๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจปญฺญาโส ภทฺทิยวคฺโค ปฐมํ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถราปทานํ (๕๔๑)
๑๓๑|๑๓๑.๑| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู อิโต สตสหสฺสมฺหิ โลเก อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ |๑๓๑.๒| ตทาหํ หํสวติยา เสฏฺฐิปุตฺโต มหทฺธโน ชงฺฆวิหารํ วิจรํ สงฺฆารามํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๑.๓| ตทา โส โลกปชฺโชโต ธมฺมํ เทเสสิ นายโก มธุรสฺสรานํ ปวรํ สาวกํ อภิกิตฺตยิ ฯ |๑๓๑.๔| ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา การํ กตฺวา มเหสิโน วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ |๑๓๑.๕| ตทา พุทฺโธ วิยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ วินายโก อนาคตมฺหิ อทฺธาเน ลจฺฉเสตํ มโนรถํ ฯ |๑๓๑.๖| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๓๑.๗| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต ภทฺทิโย นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ |๑๓๑.๘| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๑.๙| เทฺวนวุเต อิโต กปฺเป ผุสฺโส อุปฺปชฺชิ นายโก ทุราสโท ทุปสโห สพฺพโลกุตฺตโม ชิโน ฯ |๑๓๑.๑๐| จรเณน จ สมฺปนฺโน พฺรหฺมา อุชุ ปตาปวา หิเตสี สพฺพสตฺตานํ พหุํ โมเจสิ พนฺธนา ฯ |๑๓๑.๑๑| นนฺทารามวเร ตสฺส อโหสึ ปุสฺสโกกิโล คนฺธกุฏิสมาสนฺเน อมฺพรุกฺเข วสามหํ ฯ |๑๓๑.๑๒| ตทา ปิณฺฑาย คจฺฉนฺตํ ทกฺขิเณยฺยํ ชินุตฺตมํ ทิสฺวา จิตฺตํ ปสาเทตฺวา มญฺชุนา อภิกูชหํ ฯ |๑๓๑.๑๓| ราชุยฺยานํ ตทา คนฺตฺวา สุปกฺกํ กนกตฺตจํ อมฺพปิณฺฑํ คเหตฺวาน สมฺพุทฺธสฺโสปนามยึ ฯ |๑๓๑.๑๔| ตทา เม จิตฺตมญฺญาย มหาการุณิโก ชิโน อุปฏฺฐากสฺส หตฺถโต ปตฺตํ ปคฺคณฺหิ นายโก ฯ |๑๓๑.๑๕| อทาสึ หฏฺฐจิตฺโตหํ อมฺพปิณฺฑํ มหามุเน ปตฺเต ปกฺขิปฺป ปกฺเขหิ ปญฺชลึ กตฺวาน มญฺชุนา ฯ |๑๓๑.๑๖| สเรน รชนีเยน สวนีเยน มญฺชุนา วสฺสนฺโต พุทฺธปูชตฺถํ นิทฺทํ คนฺตฺวา นิปชฺชหํ ฯ |๑๓๑.๑๗| ตทา มุทิตจิตฺตํ มํ พุทฺธเปมคตาสยํ สกุณคฺฆิ อุปาคนฺตฺวา ฆาตยิ ทุฏฺฐมานโส ฯ |๑๓๑.๑๘| ตโต จุโตหํ ตุสิเต อนุโภตฺวา มหาสุขํ มนุสฺสโยนิมาคญฺฉึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ |๑๓๑.๑๙| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส กสฺสโป นาม โคตฺเตน อุปฺปชฺชิ วทตํ วโร ฯ |๑๓๑.๒๐| สาสนํ โชตยิตฺวา โส อภิภุยฺย กุติตฺถิเย วินยิตฺวาน เวเนยฺเย นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ |๑๓๑.๒๑| นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค ปสนฺนา ชนตา พหู ปูชนตฺถาย พุทฺธสฺส ถูปํ กุพฺพนฺติ สตฺถุโน ฯ |๑๓๑.๒๒| สตฺตโยชนิกํ ถูปํ สตฺตรตนภูสิตํ กาเรสฺสาม มเหสิสฺส อิจฺเจวํ มนฺตยนฺติ เต ฯ |๑๓๑.๒๓| กิกิโน กาสิราชสฺส ตทา เสนาย นายโก หุตฺวาหํ อปฺปมาณสฺส ปมาณํ เจติเย วทึ ฯ |๑๓๑.๒๔| ตทา เต มม วาเกฺยน เจติยํ โยชนุคฺคตํ อกํสุ นรธีรสฺส นานารตนภูสิตํ ฯ |๑๓๑.๒๕| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๑.๒๖| ปจฺฉิเม จ ภเว ทานิ ชาโต เสฏฺฐิกุเล อหํ สาวตฺถิยํ ปุรวเร อิทฺเธ ผีเต มหทฺธเน ฯ |๑๓๑.๒๗| ปุรปฺปเวเส สุคตํ ทิสฺวา วิมฺหิตมานโส ปพฺพชิตฺวาน น จิรํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๓๑.๒๘| เจติยสฺส ปมาณํ ยํ อกรึ เตน กมฺมุนา ลกุณฺฏกสรีโรหํ ชาโต ปริพฺภวารโห ฯ |๑๓๑.๒๙| สเรน มธุเรนาหํ ปูเชตฺวา อิสิสตฺตมํ มญฺชุสฺสราน ภิกฺขูนํ อคฺคตฺตํ อนุปาปุณึ ฯ |๑๓๑.๓๐| ผลทาเนน พุทฺธสฺส คุณานุสฺสรเณน จ สามญฺญผลสมฺปนฺโน วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๓๑.๓๑| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๓๑.๓๒| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๓๑.๓๓| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ลกุณฺฏกภทฺทิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาภัททิยาวรรคที่ ๕๕ ๕๔๑. อรรถกถาลกุณฎกภัททิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๕๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระลกุณฎกภัททิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ :-
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว กำลังนั่งฟังธรรมของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้างได้ถวายมหาทานอันเจือปนด้วยรสหวาน เช่น เนยใสและน้ำตาลกรวดเป็นต้นแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ตั้งปณิธานไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นเหมือนภิกษุรูปนี้ คือพึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์แล้ว เสด็จหลีกไป.
เขาทำบุญไว้เป็นอันมากจนตลอดอายุแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ แล้ว.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เขาได้บังเกิดเป็นนกดุเหว่าสวยงาม บินมาโฉบเอาผลมะม่วงพันธุ์อร่อยไปจากพระราชอุทยาน มองเห็นพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส เกิดความคิดขึ้นว่า เราจักถวายแด่พระพุทธเจ้า.
พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปทางจิตของเขา จึงทรงรับบาตรแล้วประทับนั่ง.
นกดุเหว่านั้นได้วางผลมะม่วงสุกลงในบาตรของพระทศพล. เพื่อจะให้เขาเกิดความโสมนัสใจ พระศาสดาได้เสวยผลมะม่วงสุกนั้น ขณะที่เขากำลังเห็นอยู่นั่นแล.
ลำดับ นั้นนกดุเหว่านั้นมีใจเลื่อมใส ระงับยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ปีตินั้นนั่นแลตลอด ๗ วัน. ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นแหละทุกๆ ภพที่เขาเกิดแล้ว จึงได้มีเสียงไพเราะ.
ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เขาได้บังเกิดในตระกูลช่างไม้ ได้ปรากฏว่าเป็นหัวหน้าช่างไม้. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เขาพูดกะพวกประชาชนผู้เริ่มจะก่อสร้างสถูปประมาณ ๗ โยชน์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า เราจักกระทำวงกลมรอบ ๑ โยชน์ และส่วนสูงอีก ๑ โยชน์. คนเหล่านั้นทั้งหมดได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำของเขาแล้ว.
เขาได้ช่วยกันสร้างเจดีย์อันมีประมาณต่ำ แด่พระพุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้. ด้วยกรรมอันนั้นทุกๆ ที่ที่เขาได้เกิดแล้ว จึงได้มีรูปร่างประมาณต่ำกว่าคนอื่นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ได้ปรากฏชื่อว่า ลกุณฎกภัททิยะ เพราะมีรูปร่างต่ำ และเพราะมีสรีระสวยงาม คล้ายรูปเปรียบทองคำ ฉะนั้น.
ในกาลต่อมาเขาได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วได้มีศรัทธา บวชแล้วเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก แสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นด้วยเสียงอันไพเราะ.
ต่อมาในวันมีมหรสพวันหนึ่ง หญิงคณิกาคนหนึ่งนั่งรถไปกับพราหมณ์คนหนึ่ง เธอมองเห็นพระเถระเข้า จึงหัวเราะจนมองเห็นฟัน. พระเถระถือเอากระดูกฟันของหญิงนั้นมาเป็นนิมิต ทำฌานให้บังเกิดขึ้นแล้ว ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระอนาคามี. ท่านอยู่ด้วยสติเป็นไปในกายเนืองๆ.
วันหนึ่งท่านได้รับคำแนะนำพร่ำสอนจากท่านพระธรรมเสนาบดี จนถึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ภิกษุและสามเณรบางพวกไม่รู้ว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว แกล้งดึงหูท่านเสียบ้าง จับศีรษะ จับแขน หรือจับมือและเท้าเป็นต้นสั่นเล่น เบียดเบียนบ้าง.
ท่านเป็นพระอรหัตแล้วเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
บทว่า มญฺชุนาภินิกูชหํ ความว่า เราได้พูดได้เปล่งเสียงด้วยเสียงอันไพเราะน่ารัก.
คำที่เหลือในเรื่องนี้ พอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. จบอรรถกถาลกุณฎกภัททิยเถราปทาน -----------------------------------------------------