๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ อุรุเวลกสฺสปตฺเถราปทานํ (๕๓๘)
๑๒๘|๑๒๘.๒๕๑| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพโลกวิทู มุนิ อิโต สตสหสสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๑๒๘.๒๕๒| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๘.๒๕๓| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ |๑๒๘.๒๕๔| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ |๑๒๘.๒๕๕| รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๒๘.๒๕๖| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๒๘.๒๕๗| ตทาหํ หํสวติยา พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต อุเปจฺจ โลกปชฺโชตํ อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ ฯ |๑๒๘.๒๕๘| ตทา มหาปริสติ มหาปุริสสาวกํ ฐเปนฺตํ เอตทคฺคมฺหิ สุตฺวาน มุทิโต อหํ ฯ |๑๒๘.๒๕๙| มหตา ปริวาเรน นิมนฺเตตฺวา มหาชินํ พฺราหฺมณานํ สหสฺเสน สห ทานมทาสหํ ฯ |๑๒๘.๒๖๐| มหาทานํ ททิตฺวาน อภิวาทิย นายกํ เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๑๒๘.๒๖๑| ตยิ สทฺธาย เม วีร อธิการคุเณน จ ปริสา มหตี โหตุ นิพฺพตฺตสฺส ตหึ ตหึ ฯ |๑๒๘.๒๖๒| ตทา อโวจ ปริสํ คชคชฺชิตสุสฺสโร กรวิกรุโท สตฺถา เอตํ ปสฺสถ พฺราหฺมณํ ฯ |๑๒๘.๒๖๓| เหมวณฺณํ มหาพาหุํ กมลานนโลจนํ อุทฺธคฺคตนุชํ หฏฺฐํ สทฺธาวนฺตํ คุเณ มม ฯ |๑๒๘.๒๖๔| เอส ปตฺถยิ ตํ ฐานํ สีหสรสฺส ภิกฺขุโน อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ |๑๒๘.๒๖๕| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๘.๒๖๖| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต กสฺสโป นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๒๘.๒๖๗| อิโต เทฺวนวุเต กปฺเป อหุ สตฺถา อนุตฺตโร อนูปโม อสทิโส ผุสฺโส โลกคฺคนายโก ฯ |๑๒๘.๒๖๘| โส เว สพฺพตมํ หนฺตฺวา วิชเฏตฺวา มหาชฏํ วสฺสเต อมตํ วุฏฺฐึ ตปฺปยนฺโต สเทวกํ ฯ |๑๒๘.๒๖๙| ตทา มยํ พาราณสิยํ ราชามจฺจา อาหุมฺหเส ภาตโรมฺห ตโย สพฺเพ สํวิสฺสฏฺฐาว ราชิโน ฯ |๑๒๘.๒๗๐| วีรงฺครูปา พลิโน สงฺคาเม อปราชิตา ตทา กุปิตปจฺจนฺโต อเมฺห อาห มหีปติ ฯ |๑๒๘.๒๗๑| เอถ คนฺตฺวาน ปจฺจนฺตํ สาเธตฺวา อวนิพลํ เขมํ เม วิชิตํ กตฺวา ปุนเรถาติ สาสถ ฯ |๑๒๘.๒๗๒| ตโต มยํ อโวจุมฺห ยทิ เทยฺยาสิ นายกํ อุปฏฺฐานาย อมฺหากํ สาธยิสฺสาม เต ตโต ฯ |๑๒๘.๒๗๓| ตโต มยํ ลทฺธวรา ภูมิปาเลน เปสิตา นิกฺขิตฺตสตฺถํ ปจฺจนฺตํ กตฺวา ปุนรุเปจฺจ ตํ ฯ |๑๒๘.๒๗๔| ยาจิตฺวา สตฺถุปฏฺฐานํ ราชานํ โลกนายกํ มุนิวรํ ลภิตฺวาน ยาวชีวํ ยชิมฺห ตํ ฯ |๑๒๘.๒๗๕| มหคฺฆานิ จ วตฺถานิ ปณีตานิ รสานิ จ เสนาสนานิ รมฺมานิ เภสชฺชานิ หิตานิ จ ฯ |๑๒๘.๒๗๖| ทตฺวา สสงฺฆมุนิโน ธมฺเมนุปฺปาทิตานิ โน สีลวนฺโต การุณิกา ภาวนายุตฺตมานสา ฯ |๑๒๘.๒๗๗| สทา ปริจริตฺวาน เมตฺตจิตฺเตน นายกํ นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปูชํ กตฺวา ยถาพลํ ฯ |๑๒๘.๒๗๘| ตโต จุตา ตาวตึสํ คตา ตตฺถ มหาสุขํ อนุภูตา มยํ สพฺเพ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๘.๒๗๙| มาลากาโร ยถาลทฺโธ ทสฺเสติ วิกตึ พหุํ ตถา ภเว ภวนฺโตหํ วิเทหาธิปตี อหุ ฯ |๑๒๘.๒๘๐| คุณาเจลสฺส วาเกฺยน มิจฺฉาทิฏฺฐิหตาสโย นรกมคฺคมารุโฬฺห รุจาย มม ธีตุยา ฯ |๑๒๘.๒๘๑| โอวาทํ นาทยิตฺวาน พฺรหฺมุนา นารเทนหํ พหุธา สาสิโต สนฺโต ทิฏฺฐึ หิตฺวาน ปาปิกํ ฯ |๑๒๘.๒๘๒| ปูรยิตฺวา วิเสเสน ทสกมฺมปเถ อหํ หิตฺวาน เทหมคมึ สคฺคํ สภวนํ ยถา ฯ |๑๒๘.๒๘๓| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ อโหสหํ พาราณสิยํ ผีตาย ชาโต วิปฺปกุเล อหํ ฯ |๑๒๘.๒๘๔| มจฺจุพฺยาธิชราภีโต โอคาเหตฺวา มหาวนํ นิพฺพานํ ปทเมสนฺโต ชฏิเลสุ ปริพฺพชึ ฯ |๑๒๘.๒๘๕| ตทา เทฺว ภาตโร มยฺหํ ปพฺพชึสุ มยา สห อุรุเวลาย มาเปตฺวา อสฺสมํ นีวสึ อหํ ฯ |๑๒๘.๒๘๖| กสฺสโป นาม โคตฺเตน อุรุเวลาย นีวสึ ตโต เม อาสิ ปญฺญตฺติ อุรุเวลาสุ กสฺสโป ฯ |๑๒๘.๒๘๗| นทีสกาเส ภาตา เม นทีกสฺสปสวฺหโย อาสิปฺปกาโส นาเมน คยายํ คยกสฺสโป ฯ |๑๒๘.๒๘๘| เทฺว สตานิ กนิฏฺฐสฺส ตีณิ มชฺฌสฺส ภาตุโน มม ปญฺจสตานูนา สิสฺสา สพฺเพ มมานุคา ฯ |๑๒๘.๒๘๙| ตทา อุเปจฺจ มํ พุทฺโธ กตฺวาน วิวิธานิ เม ปาฏิหิรานิ โลกคฺโค วิเนสิ นรสารถิ ฯ |๑๒๘.๒๙๐| สหสฺสปริวาเรน อโหสึ เอหิภิกฺขุโก เตเหว สห สพฺเพหิ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๒๘.๒๙๑| เต จ อญฺเญว พหโว ยสสา มํ ปริวารยุํ สาสิตุญฺจ สมตฺโถหํ ตโต มํ อิสิ สตฺตโม ฯ |๑๒๘.๒๙๒| มหาปริสภาวสฺมึ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ อโห พุทฺเธ กตํ การํ สผลํ เม อชายถ ฯ |๑๒๘.๒๙๓| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๘.๒๙๔| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๘.๒๙๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุรุเวลกสฺสโป เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุรุเวลกสฺสปตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕๓๘. อรรถกถาอุรุเวลกัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีบริวารมาก แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ได้ถวายมหาทาน กระทำปณิธานไว้แล้ว.
และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในพระศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า เขาจักเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีบริวารมาก.
เขากระทำบุญไว้ในภพนั้นเป็นอันมากจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุด ๙๒ กัปแต่กัปนี้ ได้บังเกิดเป็นพระกนิษฐภาดาต่างพระมารดาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เขาได้มีกนิฏฐภาดา ๒ คนแม้เหล่าอื่น.
คน ๓ คนเหล่านั้นได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข บูชาด้วยเครื่องบูชาอย่างยอดเยี่ยมได้กระทำกุศลไว้จนตลอดชีวิตแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้บังเกิดเป็นพี่น้องกัน ๓ คนในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงพาราณสี ก่อนหน้าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัติขึ้นทีเดียว
ทั้ง ๓ คนได้มีชื่ออย่างนี้ว่ากัสสปะ ด้วยอำนาจแห่งโคตร. คนทั้ง ๓ คนเหล่านั้นเจริญวัยแล้วก็ได้เล่าเรียนจบไตรเพท.
บรรดาคนทั้ง ๓ เหล่านั้น คนพี่ชายใหญ่มีบริวาร ๕๐๐ คน คนกลางมีบริวาร ๓๐๐ คน คนน้องเล็กมีบริวาร ๒๐๐ คน. คนทั้ง ๓ นั้นตรวจดูสารถประโยชน์ในคัมภีร์ทั้งหมดของตน ได้เห็นแต่เพียงประโยชน์ปัจจุบันเท่านั้น จึงพากันยินดีการบวช.
บรรดาพี่น้อง ๓ คนนั้น คนพี่ใหญ่ได้ไปยังตำบลอุรุเวลาพร้อมกับบริวารของตน บวชเป็นฤๅษี ได้ปรากฏชื่อว่าอุรุเวลกัสสปะ. คนกลางบวชอยู่ที่ทางโค้งแม่น้ำคงคา ปรากฏชื่อว่านทีกัสสปะ. คนเล็กบวชอยู่ที่คยาสีสะได้ปรากฏชื่อว่าคยากัสสปะ.
เมื่อพี่น้อง ๓ คนนั้นได้บวชเป็นฤๅษีอย่างนั้น ต่างก็อยู่กันในที่นั้นๆ โดยล่วงไปได้หลายวัน.
พระโพธิสัตว์ของพวกเราได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้วโดยลำดับ ทรงให้พระเถระปัญจวัคคีย์ ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัต ทรงแนะนำคน ๕๕ คนซึ่งเป็นสหายกันอันมียสกุลบุตรเป็นหัวหน้า (ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต) ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ไปด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเถิด ดังนี้แล้ว ทรงแนะนำพวกภิกษุภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป แล้วได้เสด็จไปยังที่อยู่ของอุรุเวลกัสสปะ เสด็จเข้าไปยังโรงไฟเพื่อพักอาศัย ณ ที่นั้น ได้ทรงแนะนำอุรุเวลกัสสปะพร้อมทั้งบริวาร ด้วยปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ มีการทรมานนาคเป็นต้นเสร็จแล้ว จึงให้เขาได้บรรพชา.
วิธีการบรรพชาของอุรุเวลกัสสปะนั้นและการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ทั้งหมดจักมีแจ่มแจ้งในอรรถกถาอปทานของท่านนทีกัสสปะแล.
แม้ถึงพี่น้องที่เหลืออีก ๒ คนนอนกนี้ พอได้ทราบข่าวว่าอุรุเวลกัสสปะผู้พี่ใหญ่นั้นบวชแล้ว ต่างก็พร้อมด้วยบริวาร พากันมาบวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว. พี่น้อง ๓ คนทั้งหมดนั้นทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเอหิภิกขุแล้ว. พระศาสดาทรงพาสมณะ ๑,๐๐๐ องค์นั้น เสด็จไปยังคยาสีสะ ประทับนั่งบนแผ่นหิน ทรงให้สมณะทั้งหมดนั้นดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยพระอาทิตตปริยายเทศนา.
พระอุรุเวลกัสสปะนั้นพอได้บรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
ข้าพเจ้าจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้นแล.
บทว่า โส จ สฬพํ ตมํ หนฺตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ พระองค์นั้นทรงกำจัดได้แล้วซึ่ง มหาชฏํ ความว่า สะสาง ทำลายล้างผลาญชัฏเครื่องยุ่งกันใหญ่ ด้วยหมู่แห่งกิเลส ๑,๕๐๐ มีตัณหาและมานะเป็นต้น.
มีวาจาประกอบความว่า
ทำเทวโลกคือโลกสันนิวาสทั้งสิ้นให้ยินดี ให้อิ่มใจ ให้ชุ่มใจอยู่ ยังฝนคืออมตะมหานิพพานให้ตกลงไหลเอิบอาบแล.
บทว่า ตทา หิ พาราณสิยํ มีอรรถวิเคราะห์ว่า
คำว่า พารส แปลว่า ๑๒ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า มนุษย์ ๑๒ คน เมืองที่มี ๑๒ ราศี ฤๅษีจากหิมวันตประเทศ และฤๅษีคือพระปัจเจกมุนีมาจากภูเขาคันธมาทน์โดยทางอากาศ ย่อมพากันไป คือหยั่งลง ได้แก่ย่อมเข้าไปในเมืองที่มี ๑๒ ราศีนั้น เหตุนั้น เมืองนั้นจึงชื่อว่าพาราณสี.
อีกความหมายหนึ่งว่า สถานที่อันบุคคลคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลายแสนพระองค์ทรงหยั่งลงเพื่อประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปทั่ว.
บัณฑิตเรียกกันว่าพาราณสี ด้วยอำนาจทางศัพท์เป็นอิตถีลิงค์ เพราะว่า นครศัพท์ให้เป็นลิงควิปลาส. ในพระนครพาราณสีนั้น.
บทว่า นิกฺขิตฺตสตฺถํ ปจฺจนฺตํ ความว่า ทำปัจจันตชนบทให้ทิ้งศัสตรา ให้วางอาวุธ ให้สิ้นพยศ.
บทว่า กตฺวา ปุนรุปจิจ ตํ ความว่า แล้วกลับเข้ามาถึงยังพระนครนั้นอีก.
คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. จบอรรถกถาอุรุเวลกัสสปเถราปทาน -----------------------------------------------------