经典 · พระสุตตันตปิฎก · 本册其他条目เล่ม ๒๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. อุททาลกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination
巴利文与译文
印本前页文字
๔ อุทฺทาลกชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๔. อุททาลกชาดก ว่าด้วยจรณธรรม
ขราชินา ชฏิลา ปงฺกทนฺตา ทุมฺมกฺขรูปา เย มนฺตํ ชปนฺติ กจฺจิ นุ เต มานุสเก ปโยเค อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา ฯ
ชฎิลเหล่าใดครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ ฟันเขลอะ รูปร่างเลอะเทอะ ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นเป็นผู้รู้การประพฤติตบะ และการสาธยาย มนต์นี้ ในความเพียรที่มนุษย์จะพึงทำกัน จะพ้นจากอบายได้ละหรือ?
ปาปานิ กมฺมานิ กเรยฺย ราช พหุสฺสุโต เจ น จเรยฺย ธมฺมํ สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา ฯ
ข้าแต่พระราชา ถ้าบุคคลเป็นพหูสูต ไม่ประพฤติธรรม ก็จะพึงกระทำ กรรมอันลามกทั้งหลายได้ แม้จะมีเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความเป็นพหูสูต ยังไม่บรรลุจรณธรรม จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้เลย.
สหสฺสเวโทปิ น ตํ ปฏิจฺจ ทุกฺขา ปมุญฺเจ จรณํ อปตฺวา มญฺญามิ เวทา อผลา ภวนฺติ สสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจํ ฯ
แม้บุคคลผู้มีเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความเป็นพหูสูตนั้น ยังไม่บรรลุ จรณธรรมแล้ว จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้ อาตมภาพย่อมสำคัญว่า เวท ทั้งหลายก็ย่อมไม่มีผล จรณธรรมอันมีความสำรวมเท่านั้นเป็นความจริง.
นเหว เวทา อผลา ภวนฺติ สสํยมํ จรณญฺเญว สจฺจํ กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ อธิจฺจ เวเท สนฺตึ ปุเณติ จรเณน ทนฺโต ฯ
เวททั้งหลายจะไม่มีผลก็หามิได้ จรณธรรมอันมีความสำรวมนั่นแลเป็น ความจริง แต่บุคคลเรียนเวททั้งหลายแล้ว ย่อมได้รับเกียรติคุณ ท่าน ผู้ฝึกฝนตนด้วยจรณธรรมแล้วย่อมบรรลุถึงสันติ.
ภจฺจา มาตา ปิตา พนฺธุ เยน ชาโต สฺวเยว โส อุทฺทาลโก อหํ โภโต โสตฺถิยกุลวํสโต ฯ
บุตรที่เกิดแต่มารดา บิดา และเผ่าพันธุ์ใด อันบุตรจะต้องเลี้ยงดู อาตมภาพเป็นคนๆ นั้นแหละ มีชื่อว่าอุททาลกะ เป็นเชื้อสายของ วงศ์ตระกูลโสตถิยะแห่งท่านผู้เจริญ.
กถํ โภ พฺราหฺมโณ โหติ กถํ ภวติ เกวลี กถญฺจ ปรินิพฺพานํ ธมฺมฏฺโฐ กินฺติ วุจฺจติ ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร เป็นพราหมณ์เต็มที่ ได้อย่างไร ความดับรอบจะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียก ว่ากระไร?
นิรํ กตฺวา อคฺคิมาทาย พฺราหฺมโณ อาโปสิญฺจํ ยชํ อุสฺเสติ ยูปํ เอวงฺกโร พฺราหฺมโณ โหติ เขมี ธมฺเม ฐิตํ เตน อมาปยึสุ ฯ
บุคคลเป็นพราหมณ์ ต้องบูชาไฟเป็นนิตย์ ต้องรดน้ำ เมื่อบูชายัญต้อง ยกเสาเจว็ด ผู้กระทำอย่างนี้จึงเป็นพราหมณ์ผู้เกษม ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงได้พากันสรรเสริญว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
น สุทฺธิ เสจเนน อตฺถิ นปิ เกวลี พฺราหฺมโณ น เจว ขนฺติ โสรจฺจํ นปิ โส ปรินิพฺพุโต ฯ
ความหมดจด ย่อมไม่มีด้วยการรดน้ำ อนึ่ง พราหมณ์จะเป็นพราหมณ์ เต็มที่ด้วยการรดน้ำก็หาไม่ ขันติและโสรัจจะย่อมมีไม่ได้ ทั้งผู้นั้นจะ เป็นผู้ดับรอบก็หามิได้.
กถํ โภ พฺราหฺมโณ โหติ กถํ ภวติ เกวลี กถญฺจ ปรินิพฺพานํ ธมฺมฏฺโฐ กินฺติ วุจฺจติ ฯ
ดูกรท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ได้อย่างไร และเป็นพราหมณ์เต็มที่ ได้อย่างไร ความดับรอบจะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียก ว่ากระไร?
อเขตฺตพนฺธุ อมโม นิราโส นิลฺโลภปาโป ภวโลภขีโณ เอวงฺกโร พฺราหฺมโณ โหติ เขมี ธมฺเม ฐิตํ เตน อมาปยึสุ ฯ
บุคคลผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง ไม่ถือว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง ไม่มีบาปคือความโลภ สิ้นความละโมบในภพแล้ว ผู้กระทำอย่างนี้ ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ผู้เกษม เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงได้พากันสรรเสริญ ว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา สพฺเพว โสรตา ทนฺตา สพฺเพว ปรินิพฺพุตา สพฺเพสํ สีติภูตานํ อตฺถิ เสยฺโยถ ปาปิโย ฯ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุกๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ยังจะมีคนดี คนเลวอีกหรือไม่?
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา สพฺเพว โสรตา ทนฺตา สพฺเพว ปรินิพฺพุตา สพฺเพสํ สีติภูตานํ นตฺถิ เสยฺโยถ ปาปิโย ฯ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุกๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดี คนเลวเลย.
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา สพฺเพว โสรตา ทนฺตา สพฺเพว ปรินิพฺพุตา สพฺเพสํ สีติภูตานํ นตฺถิ เสยฺโยถ ปาปิโย ปสตฺถํ จรสิ พฺรหฺมญฺญํ โสตฺถิยกุลวํสตํ ฯ
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุกๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดี คนเลวเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านชื่อ ว่า ทำลาย ความเป็นเชื้อสายแห่งตระกูลโสตถิยะ จะประพฤติเพศ พราหมณ์ที่เขาสรรเสริญกันอยู่ทำไม.
นานารตฺเตหิ วตฺเถหิ วิมานํ ภวติ ฉาทิตํ น เตสํ ฉายา วตฺถานํ โส ราโค อนุปชฺชถ เอวเมว มนุสฺเสสุ ยทา สุชฺฌนฺติ มาณวา น เตสํ ชาตึ ปุจฺฉนฺติ ธมฺมมญฺญาย สุพฺพตาติ ฯ อุทฺทาลกชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------
วิมานที่เขาคลุมด้วยผ้ามีสีต่างๆ กัน เงาแห่งผ้าเหล่านั้นย่อมเป็นสีเดียว กันหมด สีที่ย้อมนั้นย่อมไม่เกิดเป็นสี ฉันใด ในมนุษย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น เมื่อใด มาณพบริสุทธิ์ เมื่อนั้น มาณพเหล่านั้นเป็นผู้มีวัตรดี เพราะรู้ ทั่วถึงธรรม ย่อมละชาติของตนได้. จบ อุททาลกชาดกที่ ๔.