อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๔๔

๒. สัจจกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๔–๕๕๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 9 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ยุคนทฺธวคฺเค สจฺจกถา ปริปุณฺณกถานิทานํ

จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ กตมานิ จตฺตาริ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ ฯ

กถํ ทุกฺขํ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ ทุกฺขํ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๔๕.๑} กถํ สมุทโย ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร สมุทยสฺส สมุทยฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สงฺโยคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร สมุทยสฺส สมุทยฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ สมุทโย ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๔๕.๒} กถํ นิโรโธ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร นิโรธสฺส นิโรธฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร นิโรธสฺส นิโรธฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ นิโรโธ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๔๕.๓} กถํ มคฺโค ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร มคฺคสฺส มคฺคฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร มคฺคสฺส มคฺคฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ มคฺโค ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ

กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อิเมหิ จตูหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๖.๑} กถํ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ตถฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๖.๒} กถํ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๖.๓} กถํ สจฺจฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๖.๔} กถํ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ

กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ ยํ อนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ ตํ อนตฺตา ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ อนตฺตา จ ตํ ตถํ ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ อนตฺตา จ ตถญฺจ ตํ สจฺจํ ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ อนตฺตา จ ตถญฺจ สจฺจญฺจ ตํ เอกสงฺคหิตํ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๗.๑} กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ นวหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิญฺญฏฺเฐน ปริญฺญฏฺเฐน ปหานฏฺเฐน ภาวนฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน อิเมหิ นวหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ

กถํ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ นวหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ตถฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺโฐ ตถฏฺโฐ ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺโฐ ตถฏฺโฐ ปหานสฺส ปหานฏฺโฐ ตถฏฺโฐ ภาวนาย ภาวนฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อิเมหิ นวหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๘.๑} กถํ อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ นวหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ ปหานสฺส ปหานฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ ภาวนาย ภาวนฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ อิเมหิ นวหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ

กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ ทฺวาทสหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิชานนฏฺเฐน ปริชานนฏฺเฐน ธมฺมฏฺเฐน ตถฏฺเฐน ญาตฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๙.๑} กถํ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ โสฬสหิ อากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สญฺโญคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ ตถฏฺโฐ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ ตถฏฺโฐ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ {๕๔๙.๒} กถํ อนตฺตฏฺเฐน ฯเปฯ สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิชานนฏฺเฐน ปริชานนฏฺเฐน ธมฺมฏฺเฐน ตถฏฺเฐน ญาตฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ โสฬสหิ อากาเรหิ อภิสมยฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สญฺโญคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ อภิสมยฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ

สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ ฯ สจฺจานํ เทฺว ลกฺขณานิ สงฺขตลกฺขณญฺจ อสงฺขตลกฺขณญฺจ สจฺจานํ อิมานิ เทฺว ลกฺขณานิ ฯ {๕๕๐.๑} สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ ฯ สจฺจานํ ฉ ลกฺขณานิ สงฺขตานํ สจฺจานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ น อสงฺขตสฺส สจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ น วโย ปญฺญายติ น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ สจฺจานํ อิมานิ ฉ ลกฺขณานิ ฯ {๕๕๐.๒} สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ ฯ สจฺจานํ ทฺวาทส ลกฺขณานิ ทุกฺขสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ สมุทยสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ มคฺคสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ น นิโรธสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ น วโย ปญฺญายติ น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ สจฺจานํ อิมานิ ทฺวาทส ลกฺขณานิ ฯ

จตุนฺนํ สจฺจานํ กติ กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯ สมุทยสจฺจํ อกุสลํ มคฺคสจฺจํ กุสลํ นิโรธสจฺจํ อพฺยากตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กุสลํ สิยา อกุสลํ สิยา อพฺยากตํ ตีณิ สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ตีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ {๕๕๑.๑} สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ ยํ ทุกฺขสจฺจํ อกุสลํ สมุทยสจฺจํ อกุสลํ เอวํ อกุสลฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ ยํ ทุกฺขสจฺจํ กุสลํ มคฺคสจฺจํ กุสลํ เอวํ กุสลฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ ยํ ทุกฺขสจฺจํ อพฺยากตํ นิโรธสจฺจํ อพฺยากตํ เอวํ อพฺยากตฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ เอวํ สิยา ตีณิ สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ตีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ วตฺถุวเสน ปริยาเยนาติ ฯ

ปุพฺเพ เม ภิกฺขเว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต เอตทโหสิ โก นุ โข รูปสฺส อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก เวทนาย อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก สญฺญาย อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก สงฺขารานํ อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก วิญฺญาณสฺส อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ ยํ โข รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโท ยํ รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ รูปสฺส อาทีนโว โย รูปสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ รูปสฺส นิสฺสรณํ ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิญฺญาณสฺส อสฺสาโท ยํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ วิญฺญาณสฺส อาทีนโว โย วิญฺญาณสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ วิญฺญาณสฺส นิสฺสรณํ ฯ

ยาวกีวญฺจาหํ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ เอวํ อสฺสาทญฺจ อสฺสาทโต อาทีนวญฺจ อาทีนวโต นิสฺสรณญฺจ นิสฺสรณโต ยถาภูตํ นพฺภญฺญาสึ เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺญาสึ ยโต จ ขฺวาหํ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ เอวํ อสฺสาทญฺจ อสฺสาทโต อาทีนวญฺจ อาทีนวโต นิสฺสรณญฺจ นิสฺสรณโต ยถาภูตํ อพฺภญฺญาสึ อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺญาสึ ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ อกุปฺปา เม เจโตวิมุตฺติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ

ยํ รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโทติ ปหานปฺปฏิเวโธ สมุทยสจฺจํ ยํ รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ รูปสฺส อาทีนโวติ ปริญฺญาปฏิเวโธ ทุกฺขสจฺจํ โย รูปสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ รูปสฺส นิสฺสรณนฺติ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ นิโรธสจฺจํ ยา อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ ทิฏฺฐิ สงฺกปฺโป วาจา กมฺมนฺโต อาชีโว วายาโม สติ สมาธิ ภาวนาปฏิเวโธ มคฺคสจฺจํ ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิญฺญาณสฺส อสฺสาโทติ ปหานปฺปฏิเวโธ สมุทยสจฺจํ ยํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ วิญฺญาณสฺส อาทีนโว ปริญฺญาปฏิเวโธ ทุกฺขสจฺจํ โย วิญฺญาณสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ วิญฺญาณสฺส นิสฺสรณนฺติ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ นิโรธสจฺจํ ยา อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ ทิฏฺฐิ สงฺกปฺโป วาจา กมฺมนฺโต อาชีโว วายาโม สติ สมาธิ ภาวนาปฏิเวโธ มคฺคสจฺจนฺติ ฯ

กติหากาเรหิ สจฺจํ ฯ ตีหากาเรหิ สจฺจํ เอสนฏฺเฐน ปริคฺคหฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน ฯ {๕๕๕.๑} กถํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ฯ ชรามรณํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ชรามรณํ ชาตินิทานํ ชาติ สมุทยํ ชาติชาติกํ ชาติปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ชรามรณญฺจ ปชานาติ ชรามรณสมุทยญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๒} ชาติ กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ชาติ ภวนิทานา ภวสมุทยา ภวชาติกา ภวปฺปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ชาติญฺจ ปชานาติ ชาติสมุทยญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๓} ภโว กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ภโว อุปาทานนิทาโน อุปาทานสมุทโย อุปาทานชาติโก อุปาทานปฺปภโวติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ภวญฺจ ปชานาติ ภวสมุทยญฺจ ปชานาติ ภวนิโรธญฺจ ปชานาติ ภวนิโรธคามินี- ปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๔} อุปาทานํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ อุปาทานํ ตณฺหานิทานํ ตณฺหาสมุทยํ ตณฺหาชาติกํ ตณฺหาปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ อุปาทานญฺจ ปชานาติ อุปาทานสมุทยญฺจ ปชานาติ อุปาทานนิโรธญฺจ ปชานาติ อุปาทานนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๕} ตณฺหา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ตณฺหา เวทนานิทานา เวทนาสมุทยา เวทนาชาติกา เวทนาปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ตณฺหญฺจ ปชานาติ ตณฺหาสมุทยญฺจ ปชานาติ ตณฺหานิโรธญฺจ ปชานาติ ตณฺหานิโรธ- คามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๖} เวทนา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ เวทนา ผสฺสนิทานา ผสฺสสมุทยา ผสฺสชาติกา ผสฺสปฺปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ เวทนญฺจ ปชานาติ เวทนาสมุทยญฺจ ปชานาติ เวทนานิโรธญฺจ ปชานาติ เวทนานิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๗} ผสฺโส กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ผสฺโส สฬายตนนิทาโน สฬายตนสมุทโย สฬายตนชาติโก สฬายตนปฺปภโวติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ผสฺสญฺจ ปชานาติ ผสฺสสมุทยญฺจ ปชานาติ ผสฺสนิโรธญฺจ ปชานาติ ผสฺสนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๘} สฬายตนํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ สฬายตนํ นามรูปนิทานํ นามรูปสมุทยํ นามรูปชาติกํ นามรูปปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ สฬายตนญฺจ ปชานาติ สฬายตนสมุทยญฺจ ปชานาติ สฬายตนนิโรธญฺจ ปชานาติ สฬายตนนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๙} นามรูปํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ นามรูปํ วิญฺญาณนิทานํ วิญฺญาณสมุทยํ วิญฺญาณชาติกํ วิญฺญาณปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ นามรูปญฺจ ปชานาติ นามรูปสมุทยญฺจ ปชานาติ นามรูปนิโรธญฺจ ปชานาติ นามรูปนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๑๐} วิญฺญาณํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ วิญฺญาณํ สงฺขารนิทานํ สงฺขารสมุทยํ สงฺขารชาติกํ สงฺขารปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ วิญฺญาณญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณสมุทยญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณนิโรธญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ {๕๕๕.๑๑} สงฺขารา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ สงฺขารา อวิชฺชานิทานา อวิชฺชาสมุทยา อวิชฺชาชาติกา อวิชฺชาปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ สงฺขาเร จ ปชานาติ สงฺขารสมุทยญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ

ชรามรณํ ทุกฺขสจฺจํ ชาติ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ชาติ ทุกฺขสจฺจํ ภโว สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ภโว ทุกฺขสจฺจํ อุปาทานํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ อุปาทานํ ทุกฺขสจฺจํ ตณฺหา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ตณฺหา ทุกฺขสจฺจํ เวทนา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ เวทนา ทุกฺขสจฺจํ ผสฺโส สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ผสฺโส ทุกฺขสจฺจํ สฬายตนํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ สฬายตนํ ทุกฺขสจฺจํ นามรูปํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ นามรูปํ ทุกฺขสจฺจํ วิญฺญาณํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ วิญฺญาณํ ทุกฺขสจฺจํ สงฺขารา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ สงฺขารา ทุกฺขสจฺจํ อวิชฺชา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ชรามรณํ ทุกฺขสจฺจํ ชาติ สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ชาติ ทุกฺขสจฺจํ ภโว สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ฯเปฯ สงฺขารา ทุกฺขสจฺจํ อวิชฺชา สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจนฺติ ฯ สจฺจกถา ฯ ภาณวารํ ฯ --------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. สัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ

ข้อ

เหตุเกิดขึ้นเหมือนในสูตรข้างต้น ภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น สัจจะ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ @เชิงอรรถ : @ สูตรข้างต้น ในที่นี้หมายถึงยุคนัทธกถา ข้อที่ ๑ หน้า ๔๑๓ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส ๑. สัจจะว่า นี้ทุกข์ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ๒. สัจจะว่า นี้ทุกขสมุทัย เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ๓. สัจจะว่า นี้ทุกขนิโรธ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ๔. สัจจะว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ ประการนี้แล เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส แสดงสูตรที่ ๑ ทุกข์ ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร คือ สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ ๔ ประการ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่นได้แก่ ๑. สภาวะที่บีบคั้นแห่งทุกข์ ๒. สภาวะที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ ๓. สภาวะที่ทำให้เดือดร้อนแห่งทุกข์ ๔. สภาวะที่แปรผันแห่งทุกข์ สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ ๔ ประการนี้เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่นทุกข์ ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้อย่างนี้ สมุทัย ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร คือ สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย ๔ ประการ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ได้แก่ ๑. สภาวะที่ประมวลมาแห่งสมุทัย ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย ๓. สภาวะที่เกี่ยวข้องแห่งสมุทัย ๔. สภาวะที่พัวพันแห่งสมุทัย สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย ๔ ประการนี้เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น สมุทัย ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้อย่างนี้ นิโรธ ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร คือ สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ ๔ ประการ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ได้แก่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส ๑. สภาวะที่เป็นเครื่องสลัดออกแห่งนิโรธ ๒. สภาวะที่เป็นวิเวกแห่งนิโรธ ๓. สภาวะที่เป็นอสังขตะแห่งนิโรธ ๔. สภาวะที่เป็นอมตะแห่งนิโรธ สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ ๔ ประการนี้เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น นิโรธ ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้อย่างนี้ มรรค ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร คือ สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค ๔ ประการ เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่นได้แก่ ๑. สภาวะที่นำออกแห่งมรรค ๒. สภาวะที่เป็นเหตุแห่งมรรค ๓. สภาวะที่เห็นแห่งมรรค ๔. สภาวะที่เป็นใหญ่แห่งมรรค สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค ๔ ประการนี้เป็นของแท้ ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่นมรรค ชื่อว่าสัจจะ เพราะมีสภาวะเป็นของแท้อย่างนี้

ข้อ

สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยอาการเท่าไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยอาการ ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. ด้วยสภาวะเป็นของแท้ ๒. ด้วยสภาวะเป็นอนัตตา ๓. ด้วยสภาวะเป็นของจริง ๔. ด้วยสภาวะรู้แจ้ง สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับอาการ ๔ อย่างนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียวด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของแท้ ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของแท้ ๓. สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของแท้ ๔. สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค มีสภาวะเป็นของแท้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นอนัตตา เป็น อย่างไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นอนัตตา ด้วยอาการ ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นอนัตตา ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นอนัตตา ๓. สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นอนัตตา ๔. สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค มีสภาวะเป็นอนัตตา สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะเป็นอนัตตา ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของจริง เป็นอย่างไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของจริง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของจริง ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของจริง ๓. สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของจริง ๔. สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค มีสภาวะเป็นของจริง สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะเป็นของจริง ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะรู้แจ้ง เป็นอย่างไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะรู้แจ้ง ด้วยอาการ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ มีสภาวะรู้แจ้ง ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะรู้แจ้ง ๓. สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ มีสภาวะรู้แจ้ง ๔. สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค มีสภาวะรู้แจ้ง สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะรู้แจ้ง ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว

ข้อ ๑๐

สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว เป็นอย่างไร คือ สัจจะใดไม่เที่ยง สัจจะนั้นเป็นทุกข์ สัจจะใดเป็นทุกข์ สัจจะนั้นไม่เที่ยง สัจจะใดไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สัจจะนั้นเป็นอนัตตา สัจจะใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา สัจจะนั้นเป็นของแท้ สัจจะใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นของแท้ สัจจะนั้นเป็นของจริง สัจจะใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของแท้ และเป็นของจริง สัจจะนั้นท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้นสัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยอาการเท่าไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยอาการ ๙ อย่าง ได้แก่ ๑. ด้วยสภาวะเป็นของแท้ ๒. ด้วยสภาวะเป็นอนัตตา ๓. ด้วยสภาวะเป็นของจริง ๔. ด้วยสภาวะรู้แจ้ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส ๕. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ๖. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ๗. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรละ ๘. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรเจริญ ๙. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับอาการ ๙ อย่างนี้ สัจจะใดท่าน สงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียวด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ เป็น อย่างไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ได้แก่ ๑. สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของแท้ ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของแท้ ๓. สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของแท้ ๔. สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค มีสภาวะเป็นของแท้ ๕. สภาวะที่ควรรู้ยิ่งแห่งอภิญญา มีสภาวะเป็นของแท้ ๖. สภาวะที่ควรกำหนดรู้แห่งปริญญา มีสภาวะเป็นของแท้ ๗. สภาวะที่ควรละแห่งปหานะ มีสภาวะเป็นของแท้ ๘. สภาวะที่ควรเจริญแห่งภาวนา มีสภาวะเป็นของแท้ ๙. สภาวะที่ควรทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา มีสภาวะเป็นของแท้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นอนัตตา ... พร้อมด้วยสภาวะเป็นของจริง ... สัจจะ ๔ มีการรู้แจังด้วยญาณเดียวพร้อมด้วยสภาวะรู้แจ้ง เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะรู้แจ้ง ด้วย อาการ ๙ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ มีสภาวะรู้แจ้ง ๒. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะรู้แจ้ง ๓. สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ มีสภาวะรู้แจ้ง ๔. สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค มีสภาวะรู้แจ้ง ๕. สภาวะที่ควรรู้ยิ่งแห่งอภิญญา มีสภาวะรู้แจ้ง ๖. สภาวะที่ควรกำหนดรู้แห่งปริญญา มีสภาวะรู้แจ้ง ๗. สภาวะที่ควรละแห่งปหานะ มีสภาวะรู้แจ้ง ๘. สภาวะที่ควรเจริญแห่งภาวนา มีสภาวะรู้แจ้ง ๙. สภาวะที่ควรทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา มีสภาวะรู้แจ้ง สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะรู้แจ้ง ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว

ข้อ ๑๑

สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยอาการเท่าไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียวพร้อมด้วยอาการ ๑๒ อย่าง ได้แก่ ๑. ด้วยสภาวะเป็นของแท้ ๒. ด้วยสภาวะเป็นอนัตตา ๓. ด้วยสภาวะเป็นของจริง ๔. ด้วยสภาวะรู้แจ้ง ๕. ด้วยสภาวะเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ๖. ด้วยสภาวะเป็นเครื่องกำหนดรู้ ๗. ด้วยสภาวะเป็นธรรม ๘. ด้วยสภาวะเป็นเหมือนอย่างนั้น ๙. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่รู้แล้ว ๑๐. ด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ๑๑. ด้วยสภาวะถูกต้อง ๑๒. ด้วยสภาวะตรัสรู้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับอาการ ๑๒ อย่างนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจรย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียวด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ เป็นอย่างไร คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๑๖ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่บีบคั้นแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของแท้ ๒. สภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของแท้ ๓. สภาวะที่ทำให้เดือดร้อนแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของแท้ ๔. สภาวะที่แปรผันแห่งทุกข์ มีสภาวะเป็นของแท้ ๕. สภาวะที่ประมวลมาแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของแท้ ๖. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของแท้ ๗. สภาวะที่เกี่ยวข้องแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของแท้ ๘. สภาวะที่พัวพันแห่งสมุทัย มีสภาวะเป็นของแท้ ๙. สภาวะที่เป็นเครื่องสลัดออกแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๐. สภาวะที่เป็นวิเวกแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๑. สภาวะที่เป็นอสังขตะแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๒. สภาวะที่เป็นอมตะแห่งนิโรธ มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๓. สภาวะที่นำออกแห่งมรรค มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๔. สภาวะที่เป็นเหตุแห่งมรรค มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๕. สภาวะที่เห็นแห่งมรรค มีสภาวะเป็นของแท้ ๑๖. สภาวะที่เป็นใหญ่แห่งมรรค มีสภาวะเป็นของแท้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๑๖ อย่างนี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจร ย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะเป็นอนัตตา ฯลฯ พร้อมด้วยสภาวะเป็นของจริง พร้อมด้วยสภาวะรู้แจ้ง พร้อมด้วยสภาวะเป็นเครื่องรู้ยิ่ง พร้อมด้วยสภาวะเป็นเครื่องกำหนดรู้ พร้อมด้วยสภาวะเป็นธรรมพร้อมด้วยสภาวะเป็นของแท้ พร้อมด้วยสภาวะเป็นธรรมที่รู้แล้ว พร้อมด้วยสภาวะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง พร้อมด้วยสภาวะถูกต้อง ด้วยมีสภาวะตรัสรู้เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส คือ สัจจะ ๔ มีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว พร้อมด้วยสภาวะตรัสรู้ ด้วย อาการ ๑๖ อย่าง ได้แก่ ๑. สภาวะที่บีบคั้นแห่งทุกข์ มีสภาวะตรัสรู้ ๒. สภาวะที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ มีสภาวะตรัสรู้ ๓. สภาวะที่ทำให้เดือดร้อนแห่งทุกข์ มีสภาวะตรัสรู้ ๔. สภาวะที่แปรผันแห่งทุกข์ มีสภาวะตรัสรู้ ๕. สภาวะที่ประมวลมาแห่งสมุทัย มีสภาวะตรัสรู้ ๖. สภาวะที่เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย มีสภาวะตรัสรู้ ๗. สภาวะที่เกี่ยวข้องแห่งสมุทัย มีสภาวะตรัสรู้ ๘. สภาวะที่พัวพันแห่งสมุทัย มีสภาวะตรัสรู้ ๙. สภาวะที่เป็นเครื่องสลัดออกแห่งนิโรธ มีสภาวะตรัสรู้ ๑๐. สภาวะที่เป็นวิเวกแห่งนิโรธ มีสภาวะตรัสรู้ ๑๑. สภาวะที่เป็นอสังขตะแห่งนิโรธ มีสภาวะตรัสรู้ ๑๒. สภาวะที่เป็นอมตะแห่งนิโรธ มีสภาวะตรัสรู้ ๑๓. สภาวะที่นำออกแห่งมรรค มีสภาวะตรัสรู้ ๑๔. สภาวะที่เป็นเหตุแห่งมรรค มีสภาวะตรัสรู้ ๑๕. สภาวะที่เห็นแห่งมรรค มีสภาวะตรัสรู้ ๑๖. สภาวะที่เป็นใหญ่แห่งมรรค มีสภาวะตรัสรู้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสภาวะตรัสรู้ ด้วยอาการ ๑๖ อย่างนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เข้าด้วยกัน สัจจะนั้นเป็นสภาวะเดียว พระโยคาวจร ย่อมรู้แจ้งสัจจะที่เป็นสภาวะเดียว ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการรู้แจ้งด้วยญาณเดียว

ข้อ ๑๒

สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๒ คือ ๑. สังขตลักษณะ (ลักษณะแห่งธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ๒. อสังขตลักษณะ (ลักษณะแห่งธรรมที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง) สัจจะมีลักษณะ ๒ อย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๖ คือ ๑. สัจจะที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีความเกิดปรากฏ ๒. สัจจะที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีความเสื่อมปรากฏ ๓. สัจจะที่ปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรเปลี่ยนปรากฏ ๔. สัจจะที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ความเกิดไม่ปรากฏ ๕. สัจจะที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ความเสื่อมไม่ปรากฏ ๖. สัจจะที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรเปลี่ยนไม่ปรากฏ สัจจะมีลักษณะ ๖ อย่างนี้ สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๑๒ คือ ๑. ทุกขสัจ มีความเกิดปรากฏ ๒. ทุกขสัจ มีความเสื่อมปรากฏ ๓. ทุกขสัจ เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรเปลี่ยนปรากฏ ๔. สมุทยสัจ มีความเกิดปรากฏ ๕. สมุทยสัจ มีความเสื่อมปรากฏ ๖. สมุทยสัจ เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรเปลี่ยนปรากฏ ๗. มัคคสัจ มีความเกิดปรากฏ ๘. มัคคสัจ มีความเสื่อมปรากฏ ๙. มัคคสัจ เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรเปลี่ยนปรากฏ ๑๐. นิโรธสัจ ความเกิดไม่ปรากฏ ๑๑. นิโรธสัจ ความเสื่อมไม่ปรากฏ ๑๒. นิโรธสัจ เมื่อยังตั้งอยู่ ความแปรเปลี่ยนไม่ปรากฏ สัจจะมีลักษณะ ๑๒ อย่างนี้ สัจจะ ๔ เป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร คือ สมุทยสัจเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี สัจจะ ๓ นี้ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๓ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย@เชิงอรรถ : @ วัตถุ ในที่นี้หมายถึงกุศล อกุศล อัพยากฤต ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ขุ.ป.อ. ๒/๑๒/๒๓๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๒. ทุติยสุตตันตบาลี คำว่า พึงมี อธิบายว่า พึงมีได้อย่างไร คือ ทุกขสัจเป็นอกุศล สมุทยสัจเป็นอกุศล สัจจะ ๒ นี้ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นอกุศล พึงมีได้อย่างนี้ ทุกขสัจเป็นกุศล มัคคสัจเป็นกุศล สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๑สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นกุศล พึงมีได้อย่างนี้ ทุกขสัจเป็นอัพยากฤต นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นอัพยากฤตพึงมีได้อย่างนี้ สัจจะ ๓ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์เข้ากับสัจจะ๓ ด้วยอำนาจวัตถุ (และ) ด้วยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ปฐมสุตตันตนิทเทส จบ ๒. ทุติยสุตตันตบาลี พระบาลีแห่งสูตรที่ ๒

ข้อ ๑๓

ภิกษุทั้งหลาย ก่อนตรัสรู้ เมื่อเราเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความ คิดดังนี้ว่า “อะไรหนอแลเป็นคุณ แห่งรูป อะไรเป็นโทษ แห่งรูป อะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากรูป อะไรเป็นคุณแห่งเวทนา อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากเวทนา อะไรเป็นคุณแห่งสัญญา อะไรเป็นโทษแห่งสัญญา อะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากสัญญา อะไรเป็นคุณแห่งสังขาร อะไรเป็นโทษแห่งสังขาร อะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากสังขาร อะไรเป็นคุณแห่งวิญญาณ อะไรเป็นโทษแห่งวิญญาณอะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากวิญญาณ” เรานั้นได้มีความคิดอย่างนี้อีกว่า “สุขโสมนัสที่อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผัน เป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป ธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะ@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๘/๑๕ ในสุตมยญาณนิทเทสในเล่มนี้ @ ธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๐๔/๒๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ในรูป นี้เป็นเครื่องสลัดออกจากรูป สุขโสมนัสที่อาศัยเวทนา ฯลฯ ที่อาศัยสัญญาฯลฯ ที่อาศัยสังขาร ฯลฯ สุขโสมนัสที่อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณวิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็นเครื่องสลัดออกจากวิญญาณ เรายังไม่รู้ทั่วถึงคุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ และเครื่องสลัดออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นเครื่องสลัดออกนี้ ตามความเป็นจริงเพียงใด เราก็ยังไม่ยืนยันว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น แต่เมื่อใด เราได้รู้ทั่วถึงคุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ และเครื่องสลัดออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นเครื่องสลัดออกนี้ ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น เราจึงจะยินยันว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิ--ญาณอันยอดเยี่ยม ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ อนึ่ง ญาณทัสสนะ เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า“เจโตวิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก” ทุติยสุตตันตบาลี จบ ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส แสดงสูตรที่ ๒

ข้อ ๑๔

การรู้แจ้งด้วยการละสุขโสมนัสที่อาศัยรูปเกิดขึ้นว่า “นี้เป็นคุณแห่งรูป” เป็นสมุทยสัจ การรู้แจ้งด้วยการกำหนดรู้รูปที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดาว่า “นี้เป็นโทษแห่งรูป” เป็นทุกขสัจ การรู้แจ้งด้วยการทำให้แจ้งธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในรูปว่า “นี้เป็นเครื่องสลัดออกจากรูป” เป็นนิโรธสัจ การรู้แจ้งด้วยการเจริญทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะอาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ในฐานะทั้ง ๓ นี้เป็นมัคคสัจ @เชิงอรรถ : @ ญาณทัสสนะ หมายถึงปัจจเวกขณญาณ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือสำรวจรู้มรรค ผล กิเลส@ที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน (เว้นพระอรหันต์) ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่@(องฺ.ติก.อ. ๒/๑๐๔/๒๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส การรู้แจ้งด้วยการละสุขโสมนัสที่อาศัยเวทนา ฯลฯ ที่อาศัยสัญญา ฯลฯ ที่อาศัยสังขาร ฯลฯ การรู้แจ้งด้วยการละสุขโสมนัสที่อาศัยวิญญาณเกิดขึ้นว่า “นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ” เป็นสมุทยสัจ การรู้แจ้งด้วยการกำหนดรู้วิญญาณที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดาว่า “นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ” เป็นทุกขสัจการรู้แจ้งด้วยการทำให้แจ้งธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในวิญญาณว่า “นี้เป็นเครื่องสลัดออกจากวิญญาณ” เป็นนิโรธสัจ การรู้แจ้งด้วยการเจริญทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ในฐานะทั้ง ๓ นี้เป็นมัคคสัจ

ข้อ ๑๕

คำว่า สัจจะ อธิบายว่า ชื่อว่าสัจจะด้วยอาการเท่าไร คือ ชื่อว่าสัจจะด้วยอาการ ๓ อย่าง ได้แก่ ๑. ด้วยมีสภาวะแสวงหา ๒. ด้วยมีสภาวะกำหนด ๓. ด้วยมีสภาวะรู้แจ้ง ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหา เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “ชราและมรณะมีอะไรเป็นเหตุมีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “ชราและมรณะมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นเหตุเกิด มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “ชาติมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นเหตุเกิด มีภพเป็นกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิดแห่งชาติความดับแห่งชาติ และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งชาติ” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “ภพมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส อย่างนี้ว่า “ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นเหตุเกิด มีอุปาทานเป็นกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งภพเหตุเกิดแห่งภพ ความดับแห่งภพ และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งภพ” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “อุปาทานมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นเหตุเกิด มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับแห่งอุปาทาน และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “ตัณหามีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งตัณหาเหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่งตัณหา และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งตัณหา” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “เวทนามีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งเวทนาเหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “ผัสสะมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นเหตุเกิด มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งผัสสะ และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งผัสสะ” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “สฬายตนะมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส สภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นเหตุเกิด มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า“ญาณรู้ชัดซึ่งสฬายตนะ เหตุเกิดแห่งสฬายตนะ ความดับแห่งสฬายตนะ และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งสฬายตนะ” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “นามรูปมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นเหตุเกิด มีวิญญาณเป็นกำเนิดมีวิญญาณเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งนามรูป เหตุเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งนามรูป และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งนามรูป” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “วิญญาณมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มีสังขารเป็นเหตุเกิด มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะแสวงหาอย่างนี้ว่า “สังขารมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะกำหนดอย่างนี้ว่า “สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นเหตุเกิด มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด” ชื่อว่าสัจจะด้วยมีสภาวะรู้แจ้งอย่างนี้ว่า “ญาณรู้ชัดซึ่งสังขารเหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร และข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร”

ข้อ ๑๖

ชราและมรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็นสมุทยสัจ การสลัดชรามรณะและ ชาติแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งชรามรณะและชาติเป็นมัคคสัจ ชาติเป็นทุกขสัจ ภพเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากชาติและภพแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งชาติและภพเป็นมัคคสัจ ภพเป็นทุกขสัจ อุปาทานเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากภพและอุปาทาน แม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับภพและอุปาทานเป็นมัคคสัจ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๒. ยุคนัทธวรรค] ๒. สัจจกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส อุปาทานเป็นทุกขสัจ ตัณหาเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากอุปาทานและ ตัณหาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งอุปาทานและตัณหาเป็นมัคคสัจ ตัณหาเป็นทุกขสัจ เวทนาเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากตัณหาและเวทนาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งตัณหาและเวทนาเป็นมัคคสัจ เวทนาเป็นทุกขสัจ ผัสสะเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากเวทนาและผัสสะแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งเวทนาและผัสสะเป็นมัคคสัจ ผัสสะเป็นทุกขสัจ สฬายตนะเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากผัสสะและสฬายตนะแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งผัสสะและสฬายตนะเป็นมัคคสัจ สฬายตนะเป็นทุกขสัจ นามรูปเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากสฬายตนะ และนามรูปแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งสฬายตนะและนามรูปเป็นมัคคสัจ นามรูปเป็นทุกขสัจ วิญญาณเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากนามรูปและ วิญญาณแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งนามรูปและวิญญาณเป็นมัคคสัจ วิญญาณเป็นทุกขสัจ สังขารเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากวิญญาณและ สังขารแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งวิญญาณและสังขารเป็นมัคคสัจ สังขารเป็นทุกขสัจ อวิชชาเป็นสมุทยสัจ การสลัดออกจากสังขารและอวิชชาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งสังขารและอวิชชาเป็นมัคคสัจ ชราและมรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มี การสลัดออกจากชรามรณะและชาติแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งชรามรณะและชาติเป็นมัคคสัจ ชาติเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มี ภพเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มี การสลัดออกจากชาติและภพแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งชาติและภพเป็นมัคคสัจ ฯลฯ สังขารเป็นทุกขสัจ อวิชชาเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มีการสลัดสังขารและอวิชชาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้ชัดความดับแห่งสังขารและอวิชชาเป็นมัคคสัจ ฉะนี้แล ทุติยสุตตันตนิทเทส จบ สัจจกถา จบ ภาณวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๔๔๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสัจจกถา

บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งสัจจกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความวิเศษของการแทงตลอดสัจจะ อันตั้งอยู่บนความจริงด้วยสามารถแห่งอริยมรรคอันเป็นคุณของธรรมคู่กันตรัสไว้แล้ว.

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อนดังต่อไปนี้.

บทว่า ตถานิ คือ เป็นของแท้ด้วยความเป็นจริง.

จริงอยู่ ธรรมชาติทั้งหลายอันเป็นความจริงนั่นแหละชื่อว่าสัจจะ ด้วยอรรถว่าเป็นจริง. อรรถแห่งสัจจะ ท่านกล่าวไว้แล้วในอรรถกถาปฐมญาณนิเทศ.

บทว่า อวิตถานิ เป็นของไม่ผิด คือปราศจากความตรงกันข้ามในสภาพที่กล่าวแล้ว เพราะสัจจะไม่มี ก็ชื่อว่าไม่มีสัจจะ.

บทว่า อนญฺญกานิ ไม่เป็นอย่างอื่น คือ เว้นจากสภาพอื่น เพราะไม่มีสัจจะหามิได้ ก็ชื่อว่ามีสัจจะ.

บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ตถเมตํ สัจจะว่านี้ทุกข์เป็นของจริง คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่กล่าวว่า นี้ทุกข์ สิ่งนั้นชื่อว่า เป็นของแท้ เพราะตามความเป็นจริง.

จริงอยู่ ทุกข์นั่นแหละคือทุกข์ ชื่อว่าเป็นของไม่ผิด เพราะไม่มีสิ่งตรงกันข้ามในสภาวะดังกล่าวแล้ว เพราะทุกข์ไม่มี ก็ชื่อว่าไม่มีทุกข์ ชื่อว่าไม่เป็นอย่างอื่นเพราะปราศจากสภาพอื่น.

จริงอยู่ ทุกข์ไม่มีสภาพเป็นสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ได้.

แม้ในสมุทัยเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ

บทว่า ตถฏฺเฐน ด้วยอรรถเป็นของแท้ คือด้วยอรรถตามความเป็นจริง.

บทว่า ปีฬนฏฺโฐ สภาพบับคั้นเป็นต้น มีความดังกล่าวแล้วในญาณกถานั่นแล.

บทว่า เอกปฺปฏิเวธานิ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว คือแทงตลอดด้วยมรรคญาณเดียว หรือชื่อว่า เอกปฺปฏิเวธานิ เพราะมีการแทงตลอดร่วมกัน.

บทว่า อนตฺตฏฺเฐน ด้วยความเป็นอนัตตา คือด้วยความเป็นอนัตตา เพราะความที่สัจจะแม้ ๒ ปราศจากตน.

ดังที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งหมดนั่นแหละ พึงทราบว่า ว่างเปล่า เพราะไม่มีผู้เสวย ผู้กระทำ ผู้ดับและผู้ไป.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ความจริง ทุกข์เหล่านั้นมีอยู่ ใครๆ เป็นทุกข์หามี

ไม่การกระทำมีอยู่ ใครๆ ผู้ทำหามีไม่ ความดับมีอยู่

ใครๆ ผู้ดับหามีไม่ ทางมีอยู่ แต่คนผู้เดินทางหามีไม่.

อีกอย่างหนึ่ง

ความว่างเปล่าจากความงาม ความสุขอันยั่งยืน

และตัวตน ความว่างเปล่าจาก ๒ บทข้างต้นและ

ตัวตนเป็นอมตบท ในสัจจะเหล่านั้น ความว่างเปล่า

เป็นมรรค ปราศจากความสุขยั่งยืนและตัวตน.

บทว่า สจฺจฏฺเฐน ด้วยความเป็นของจริง คือ ด้วยความไม่ผิดจากความจริง.

บทว่า ปฏิเวธฏฺเฐน ด้วยความเป็นปฏิเวธ คือด้วยความพึงแทงตลอดในขณะแห่งมรรค.

บทว่า เอกสงฺคหิตานิ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เข้าเป็นหนึ่ง คือสงเคราะห์ด้วยอรรถหนึ่งๆ. ความว่า ถึงการนับว่าเป็นหนึ่ง.

บทว่า ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ สิ่งใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สิ่งนั้นเป็นหนึ่ง. ความว่า เพราะท่านสงเคราะห์ด้วยอรรถหนึ่ง ฉะนั้นจึงเป็นหนึ่ง.

ท่านเพ่งถึงความถี่สัจจะทั้งหลายเป็นหนึ่ง แม้ในความที่มีมากแล้วทำให้เป็นเอกวจนะ.

บทว่า เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌติ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว คือบุคคลกำหนด กำหนดเป็นอย่างดีถึงความที่สัจจะ ๔ ต่างกันและเป็นอันเดียวกัน ในส่วนเบื้องต้นแล้วดำรงอยู่ ย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งมีความเป็นของแท้เป็นต้น ด้วยมรรคญาณหนึ่งในขณะแห่งมรรค. อย่างไร เมื่อแทงตลอดสัจจะหนึ่งมีความเป็นของแท้เป็นต้นแห่งนิโรธสัจ ย่อมเป็นอันแทงตลอดสัจจะหนึ่งมีความเป็นของแท้เป็นต้น แม้แห่งสัจจะที่เหลือก็เหมือนกัน.

เมื่อพระโยคาวจรกำหนด กำหนดด้วยดีถึงความต่างกันและเป็นอันเดียวกันแห่งขันธ์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น แล้วตั้งอยู่ ในเวลาออกจากมรรค ออกโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ หรือโดยความเป็นอนัตตา แม้เมื่อเห็นขันธ์หนึ่ง โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นต้น แม้ขันธ์ที่เหลือก็เป็นอันเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นต้น ฉันใด แม้ข้อนี้ก็พึงเห็นมีอุปมาฉันนั้น.

บทว่า ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สภาพทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพแท้ คือ อรรถ ๔ อย่างมีความบีบคั้นแห่งทุกขสัจเป็นต้น เป็นสภาพแท้ เพราะเป็นจริง.

แม้ในสัจจะที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อรรถ ๔ อย่างนั้นนั่นแล ชื่อว่าเป็นสภาพมิใช่ตัวตน เพราะไม่มีตัวตน ชื่อว่าเป็นสภาพจริง เพราะไม่ผิดไปจากความจริงโดยสภาพดังกล่าวแล้ว ชื่อว่าเป็นสภาพแทงตลอด เพราะควรแทงตลอดในขณะแห่งมรรค.

บทมีอาทิว่า ยํ อนิจฺจํ สิ่งใดไม่เที่ยง ท่านแสดงทำสามัญลักษณะให้เป็นเบื้องต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ อนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตํ อนิจฺจํ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่เที่ยง ท่านหมายเอาทุกข์ สมุทัยและมรรค เพราะสัจจะ ๓ เหล่านั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง และชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยง.

บทว่า ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ ตํ อนตฺตา สิ่งใดไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ท่านสงเคราะห์นิโรธสัจกับมรรค ๓ เหล่านั้น.

จริงอยู่ แม้สัจจะ ๔ ก็เป็นอนัตตา.

บทว่า ตํ ตถํ สิ่งนั้นเป็นของแท้ คือสิ่งนั้นเป็นของจริงเป็นสัจจจตุกะ.

บทว่า ตํ สจฺจํ สิ่งนั้นเป็นของจริง คือสิ่งนั้นนั่นแหละไม่ผิดไปจากความจริง ตามสภาพเป็นสัจจจตุกะ.

ในบทมีอาทิว่า นวหากาเรหิ ด้วยอาการ ๙ พึงทราบว่าท่านแสดงด้วยความรู้ยิ่ง เพราะพระบาลีว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺยํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งควรรู้ยิ่งทั้งปวงเป็นอาทิ ด้วยความกำหนดรู้ เพราะความปรากฏแห่งญาตปริญญาในสัจจะ ๔ ในสัจจะนี้แม้แยกกันในความกำหนดรู้ทุกข์ ในการละสมุทัย ในการเจริญมรรค ในการทำให้แจ้งนิโรธ ด้วยการละ เพราะปรากฏการละด้วยเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยการเจริญ เพราะปรากฏการเจริญอริยสัจ ๔ ด้วยทำให้แจ้ง เพราะปรากฏการทำให้แจ้งอริยสัจ ๔.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓

ในบทมีอาทิว่า นวหากาเรติ ตถฏฺเฐน ด้วยความเป็นของแท้ด้วยอาการ ๙ ท่านประกอบตามนัยที่กล่าวแล้วครั้งแรกนั่นเอง.

ในบทมีอาทิว่า ทฺวาทสหิ อากาเรหิ ด้วยอาการ ๑๒ ความเป็นของแท้เป็นต้น มีความดังกล่าวแล้วในญาณกถา.

พึงทราบการประกอบตามนัยดังกล่าวแล้วแม้ในนิเทศแห่งอาการเหล่านั้น.

ในบทมีอาทิว่า สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ สัจจะมีลักษณะเท่าไร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแยกลักษณะ ๖ ที่ควรกล่าวต่อไปเป็นสองส่วน คือเป็นสังขตะและอสังขตะ แล้วตรัสว่า เทฺว ลกฺขณานิ มีลักษณะ ๒ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขตฺลกฺขณญฺจ อสงฺขตลกฺขณญฺจ สังขตลักษณะและอสังขตลักษณะ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสังขตลักษณะและอสังขตลักษณะไว้อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะของสังขตธรรม ๓ เหล่านี้ คือ ความเกิดปรากฏ ความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความแปรเป็นอย่างอื่นปรากฏ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ เหล่านี้ คือความเกิดไม่ปรากฏ ความเสื่อมไม่ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความแปรเป็นอย่างอื่นไม่ปรากฏ ดังนี้.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๘๖-๔๘๗

แต่สังขตธรรมไม่ใช่ลักษณะ ลักษณะไม่ใข่สังขตธรรม.

อนึ่ง เว้นสังขตธรรมเสียแล้วไม่สามารถบัญญัติลักษณะได้ แม้เว้นลักษณะเสียแล้วก็ไม่สามารถบัญญัติสังขตธรรมได้ แต่สังขตธรรมย่อมปรากฏได้ด้วยลักษณะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงลักษณะทั้งสองนั้นโดยพิสดาร จึงตรัสว่า ฉ ลกฺขณานิ ลักษณะทั้งหลาย ๖.

บทว่า สงฺขตานํ สจฺจานํ สัจจะที่ปรุงแต่ง คือ ทุกขสัจ สมุทยสัจและมรรคสัจ เพราะสัจจะเหล่านั้นชื่อว่าสังขตะ เพราะอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง.

บทว่า อุปฺปาโท คือ ชาติ.

บทว่า ปญฺญายติ คือ ย่อมให้รู้.

บทว่า วโย คือ ความดับ.

บทว่า ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรากฏ คือ เมื่อยังตั้งอยู่ ความเป็นอย่างอื่น คือชราปรากฏ เพราะสัจจะที่ปรุงแต่ง ๓ สำเร็จแล้ว ท่านจึงกล่าวถึงความเกิด ความเสื่อมและความแปร แต่ไม่ควรกล่าวถึงความเกิด ความเสื่อมและความแปร เพราะความเกิด ความชราและความดับของสัจจะที่ปรุงแต่งเหล่านั้นยังไม่สำเร็จ ไม่ควรกล่าวว่า ความเกิด ความเสื่อมและความแปรไม่ปรากฏ เพราะอาศัยสิ่งปรุงแต่ง แต่ควรกล่าวว่าเป็นสังขตะ เพราะความผิดปกติของสังขตะ.

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ความเกิด ความชราและความดับของทุกข์และสมุทัย นับเนื่องด้วยสัจจะ ความเกิด ความชรา ความดับของมรรคสัจ ไม่นับเนื่องด้วยสัจจะ.

ในบทนั้น ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งขันธกวรรคว่า ในขณะสังขตะทั้งหลายเกิด สังขตะทั้งหลายก็ดี ลักษณะแห่งความเกิดก็ดี ขณะสังขตะเกิดนั้นกล่าวคือกาลก็ดีย่อมปรากฏ เมื่อความเกิดล่วงไป สังขตะก็ดี ลักษณะชราก็ดี ขณะแห่งความเกิดกล่าวคือกาลก็ดีย่อมปรากฏ ในขณะดับ สังขตะก็ดี ชราก็ดี ลักษณะดับก็ดี ขณะแห่งความดับนั้นกล่าวคือกาลก็ดีย่อมปรากฏ.

บทว่า อสงฺขตสฺส สจฺจสฺส สัจจะที่ไม่ปรุงแต่ง คือนิโรธสัจ เพราะนิโรธสัจนั้นชื่อว่าอสังขตะ เพราะสำเร็จเองไม่ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง.

บทว่า ฐิตสฺส เมื่อตั้งอยู่ คือตั้งอยู่เพราะความเป็นสภาพเที่ยง มิได้ตั้งอยู่ เพราะความถึงฐานะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงลักษณะทั้งสองนั้นอีกโดยพิสดาร จึงตรัสว่า ทฺวาทส ลกฺขณานิ ลักษณะทั้งหลาย ๑๒.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า จตุนฺนํ สจฺจานํ กติ กุสลา สัจจะ ๔ เป็นกุศลเท่าไร ดังต่อไปนี้.

บทว่า อพฺยากตํ อัพยากฤต (ทำให้แจ้งไม่ได้) คือ นิพพานเป็นอัพยากฤตในอัพยากฤต ๔ คือ วิบากเป็นอัพยากฤต กิริยาเป็นอัพยากฤต รูปเป็นอัพยากฤต นิพพานเป็นอัพยากฤต เพราะอัพยากฤตแม้ ๔ ชื่อว่าอัพยากฤต เพราะทำให้แจ้งไม่ได้ด้วยลักษณะเป็นกุศลและอกุศล.

บทว่า สิยา กุสลํ เป็นกุศลก็มี คือเป็นกุศลด้วยอำนาจแห่งกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล.

บทว่า สิยา อกุศลํ เป็นอกุศลก็มี คือเป็นอกุศลด้วยอำนาจแห่งอกุศลที่เหลื่อเว้นตัณหา.

บทว่า สิยา อพฺยากตํ เป็นอัพยากฤตก็มี คือเป็นอัพยากฤตด้วยอำนาจแห่งวิบากกิริยาอันเป็นกามาวจร รูปาวจรและอรูปาวจร และแห่งรูปทั้งหลาย.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สิยา ตีณิ สจฺจานิ พึงเป็นสัจจะ ๓ ดังต่อไปนี้.

บทว่า สงฺคหิตานิ ท่านสงเคราะห์ คือนับเข้า.

บทว่า วตฺถุวเสน ด้วยสามารถแห่งวัตถุ คือด้วยสามารถแห่งวัตถุกล่าวคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคที่เป็นอกุศล กุศลและอัพยากฤต.

บทว่า ยํ ทุกฺขสจฺจํ อกุสลํ ทุกขสัจเป็นอกุศล คือ อกุศลที่เหลือเว้นตัณหา.

บทว่า อกุสลฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นอกุศล คือทุกข์สัจและสมุทยสัจ ๒ เหล่านี้ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นอกุศล. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นอกุศลสัจจะ.

บทว่า เอกสจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ คือ อกุศลสัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยทุกขสัจและสมุทยสัจ ๒.

บทว่า ยํ ทุกฺขสจฺจํ กุสลํ ทุกขสัจเป็นกุศล คือเป็นกุศล เป็นไปในภูมิ ๓ ทุกขสัจและมรรคสัจ ๒ เหล่านี้ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นกุศล ชื่อว่าเป็นกุศลสัจจะ กุศลสัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยทุกขสัจและมรรคสัจ ๒.

บทว่า ยํ ทุกฺขสจฺจํ อพฺยากตํ ทุกขสัจเป็นอัพยากฤต คือวิบากกิริยาอันเป็นไปในภูมิ ๓ และรูป ทุกขสัจและนิโรธสัจ ๒ เหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นอัพยากฤต ชื่อว่าเป็นอัพยากฤตสัจจะ อัพยากฤตสัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยทุกขสัจและนิโรธสัจ ๒.

บทว่า ตีณิ สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ สัจจะ ๓ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ คือ สมุทยสัจ มรรคสัจ และนิโรธสัจ ท่านสงเคราะห์ด้วยทุกขสัจอันเป็นอกุศล กุศล และอัพยากฤต ๑.

บทว่า เอกํ สจฺจํ ตีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๓ คือ ทุกขสัจ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสมุทยสัจ มรรคสัจและนิโรธสัจอันเป็นอกุศล กุศล และอัพยากฤตไว้ต่างหาก.

ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า ทุกขสัจและสมุทยสัจท่านสงเคราะห์ด้วยสมุทยสัจ ด้วยความเป็นอกุศล ทุกขสัจและมรรคสัจ ท่านสงเคราะห์ด้วยมรรคสัจ ด้วยความเป็นกุศล มิใช่ด้วยความเป็นทัศนะ. ทุกขสัจและนิโรธสัจ ท่านสงเคราะห์ด้วยนิโรธสัจ ด้วยความเป็นอัพยากฤต มิใช่ด้วยความเป็นอสังขตะ. จบอรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ

อรรถกถาทุติยสุตตันตปาลินิเทศ

พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทรงชี้แจงการแทงตลอดสัจจะด้วยอำนาจแห่งอรรถของพระสูตรอื่นอีก จึงทรงนำพระสูตรมาทรงแสดงมีอาทิว่า ปุพฺเพ เม ภิกฺขเว ดังนี้.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๕๙

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ เม ภิกฺขเว สมฺโพธา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ คือ แต่สัพพัญญุตญาณของเรา.

บทว่า อนภิสมฺพุทฺธสฺส ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่แทงตลอดธรรมทั้งปวง.

บทว่า โพธิสตฺตสฺเสว สโต คือ เมื่อเราเป็นโพธิสัตว์.

บทว่า เอตทโหสิ ได้มีความคิดนี้ คือเมื่อเรานั่งเหนือโพธิบัลลังก์ ได้มีความปริวิตกนี้.

บทว่า อสฺสาโท ความพอใจ ชื่อว่าอัสสาทะ เพราะความพอใจ.

บทว่า เอตทโหสิ ได้มีความคิดนี้ คือเมื่อเรานั่งเหนือโพธิบัลลังก์ ได้มีความปริวิตกนี้.

บทว่า อสฺสาโท ความพอใจ ชื่อว่าอัสสาทะ เพราะความพอใจ.

บทว่า อาทีนโว คือ เป็นโทษ.

บทว่า นิสฺสรณํ เป็นอุบายเครื่องสลัดออก คือหลีกออกไป.

บทว่า สุขํ ชื่อว่าสุข เพราะถีงความสบาย. อธิบายว่า กระทำรูปที่เกิดขึ้นให้มีความสุข.

บทว่า โสมนสฺสํ ชื่อว่าสุมนะ เพราะมีใจงาม เพราะประกอบด้วยปีติและโสมนัส ความเป็นแห่งความมีใจงาม ชื่อว่าโสมนัส ความสุขนั่นแหละวิเศษกว่าการประกอบด้วยปีติ.

บทว่า อนิจฺจํ คือ ไม่ยั่งยืน.

บทว่า ทุกฺขํ ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ และเพราะสังขารเป็นทุกข์.

บทว่า วิปริณามธมฺมํ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา คือไม่อยู่ในอำนาจ มีความเปลี่ยนแปลงไปด้วยชราและความดับเป็นปกติ ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงความไม่มีตัวตน.

บทว่า ฉนฺทราควินโย ความกำจัดฉันทราคะ คือกั้นราคะอันได้แก่ฉันทะ มิใช่กั้นราคะ คือผิวพรรณ.

บทว่า ฉนฺทราคปฺปหานํ ความละฉันทราคะ คือละฉนทราคะนั้นนั่นเอง.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ยาวกีวญฺจ เพียงใดดังต่อไปนี้.

เรายังไม่รู้ทั่วถึง คือไม่แทงตลอดด้วยญาณอันยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ฯลฯ แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริงเพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณคือไม่ทำการปฏิญญาว่า เราเป็นอรหันต์ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณคือความเป็นสัพพัญญู ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าเพียงนั้น.

พึงทราบอรรถโดยความเชื่อมด้วยประการฉะนี้.

บทว่า กีวญฺจ เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า ยโต คือ เพราะเหตุใด หรือในกาลใด.

บทว่า อถ คือ ในลำดับ.

บทว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณทัศนะเกิดขึ้นแก่เรา คือปัจจเวกขณญาณคือทัศนะเกิดขึ้นแก่เราด้วยทำกิจคือทัศนะ.

บทว่า อกุปฺปา ไม่กำเริบ คือไม่อาจให้กำเริบ ให้หวั่นไหวได้.

บทว่า วิมุตฺติ คือ อรหัตผลวิมุตติ แม้การพิจารณามรรคนิพพานก็เป็นอันท่านกล่าวด้วยการพิจารณาผลนั่นเอง.

บทว่า อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้มีในที่สุด คือความเป็นไปแห่งขันธ์นี้มีในที่สุด.

บทว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ ความเกิดอีกมิได้มี คือ บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงการพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว เพราะการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีแก่พระอรหันต์ จบอรรถกถาทุติยสุตตันตปาลินิเทศ

อรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ

การรู้ว่า สุขโสมนัสสัมปยุตด้วยตัณหานี้เป็นคุณแห่งรูป ในลำดับแห่งการประกอบสัจปฏิเวธญาณ และในส่วนเบื้องต้นว่า อยํ รูปสฺส อสฺสาโทติ ปหานปฺปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยการละว่า สุขโสมนัสนี้เป็นคุณแห่งรูป แล้วแทงตลอดสมุทยสัจ กล่าวคือการละสมุทัยในขณะแห่งมรรค.

บทว่า สมุทยสจฺจํ สมุทยสัจ คือ ญาณอันแทงตลอดสมุทยสัจ.

จริงอยู่ แม้อารัมมณญาณอันเป็นอริยสัจ ท่านก็กล่าวว่าสัจจะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง กุศลธรรมทั้งหมดเหล่านั้นย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าในอริยสัจ ๔.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๔๐

การรู้ว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูปในส่วนเบื้องต้นว่า อยํ รูปสฺส อาทีนโวติ ปริญฺญาปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป แล้วแทงตลอดทุกขสัจ กล่าวคือการกำหนดรู้ทุกข์ในมรรคญาณ.

บทว่า ทุกฺขสจฺจํ ได้แก่ ญาณอันแทงตลอดทุกขสัจ.

การรับรู้นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปในส่วนเบื้องต้นว่า อิทํ รูปสฺส นิสฺสรณนฺติ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะการละฉันทราคะนี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป แล้วแทงตลอดนิโรธสัจ กล่าวคือการทำให้แจ้งนิโรธสัจในขณะแห่งมรรค.

บทว่า นิโรธสจฺจํ นิโรธสัจ คือญาณแทงตลอดนิโรธสัจ มีนิโรธสัจเป็นอารมณ์.

บทว่า ยา อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ ในฐานะ ๓ เหล่านี้ พึงทราบการประกอบความว่า ทิฏฐิ สังกัปปะเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งการแทงตลอดในสมุทัย ทุกข์ นิโรธ ๓ ตามที่กล่าวแล้วนี้.

บทว่า ภาวนาปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยภาวนา คือแทงตลอดด้วยมรรคสัจ อันได้แก่มรรคภาวนานี้.

บทว่า มคฺคสจฺจํ มรรคสัจ คือญาณดอันแทงตลอดมรรคสัจ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงสัจจะและการแทงตลอดสัจจะโดยปริยายอื่นอีกจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สจฺจนฺติ กตีหากาเรหิ สจฺจํ สัจจะด้วยอาการเท่าไร.

ในบทนั้น เพราะพระสัพพัญญุโพธิสัตว์แม้ทั้งปวงนั่งเหนือโพธิบัลลังก์แสวงหาสมุทยสัจมีชาติเป็นต้นของทุกขสัจมีชรามรณะเป็นต้นว่าอะไรหนอ.

อนึ่ง เมื่อแสวงหาอย่างนั้นจึงกำหนดถือเอาว่า สมุทยสัจมีชาติเป็นต้นเป็นปัจจัยของทุกขสัจมีชราและมรณะเป็นต้น ฉะนั้น การแสวงหานั้นและการกำหนดนั้น ท่านทำว่าเป็นสัจจะ เพราะแสวงหาและเพราะกำหนดสัจจะทั้งหลาย แล้วจึงกล่าวว่า เอสนฏฺเฐน ปริคฺคนฏฺเฐน ด้วยความแสวงหา ด้วยความกำหนด.

อนึ่ง วิธีนี้ย่อมได้ในการกำหนดปัจจัย แม้ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ย่อมได้ในการกำหนดปัจจัยของพระสาวกทั้งหลายด้วยการเชื่อฟัง.

บทว่า ปฏิเวธฏฺเฐน ด้วยการแทงตลอด คือด้วยความแทงตลอดเป็นอันเดียวกันในขณะแห่งมรรค ของผู้แสวงหาและของผู้กำหนดอย่างนั้นในส่วนเบื้องต้น.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า กึนิทานํ ดังต่อไปนี้.

บทว่า นิทาน เป็นต้นเป็นไวพจน์ของเหตุทั้งหมด เพราะเหตุย่อมมอบให้ซึ่งผล ดุจบอกว่า เชิญพวกท่านรับของนั้นเถิดดังนี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิทาน เพราะผลย่อมตั้งขึ้น เกิดขึ้น เป็นขึ้น จากเหตุนั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สมุทย ชาติ ปภโว.

ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า กึนิทานํ เพราะมีอะไรเป็นเหตุ ชื่อว่า กึสมุทยํ เพราะมีอะไรเป็นสมุทัย. ชื่อว่า กึชาติกํ เพราะมีอะไรเป็นกำเนิด. ชื่อว่า กึปภวํ เพราะมีอะไรเป็นแดนเกิด.

อนึ่ง เพราะชรามรณะนั้นมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นสมุทัย มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ชาตินิทานํ มีชาติเป็นเหตุ เป็นอาทิ.

บทว่า ชรามรณํ ชราและมรณะ คือทุกขสัจ.

บทว่า ชรามรณสมุทยํ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ คือสมุทยสัจเป็นปัจจัยแห่งชราและมรณะนั้น.

บทว่า ชรามรณนิโรธํ ความดับแห่งชราและมรณะ คือนิโรธสัจ.

บทว่า ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทํ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ คือมรรคสัจ.

พึงทราบอรรถในบททั้งปวงโดยนัยนี้.

บทว่า นิโรธปฺปชานนา การรู้ชัดความดับ คือรู้ความดับด้วยทำอารมณ์.

บทว่า ชาติ สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ ชาติเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มี ชื่อว่าทุกขสัจ ด้วยความปรากฏ เพราะภพเป็นปัจจัย ชื่อว่าสมุทยสัจ ด้วยความเป็นปัจจัยของชราและมรณะ.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

บทว่า อวิชฺชา สิยา ทุกฺขสจฺจํ อวิชชาเป็นทุกขสัจก็มี คืออวิชชาเป็นสมุทัยแห่งอาสวะด้วยความมีอวิชชาเป็นสมุทัย.

จบอรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ จบอรรถกถาสัจจกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา