเพียงอารมณ์ ด้วยอกุศลทั้งปวงผู้พิจารณาเห็นแจ้งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยเวทนาเป็นอกุศลทั้งปวง ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัยเท่านั้น.
มิจฉาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอกุศล อันเกิดขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย และแก่เวทนาเป็นวิบากในภพอื่น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
ความว่า สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเป็นความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่านกล่าวว่า เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนาว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา.
ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่าความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีในขณะแห่งวิปัสสนา และในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค.
แม้ในบทนี้ว่า สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา มีอธิบายดังต่อไปนี้
เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร.
ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นกุศลเท่านั้น.
อนึ่ง พวกสัมมาทิฏฐิอาศัยสัมมาทิฏฐิทำบุญมีอาทิอย่างนี้ คือพุทธบูชาจัดประทีปและดอกไม้ ฟังมหาธรรม ก่อพระเจดีย์ในทิศที่ยังไม่ได้ก่อ ด้วยประการฉะนี้ กุศลเวทนาย่อมเกิดแก่สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้น.
สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้นอาศัยสัมมาทิฏฐิด่าบริภาษพวกมิจฉาทิฏฐิ, ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยประการฉะนี้ อกุศลเวทนาย่อมเกิดแก่สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้น.
ส่วนวิบากเวทนาย่อมมีแก่ผู้ไปในภพอื่น.
อนึ่ง สัมมาทิฏฐินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิ อันเป็นปัจจุบันเวทนาที่ดับไปใกล้ที่สุด ซึ่งเกิดร่วมกันด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
โลกิยสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยการพิจารณา อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา และอันสัมปยุตด้วยความใคร่ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย. โลกิยสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิด้วยอุปนิสสยปัจจัย โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
สัมมาทิฏฐิอันเป็นมรรคผล ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยการพิจารณา ด้วยสามารถแห่งอารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา.
ความว่า มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่านกล่าวว่า เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนานั่นแหละว่า สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
แม้ในบทมีอาทิว่า มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยา มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยา - เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย เพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัยก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า วูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบเป็นปัจจัยแห่งธรรมใดๆ ท่านประสงค์เอาเวทนานั้นๆ เพราะมีธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัย.
อนึ่ง พึงทราบความในมิจฉาญาณเป็นต้นดังต่อไปนี้
ความคิดเพื่อหาอุบายในการทำบาป ชื่อว่ามิจฉาญาณ.
อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาญาณคือญาณในการพิจารณาผิด.
ญาณอันเป็นกุศลและอัพยากฤตที่เหลือเว้นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ และโลกุตรสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าสัมมาญาณ.
มิจฺฉาวิมุตฺติ นาม ปาปาวิมุตฺติตา ฯ
อถ วา อยาถาว วิมุตฺติ อนิยฺยานิกวิมุตฺติ อวิมุตฺตสฺเสว สโต วิมุตฺติสฺีติ ฯ
ความพ้นจากบาป ชื่อว่ามิจฉาวิมุตติ.
อีกอย่างหนึ่ง ความพ้นที่ไม่เป็นจริง ความพ้นที่ไม่นำออกไป ผู้ไม่พ้นสำคัญว่าพ้น.
ความน้อมไปในกัลยาณธรรม และผลวิมุตติ ชื่อว่าสัมมาวิมุตติ.
สัมมาทิฏฐิเป็นต้นมีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
ส่วนในบทมีอาทิว่า ฉนฺทปจฺจยาปิ - เพราะฉันทะเป็นปัจจัยพึงทราบดังต่อไปนี้
ความโลภ ชื่อว่าฉันทะ. พึงทราบว่า เวทนาสัมปยุตด้วยจิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ เพราะมีฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาในปฐมฌาน ชื่อว่ามีความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาในปฐมฌาน ชื่อว่ามีวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในทุติยฌาน ชื่อว่ามีความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในสัญญาสมาบัติ ๖ ที่เหลือเว้นปฐมฌาน ชื่อว่ามีสัญญาเป็นปัจจัย. เวทนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ชื่อว่ามีความสงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย.
ในบทมีอาทิว่า ฉนฺโท จ อวูปสโม โหติ - ฉันทะเป็นธรรมไม่สงบ มีความว่า ถ้าฉันทะ วิตกและสัญญา เป็นธรรมไม่สงบ.
บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความไม่สงบแห่งฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - มีธรรมนั้นเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้น เป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย.
อธิบายว่า เพราะความไม่สงบฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. เวทนานั้นเป็นเวทนาสัมปยุตด้วยจิตสหรคตด้วยโลภะ ๘. หากว่า ฉันทะสงบ วิตกและสัญญาไม่สงบ.
บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความสงบแห่งฉันทะนั้นมีวิตกสัญญาไม่สงบเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะวิตกและสัญญานั้น เป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย. เวทนานั้นเป็นเวทนาในปฐมฌาน. หากว่า ฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบ สัญญาเป็นธรรมไม่สงบ.
บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความสงบแห่งฉันทะและวิตกนั้นมีสัญญาไม่สงบเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย. เวทนานั้นเป็นเวทนาในทุติยฌาน. หากว่า ฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นธรรมสงบ.
บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ฉันทะ วิตก สัญญา เป็นธรรมสงบ เป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้นเป็นธรรมสงบเป็นปัจจัย เวทนานั้นเป็นเวทนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะแท้.
แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า "ความพอใจธรรมในส่วนเบื้องต้นด้วยคิดว่า เราจักบรรลุถึงอัปปนา ดังนี้ ชื่อว่าฉันทะ ความพอใจของผู้บรรลุอัปปนาเป็นความสงบ. วิตกย่อมมีในปฐมฌาน วิตกของผู้บรรลุทุติยฌานเป็นอันสงบ. สัญญาย่อมมีในสมาบัติ ๗. สัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ และเข้าถึงนิโรธเป็นอันสงบไป” ดังนี้ แต่ในที่นี้ นิโรธสมาบัติย่อมไม่ประกอบ.
บทว่า อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา - เพื่อบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุ คือเพื่อต้องการบรรลุอรหัตผล.
บทว่า อตฺถิ อายวํ ได้แก่ ความเพียรมีอยู่. ปาฐะว่า อายาวํ บ้าง.
บทว่า ตสฺมิมฺปิ ฐาเน อนุปฺปตฺเต - เมื่อยังไม่บรรลุฐานะนั้น คือเมื่อยังไม่บรรลุอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นด้วยสามารถแห่งการปรารภความเพียรนั้น.
บทว่า ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ คือ เพราะฐานะแห่งพระอรหัตเป็นปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนา.
ด้วยบทนี้ ท่านถือเอาโลกุตรเวทนาที่เกิดแล้ว เกิดพร้อมกับมรรค ๔.
แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า บทว่า อายวํ คือ การปฏิบัติ.
บทว่า ตสฺมิมฺปิ ฐาเน อนุปฺปตฺเต - เมื่อยังไม่บรรลุฐานะแม้นั้น คือบรรลุภูมินั้น ดังนี้.
จบอรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส -----------------------------------------------------