๘. วิปัลลาสกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาวคฺเค วิปลฺลาสกถา ปริปุณฺณนิทานานิ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิปัลลาสกถา นิทานบริบูรณ์
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว สญฺญาวิปลฺลาสา จิตฺตวิปลฺลาสา ทิฏฺฐิวิปลฺลาสา กตเม จตฺตาโร อนิจฺเจ ภิกฺขเว นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ทุกฺเข ภิกฺขเว สุขนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อนตฺตนิ ภิกฺขเว อตฺตาติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อสุเภ ภิกฺขเว สุภนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สญฺญาวิปลฺลาสา จิตฺตวิปลฺลาสา ทิฏฺฐิวิปลฺลาสา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญผิด (แปรปรวน) ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสภาพที่ไม่งามว่างาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา-*วิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว นสญฺญาวิปลฺลาสา นจิตฺตวิปลฺลาสา นทิฏฺฐวิปลฺลาสา กตเม จตฺตาโร อนิจฺเจ ภิกฺขเว อนิจฺจนฺติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ทุกฺเข ภิกฺขเว ทุกฺขนฺติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อนตฺตนิ ภิกฺขเว อนตฺตาติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อสุเภ ภิกฺขเว อสุภนฺติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร นสญฺญาวิปลฺลาสา นจิตฺตวิปลฺลาสา นทิฏฺฐิวิปลฺลาสาติ ฯ อนิจฺเจ นิจฺจสญฺญิโน ทุกฺเข จ สุขสญฺญิโน อนตฺตนิ จ อตฺตสญฺญิโน อสุเภ จ สุภสญฺญิโน มิจฺฉาทิฏฺฐิหตา สตฺตา ขิตฺตจิตฺตา วิสญฺญิโน เต โยคยุตฺตา มารสฺส อโยคกฺเขมิโน ชนา สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ชาติมรณคามิโน ยทา จ พุทฺธา โลกสฺมึ อุปฺปชฺชนฺติ ปภงฺกรา เต อิมํ ธมฺมํ ปกาเสนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ เตสํ สุตฺวาน สปฺปญฺญา สจิตฺตํ ปจฺจลทฺธุํ เต อนิจฺจํ อนิจฺจโตทกฺขุํ ทุกฺขมทฺทกฺขุํ ทุกฺขโต อนตฺตํ จ อนตฺตโต อสุภํ อสุภตทฺทสุํ สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพทุกฺขํ อุปจฺจคุนฺติ ฯ {๕๒๖.๑} อิเม จตฺตาโร วิปลฺลาสา ทิฏฺฐิสมฺปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส ปหีนา อปฺปหีนาติ เกจิ ปหีนา เกจิ อปฺปหีนา อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน ทุกฺเข สุขนฺติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน อนตฺตนิ อตฺตาติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน อสุเภ สุภนฺติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน ทฺวีสุ วตฺถูสุ ฉ วิปลฺลาสา ปหีนา ทฺวีสุ วตฺถูสุ เทฺว วิปลฺลาสา ปหีนา จตฺตาโร วิปลฺลาสา อปฺปหีนา จ จตูสุ วตฺถูสุ อฏฺฐ วิปลฺลาสา ปหีนา จตฺตาโร วิปลฺลาสา อปฺปหีนาติ ฯ วิปลฺลาสกถา ฯ ----------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิป- *ลาส ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญไม่ผิดความคิดไม่ผิด ความเห็นไม่ผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่ามิใช่ตัวตน ในสภาพที่ไม่งามว่าไม่งามดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง มีความ สำคัญในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มีความสำคัญในสภาพ ที่มิใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน มีความสำคัญในสภาพที่ไม่งามว่า งาม ถูกความเห็นผิดนำไป มีจิตกวัดแกว่ง มีสัญญาผิด สัตว์เหล่านั้นติดอยู่ในบ่วงของมาร เป็นสัตว์ไม่มีความปลอด โปร่งจากกิเลส ต้องไปสู่สงสาร เป็นผู้ถึงชาติและมรณะ เมื่อใด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงส่อง แสงสว่าง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงประกาศธรรมนี้ อันให้ ถึงความสงบระงับทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญา ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วกลับได้ความคิด ชอบ เห็นสภาพที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เห็น สภาพที่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ เห็นสภาพที่มิใช่ตัวตนโดย ความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน และเห็นสภาพที่ไม่งามว่าไม่งาม เป็นผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ฉะนี้แล ฯ วิปลาส ๔ ประการนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิละได้แล้ว ละทั่วแล้ววิปลาสเหล่าใดละได้แล้ว เหล่าใดละทั่วแล้ว ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงละได้แล้ว ความสำคัญ ความคิดในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขเกิดขึ้น ทิฐิวิปลาสละได้แล้ว ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ละได้แล้ว ความสำคัญความคิดในสภาพที่ไม่งามว่างามเกิดขึ้น ทิฐิวิปลาสละได้แล้ว วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว และวิปลาส ๘ ในวัตถุ ๔ ละได้แล้ว วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว ฯ จบวิปัลลาสกถา ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๘. วิปัลลาสกถา ๘. วิปัลลาสกถา ว่าด้วยวิปัลลาส
เหตุเกิดขึ้นเหมือนในสูตรข้างต้น ภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปัลลาส (ความหมายรู้ผิด) จิตตวิปัลลาส (ความคิดผิด) ทิฏฐิวิปัลลาส (ความเห็นผิด) ๔ประการนี้ สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ๒. สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ๓. สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาว่าอัตตา ๔. สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ๔ ประการนี้แล นสัญญาวิปัลลาส (ความหมายรู้ไม่ผิด) นจิตตวิปัลลาส (ความคิดไม่ผิด)นทิฏฐิวิปัลลาส (ความเห็นไม่ผิด) ๔ ประการนี้ นสัญญาวิปัลลาส นจิตตวิปัลลาส นทิฏฐิวิปัลลาส ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. นสัญญาวิปัลลาส นจิตตวิปัลลาส นทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง ๒. นสัญญาวิปัลลาส นจิตตวิปัลลาส นทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์ ๓. นสัญญาวิปัลลาส นจิตตวิปัลลาส นทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าไม่ใช่อัตตา ๔. นสัญญาวิปัลลาส นจิตตวิปัลลาส นทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม ภิกษุทั้งหลาย นสัญญาวิปัลลาส นจิตตวิปัลลาส นทิฏฐิวิปัลลาส ๔ ประการนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๘. วิปัลลาสกถา เหล่าสัตว์ผู้ถูกมิจฉาทิฏฐิทำลาย มีจิตฟุ้งซ่าน มีสัญญาผิด มีสัญญาในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง มีสัญญาในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มีสัญญาในสิ่งที่ไม่งามว่างาม สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าติดอยู่ในเครื่องประกอบของมาร ไม่เกษมจากโยคะ ประสบกับความเกิดและความตาย ท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏ ก็ในกาลใด พระพุทธเจ้าผู้จุดประกายให้แสงสว่าง เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในกาลนั้น พระองค์ย่อมประกาศธรรมนี้ ให้สัตว์ถึงความดับทุกข์ สัตว์เหล่านั้นผู้มีปัญญา ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น กลับได้ความคิดเป็นของตนเอง ได้เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงโดยความไม่เที่ยง ได้เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นสิ่งที่ไม่งามโดยความไม่งาม ยึดถือสัมมาทิฏฐิพ้นทุกข์ทั้งหมดได้ วิปัลลาส ๔ ประการนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ละได้แล้วก็มี ยังละ ไม่ได้ก็มี บางประการละได้แล้ว บางประการยังละไม่ได้ สัญญาวิปัลลาส จิตต-วิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงละได้แล้ว สัญญาในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขยังเกิดขึ้น จิตในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขก็ยังเกิดขึ้น ทิฏฐิวิปัลลาสละได้แล้วสัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส ทิฏฐิวิปัลลาสในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาว่าอัตตาละได้แล้วสัญญาในสิ่งที่ไม่งามว่างามยังเกิดขึ้น จิตในสิ่งที่ไม่งามว่างามก็ยังเกิดขึ้น ทิฏฐิวิปัลลาส@เชิงอรรถ : @ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงพระโสดาบัน (ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๙. มัคคกถา (ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม)ละได้แล้ว วิปัลลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปัลลาส ๒ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปัลลาส ๔ ยังละไม่ได้ วิปัลลาส ๘ ในวัตถุ ๔ ละได้แล้ววิปัลลาส ๔ ยังละไม่ได้ วิปัลลาสกถา จบ ๙. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค
คำว่า มรรค อธิบายว่า ชื่อว่ามรรค เพราะมีสภาวะว่าอย่างไร คือ ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น เป็น มรรคและเป็นเหตุ เพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำ กิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต @เชิงอรรถ : @ วิปัลลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว หมายถึงวิปัลลาส ๓ ประการ คือ สัญญาวิปัลลาส จิตตวิปัลลาส และ@ทิฏฐิวิปัลลาส คูณกับ วัตถุ ๒ ประการ คือ อนิจฺเจ นิจฺจํ (สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง) และ อนตฺตนิ อตฺตา@(สิ่งที่ไม่ใช่อัตตาว่าอัตตา) เป็นวิปัลลาส ๖ ประการ ได้แก่ (๑) นิจจสัญญาวิปัลลาส (๒) อัตตสัญญาวิปัลลาส@(๓) นิจจจิตตวิปัลลาส (๔) อัตตจิตตวิปัลลาส (๕) นิจจทิฏฐิวิปัลลาส (๖) อัตตทิฏฐิวิปัลลาส (คำนวณ@ตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙) @ วิปัลลาส ๒ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว หมายถึงทิฏฐิวิปัลลาส ๑ ประการ คูณกับ วัตถุ ๒ ประการ คือ@ทุกฺเข สุขํ (สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข) และ อสุเภ สุภํ (สิ่งที่ไม่งามว่างาม) เป็นวิปัลลาส ๒ ประการ ได้แก่@(๑) สุขทิฏฐิวิปัลลาส (๒) สุภทิฏฐิวิปัลลาส (คำนวณตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙)@ วิปัลลาส ๔ ยังละไม่ได้ หมายถึงวิปัลลาส ๒ ประการ คือ สัญญาวิปัลลาส กับ จิตตวิปัลลาส ในวัตถุ ๒@คือ ทุกฺเข สุขํ (สภาวะที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข) อสุเภ สุภํ (สภาวะที่ไม่งามว่างาม) ประการละ ๒ วิปัลลาส@(๒ x ๒ เป็น ๔ วิปัลลาส) ได้แก่ (๑) สุขสัญญาวิปัลลาส (๒) สุภสัญญาวิปัลลาส (๓) สุขจิตตวิปัลลาส@(๔) สุภจิตตวิปัลลาส (คำนวณตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙) @ วิปัลลาส ๘ ในวัตถุ ๘ ละได้แล้ว หมายถึงวิปัลลาส ๖ ประการ ในวัตถุ ๒ (ในเชิงอรรถที่ ๒) รวมกับ@วิปัลลาส ๒ ประการ ในวัตถุ ๒ ประการ (ในเชิงอรรถที่ ๓) เป็นวิปัลลาส ๘ ประการ ได้แก่ (๑) นิจจสัญญา-@วิปัลลาส (๒) อัตตสัญญาวิปัลลาส (๓) นิจจจิตตวิปัลลาส (๔) อัตตจิตตวิปัลลาส (๕) นิจจทิฏฐิวิปัลลาส@(๖) สุขทิฏฐิวิปัลลาส (๗) อัตตทิฏฐิวิปัลลาส (๘) สุภทิฏฐิวิปัลลาส (คำนวณตามนัย ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๖/๒๐๙)@ เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย หมายถึงทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป (ขุ.ป.อ. ๒/๒๓๗/๒๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๐๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิปัลลาสกถา
บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิปัลลาสกถาอันมีพระสูตรเป็นบทนำ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในวิปัลลาสะอันเป็นปัจจัยของกรรมนั้นกล่าวแล้ว.
พึงทราบความในพระสูตรก่อน.
บทว่า สญฺญาวิปลฺลาสา คือมีความสำคัญคลาดเคลื่อนเป็นสภาวะ. อธิบายว่า มีสัญญาวิปริต.
แม้ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
สัญญาวิปลาสย่อมปรากฏในกาลแห่งกิจของตนมีกำลัง ด้วยอกุศลสัญญาปราศจากทิฏฐิในฐานะแห่งกิจของจิตมีกำลังอ่อน.
จิตวิปลาสย่อมเป็นไปในกาลแห่งกิจของตนเป็นอกุศลจิตปราศจากทิฏฐิมีกำลัง. ทิฏฐิวิปลาสย่อมเป็นไปในจิตอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ.
เพราะฉะนั้น สัญญาวิปลาสมีกำลังอ่อนกว่าทั้งหมด. จิตวิปลาสมีกำลังมากกว่าสัญญาวิปลาสนั้น. ทิฏฐิวิปลาสมีกำลังมากกว่าทั้งหมด.
จริงอยู่ ชื่อว่าความสำคัญเพราะถือเอาเพียงอาการปรากฏแห่งอารมณ์ ดุจการเห็นกหาปณะของทารกที่ยังไม่รู้เดียงสา.
ชื่อว่าความคิดเพราะถึงแม้การรู้แจ้งลักษณะ ดุจการเห็นกหาปณะของคนชาวบ้าน.
ชื่อว่าความเห็นเพราะรูปคลำสิ่งที่ยึดถือ ดุจการจับเหล็กด้วยคีมใหญ่ของช่างเหล็ก.
บทว่า อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส ความสำคัญผิดในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง คือความสำคัญอันเกิดขึ้น เพราะถือเอาในวัตถุไม่เที่ยงว่านี้เที่ยง ชื่อว่าสัญญาวิปลาส.
พึงทราบความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
บทว่า น สญฺญาวิปลฺลาโส ย จิตฺตวิปลฺลาโส น ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ความสำคัญไม่ผิด ความคิดไม่ผิด ความเห็นไม่ผิด ท่านกล่าวถึงการถือเอาตามความเป็นจริง เพราะไม่มีการถือผิด ๑๒ อย่างในวัตถุ ๔ อย่าง.
พึงทราบความในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.
บทว่า อนตฺตนิ จ อตฺตา คือมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิหตา ถูกความเห็นผิดนำไป คือไม่เพียงมีความสำคัญอย่างเดียวเท่านั้น ยังถูกความเห็นผิดอันเกิดขึ้นดุจด้วยสัญญานำไป.
บทว่า ขิตฺตจิตฺตา มีจิตกวัดแกว่ง คิอประกอบด้วยจิตกวัดแกว่ง หมุนไปอันเกิดขึ้นดุจด้วยสัญญาและทิฏฐิ.
บทว่า วิสญฺญิโน มีสัญญาผิดนี้เป็นเพียงเทศนา.
ความว่า มีความสำคัญ ความคิดและความเห็นวิปริต.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะสัญญาเป็นตัวนำท่านจึงกล่าว สัญญาวิปลาสด้วยบท ๔ แห่งทิฏฐิก่อน แต่นั้นจึงกล่าวบทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิหตา ถูกมิจฉาทิฏฐินำไป เป็นทิฏฐิวิปลาส.
บทว่า ขิตฺตจิตฺตา จิตกวัดแกว่งเป็นจิตวิปลาส.
บทว่า วิสญฺญิโน มีสัญญาผิด คือถึงโมหะปราศจากสัญญาปกติด้วยการถือวิปลาส ๓ ดุจในบทนี้ว่า สลบเพราะกำลังพิษ ถึงวิสัญญี (หมดความรู้สึก).
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๔๙๓
บทว่า เต โยคยุตฺตา มารสฺส คือสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าติดอยู่ในบ่วงของมาร.
บทว่า อโยคกฺเขมิโน เป็นสัตว์ไม่มีความปลอดโปร่งจากกิเลส คือไม่บรรลุนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ คือจัญไร ๔.
บทว่า สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ สัตว์ทั้งหลายต้องไปสู่สงสาร คือบุคคลเหล่านั้นแหละต้องท่องเที่ยวไปสู่สงสาร.
เป็นอย่างไร.
เพราะสัตว์เหล่านั้นต้องไปสู่ชาติและมรณะ ฉะนั้นจึงต้องท่องเที่ยวไป.
บทว่า พุทฺธา คือ พระสัพพัญญูผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ เป็นพหุวจนะด้วยสามารถทั่วไปใน ๓ กาล.
บทว่า โลกสฺมึ คือ ในโอกาสโลก.
บทว่า ปภงฺกรา สองแสงสว่าง คือทำโลกให้สว่างด้วยปัญญา.
บทว่า อิมํ ธมฺมํ ปกาเสนฺติ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประกาศพระธรรม คือทรงแสดงธรรมละความวิปลาส.
บทว่า ทุกฺขูปสมคามินํ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ คือถึงนิพพานอันเป็นความสงบระงับทุกข์.
บทว่า เตสํ สุตฺวาน คือ ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.
บทว่า สปฺปญฺญา ผู้มีปัญญา คือมีปัญญาอันเป็นความสมควร.
บทว่า สจิตฺตํ ปจฺจลทฺธุ กลับได้ความคิด คือกลับได้ความคิดของตนเว้นความวิปลาส.
ตัดบทเป็น ปฏิอลทฺธุ.
อีกอย่างหนึ่ง ตัดบทเป็น ปฏิลภึสุ ปฏิอลทฺธุํ.
บทว่า อนิจฺจโต ทกฺขุํ ได้เห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง คือได้เห็นด้วยสามารถแห่งความเป็นสภาพไม่เที่ยงนั่นเอง.
บทว่า อตฺตนิ อนตฺตา เห็นสภาพที่มิใข่ตัวตนโดยความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน คือได้เห็นว่า ความไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นความไม่ใช่ตัวตน.
อีกอย่างหนึ่ง ได้เห็นสภาพมิใช่ตัวตนว่า ตัวตนไม่มีในวัตถุ.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา เป็นผู้ถือมั่นสัมมาทิฏฐิ คือถือความเห็นชอบ.
บทว่า สพฺพทุกฺขํ อปจฺจคํ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง คือก้าวล่วงวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้น.
บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปนฺนสฺส ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแห่งคำถามละแล้ว และละทั่วแล้ว คือพระโสดาบัน.
บทว่า ทุกฺเข สุขนฺติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ความสำคัญ ความคิดในความทุกข์ว่า เป็นความสุขย่อมเกิดขึ้น คือเพียงความสำคัญ หรือเพียงความคิดย่อมเกิดขึ้น เพราะยังละความสะสมโมหกาลไม่ได้ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่พระอนาคามี ไม่ต้องพูดถึงแก่พระโสดาบัน.
วิปลาสทั้งสองนี้ พระอรหันต์เท่านั้นจึงละได้.
บทว่า อสุเภ สุภนฺติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ความสำคัญ ความคิดในสภาพที่ไม่งามว่างามเกิดขึ้น คือเกิดขึ้นแม้แก่พระสกทาคามี ไม่ต้องพูดถึงแก่พระโสดาบัน.
วิปลาสทั้งสองนี้ พระอนาคามีจึงละได้ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ทั้งสองนี้ ท่านกล่าวหมายถึงพระโสดาบัน และพระสกทาคามี. เพราะพระอนาคามีละกามราคะได้แล้ว พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละความสำคัญผิด ความคิดผิดในสภาพไม่งามว่างาม.
ด้วยบทว่า ทฺวีสุ วตฺถูสุ เป็นอาทิ ท่านแสดงสรุปถึงการละและการละทั่ว.
ในบทนั้น เป็นอันละวิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ เหล่านี้ คือ ในสภาพไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสภาพมิใช่ตัวตนว่าตัวตน เป็นอันละทิฏฐิวิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ เหล่านี้ คือ ในสภาพเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสภาพไม่งามว่างาม.
ในคัมภีร์บางคัมภีร์ท่านเขียน บทว่า เทฺว ก่อน. เขียนบทว่า ฉ ในภายหลัง.
บทว่า จตูสุ วตฺถูสุ ท่านกล่าวทำวปลาส ๔ รวมเป็น ๑.
บทว่า อฏฺฐ ได้แก่ วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ วิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ รวมเป็นวิปลาส ๘.
บทว่า จตฺตาโร คือ วิปลาส ๔ ได้แก่ สัญญาวิปลาสและจิตวิปลาสอย่างละ ๒ ในวัตถุหนึ่งๆ ในบรรดาวัตถุที่เป็นทุกข์และไม่งาม
ในคัมภีร์บางคัมภีร์ท่านเขียนไว้อย่างนั้นเหมือนกัน แม้ในที่ที่ท่านกล่าวว่า ฉ ทฺวีสุ วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวิปัลลาสกถา -----------------------------------------------------