อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๒๓

๔. อินทรียกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๓–๔๖๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 46 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 46 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 25 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

มหาวคฺเค อินฺทฺริยกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถา

ข้อ ๔๒๓

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทฺริยานิ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ปัญญินทรีย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล ฯ

ข้อ ๔๒๔

อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ กติหากาเรหิ วิสุชฺฌนฺติ ฯ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ วิสุชฺฌนฺติ อสฺสทฺเธ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต สทฺเธ ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ปาสาทนิเย สุตฺตนฺเต ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สทฺธินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ กุสีเต ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต อารทฺธวิริเย ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต สมฺมปฺปธาเน ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ วิริยินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ มุฏฺฐสฺสตี ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต อุปฏฺฐิตสฺสตี ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต สติปฏฺฐาเน ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สตินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ อสมาหิเต ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต สมาหิเต ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ฌานวิโมกฺเข ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สมาธินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ ทุปฺปญฺเญ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต ปญฺญวนฺเต ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต คมฺภีรญาณจริยํ ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ ปญฺญินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ อิติเม ปญฺจ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต ปญฺจ ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ปญฺจ สุตฺตนฺตกฺขนฺเธ ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ วิสุชฺฌนฺติ ฯ

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีศรัทธา (และ)พิจารณาพระสูตรอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส สัทธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้เกียจคร้าน สมาคม คบหานั่งใกล้พวกบุคคลผู้ปรารภความเพียร (และ) พิจารณาสัมมัปปธาน วิริยินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีสติหลงลืมสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น (และ) พิจารณาสติปัฏฐานสตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีใจไม่มั่นคงสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลมีใจมั่นคง (และ) พิจารณาฌานและวิโมกข์สมาธินทรีย์ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลทรามปัญญา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีปัญญา (และ) พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้น ๕จำพวก สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ จำพวก (และ) พิจารณาจำนวนพระสูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๒๕

กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ ฯ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ ทสหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ อสฺสทฺธิยํ ปชหนฺโต สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อสฺสทฺธิยํ ปชหติ โกสชฺชํ ปชหนฺโต วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ วิริยินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต โกสชฺชํ ปชหติ ปมาทํ ปชหนฺโต สตินฺทฺริยํ ภาเวติ สตินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต ปมาทํ ปชหติ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ สมาธินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อุทฺธจฺจํ ปชหติ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อวิชฺชํ ปชหติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ ฯ

บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญ อินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ฯ บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐ บุคคลเมื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์ เมื่อเจริญสัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อละความเป็นผู้เกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญวิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ชื่อว่าละความเป็นผู้เกียจคร้าน เมื่อละความประมาทชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์ ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะ ชื่อว่าเจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่าเจริญปัญญินทรีย์ เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๒๖

กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ฯ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา สทฺธินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อสฺสทฺธิยํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ โกสชฺชสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา วิริยินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ วิริยินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา โกสชฺชํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ ปมาทสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีตฺตา สตินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สตินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา ปมาโท ปหีโน โหติ สุปฺปหีโน อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา สมาธินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สมาธินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อุทฺธจฺจํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา ปญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อวิชฺชา ปหีนา โหติ สุปฺปหีนา อิเมหิ ทสหิ อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ฯ

อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วย อาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐คือ สัทธินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งอสัทธินทรีย์ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้วละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งความเกียจคร้าน ความเป็นผู้เกียจคร้านเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้วเพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งความประมาท ความประมาทเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้วอบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งอวิชชา อวิชชาเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๒๗

กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ สกทาคามิผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อนาคามิผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อรหตฺตผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ {๔๒๗.๑} อิติ จตสฺโส มคฺควิสุทฺธิโย จตสฺโส ผลวิสุทฺธิโย จตสฺโส สมุจฺเฉทวิสุทฺธิโย จตสฺโส ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิสุทฺธิโย อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ

อินทรีย์ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร เป็นอินทรีย์อัน บุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะโสดาปัตติมรรคเป็นอินทรีย์ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะโสดาปัตติผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะสกทาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้วและระงับดีแล้วในขณะสกทาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอนาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในอนาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอรหัตมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะอรหัตผล ฯ มรรควิสุทธิ ๔ ผลวิสุทธิ ๔ สมุจเฉทวิสุทธิ ๔ ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ๔ด้วยประการดังนี้ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๒๘

กตินํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา กติ ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ {๔๒๘.๑} กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ฯ กตเม ตโย ปุคฺคลา ฯ ภาวิตินฺทฺริยวเสน พุทฺโธติ ตถาคตสาวโก ขีณาสโว ภาวิตินฺทฺริโย สยมฺภูตฏฺเฐน ปจฺเจกพุทฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย อิเม ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา อิติ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา อิเม ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ สาวตฺถีนิทานํ

บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์ บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ บุคคล ๘ เป็นไฉนเจริญอินทรีย์ พระเสขบุคคล ๗ กัลยาณปุถุชน ๑บุคคล ๘ เหล่านี้เจริญอินทรีย์ ฯ บุคคล ๓ เป็นไฉนเจริญอินทรีย์แล้ว พระขีณาสพสาวกพระตถาคตชื่อว่าพุทโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้วพระปัจเจกพุทธะ ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้วพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่ามีพระคุณประมาณไม่ได้ ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘เหล่านี้เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วยประการดังนี้ ฯ สาวัตถีนิทาน

ข้อ ๔๒๙

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เย หิ เกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ นเมเต ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา สมเณสุ วา สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ วา พฺราหฺมณสมฺมตา น จ ปน เต อายสฺมนฺตา สามญฺญตฺถํ วา พฺราหฺมญฺญตฺถํ วา ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ฯ {๔๒๙.๑} เย เกจิ โข ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานนฺติ เต โขเม ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา สมเณสุ จ สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ จ พฺราหฺมณสมฺมตา เต จ ปนายสฺมนฺตา สามญฺญตฺถญฺจ พฺราหฺมญฺญตฺถญฺจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือสัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหาได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้นหาได้ทำให้แจ้งซึ่งสามัญผล หรือพรหมัญผลด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ไม่ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดซึ่งเหตุเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้นั้นแล เป็นผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลและพรหมัญผล ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ

ข้อ ๔๓๐

กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ {๔๓๐.๑} จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้เหตุเกิด แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการเท่าไรบุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปด้วยอาการ ๑๘๐ บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ ฯ

ข้อ ๔๓๑

กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๑} ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๒} อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๓} อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๔} อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๕} ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๖} อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๗} อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๘} อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ {๔๓๑.๙} วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ ฯ

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้ เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๓๒

กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ {๔๓๒.๑} ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ {๔๓๒.๒} อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ {๔๓๒.๓} อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ฯ

อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้ ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ ความดับแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่การน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการ ด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๓๓

กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ฯ อสฺสทฺธิยสฺส อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อสฺสทฺธิยสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อธิโมกฺขจริยาย เวสารชฺชํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ โกสชฺชสฺส อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ โกสชฺชสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ปคฺคหจริยาย เวสารชฺชํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ วิริยินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ปมาทสฺส อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ {๔๓๓.๑} ปมาทสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุปฏฺฐานจริยาย เวสารชฺชํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สตินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุทฺธจฺจสฺส อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุทฺธจฺจสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิกฺเขปจริยาย เวสารชฺชํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สมาธินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิชฺชาย อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิชฺชาย ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ทสฺสนจริยาย เวสารชฺชํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ฯ

อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้คุณ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ฯ ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อ เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสัทธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความประคองไว้ เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยวิริยินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยการตั้งมั่น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสตินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสมาธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอวิชชาเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความเห็น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ความสุขความโสมนัสอันอาศัยปัญญินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๓๔

กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ ฯ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ โกสชฺชสฺส อุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ โกสชฺชสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ปมาทสฺส อุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ปมาทสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อุทฺธจฺจสฺส อุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อุทฺธจฺจสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อวิชฺชาย อุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อวิชฺชาย ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ ฯ

อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้โทษ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ฯ ความปรากฏแห่งอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ วิริยินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ สตินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตาความปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ สมาธินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ปัญญินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา อินทรีย์ ๕มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ๒๕ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๓๕

กตเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ กตเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยา นิสฺสฏํ โหติ อสฺสทฺธิยปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสทฺธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสทฺธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชา นิสฺสฏํ โหติ โกสชฺชปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรวิริยินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรวิริยินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทา นิสฺสฏํ โหติ ปมาทปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสตินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสตินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏํ โหติ อุทฺธจฺจปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสมาธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสมาธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชาย นิสฺสฏํ โหติ อวิชฺชาปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ {๔๓๕.๑} ตโต ปณีตตรปญฺญินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรปญฺญินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ปุพฺพภาเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฐมชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฐมชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุติยชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ตติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ตติยชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ จตุตฺถชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุกฺขานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุกฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๒} นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิราคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิโรธานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ขยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ขยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๓} ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถีนมิทฺธโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ธมฺมววตฺถาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิจิกิจฺฉาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ญาเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิชฺชาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปามุชฺเช ปญฺจินฺทฺริยานิ อรติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๔} ปฐมชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ นีวรเณหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุติยชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิตกฺกวิจาเรหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ตติยชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ ปีติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขทุกฺเขหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากาสานญฺจายตน- สมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิจฺจสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุกฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นนฺทิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ราคโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สมุทยโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาทานโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ขยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ฆนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อายุหนโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ธุวสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิมิตฺตโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ {๔๓๕.๕} อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณิธิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สาราทานาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สมฺโมหาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาลยาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อปฺปฏิสงฺขาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สญฺโญคาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ ทิฏฺเฐกฏฺเฐหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ โอฬาริเกหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ อนุสหคเตหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สพฺเพสญฺเญว ขีณาสวานํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ เจว โหนฺติ สุนิสฺสฏานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อิเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ อิเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ ภาณวารํ ฯ -------- สาวตฺถีนิทานํ

อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปด้วยอาการ ๑๘๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไป แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ๑๘๐ เป็นไฉน ฯ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าความน้อมใจเชื่อ สลัดออกไปจากความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑จากสัทธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สลัดออกไปจากความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากวิริยินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้วิริยินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นสลัดออกไปจากความประมาท ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความประมาท ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความประมาท ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑จากสตินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สตินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสมาธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สมาธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น สลัดออกไปจากอวิชชา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอวิชชา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามอวิชชา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากปัญญินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้ปัญญินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถทุติยฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถตติยฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถจตุตถฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากาสา-*นัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากาสา-*นัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญา-*ยตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งทุกขานุปัสสนาสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิราคานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนาสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา อินทรีย์๕ ด้วยสามารถแห่งวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ในวยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตานุปัสสนาสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสุญญตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ในสุญญตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งยถาภูตญาณทัสนะ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอาทีนวานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติผลสมาบัติสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอรหัตผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรคอินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ สลัดออกไปจากกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในอัพยาบาทสลัดออกไปจากพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา สลัดออกไปจากถีนมิทธะอินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ อินทรีย์ ๕ ในธรรมววัตถาน สลัดออกไปจากวิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ ในญาณ สลัดออกไปจากอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในความปราโมทย์ สลัดออกไปจากอรติ อินทรีย์ ๕ในปฐมฌาน สลัดออกไปจากนิวรณ์ อินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน สลัดออกไปจากวิตกวิจาร อินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน สลัดออกไปจากปีติ อินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน สลัดออกไปจากสุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ ในอากาสา-*นัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาอินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากาสานัญจายตนสัญญาอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากวิญญาณัญจายตนสัญญาอินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากิญจัญญายตน-*สัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิจจสัญญาอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา สลัดออกไปจากสุขสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนาสลัดออกไปจากความเพลิดเพลิน อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา สลัดออกไปจากราคะ อินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจากสมุทัย อินทรีย์ ๕ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกไปจากความยึดมั่น อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนาสลัดออกไปจากฆนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากการประมวลอายุ อินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากธุวสัญญาอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิมิต อินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสนา สลัดออกไปจากปณิธิ อินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนาสลัดออกไปจากความถือมั่น อินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออกไปจากความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นแก่นสาร อินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะสลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะความหลง อินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนาสลัดออกไปจากความถือมั่นด้วยความอาลัย อินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนาสลัดออกไปจากการไม่พิจารณาหาทาง อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนาสลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบ อินทรีย์ ๕ ในโสดา-*ปัตติมรรค สลัดออกไปจากกิเลสซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฐิ อินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนหยาบ ๆ อินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนละเอียด อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรคสลัดออกไปจากกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้น ๆ เป็นคุณชาติอันพระขีณาสพทั้งปวงเทียวสลัดออกแล้ว สลัดออกดีแล้ว ระงับแล้วและระงับดีแล้ว อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้บุคคลย่อมรู้อุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้ ฯ จบภาณวาร ----------------------------------------------------- สาวัตถีนิทาน

ข้อ ๔๓๖

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ {๔๓๖.๑} กตฺถ จ ภิกฺขเว สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ เอตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๒} กตฺถ จ ภิกฺขเว วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ เอตฺถ วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๓} กตฺถ จ ภิกฺขเว สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ เอตฺถ สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๔} กตฺถ จ ภิกฺขเว สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ ฌาเนสุ เอตฺถ สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ {๔๓๖.๕} กตฺถ จ ภิกฺขเว ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสัทธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในโสดา-ปัตติยังคะ (ธรรมอันเป็นองค์แห่งการบรรลุกระแสนิพพาน) ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นวิริยินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสัมมัปปธาน ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสตินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสติ-ปัฏฐาน ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสมาธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในฌาน ๔ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นปัญญินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในอริยสัจ ๔ ฯ

ข้อ ๔๓๗

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ในสัมมัปปธาน ๔จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ฯ

ข้อ ๔๓๘

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สปฺปุริสสํเสเว โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธมฺมสฺสวเน โสตาปตฺติยงฺเค โยนิโสมนสิกาเร โสตาปตฺติยงฺเค ธมฺมานุธมฺม- ปฏิปตฺติยา โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อในโสดา-*ปัตติยังคะ คือ การคบสัตบุรุษ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นพึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๓๙

จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ในสัมมัปปธาน ๔ คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือ การยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ฯลฯ ในสัมมัปปธานคือ ความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๐

จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐานคือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๑

จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ปฐมชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทุติยชฺฌาเน ฯเปฯ ตติยชฺฌาเน จตุตฺถชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌานพึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯลฯ ในตติยฌาน ฯลฯ ในจตุตถฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๒

จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจ คือทุกข์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย ฯลฯ ในอริยสัจ คือทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๓

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ ฌาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ จตูสุ ฌาเนสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ฯ

ข้อ ๔๔๔

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ สปฺปุริสสํเสเว โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธมฺมสฺสวเน โสตาปตฺติยงฺเค ฯเปฯ โยนิโสมนสิกาเร โสตาปตฺติยงฺเค ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การคบหาสัปบุรุษ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือการทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๕

จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯเปฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ในสัมมัปปธานคือ การบำเพ็ญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๖

จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สตินฺทฺริยสฺส วเสน ฯเปฯ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๗

จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ ปฐมชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทุติยชฺฌาเน ฯเปฯ ตติยชฺฌาเน ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ฯเปฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯลฯ ในตติยฌาน ฯลฯ ในจตุตถฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๘

จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรเธ อริยสจฺเจ ทุกฺขนิโรธาคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจ คือ ทุกข์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น ในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัยฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินี-*ปฏิปทา พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๔๙

จาโร จ วิหาโร จ อนุพุทฺโธ โหติ ปฏิวิทฺโธ ยถา จรนฺตํ ยถา วิหรนฺตํ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี คมฺภีเรสุ ฐาเนสุ โอกปฺเปยฺยุํ อทฺธา อยมายสฺมา ปตฺโต วา ปาปุณิสฺสติ วา ฯ {๔๔๙.๑} จริยาติ อฏฺฐ จริยาโย อิริยาปถจริยา อายตนจริยา สติจริยา สมาธิจริยา ญาณจริยา มคฺคจริยา ปตฺติจริยา โลกตฺถจริยา ฯ {๔๔๙.๒} อิริยาปถจริยาติ จตูสุ อิริยาปเถสุ ฯ อายตนจริยาติ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ ฯ สติจริยาติ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯ สมาธิจริยาติ จตูสุ ฌาเนสุ ฯ ญาณจริยาติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ฯ มคฺคจริยาติ จตูสุ อริยมคฺเคสุ ฯ ปตฺติจริยาติ จตูสุ สามญฺญผเลสุ ฯ โลกตฺถจริยาติ ตถาคเตสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ ปเทโส ปจฺเจกพุทฺเธสุ ปเทโส สาวเกสุ ฯ อิริยาปถจริยา จ ปณิธิสมฺปนฺนานํ อายตนจริยา จ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ สติจริยา จ อปฺปมาทวิหารีนํ สมาธิจริยา จ อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ญาณจริยา จ พุทฺธิสมฺปนฺนานํ มคฺคจริยา จ สมฺมาปฏิปนฺนานํ ปตฺติจริยา จ อธิคตผลานํ โลกตฺถจริยา จ ตถาคตานํ อรหนฺตานํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ปเทโส ปจฺเจกพุทฺธานํ ปเทโส สาวกานํ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ {๔๔๙.๓} อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย จรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน จรติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สติยา จรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา จรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย จรติ วิชานนฺโต วิญฺญาเณน จรติ เอวํ ปฏิปนฺโน วิเสสมธิคจฺฉตีติ วิเสสจริยาย จรติ เอวํ ปฏิปนฺนสฺส กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺตีติ อายตนจริยาย จรติ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ {๔๔๙.๔} อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย ทสฺสนจริยา จ สมฺมาทิฏฺฐิยา อภิโรปนจริยา จ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ปริคฺคหจริยา จ สมฺมาวาจาย สมุฏฺฐานจริยา จ สมฺมากมฺมนฺตสฺส โวทานจริยา จ สมฺมาอาชีวสฺส ปคฺคหจริยา จ สมฺมาวายามสฺส อุปฏฺฐานจริยา จ สมฺมาสติยา อวิกฺเขปจริยา จ สมฺมาสมาธิสฺส อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ

ความประพฤติและวิหารธรรม เป็นอันตรัสรู้แล้ว แทงตลอด แล้ว เหมือนอย่างสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง กำหนดบุคคลไว้ในฐานที่ลึก ตามที่ประพฤติตามที่อยู่ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้ว หรือว่าจักบรรลุเป็นแน่ ฯ จริยา ในคำว่า ความประพฤติ มี ๘ คือ อิริยาปถจริยา ๑อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ปัตติจริยา ๑ โลกัตถจริยา ๑ ฯ ความประพฤติในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา ความประพฤติในอายตนภายในภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔ชื่อว่าสติจริยา ความประพฤติในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา ความประพฤติในอริยสัจ ๔ ชื่อว่าญาณจริยา ความประพฤติในอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามรรคจริยาความประพฤติในสามัญผล ๔ ชื่อว่าปัตติจริยา ความประพฤติกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วนในพระสาวกบางส่วน ชื่อว่าโลกัตถจริยา อิริยาปถจริยา เป็นของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้ อายตนจริยา เป็นของท่านผู้คุ้มครองอินทรีย์ สติจริยา เป็นของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท สมาธิจริยา เป็นของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต ญาณจริยา เป็นของท่านผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา มรรคจริยา เป็นของท่านผู้ปฏิบัติชอบ ปัตติจริยา เป็นของท่านผู้บรรลุผลแล้ว และโลกัตถจริยาเป็นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วนของพระสาวกบางส่วน จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งไว้มั่น ย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้ง ย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ผู้ทราบว่า ท่านปฏิบัติอย่างนี้จึงบรรลุคุณวิเศษ ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา ผู้ที่ทราบว่ากุศลธรรมของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมยังอิฐผลให้ยืดยาวไป ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฐิ ๑ อภิโรปน-*จริยาแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑ ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา ๑ สมุฏฐานจริยาแห่งสัมมากัมมันตะ ๑ โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ ๑ ปัคคหจริยาแห่งสัมมา-*วายามะ ๑ อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ ๑ อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ ๑จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๕๐

วิหาโรติ อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย วิหรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน วิหรติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สติยา วิหรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา วิหรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย วิหรติ ฯ อนุพุทฺโธติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ ฯ ปฏิวิทฺโธติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ ฯ {๔๕๐.๑} ยถา จรนฺตนฺติ เอวํ สทฺธาย จรนฺตํ เอวํ วิริเยน จรนฺตํ เอวํ สติยา จรนฺตํ เอวํ สมาธินา จรนฺตํ เอวํ ปญฺญาย จรนฺตํ ฯ ยถา วิหรนฺตนฺติ เอวํ สทฺธาย วิหรนฺตํ เอวํ วิริเยน วิหรนฺตํ เอวํ สติยา วิหรนฺตํ เอวํ สมาธินา วิหรนฺตํ เอวํ ปญฺญาย วิหรนฺตํ ฯ {๔๕๐.๒} วิญฺญูติ วิญฺญู วิภาวี เมธาวี ปณฺฑิตา พุทฺธิสมฺปนฺนา ฯ สพฺรหฺมจารีติ เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส สมสิกฺขาตา ฯ คมฺภีเรสุ ฐาเนสูติ คมฺภีรานิ ฐานานิ วุจฺจนฺติ ฌานานิ จ วิโมกฺขา จ สมาธิ จ สมาปตฺติโย จ มคฺคา จ ผลานิ จ อภิญฺญาโย จ ปฏิสมฺภิทา จ ฯ โอกปฺเปยฺยุนฺติ สทฺทเหยฺยุํ อธิมุจฺเจยฺยุํ ฯ อทฺธาติ เอกํสวจนเมตํ นิสฺสํสยวจนเมตํ นิกฺกงฺขาวจนเมตํ อทฺวชฺฌวจนเมตํ อเทฺวฬฺหกวจนเมตํ นิยฺยานิกวจนเมตํ อปณฺณกวจนเมตํ อวตฺถาปนวจนเมตํ อทฺธาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนเมตํ ครุวจนเมตํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ ปตฺโต วาติ อธิคโต ฯ ปาปุณิสฺสติ วาติ อธิคมิสฺสติ ฯ ปริปุณฺณนิทานํ

คำว่า วิหาโร ความว่า บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมอยู่ด้วย ศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่น ย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมอยู่ด้วยปัญญา ฯ คำว่า รู้ตาม ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันรู้ตามแล้ว ฯ คำว่า แทงตลอดแล้ว ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ... ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันแทงตลอดแล้ว ฯ คำว่า ตามที่ประพฤติ ความว่า ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ด้วยความเพียรอย่างนี้ ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ คำว่า ตามที่อยู่ ความว่า อยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ ... ด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ คำว่า วิญญู คือ ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลสผู้เป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ ฯ คำว่า สพฺรหฺมจารี คือ บุคคลผู้มีการงานอย่างเดียวกัน มีอุเทศอย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน ฯ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทาท่านกล่าวว่า เป็นฐานะอันลึก ในคำว่า คมฺภีเรสุ ฐาเนสุ ฯ คำว่า โอกปฺเปยยุ&#63249 ความว่า พึงเชื่อ คือ พึงน้อมใจเชื่อ ฯ คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยสิ้นความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสองเป็นเครื่องกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด เป็นเครื่องกล่าวโดยหลักฐาน ฯ คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ เป็นเครื่องกล่าวมีความเคารพยำเกรง ฯ คำว่า บรรลุแล้ว ความว่า ถึงทับแล้ว คำว่า หรือว่าจักบรรลุ ความว่าจักถึงทับ ฯ จบนิทานบริบูรณ์

ข้อ ๔๕๑

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทฺริยานิ ฯ {๔๕๑.๑} อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ กติหากาเรหิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ฉหากาเรหิ ฯ เกนฏฺเฐน ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อาทิวิโสธนฏฺเฐน อธิมตฺตฏฺเฐน อธิฏฺฐานฏฺเฐน ปริยาทานฏฺเฐน ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธิน-*ทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้แล ฯ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร พึงเห็นด้วยอาการ ๖พึงเห็นด้วยอรรถว่ากระไร ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยอรรถว่าครอบงำด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่ ฯ

ข้อ ๔๕๒

กถํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อสฺสทฺธิยํ ปชหโต อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ โกสชฺชํ ปชหโต ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปมาทํ ปชหโต อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิชฺชํ ปชหโต ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต {๔๕๒.๑} เนกฺขมฺมวเสน อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ฯเปฯ ถีนมิทฺธํ ปชหโต อาโลกสญฺญาวเสน ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต {๔๕๒.๒} อรหตฺตมคฺควเสน อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ เอวํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างไร ฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อแห่งบุคคลผู้ละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสติน-*ทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญิน-*ทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ แห่งบุคคลผู้ละความเกียจคร้าน พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น แห่งบุคคลผู้ละความประมาทพึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน แห่งบุคคลผู้ละอุทธัจจะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น แห่งบุคคลผู้ละอวิชชา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท แห่งบุคคลผู้ละพยาบาท ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา แห่งบุคคลผู้ละถีนมิทธะ ฯลฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๕๓

กถํ อาทิวิโสธนฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สตินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเส สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา เอวํ อาทิวิโสธนฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

พึงเห็นอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น อย่างไร ฯ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเกียจคร้าน เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความประมาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสตินทรีย์ สมาธิน-*ทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าระวังอุทธัจจะ เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น เป็นสีล-*วิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังอวิชชา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกามฉันทะ เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาท เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังพยาบาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๕๔

กถํ อธิมตฺตฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อสฺสทฺธิยสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อสฺสทฺธิยปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โอฬาริกานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อณุสหคตานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปามุชฺชวเสน ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปีติวเสน ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปสฺสทฺธิวเสน สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สุขวเสน โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาสวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โอภาสวเสน สํเวโค อุปฺปชฺชติ สํเวควเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สํเวเชตฺวา จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ {๔๕๔.๑} ตถา สมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ปคฺคหวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา ปคฺคหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ อุเปกฺขาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ อุเปกฺขาวเสน นานตฺตกิเลเสหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิมุตฺตตฺตา เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ภาวิตตฺตา ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ วิวฏฺฏนาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชติ โวสฺสคฺควเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ นิโรธวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฯ นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค จ ฯ กิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค นิโรธวเสน อิเม เทฺว โวสฺสคฺคา ฯ

พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างไร ฯ ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ เพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเพื่อละความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิเพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียดๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะความปราโมทย์เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งปีติปัสสัทธิเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปีติ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ สัทธิน-*ทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งความสุข โอภาสเกิดขึ้นด้วยสามารถความสุข สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจโอภาส สังเวชเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโอภาส สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจสมาธิ จิตมั่นคงอย่างนั้นแล้วย่อมประคองไว้ดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจการประคองไว้ จิตประคองแล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นมีกิจเสมอกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจภาวนาเพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเสมอกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นธรรมที่หลีกไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยไปแล้วสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไปในนิพพานธาตุเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการนี้ ฯ

ข้อ ๔๕๕

วิริยินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โกสชฺชสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โกสชฺชปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สตินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ปมาทสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ปมาทปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุทฺธจฺจสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ {๔๕๕.๑} อุทฺธจฺจปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยญฺจ ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อวิชฺชาย ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อวิชฺชาปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โอฬาริกานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อณุสหคตานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปามุชฺชวเสน ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปีติวเสน ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปสฺสทฺธิวเสน สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สุขวเสน โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาสวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ {๔๕๕.๒} โอภาสวเสน สํเวโค อุปฺปชฺชติ สํเวควเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สํเวเชตฺวา จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา สมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ปคฺคหวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา ปคฺคหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ อุเปกฺขาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ อุเปกฺขาวเสน นานตฺตกิเลเสหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิมุตฺตตฺตา เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ภาวิตตฺตา ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ วิวฏฺฏนาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชนฺติ โวสฺสคฺควเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ นิโรธวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฯ นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค จ ฯ กิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค นิโรธวเสน อิเม เทฺว โวสฺสคฺคา เอวํ อธิมตฺตฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญวิริยินทรีย์ เพื่อละความเกียจคร้านเพื่อละความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสตินทรีย์ เพื่อละความประมาท เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความประมาท ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสมาธินทรีย์ เพื่อละอุทธัจจะ เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญปัญญินทรีย์ เพื่อละอวิชชา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอวิชชาเพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียด ๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถฉันทะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจปีติ ปัสสัทธิย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปีติ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสุข โอภาสย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งความสุข ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจโอภาส ความสังเวชย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งโอภาส ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจสมาธิ จิตตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น ย่อมประคองไว้ดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความประคองไว้ จิตประคองไว้แล้วอย่างนั้น ย่อมวางเฉยด้วยดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจอุเบกขาจิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นย่อมมีกิจเป็นอันเดียวกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นจิตหลีกไปแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วยอำนาจแห่งความดับมี๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการนี้ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างนี้ ฯ จบภาณวาร

ข้อ ๔๕๖

กถํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิฏฺฐาติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิฏฺฐาติ ฯเปฯ เอวํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างไร ฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ฯลฯ จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๕๗

กถํ ปริยาทานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ ปริยาทิยติ อสฺสทฺธิยปริฬาหํ ปริยาทิยติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ ปริยาทิยติ โกสชฺชปริฬาหํ ปริยาทิยติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทํ ปริยาทิยติ ปมาทปริฬาหํ ปริยาทิยติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ ปริยาทิยติ อุทฺธจฺจปริฬาหํ ปริยาทิยติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ อวิชฺชาปริฬาหํ ปริยาทิยติ เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทํ ปริยาทิยนฺติ อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทํ ปริยาทิยนฺติ อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถีนมิทฺธํ ปริยาทิยนฺติ อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจํ ปริยาทิยนฺติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเส ปริยาทิยนฺติ เอวํ ปริยาทานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างไร ฯ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ย่อมครอบงำความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ย่อมครอบงำความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมครอบงำความประมาท ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความประมาท สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านย่อมครอบงำอุทธัจจะ ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ย่อมครอบงำอวิชชา ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอวิชชาอินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ย่อมครอบงำกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาทย่อมครอบงำพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา ย่อมครอบงำถีนมิทธะอินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำอุทธัจจะ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค ย่อมครอบงำกิเลสทั้งปวง จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๕๘

กถํ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺโธ สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ สทฺธสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ วิริยวา วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคเห ปติฏฺฐาเปติ วิริยวโต วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคเห ปติฏฺฐาเปติ สติมา สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปติ สติมโต สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปติ สมาหิโต สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ สมาหิตสฺส สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ ปญฺญวา ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสเน ปติฏฺฐาเปติ ปญฺญวโต ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสเน ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ เนกฺขมฺเม ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ เนกฺขมฺเม ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อพฺยาปาเท ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อพฺยาปาเท ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อาโลกสญฺญาย ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อาโลกสญฺญา ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปนฺติ ฯเปฯ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อรหตฺตมคฺเค ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อรหตฺตมคฺเค ปติฏฺฐาเปนฺติ เอวํ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างไร ฯ ผู้มีศรัทธา ย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์ของผู้มีศรัทธา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ ผู้มีความเพียรย่อมให้วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในความประคองไว้ วิริยินทรีย์ของผู้มีความเพียร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความประคองไว้ ผู้มีสติย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น สตินทรีย์ของผู้มีสติ ย่อมให้ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่านสมาธินทรีย์ของผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญาย่อมให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในความเห็น ปัญญินทรีย์ของผู้มีปัญญา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความเห็น พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา อินทรีย์ ๕ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์๕ ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคอินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างนี้ ฯ

ข้อ ๔๕๙

ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต สตฺตหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต อฏฺฐหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต ทสหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไรท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ฯ ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ฯ

ข้อ ๔๖๐

ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสโล โหติ โอภาสุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๐.๑} เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสโล โหติ โอภาสุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสโล โหติ เอกตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๐.๒} วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทสหาการหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ เอกตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ จิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนผู้มีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๑เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ๑ ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๗ เหล่านี้ ฯ พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘เป็นไฉน ฯ พระเสขะมีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ... เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว พระเสขะผู้เจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘เหล่านี้ ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะมีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๔๖๑

ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ฯ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ พระเสขะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ ฯ

ข้อ ๔๖๒

ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ สุขโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อตฺตโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ขยโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฆนโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วยโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อายุหนานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วิปริณามุปฏฺฐานกุสโล โหติ ธุวโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิมิตฺตานุปฏฺฐานกุสโล โหติ อปฺปณิหิตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปณิธานุปฏฺฐานกุสโล โหติ สุญฺญตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๒.๑} เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ สุญฺญตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสโล โหติ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ {๔๖๒.๒} วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วิสญฺโญคุปฏฺฐานกุสโล โหติ สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิโรธุปฏฺฐานกุสโล โหติ สงฺขารานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสลวเสน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน ฯ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ๑เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ๑ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ ฯ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐เป็นไฉน ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ฯ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ฯ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้บุคคลผู้มีตนอันเว้นแล้ว ย่อมให้อินทรีย์ประชุม ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

ข้อ ๔๖๓

อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ฯเปฯ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสลวเสน สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสลวเสน อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสลวเสน เอกตฺตุปฏฺฐาน- กุสลวเสน ญาณุปฏฺฐานกุสลวเสน จิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน ทุกฺขโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน สุขโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน อนตฺตโต อุปฏฺฐานกุสลวเนน อตฺตโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน ขยโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน ฆนโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน วยโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน อายุหนานุปฏฺฐานกุสลวเสน วิปริณามุปฏฺฐาน- กุสลวเสน ธุวโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน อนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน นิมิตฺตานุปฏฺฐานกุสลวเสน อปฺปณิหิตุปฏฺฐานกุสลวเสน ปณิธานุปฏฺฐานกุสลวเสน สุญฺญตุปฏฺฐานกุสลวเสน อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสลวเสน ญาณุปฏฺฐานกุสลวเสน อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสลวเสน วิสญฺโญคุปฏฺฐานกุสลวเสน สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสลวเสน นิโรธุปฏฺฐานกุสลวเสน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

คำว่า ย่อมให้อินทรีย์ประชุมลง ความว่า ย่อมให้อินทรีย์ ประชุมลงอย่างไร ย่อมให้สัทธินทรีย์ประชุมลงด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯ ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นอนัตตา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อนด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความประมวลมา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความแปรปรวน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความยั่งยืน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความเป็นสภาพที่หานิมิตมิได้ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยสภาพมีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความดับ ย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

ข้อ ๔๖๔

จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสีภาวตาปญฺญา อาสวานํ ขเย ญาณํ กตเมสํ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อญฺญินฺทฺริยสฺส อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส ฯ {๔๖๔.๑} อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ ฯ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ โสตาปตฺติมคฺคํ อญฺญินฺทฺริยํ ฉ ฐานานิ คจฺฉติ โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคํ สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคํ อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ อรหตฺตผลํ ฯ

ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ด้วยอาการ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ อินทรีย์ ๓ เป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑ ฯ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร ฯ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรคอัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลอนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อัญญตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คืออรหัตผล ฯ

ข้อ ๔๖๕

โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหปริวารํ โหติ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานปริวารํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปปริวารํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนปริวารํ โหติ มนินฺทฺริยํ วิชานนปริวารํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภินนฺทนปริวารํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว กุสลา โหนฺติ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว นิยฺยานิกา โหนฺติ สพฺเพว อปจยคามิโน โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ฯเปฯ ฯ {๔๖๕.๑} อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ ฯ อรหตฺตผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ ฯ อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ ฯเปฯ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ อิติ อิมานิ อฏฺฐฏฺฐกานิ จตุสฏฺฐี โหนฺติ ฯ

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีความประคองไว้เป็นบริวารสตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวารปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดียิ่งเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในการสืบต่อแห่งความเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค เว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นกุศลทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นธรรมที่นำออก ล้วนเป็นเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม ล้วนเป็นโลกุตระ ล้วนเป็นธรรมมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีอินทรีย์ทั้ง ๘ นี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นเป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยเป็นบริวาร มีสัมปยุตธรรมเป็นบริวาร เป็นสหคตธรรม เป็นสหชาตธรรม เป็นธรรมเกี่ยวข้องกัน เป็นธรรมประกอบกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในขณะโสดา-*ปัตติผล ฯลฯ ฯ ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในความสืบเนื่องแห่งความเป็นไปเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตผล เว้นรูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นอัพยากฤตทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นโลกุตระล้วนมีนิพพานเป็นอารมณ์ ฯลฯ ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ทั้ง ๘๘ นี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดนี้รวมเป็นอินทรีย์ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

ข้อ ๔๖๖

อาสวาติ กตเม เต อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ {๔๖๖.๑} กตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน อนวเสโส ทิฏฺฐาสโว ขียติ อปายคมนีโย กามาสโว ขียติ อปายคมนีโย ภวาสโว ขียติ อปายคมนีโย อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริโก กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ อนาคามิมคฺเคน อนวเสโส กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ อรหตฺตมคฺเคน อนวเสโส ภวาสโว ขียติ อนวเสโส อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ {๔๖๖.๒} น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ฯ สมนฺตจกฺขูติ เกนตฺเถน สมนฺตจกฺขุ ฯ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ ทุกฺเข ญาณํ พุทฺธญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ พุทฺธญาณํ ฯเปฯ สพฺพญฺญุตญาณํ พุทฺธญาณํ อนาวรณํ พุทฺธญาณํ อิมานิ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ อิเมสํ จุทฺทสนฺนํ พุทฺธญาณานํ อฏฺฐ ญาณานิ สาวกสาธารณานิ ฉ ญาณานิ อสาธารณานิ สาวเกหิ ฯ

คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะ เหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติ-*มรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะและอวิชชาทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตมรรคนี้ ฯ บทธรรมที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็น ไม่มีในโลกนี้ อนึ่ง บทธรรมอะไร ๆ ที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงทราบแล้ว ไม่พึงทรงทราบมิได้มี พระตถาคตทรงทราบธรรมที่ควรนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่าเป็นพระสมันตจักษุ ฯ คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ญาณในทุกขสมุทัย ฯลฯ สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ เป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณ ๑๔ นี้ในพระพุทธญาณ ๑๔ นี้ ญาณ ๘ ข้างต้นทั่วไปกับพระสาวก ญาณ ๖ ข้างหลังไม่ทั่วไปกับพระสาวก ฯ

ข้อ ๔๖๗

ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ญาโต อญฺญาโต ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ยาวตา สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ {๔๖๗.๑} ยาวตา มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ยาวตา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา อินฺทฺริยานํ ปโรปริยตฺเต ญาณํ ยาวตา สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ยาวตา ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ยาวตา มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯเปฯ ยาวตา สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ญาตํ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สทฺทหติ ปคฺคณฺหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ {๔๖๗.๒} อุปฏฺฐาเปนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ สมาทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สมาทหติ ปชานนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปชานาติ สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สทฺทหิตํ ปคฺคหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา {๔๖๗.๓} สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ สมาทปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา สมาทหิตํ สมาทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สมาทหิตํ ปชานิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา ปชานิตํ ยํ พุทฺธจกฺขุํ ตํ พุทฺธญาณํ ยํ พุทฺธญาณํ ตํ พุทฺธจกฺขุํ เยน จกฺขุนา ตถาคโต สตฺเต ปสฺสติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลก- วชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน ฯ

พระตถาคต ทรงทราบ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากตลอดหมด ที่ไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันต-*จักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากพระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงทราบแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยพระปัญญา ที่ไม่ทรงถูกต้องแล้วมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ... สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ฯลฯ สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุให้เกิด ฯลฯ สภาพแห่งนิโรธเป็นเหตุดับโดยไม่เหลือ ฯลฯ สภาพแห่งมรรคเป็นทางให้ถึง ฯลฯ สภาพแห่งอรรถปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาเครื่องแตกฉานดีโดยอรรถ ฯลฯ สภาพแห่งธรรมปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยธรรม ฯลฯ สภาพแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยภาษา สภาพแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยปฏิภาณญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอันนอนตามของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณาสมาบัติฯลฯ อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้สดับ ที่ได้ทราบ ที่รู้แจ้ง ที่ถึง ที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแจ้งแล้ว ทรงรู้แล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาที่ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญาไม่มีเพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ... สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลเมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อเมื่อเชื่อ ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่นเมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อเพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความรู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัดพระพุทธจักษุเป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณเป็นพุทธจักษุ อันเป็นเครื่องให้พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุก็มี มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการชั่วก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่ายก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยากก็มี บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ

ข้อ ๔๖๘

อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเขติ สทฺโธ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มหารชกฺโข อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข กุสีโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล มหารชกฺโข สมาหิโต ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสมาหิโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข ปญฺญวา ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มหารชกฺโข ฯ {๔๖๘.๑} ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯ {๔๖๘.๒} สฺวากาเร ทฺวากาเรติ สทฺโธ ปุคฺคโล สฺวากาโร ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล สฺวากาโร ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทฺวากาโร ฯ {๔๖๘.๓} สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯ {๔๖๘.๔} อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโนติ สทฺโธ ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี กุสีโต ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯ {๔๖๘.๕} โลโกติ ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก วิปตฺติภวโลโก วิปตฺติสมฺภวโลโก สมฺปตฺติภวโลโก สมฺปตฺติสมฺภวโลโก ฯ เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา ฯ เทฺว โลกา นามญฺจ รูปญฺจ ฯ ตโย โลกา ติสฺโส เวทนา ฯ จตฺตาโร โลกา จตฺตาโร อาหารา ฯ ปญฺจ โลกา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฯ ฉ โลกา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฯ สตฺต โลกา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย ฯ อฏฺฐ โลกา อฏฺฐ โลกธมฺมา ฯ นว โลกา นว สตฺตาวาสา ฯ ทส โลกา ทสายตนานิ ฯ ทฺวาทส โลกา ทฺวาทสายตนานิ ฯ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ {๔๖๘.๖} วชฺชนฺติ สพฺเพ กิเลสา วชฺชา สพฺเพ ทุจฺจริตา วชฺชา สพฺเพ อภิสงฺขารา วชฺชา สพฺเพ ภวคามิกมฺมา วชฺชา อิติ อิมสฺมิญฺจ โลเก อิมสฺมิญฺจ วชฺเช ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ เสยฺยถาปิ อุกฺขิตฺตาสิเก วธเก อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติ ฯ ตติยภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ อินฺทฺริยกถา นิฏฺฐิตา ฯ

คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญา- *จักษุ ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้ปรารภความเพียร ... ผู้มีสติตั้งมั่น ... ผู้มีจิตมั่น ... ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้เกียจคร้าน ... ผู้มีสติหลงลืม ... ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ... ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ฯ คำว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯลฯ ผู้มีปัญญาชื่อว่ามีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯ คำว่า ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการดีผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯ คำว่า จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ความว่าบุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีปัญญาชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ฯ คำว่า บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ คำว่า โลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลกวิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔คือ อาการ ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ โลก๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘ ฯ คำว่า โทษ ความว่า กิเลสทั้งปวงเป็นโทษ ทุจริตทั้งปวงเป็นโทษอภิสังขารทั้งปวงเป็นโทษ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงเป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และในโทษนี้ด้วยประการดังนี้ โดยความเป็นภัยอย่างแรงกล้าปรากฏเฉพาะหน้า เปรียบเหมือนความสำคัญในเพชฌฆาต ซึ่งกำลังแกว่งดาบเข้ามาโดยความเป็นภัย ฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงทราบ ทรงเห็น ทรงรู้ชดทรงแทงตลอด ซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้ ฯ จบตติยภาณวาร จบอินทรียกถา -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส ๔. อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส แสดงสูตรที่ ๑

ข้อ ๑๘๔

ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ) ๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา) ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล

ข้อ ๑๘๕

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร คือ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ อย่าง ได้แก่ เมื่อบุคคลเว้นบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคลผู้มีศรัทธา (และ)พิจารณาพระสูตรที่เป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส สัทธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ๓ อย่างนี้ เมื่อบุคคลเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคลผู้มีความเพียร(และ) พิจารณาสัมมัปปธาน วิริยินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ อย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส เมื่อบุคคลเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น(และ) พิจารณาสติปัฏฐาน สตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ อย่างนี้ เมื่อบุคคลเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น(และ) พิจารณาฌานวิโมกข์ สมาธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ อย่างนี้ เมื่อบุคคลเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทราม สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคลผู้มีปัญญาดี(และ) พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ อย่างนี้ เมื่อบุคคลเว้นบุคคล ๕ จำพวก สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ จำพวก (และ)พิจารณาจำนวนพระสูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ อย่างนี้ อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญอินทรีย์ ๕ มีได้ด้วยอาการเท่าไร คือ อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๑๐ อย่าง การเจริญอินทรีย์ ๕มีได้ด้วยอาการ ๑๐ อย่าง บุคคลเมื่อละความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์เมื่อเจริญสัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความไม่มีศรัทธา เมื่อละความเกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญวิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ ชื่อว่าละความเกียจคร้าน เมื่อละความประมาทชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์ ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะชื่อว่าเจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่าเจริญปัญญินทรีย์ เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้ การเจริญอินทรีย์ ๕ มีได้ด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้ อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร คือ อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้วด้วยอาการ ๑๐ อย่าง ได้แก่ ๑. สัทธินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว เพราะละ ละ ความไม่มีศรัทธาดีแล้ว ๒. ความไม่มีศรัทธาเป็นอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะเจริญ เจริญสัทธินทรีย์ดีแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส ๓. วิริยินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว เพราะละ ละความ เกียจคร้านดีแล้ว ๔. ความเกียจคร้านเป็นอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะเจริญ เจริญวิริยินทรีย์ดีแล้ว ๕. สตินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว เพราะละ ละความ ประมาทดีแล้ว ๖. ความประมาทเป็นอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะเจริญ เจริญ สตินทรีย์ดีแล้ว ๗. สมาธินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว เพราะละ ละ อุทธัจจะดีแล้ว ๘. อุทธัจจะเป็นอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะเจริญ เจริญ สมาธินทรีย์ดีแล้ว ๙. ปัญญินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว เพราะละ ละ อวิชชาดีแล้ว ๑๐. อวิชชาเป็นอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะเจริญ เจริญ ปัญญินทรีย์ดีแล้ว อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้วด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้

ข้อ ๑๘๖

อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ เป็น อันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร คือ อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ อย่าง อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการ ๔ อย่างอินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะแห่งโสดาปัตติผล อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญ ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะแห่งสกทาคามิผล อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญในขณะแห่งอนาคามิมรรค

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะแห่งอนาคามิผล อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญในขณะแห่งอรหัตตมรรค อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว ระงับดีแล้วในขณะแห่งอรหัตตผล มัคควิสุทธิ ๔ ผลวิสุทธิ ๔ สมุจเฉทวิสุทธิ ๔ ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ๔ ด้วย ประการดังนี้ อินทรีย์ ๕ อันบุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ อินทรีย์ ๕เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการ ๔ อย่างนี้ บุคคลกี่จำพวก ชื่อว่ากำลังเจริญอินทรีย์ บุคคลกี่จำพวก ชื่อว่าเจริญ อินทรีย์แล้ว คือ บุคคล ๘ จำพวกชื่อว่ากำลังเจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกชื่อว่า เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ จำพวกไหน ชื่อว่ากำลังเจริญอินทรีย์ คือ พระเสขบุคคล ๗ กัลยาณปุถุชน ๑ บุคคล ๘ จำพวกนี้ชื่อว่ากำลัง เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไหน ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว คือ ๑. พระขีณาสพสาวกของพระตถาคต ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว เพราะ รู้ด้วยอำนาจความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว เพราะมีสภาวะตรัสรู้เอง ๓. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว เพราะมีสภาวะมีพระคุณหาประมาณมิได้ บุคคล ๓ จำพวกนี้ ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว เพราะฉะนั้น บุคคล ๘ จำพวกนี้ ชื่อว่ากำลังเจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกนี้ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว สุตตันตนิทเทสที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส แสดงสูตรที่ ๒

ข้อ ๑๘๗

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ) ๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา) ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ แห่งอินทรีย์ ๕ นี้และเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ นี้ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น หาได้รับยกย่องว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะหรือได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้นหาได้ทำให้แจ้งสามัญญผล และพรหมัญญผล ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ในปัจจุบันไม่ ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ แห่งอินทรีย์ ๕ นี้ และเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ นี้ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมได้รับยกย่องว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ ได้รับยกย่องว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้งสามัญญผลและพรหมัญญผล ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน@เชิงอรรถ : @ สามัญญผล หมายถึงประโยชน์ของความเป็นสมณะ อีกอย่างหนึ่งหมายถึงผลเบื้องต่ำ ๓ ประการ@(ขุ.ป.อ. ๒/๑๘๗/๑๕๕) @ พรหมัญญผล หมายถึงประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ อีกอย่างหนึ่งหมายถึงอรหัตตผล@(ขุ.ป.อ. ๒/๑๘๗/๑๕๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส

ข้อ ๑๘๘

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิด ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้ชัดเหตุเกิดแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีความดับ ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้ชัดความดับแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีคุณ ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้ชัดคุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีโทษ ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้ชัดโทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีเครื่องสลัดออก ด้วยอาการเท่าไร บุคคลรู้ชัดเครื่องสลัด ออกจากอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร คือ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ อย่าง บุคคลรู้ชัดเหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อย่าง อินทรีย์ ๕ มีความดับด้วยอาการ ๔๐ อย่าง บุคคลรู้ชัดความดับแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อย่าง อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ อย่าง บุคคลรู้ชัดคุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อย่าง อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ อย่าง บุคคลรู้ชัดโทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อย่าง อินทรีย์ ๕ มีเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ อย่าง บุคคลรู้ชัดเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ อย่าง อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ อะไรบ้าง บุคคลรู้ชัดเหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ๒. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่ง สัทธินทรีย์ ๓. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๔. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียว ด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิด แห่งสัทธินทรีย์ ๕. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ๖. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ๗. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่ง วิริยินทรีย์ ๘. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิด แห่งวิริยินทรีย์ ๙. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๑๐. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๑๑. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๑๒. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๑๓. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ๑๔. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่ง สมาธินทรีย์ ๑๕. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่ง สมาธินทรีย์ ๑๖. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิด แห่งสมาธินทรีย์ ๑๗. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ๑๘. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์@เชิงอรรถ : @ สภาวะเดียว หมายถึงอารมณ์เดียว (ขุ.ป.อ. ๒/๑๘๘/๑๕๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๑๙. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ๒๐. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิด แห่งปัญญินทรีย์ ๒๑. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็น เหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ๒๒. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การประคองไว้ เป็น เหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ๒๓. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๒๔. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ๒๕. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ๒๖. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ๒๗. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ๒๘. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๒๙. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ๓๐. เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยอำนาจความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ๓๑. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ๓๒. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ๓๓. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๓๔. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ๓๕. เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยอำนาจความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ๓๖. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ๓๗. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ๓๘. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ๓๙. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๔๐. ความปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิด แห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ อย่างนี้ บุคคลรู้ชัดเหตุเกิดแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อย่างนี้ อินทรีย์ ๕ มีความดับ ด้วยอาการ ๔๐ อย่าง อะไรบ้าง บุคคลรู้ชัดความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็น ความดับแห่งสัทธินทรีย์ ๒. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่ง สัทธินทรีย์ ๓. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่ง สัทธินทรีย์ ๔. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นความดับ แห่งสัทธินทรีย์ ๕. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การประคองไว้ เป็น ความดับแห่งวิริยินทรีย์ ๖. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นความดับแห่ง วิริยินทรีย์ ๗. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นความดับแห่ง วิริยินทรีย์ ๘. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจวิริยินทรีย์ เป็นความ ดับแห่งวิริยินทรีย์ ๙. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความ ดับแห่งสตินทรีย์ ๑๐. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ๑๑. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ๑๒. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสตินทรีย์ เป็นความดับ แห่งสตินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๑๓. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็น ความดับแห่งสมาธินทรีย์ ๑๔. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่ง สมาธินทรีย์ ๑๕. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่ง สมาธินทรีย์ ๑๖. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ๑๗. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ๑๘. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ๑๙. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ๒๐. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ เป็นความ ดับแห่งปัญญินทรีย์ ๒๑. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็น ความดับแห่งสัทธินทรีย์ ๒๒. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ๒๓. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความ ดับแห่งสตินทรีย์ ๒๔. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็น ความดับแห่งสมาธินทรีย์ ๒๕. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความ ดับแห่งปัญญินทรีย์ ๒๖. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ๒๗. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ๒๘. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๒๙๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๒๙. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่ง สมาธินทรีย์ ๓๐. ความดับแห่งฉันทะด้วยอำนาจความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ๓๑. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ๓๒. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจการประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ๓๓. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ๓๔. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่ง สมาธินทรีย์ ๓๕. ความดับแห่งมนสิการด้วยอำนาจความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ๓๖. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ เป็นความ ดับแห่งสัทธินทรีย์ ๓๗. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ๓๘. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสตินทรีย์ เป็นความดับ แห่งสตินทรีย์ ๓๙. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจสมาธินทรีย์ เป็นความ ดับแห่งสมาธินทรีย์ ๔๐. ความไม่ปรากฏเป็นสภาวะเดียวด้วยอำนาจปัญญินทรีย์ เป็นความ ดับแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีความดับด้วยอาการ ๔๐ อย่างนี้ บุคคลรู้ชัดความดับแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ก. อัสสาทนิทเทส แสดงคุณ (แห่งอินทรีย์ ๕)

ข้อ ๑๘๙

อินทรีย์ ๕ มีคุณ ด้วยอาการ ๒๕ อย่าง อะไรบ้าง บุคคลรู้ชัดคุณ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ความไม่ปรากฏแห่งความไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ๒. ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ๓. ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อ เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ๔. ความสงบ และการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ๕. สุขโสมนัสที่อาศัยสัทธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ๖. ความไม่ปรากฏแห่งความเกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ๗. ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความไม่เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ๘. ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยการประคองไว้ เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ๙. ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ๑๐. สุขโสมนัสที่อาศัยวิริยินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ๑๑. ความไม่ปรากฏแห่งความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ๑๒. ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะเหตุแห่งความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ๑๓. ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความตั้งมั่น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ๑๔. ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ @เชิงอรรถ : @ ความสงบ หมายถึงสมถะ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๘๙/๑๕๗) @ สุขวิหารธรรม หมายถึงวิปัสสนา (ขุ.ป.อ. ๒/๑๘๙/๑๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๑๕. สุขโสมนัสที่อาศัยสตินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ๑๖. ความไม่ปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ๑๗. ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ๑๘. ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ๑๙. ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ๒๐. สุขโสมนัสที่อาศัยสมาธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ๒๑. ความไม่ปรากฏแห่งอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ๒๒. ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ๒๓. ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความเห็น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ๒๔. ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ๒๕. สุขโสมนัสที่อาศัยปัญญินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ อย่างนี้ บุคคลรู้ชัดคุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อย่างนี้ ข. อาทีนวนิทเทส แสดงโทษ (แห่งอินทรีย์ ๕)

ข้อ ๑๙๐

อินทรีย์ ๕ มีโทษ เพราะอาการ ๒๕ อย่าง เป็นอย่างไร บุคคล รู้ชัดโทษแห่งอินทรีย์ ๕ เพราะอาการ ๒๕ อย่าง เป็นอย่างไร คือ ๑. ความปรากฏแห่งความไม่มีศรัทธา เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ๒. ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ๓. สัทธินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะไม่เที่ยง ๔. สัทธินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นทุกข์ ๕. สัทธินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นอนัตตา ๖. ความปรากฏแห่งความเกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ ๗. ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๘. วิริยินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะไม่เที่ยง ๙. วิริยินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นทุกข์ ๑๐. วิริยินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นอนัตตา ๑๑. ความปรากฏแห่งความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ ๑๒. ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ ๑๓. สตินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะไม่เที่ยง ๑๔. สตินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นทุกข์ ๑๕. สตินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นอนัตตา ๑๖. ความปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ๑๗. ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะไม่เที่ยง ๑๙. สมาธินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นทุกข์ ๒๐. สมาธินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นอนัตตา ๒๑. ความปรากฏแห่งอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ๒๒. ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ๒๓. ปัญญินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะไม่เที่ยง ๒๔. ปัญญินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นทุกข์ ๒๕. ปัญญินทรีย์มีโทษ เพราะมีสภาวะเป็นอนัตตา อินทรีย์ ๕ มีโทษ เพราะอาการ ๒๕ อย่างนี้ บุคคลรู้ชัดโทษแห่งอินทรีย์ ๕เพราะอาการ ๒๕ อย่างนี้ ค. นิสสรณนิทเทส แสดงเครื่องสลัดออก (จากอินทรีย์ ๕)

ข้อ ๑๙๑

อินทรีย์ ๕ มีเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ อย่าง เป็นอย่างไร บุคคลรู้ชัดเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์จึง ๑. สลัดออกจากความไม่มีศรัทธา ๒. สลัดออกจากความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา ๓. สลัดออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความไม่มีศรัทธาและจากขันธ์ ๔. สลัดออกจากสรรพนิมิตภายนอก ๕. สลัดออกจากสัทธินทรีย์ที่มีอยู่ก่อนแต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น เพราะมีสภาวะประคองไว้ วิริยินทรีย์จึง ๑. สลัดออกจากความเกียจคร้าน ๒. สลัดออกจากความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน ๓. สลัดออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเกียจคร้านและจากขันธ์ ๔. สลัดออกจากสรรพนิมิตภายนอก ๕. สลัดออกจากวิริยินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้วิริยินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น เพราะมีสภาวะตั้งมั่น สตินทรีย์จึง ๑. สลัดออกจากความประมาท ๒. สลัดออกจากความเร่าร้อนเพราะความประมาท ๓. สลัดออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความประมาทและจากขันธ์ ๔. สลัดออกจากสรรพนิมิตภายนอก ๕. สลัดออกจากสตินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สตินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน สมาธินทรีย์จึง ๑. สลัดออกจากอุทธัจจะ ๒. สลัดออกจากความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ๓. สลัดออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามอุทธัจจะนั้นและจากขันธ์ ๔. สลัดออกจากสรรพนิมิตภายนอก ๕. สลัดออกจากสมาธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สมาธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น เพราะมีสภาวะเห็น ปัญญินทรีย์จึง ๑. สลัดออกจากอวิชชา ๒. สลัดออกจากความเร่าร้อนเพราะอวิชชา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ๓. สลัดออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามอวิชชาและจากขันธ์ ๔. สลัดออกจากสรรพนิมิตภายนอก ๕. สลัดออกจากปัญญินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้ปัญญินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น

ข้อ ๑๙๒

ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌาน อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น ด้วยอำนาจแห่งทุติยฌาน อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน ด้วยอำนาจแห่งตติยฌาน อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน ด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน ด้วยอำนาจแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจาก อินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน ด้วยอำนาจแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยอำนาจแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยอำนาจแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (๘) ด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ใน อนิจจานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งนิพพิทานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งวิราคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ด้วยอำนาจแห่งนิโรธานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ในนิโรธานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งขยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งวยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ใน ขยานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งวิปริณามานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งอนิมิตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งสุญญตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ในสุญญตานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งอาทีนวานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยอำนาจแห่งปฏิสังขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส ด้วยอำนาจแห่งโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา (๑๘-๒๖) ด้วยอำนาจแห่งโสดาปัตติผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ในโสดาปัตติมรรค ด้วยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติผล ด้วยอำนาจแห่งสกทาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ในสกทาคามิมรรค ด้วยอำนาจแห่งอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิผลสมาบัติ ด้วยอำนาจแห่งอนาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค ด้วยอำนาจแห่งอรหัตตมรรค อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิผล ด้วยอำนาจแห่งอรหัตตผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ จึงสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ สลัดออกจากกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในอพยาบาท สลัดออกจากพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา สลัดออกจากถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในอวิกเขปะ สลัดออกจากอุทธัจจะ อินทรีย์ ๕ ในธัมมววัตถาน สลัดออกจากวิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ ในญาณ สลัดออกจากอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในปามุชชะ สลัดออกจากอรติ

ข้อ ๑๙๓

อินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน สลัดออกจากนิวรณ์ อินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน สลัดออกจากวิตกวิจาร อินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน สลัดออกจากปีติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส อินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน สลัดออกจากสุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ สลัดออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญานานัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกจากอากิญจัญญายตน-สัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา สลัดออกจากนิจจสัญญา อินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา สลัดออกจากสุขสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา สลัดออกจากอัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกจากนันทิ อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา สลัดออกจากราคะ อินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา สลัดออกจากสมุทัย อินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกจากอาทานะ อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนา สลัดออกจากฆนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา สลัดออกจากอายุหนะ อินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกจากธุวสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกจากนิมิต อินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนา สลัดออกจากปณิธิ อินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนา สลัดออกจากอภินิเวส อินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา สลัดออกจากสาราทานาภินิเวส อินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสสนะ สลัดออกจากสัมโมหาภินิเวส อินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา สลัดออกจากอาลยาภินิเวส อินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกจากอัปปฏิสังขา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกจากสัญโญคาภินิเวส อินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรค สลัดออกจากกิเลสซึ่งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ อินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค สลัดออกจากกิเลสอย่างหยาบ อินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค สลัดออกจากกิเลสอย่างละเอียด อินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค สลัดออกจากกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้นๆ อันพระขีณาสพทั้งปวงสลัดออกได้แล้ว สลัดออกดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว อินทรีย์ ๕ มีเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ อย่างนี้ บุคคลรู้ชัดเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ อย่างนี้ สุตตันตนิทเทสที่ ๒ จบ ปฐมภาณวาร จบ ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส แสดงสูตรที่ ๓

ข้อ ๑๙๔

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ) ๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส ภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นสัทธินทรีย์ได้ที่ไหน พึงเห็นได้ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นสัทธินทรีย์ได้ที่นี้ พึงเห็นวิริยินทรีย์ได้ที่ไหน พึงเห็นได้ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นวิริยินทรีย์ได้ที่นี้ พึงเห็นสตินทรีย์ได้ที่ไหน พึงเห็นได้ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นสตินทรีย์ได้ที่นี้ พึงเห็นสมาธินทรีย์ได้ที่ไหน พึงเห็นได้ในฌาน ๔ พึงเห็นสมาธินทรีย์ได้ที่นี้ พึงเห็นปัญญินทรีย์ได้ที่ไหน พึงเห็นได้ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นปัญญินทรีย์ได้ที่นี้ ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร คือ ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๐ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง@เชิงอรรถ : @ โสตาปัตติยังคะ ได้แก่ (๑) คบหาสัตบุรุษ (๒) ฟังสัทธรรม (๓) มนสิการโดยอุบายแยบคาย (๔) ปฏิบัติ@ธรรมสมควรแก่ธรรม (ขุ.ป.อ. ๒/๑๙๔/๑๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส (๑) ปเภทคณนนิทเทส แสดงอินทรีย์ตามหมวดธรรมต่างๆ

ข้อ ๑๙๕

ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติ-ยังคะคือการคบสัตบุรุษ (และ) ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการฟังสัทธรรมของสัตบุรุษ ฯลฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการมนสิการโดยอุบายแยบคาย ฯลฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (และ) ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๐ อย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการไม่ทำบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (และ) ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ฯลฯ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (และ) ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นพึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็นพึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมไป ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๐ อย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นกายในกาย (และ) ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย (และ) ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็นพึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในปฐมฌาน(และ) ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในทุติยฌาน ฯลฯ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในตติยฌาน ฯลฯ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในจตุตถฌาน(และ) ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่างเป็นอย่างไร คือ พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจคือทุกข์(และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นพึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจคือทุกขสมุทัยฯลฯ พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจคือทุกขนิโรธฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจคือทุกขนิโรธ-คามินีปฏิปทา (และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้(๒) จริยวาร วาระว่าด้วยความประพฤติ

ข้อ ๑๙๖

ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการเท่าไร คือ ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นความประพฤติ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส คือ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความน้อมใจเชื่อ ในโสตาปัตติยังคะคือการคบหาสัตบุรุษ (และ) ด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความ น้อมใจเชื่อ ในโสตาปัตติยังคะคือการฟังธรรมของสัตบุรุษ ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความ น้อมใจเชื่อ ในโสตาปัตติยังคะคือการมนสิการโดยอุบายแยบคาย ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความ น้อมใจเชื่อ ในโสตาปัตติยังคะคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (และ) ด้วยอำนาจสัทธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ ในสัมมัปปธานคือการไม่ทำบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (และ)ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นพึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (และ) ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์๕ ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นกายในกาย (และ) ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย (และ) ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในปฐมฌาน (และ) ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในทุติยฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในตติยฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความไม่ฟุ้งซ่านในจตุตถฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่าง เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในการเห็นอริยสัจคือทุกข์ (และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความเห็นอริยสัจคือทุกขสมุทัย ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความเห็นอริยสัจคือทุกขนิโรธ ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ ในความเห็นอริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ อย่างนี้ จารวิหารนิทเทส แสดงความประพฤติและความเป็นอยู่

ข้อ ๑๙๗

ความประพฤติและความเป็นอยู่ เป็นอันตรัสรู้แล้ว รู้แจ้งแล้ว เหมือนอย่างสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง มั่นใจบุคคล ตามที่ประพฤติ ตามที่เป็นอยู่ในฐานะที่ลึกซึ้งว่า “ท่านผู้นี้บรรลุแล้วหรือว่าจักบรรลุแน่” คำว่า ความประพฤติ อธิบายว่า ความประพฤติ ๘ อย่าง ได้แก่ ๑. ความประพฤติในอิริยาบถ ๒. ความประพฤติในอายตนะ ๓. ความประพฤติในสติ ๔. ความประพฤติในสมาธิ ๕. ความประพฤติในญาณ ๖. ความประพฤติในมรรค ๗. ความประพฤติในผล ๘. ความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลก คำว่า ความประพฤติในอิริยาบถ ได้แก่ ความประพฤติในอิริยาบถ ๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส คำว่า ความประพฤติในอายตนะ ได้แก่ ความประพฤติในอายตนะภายในและอายตนะภายนอกอย่างละ ๖ คำว่า ความประพฤติในสติ ได้แก่ ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔ คำว่า ความประพฤติในสมาธิ ได้แก่ ความประพฤติในฌาน ๔ คำว่า ความประพฤติในญาณ ได้แก่ ความประพฤติในอริยสัจ ๔ คำว่า ความประพฤติในมรรค ได้แก่ ความประพฤติในอริยมรรค ๔ คำว่า ความประพฤติในผล ได้แก่ ความประพฤติในสามัญญผล ๔ คำว่า ความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลก ได้แก่ ความประพฤติในพระ ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความประพฤติในพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วนความประพฤติในพระสาวกบางส่วน ความประพฤติในอิริยาบถมีแก่ผู้ตั้งตนไว้ชอบความประพฤติในอายตนะมีแก่ผู้สำรวมอินทรีย์ ความประพฤติในสติมีแก่ผู้ที่อยู่ด้วยความไม่ประมาท ความประพฤติในสมาธิมีแก่ผู้ขวนขวายในอธิจิต ความประพฤติในญาณมีแก่ผู้บรรลุปัญญาเครื่องตรัสรู้ ความประพฤติในมรรคมีแก่ผู้ปฏิบัติชอบความประพฤติในผลมีแก่ผู้ได้บรรลุผล และความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลกมีแก่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วน พระสาวกบางส่วน เหล่านี้ ชื่อว่าความประพฤติ ๘ อย่าง อีกนัยหนึ่ง ความประพฤติ ๘ อย่าง คือ ๑. เมื่อน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ๒. เมื่อประคองใจ ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยวิริยะ ๓. เมื่อตั้งจิตมั่น ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยสติ ๔. เมื่อทำความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ๕. เมื่อรู้ชัด ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยปัญญา ๖. เมื่อรู้แจ้ง ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ @เชิงอรรถ : @ วิญญาณ ในที่นี้หมายถึงอาวัชชนวิญญาณ (ขุ.ป.อ. ๒/๑๙๗/๑๖๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส ๗. เมื่อมนสิการว่า “กุศลธรรมทั้งหลายย่อมดำเนินไปแก่ผู้ปฏิบัติอย่างนี้”ชื่อว่าย่อมประพฤติด้วยความประพฤติในอายตนะ ๘. เมื่อมนสิการว่า “ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมบรรลุคุณวิเศษ” ชื่อว่า ย่อมประพฤติด้วยความประพฤติด้วยคุณวิเศษ เหล่านี้ ชื่อว่าความประพฤติ ๘ อย่าง อีกนัยหนึ่ง ความประพฤติ ๘ อย่าง คือ ๑. ความประพฤติสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าทัสสนจริยา (ความประพฤติด้วย ความเห็น) ๒. ความประพฤติสัมมาสังกัปปะ ชื่อว่าอภินิโรปนจริยา (ความประพฤติด้วยการปลูกฝังความดำริ) ๓. ความประพฤติสัมมาวาจา ชื่อว่าปริคคหจริยา (ความประพฤติด้วย การกำหนดสำรวมวจี ๔ อย่าง ) ๔. ความประพฤติสัมมากัมมันตะ ชื่อว่าสมุฏฐานจริยา (ความประพฤติ ด้วยความหมั่น) ๕. ความประพฤติสัมมาอาชีวะ ชื่อว่าโวทานจริยา (ความประพฤติด้วยความผ่องแผ้ว) ๖. ความประพฤติสัมมาวายามะ ชื่อว่าปัคคหจริยา (ความประพฤติ ด้วยการประคองความเพียร) ๗. ความประพฤติสัมมาสติ ชื่อว่าอุปัฏฐานจริยา (ความประพฤติด้วย การเข้าไปตั้งสติ) ๘. ความประพฤติสัมมาสมาธิ ชื่อว่าอวิกเขปจริยา (ความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน) เหล่านี้ ชื่อว่าความประพฤติ ๘ อย่าง คำว่า ความเป็นอยู่ อธิบายว่า บุคคลผู้น้อมใจเชื่อย่อมอยู่ด้วยศรัทธา ผู้ ประคองไว้ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งมั่นย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำความไม่ฟุ้งซ่านย่อมอยู่ด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัดย่อมอยู่ด้วยปัญญา @เชิงอรรถ : @ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๑/๓๙๙-๔๐๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๓. ตติยสุตตันตนิทเทส คำว่า ตรัสรู้แล้ว อธิบายว่า สภาวะที่น้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์เป็นอันตรัสรู้แล้ว สภาวะที่ประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์เป็นอันตรัสรู้แล้ว สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์เป็นอันตรัสรู้แล้ว สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์เป็นอันตรัสรู้แล้วสภาวะที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์เป็นอันตรัสรู้แล้ว คำว่า รู้แจ้งแล้ว อธิบายว่า สภาวะที่น้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์เป็นอันรู้แจ้งแล้ว สภาวะที่ประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์เป็นอันรู้แจ้งแล้ว สภาวะที่ตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์เป็นอันรู้แจ้งแล้ว สภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์เป็นอันรู้แจ้งแล้วสภาวะที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์เป็นอันรู้แจ้งแล้ว คำว่า ตามที่ประพฤติ อธิบายว่า ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ประพฤติด้วยความเพียรอย่างนี้ ประพฤติด้วยสติอย่างนี้ ประพฤติด้วยสมาธิอย่างนี้ ประพฤติด้วยปัญญาอย่างนี้ คำว่า ตามที่เป็นอยู่ อธิบายว่า เป็นอยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ เป็นอยู่ด้วยความเพียรอย่างนี้ เป็นอยู่ด้วยสติอย่างนี้ เป็นอยู่ด้วยสมาธิอย่างนี้ เป็นอยู่ด้วยปัญญาอย่างนี้ คำว่า ผู้รู้แจ้ง อธิบายว่า ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลสผู้เป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ คำว่า สพรหมจารี อธิบายว่า ผู้ที่มีกรรมอย่างเดียวกัน มีอุทเทสอย่างเดียวกันมีสิกขาเสมอกัน คำว่า ในฐานะที่ลึกซึ้ง อธิบายว่า ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทา ท่านกล่าวว่า เป็นฐานะที่ลึกซึ้ง คำว่า มั่นใจ ได้แก่ พึงเชื่อ คือ พึงน้อมไป คำว่า แน่ นี้เป็นคำกล่าวโดยนัยเดียว เป็นคำกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นคำกล่าวโดยไม่เคลือบแคลง เป็นคำกล่าวโดยไม่เป็น ๒ นัย เป็นคำกล่าวโดยไม่เป็น ๒ อย่างเป็นคำกล่าวโดยรัดกุม เป็นคำกล่าวโดยไม่ผิด คำว่า แน่ นี้ เป็นคำกล่าวที่กำหนดไว้แน่นอน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส คำว่า ท่าน นี้เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ คำว่าท่านนี้ เป็นคำกล่าวที่มีความเคารพและความยำเกรง คำว่า บรรลุแล้ว ได้แก่ ถึงแล้ว คำว่า หรือว่าจักบรรลุ ได้แก่ หรือว่าจักถึง สุตตันตนิทเทส ที่ ๓ จบ ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส แสดงสูตรที่ ๔

ข้อ ๑๙๘

เหตุเกิดขึ้นเหมือนในสูตรข้างต้น ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัทธินทรีย์ ๒. วิริยินทรีย์ ๓. สตินทรีย์ ๔. สมาธินทรีย์ ๕. ปัญญินทรีย์ ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการ นี้แล อินทรีย์ ๕ ประการนี้พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร เพราะมีสภาวะอย่างไร คือ อินทรีย์ ๕ ประการนี้พึงเห็นด้วยอาการ ๖ อย่าง เพราะมีสภาวะอย่างนี้คือ พึงเห็นเพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ เพราะมีสภาวะเป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นให้หมดจด เพราะมีสภาวะมีประมาณยิ่ง เพราะมีสภาวะตั้งมั่น เพราะมีสภาวะทำให้สิ้นไป เพราะมีสภาวะให้ตั้งอยู่ @เชิงอรรถ : @ สูตรข้างต้น ในที่นี้หมายถึงสูตรที่ ๑ (ข้อ ๑๘๔ หน้า ๒๙๐ ในเล่มนี้)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส (๑) อาธิปเตยยัฏฐนิทเทส แสดงสภาวะเป็นใหญ่

ข้อ ๑๙๙

พึงเห็นอินทรีย์เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ เป็นอย่างไร คือ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อแห่งบุคคลผู้ละความไม่มีศรัทธา (และ) ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการประคองไว้แห่งบุคคลผู้ละความเกียจคร้าน (และ) ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นแห่งบุคคลผู้ละความประมาท (และ) ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่านแห่งบุคคลผู้ละอุทธัจจะ (และ) ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็นพึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการเห็นแห่งบุคคลผู้ละอวิชชา(และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นพึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะของบุคคลผู้ละกามฉันทะ (และ) ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส วิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะของบุคคลผู้ละกามฉันทะ (และ) ด้วยอำนาจแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ด้วยอำนาจแห่ง เนกขัมมะของบุคคลผู้ละกามฉันทะ (และ) ด้วยอำนาจแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะของบุคคลผู้ละกามฉันทะ(และ) ด้วยอำนาจแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความเห็น ด้วยอำนาจแห่ง เนกขัมมะของบุคคลผู้ละกามฉันทะ (และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยอำนาจแห่งอพยาบาทของบุคคลผู้ละพยาบาท ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งอาโลกสัญญาของบุคคลผู้ละถีนมิทธะ ฯลฯ ด้วยอำนาจแห่งอรหัตตมรรคของบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง (และ)ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส พึงเห็นปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ในการเห็น ด้วยอำนาจแห่ง อรหัตตมรรคของบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง (และ) ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้พึงเห็นสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นใหญ่ อย่างนี้ (๑) (๒) อาทิวิโสธนัฏฐนิทเทส แสดงสภาวะเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นให้หมดจด

ข้อ ๒๐๐

พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้อง ต้นให้หมดจด เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังความไม่มีศรัทธา เป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งสัทธินทรีย์ให้หมดจด ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังความเกียจคร้าน เป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งวิริยินทรีย์ให้หมดจด ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังความประมาท เป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งสตินทรีย์ให้หมดจด ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังอุทธัจจะ เป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งสมาธินทรีย์ให้หมดจด ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะมีสภาวะเห็น ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังอวิชชา เป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งปัญญินทรีย์ให้หมดจด อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังกามฉันทะเป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ให้หมดจด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส อินทรีย์ ๕ ในอพยาบาท ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังพยาบาท เป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ให้หมดจด ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะมีสภาวะระวังกิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ให้หมดจด พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะเป็นเครื่องชำระศีลที่เป็นเบื้องต้นให้หมดจดอย่างนี้ (๒) (๓) อธิมัตตัฏฐนิทเทส แสดงสภาวะมีประมาณยิ่ง

ข้อ ๒๐๑

พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะมีประมาณยิ่ง เป็นอย่างไร คือ เพราะเจริญสัทธินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจฉันทะ ปามุชชะจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจปามุชชะ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจปามุชชะ ปีติจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจปีติ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจปีติ ปัสสัทธิจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจปัสสัทธิ สุขจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจสุข ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจสุข โอภาสจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจโอภาส ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจโอภาส ความสังเวชจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจความสังเวช ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น ด้วยอำนาจสมาธิ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์ จึงมีประมาณยิ่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส จิตตั้งมั่นอย่างนั้นแล้วย่อมประคองไว้ดี ด้วยอำนาจการประคองไว้ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง จิตประคองไว้แล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี ด้วยอำนาจอุเบกขา ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตจึงหลุดพ้นจากกิเลสที่มีสภาวะต่างๆ ด้วยอำนาจ ความหลุดพ้น ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว ธรรมเหล่านั้นจึงมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยอำนาจภาวนา ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว ธรรมเหล่านั้นจึงหลีกออกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า ด้วยอำนาจความหลีกออก ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมี ประมาณยิ่ง เพราะหลีกออกแล้ว ฉะนั้น บุคคลจึงสละ(กิเลสและขันธ์)ได้ ด้วยอำนาจความสละ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะสละแล้ว ฉะนั้น กิเลสและขันธ์จึงดับ ด้วยอำนาจความดับ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ความสละด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการ คือ ๑. ความสละด้วยการบริจาค ๒. ความสละด้วยความแล่นไป ชื่อว่าความสละด้วยการบริจาค เพราะสละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความสละด้วยความแล่นไป เพราะจิตแล่นไปในนิพพานธาตุที่เป็นความดับ ความสละด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการนี้ เพราะละความไม่มีศรัทธา ฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา ฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฏฐิ ฉันทะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส จึงเกิดขึ้น เพราะละกิเลสส่วนที่หยาบ ฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละกิเลสส่วนที่ละเอียดฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละกิเลสทั้งปวง ฉันทะจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจศรัทธาด้วยอำนาจฉันทะ สัทธินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะเจริญวิริยินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะละความเกียจคร้านฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน ฉันทะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะเจริญสตินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะละความประมาท ฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละความเร่าร้อนเพราะความประมาท ฉันทะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะเจริญสมาธินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะละอุทธัจจะ ฉันทะจึงเกิดขึ้น เพราะละความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะเจริญปัญญินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจฉันทะ ปามุชชะจึงเกิดขึ้นด้วยอำนาจปามุชชะ ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจปามุชชะ ปีติจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจปีติ ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจปีติ ปัสสัทธิจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจปัสสัทธิ สุขจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจสุข ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจสุข โอภาสจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจโอภาส ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจโอภาส ความสังเวชจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจความสังเวช ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น ด้วยอำนาจสมาธิ ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์ จึงมีประมาณยิ่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส จิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ย่อมประคองไว้ดี ด้วยอำนาจการประคองไว้ ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง จิตที่ประคองไว้แล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี ด้วยอำนาจอุเบกขา ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตจึงหลุดพ้นจากกิเลสที่มีสภาวะต่างๆ ด้วยอำนาจ ความหลุดพ้น ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว ธรรมเหล่านั้นจึงมีรสเป็นอย่างเดียวกัน เพราะมีความหมายว่าธรรมทั้งหลายมีรสเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยอำนาจภาวนา ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว ธรรมเหล่านั้นจึงหลีกออกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า ด้วยอำนาจความหลีกออก ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมี ประมาณยิ่ง เพราะหลีกออกแล้ว บุคคลจึงสละ(กิเลสและขันธ์)ได้ ด้วยอำนาจความสละด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง เพราะสละแล้ว ฉะนั้น กิเลสและขันธ์จึงดับ ด้วยอำนาจความดับ ด้วยอำนาจปัญญา ปัญญินทรีย์จึงมีประมาณยิ่ง ความสละด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการ คือ ๑. ความสละด้วยการบริจาค ๒. ความสละด้วยความแล่นไป ชื่อว่าความสละด้วยการบริจาค เพราะสละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความสละด้วยความแล่นไป เพราะจิตแล่นไปในนิพพานธาตุที่เป็นความดับ ความสละด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการนี้ พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะมีประมาณยิ่งอย่างนี้ ทุติยภาณวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส (๔) อธิฏฐานัฏฐนิทเทส แสดงสภาวะตั้งมั่น

ข้อ ๒๐๒

พึงเห็นอินทรีย์เพราะมีสภาวะตั้งมั่น เป็นอย่างไร คือ เพราะเจริญสัทธินทรีย์ ฉันทะจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจฉันทะ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์จึงตั้งมั่น ด้วยอำนาจฉันทะ ปามุชชะจึงเกิดขึ้น ด้วยอำนาจปามุชชะ ด้วยอำนาจศรัทธา สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่นอย่างนี้ (๕) ปริยาทานัฏฐนิทเทส แสดงสภาวะทำให้สิ้นไป พึงเห็นอินทรีย์เพราะมีสภาวะทำให้สิ้นไป เป็นอย่างไร คือ เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์จึงทำความไม่มีศรัทธาให้สิ้นไปทำความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธาให้สิ้นไป เพราะมีสภาวะประคองไว้ วิริยินทรีย์จึงทำความเกียจคร้านให้สิ้นไป ทำความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้านให้สิ้นไป เพราะมีสภาวะตั้งมั่น สตินทรีย์จึงทำความประมาทให้สิ้นไป ทำความเร่าร้อนเพราะความประมาทให้สิ้นไป เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน สมาธินทรีย์จึงทำอุทธัจจะให้สิ้นไป ทำความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะให้สิ้นไป เพราะมีสภาวะเห็น ปัญญินทรีย์จึงทำอวิชชาให้สิ้นไป ทำความเร่าร้อน เพราะอวิชชาให้สิ้นไป อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ทำกามฉันทะให้สิ้นไป @เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มองค์ธรรมในข้อ ๒๐๑ หน้า ๓๒๖-๓๒๙ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส อินทรีย์ ๕ ในอพยาบาท ทำพยาบาทให้สิ้นไป อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา ทำถีนมิทธะให้สิ้นไป อินทรีย์ ๕ ในอวิกเขปะ ทำอุทธัจจะให้สิ้นไป ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค ทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไป พึงเห็นอินทรีย์ ๕ เพราะมีสภาวะทำให้สิ้นไปอย่างนี้ (๖) ปติฏฐาปกัฏฐนิทเทส แสดงสภาวะให้ตั้งอยู่

ข้อ ๒๐๓

พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะให้ตั้งอยู่ เป็นอย่างไร คือ ผู้มีศรัทธาให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์ของผู้มี ศรัทธาให้ผู้มีศรัทธาตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ ผู้มีความเพียรให้วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในการประคองไว้ วิริยินทรีย์ของผู้มีความเพียรให้ผู้มีความเพียรตั้งอยู่ในการประคองไว้ ผู้มีสติให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น สตินทรีย์ของผู้มีสติให้ผู้มีสติตั้งอยู่ในความตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่นให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในอวิกเขปะ สมาธินทรีย์ของผู้มีจิตตั้งมั่นให้ผู้มีจิตตั้งมั่นตั้งอยู่ในอวิกเขปะ ผู้มีปัญญาให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในความเห็น ปัญญินทรีย์ของผู้มีปัญญาให้ผู้มี ปัญญาตั้งอยู่ในความเห็น พระโยคาวจรให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรให้พระโยคาวจรตั้งอยู่ในเนกขัมมะ @เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มองค์ธรรมในข้อ ๑๙๒-๑๙๓ หน้า ๓๐๗-๓๐๙ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน พระโยคาวจรให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอพยาบาท อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรให้พระโยคาวจรตั้งอยู่ในอพยาบาท พระโยคาวจรให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรให้พระโยคาวจรตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา พระโยคาวจรให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอวิกเขปะ อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรให้พระโยคาวจรตั้งอยู่ในอวิกเขปะ ฯลฯ พระโยคาวจรให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรให้พระโยคาวจรตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค พึงเห็นอินทรีย์ เพราะมีสภาวะให้ตั้งอยู่อย่างนี้ สุตตันตนิทเทสที่ ๔ จบ ๕. อินทริยสโมธาน ว่าด้วยการประชุมอินทรีย์

ข้อ ๒๐๔

ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร คือ ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ อย่าง พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ อย่าง ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่าง ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ อย่าง อะไรบ้าง คือ เพราะน้อมนึกถึงแล้ว ปุถุชน ๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๒. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต @เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มองค์ธรรมในข้อ ๑๙๒-๑๙๓ หน้า ๓๐๗-๓๐๙ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน ๓. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ๔. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอวิกเขปะ ๕. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส ๖. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสัมปหังสนะ ๗. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ อย่างนี้ พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างอะไรบ้าง คือ เพราะน้อมนึกถึงแล้ว พระเสขะ ๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๒. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ๓. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ๔. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอวิกเขปะ ๕. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส ๖. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสัมปหังสนะ ๗. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ๘. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสภาวะเดียว พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ อย่างนี้ ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๑๐ อย่าง อะไรบ้าง คือ เพราะน้อมนึกถึงแล้ว ท่านผู้ปราศจากราคะ ๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ฯลฯ ๘. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสภาวะเดียว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน ๙. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ๑๐. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐อย่างนี้

ข้อ ๒๐๕

ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร คือ ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อย่างเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อย่าง พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่างเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่าง ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๑๒ อย่าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ อย่าง ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อย่างอะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อย่าง อะไรบ้าง คือ ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนา ๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เที่ยง ๒. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเที่ยง ๓. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ๔. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน ๕. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ๖. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ๗. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ๘. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ๙. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ๑๐. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ๑๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรผัน ๑๒. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน ๑๓. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยอนิมิต ๑๔. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยนิมิต ๑๕. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่มีปณิหิตะ (ที่ตั้ง) ๑๖. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยปณิธิ ๑๗. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยสุญญตะ (ความว่าง) ๑๘. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยอภินิเวส (ความยึดมั่น) ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้

ข้อ ๒๐๖

พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่าง อะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่าง อะไรบ้าง คือ พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา ๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เที่ยง ๒. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเที่ยง ฯลฯ ๑๗. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยสุญญตะ ๑๘. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยอภินิเวส ๑๙. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ๒๐. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งที่มิใช่ญาณ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อย่างนี้ ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการ ๑๒ อย่าง อะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ อย่างอะไรบ้าง คือ ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนา ๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เที่ยง ๒. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเที่ยง ฯลฯ ๑๙. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ๒๐. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งที่มิใช่ญาณ ๒๑. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง ๒๒. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง ๒๓. เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ ๒๔. เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ในสังขาร ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๑๒ อย่างนี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ อย่างนี้ เพราะน้อมนึกถึงแล้ว ภิกษุให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้ชัดโคจร และรู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯลฯ ให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง รู้ชัดโคจร และรู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ คำว่า ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง อธิบายว่า ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลงอย่างไร คือ ให้สัทธินทรีย์ประชุมลง เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ ฯลฯ ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ฯลฯ ด้วยอำนาจ@เชิงอรรถ : @ ดูความเต็มข้อ ๑๖๘ หน้า ๒๖๑ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน ความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอวิกเขปะ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสัมปหังสนะ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสภาวะเดียว ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต (ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง) ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเที่ยง ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไปฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรผัน ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยอนิมิต ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยนิมิต ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่มีปณิหิตะ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยปณิธิ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยสุญญตะฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยอภินิเวส ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งที่มิใช่ญาณ ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้องฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน (ให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง) ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความดับ ภิกษุย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง รู้ชัดโคจร และรู้แจ้งธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ (ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร)

ข้อ ๒๐๗

ปัญญาที่มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ ชื่อว่าอาสวักขยญาณ อินทรีย์ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒. อัญญินทรีย์ ๓. อัญญาตาวินทรีย์ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ ย่อมถึงฐานะ เท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ ย่อมถึงฐานะเท่าไร คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลอนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อัญญาตาวินทรีย์ ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตตผล ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมี ความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร มีวิริยินทรีย์ซึ่งมีการประคองไว้เป็นบริวาร มีสตินทรีย์ซึ่งมีความตั้งมั่นเป็นบริวาร มีสมาธินทรีย์ซึ่งมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร มีปัญญินทรีย์ซึ่งมีความเห็นเป็นบริวาร มีมนินทรีย์ซึ่งมีความรู้แจ้งเป็นบริวารมีโสมนัสสินทรีย์ซึ่งมีความยินดีเป็นบริวาร มีชีวิตินทรีย์ซึ่งมีความเป็นใหญ่ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๑๐๗ หน้า ๑๖๕ ในอาสวักขยญาณนิทเทสในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ยกเว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมดเป็นกุศล ทั้งหมดไม่มีอาสวะ ทั้งหมดเป็นธรรมเครื่องนำออก ทั้งหมดเป็นเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม ทั้งหมดเป็นโลกุตตระ ทั้งหมดมีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันและกันเป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบร่วมกันเป็นบริวาร ไปร่วมกัน เกิดร่วมกันเกี่ยวข้องกัน ประกอบร่วมกัน ธรรมเหล่านั้นเป็นอาการและเป็นบริวารของอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ฯลฯ ในขณะแห่งอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ มีชีวิตินทรีย์ซึ่งมีความเป็นใหญ่ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวารธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะแห่งอรหัตตผล ยกเว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทั้งหมดเป็นอัพยากฤต ทั้งหมดไม่มีอาสวะ ทั้งหมดเป็นโลกุตตระ ทั้งหมดมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะแห่งอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ธรรมเหล่านี้เป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญาตาวินทรีย์นั้นอินทรีย์ ๘ รวม ๘ หมวดนี้ จึงเป็นอาการ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้ คำว่า อาสวะ อธิบายว่า อาสวะเหล่านั้น อะไรบ้าง คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน คือ ทิฏฐาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค กามาสวะซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ภวาสวะซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย อวิชชาสวะซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน กามาสวะส่วนหยาบย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค ภวาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น อวิชชาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิ-มรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค ภวาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับ กามาสวะนั้น อวิชชาสวะซึ่งตั้งอยู่ร่วมกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิ-มรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะทั้งสิ้น อวิชชาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคนี้

ข้อ ๒๐๘

สิ่งไรๆ ในไตรโลกธาตุนี้ พระปัญญาจักขุของพระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็น ไม่มีเลย อนึ่ง ธรรมชาติอะไรๆ ที่ควรรู้ พระพุทธญาณไม่รู้แจ้งก็ไม่มี ธรรมชาติที่ควรแนะนำใดมีอยู่ พระตถาคตได้ทรงทราบธรรมชาติที่ควรแนะนำนั้นทั้งหมด เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่ามีพระสมันตจักขุ คำว่า สมันตจักขุ อธิบายว่า ชื่อว่าสมันตจักขุ เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ พระพุทธญาณ ๑๔ ประการ ได้แก่ ๑. ญาณในทุกข์ ชื่อว่าพุทธญาณ ๒. ญาณในทุกขสมุทัย ชื่อว่าพุทธญาณ ฯลฯ ๑๓. สัพพัญญุตญาณ ชื่อว่าพุทธญาณ ๑๔. อนาวรณญาณ ชื่อว่าพุทธญาณ @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๖/๔๓๑, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๕/๓๐๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน พระพุทธญาณ ๑๔ ประการนี้แล บรรดาพุทธญาณ ๑๔ ประการนี้ ญาณ ๘ประการเบื้องต้นเป็นญาณที่ทั่วไปแก่สาวก ส่วนญาณอีก ๖ ประการเบื้องปลายเป็นญาณที่ไม่ทั่วไปแก่สาวก สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์พระตถาคตทรงทราบแล้วตลอดทั้งหมด ที่ไม่ทรงทราบไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่ามีพระสมันตจักขุ สมันตจักขุเป็นปัญญินทรีย์ เป็นสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ เป็นวิริยินทรีย์เพราะมีสภาวะประคองไว้ เป็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะตั้งมั่น เป็นสมาธินทรีย์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ สภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกข์พระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงทราบแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาตลอดทั้งหมด ที่ไม่ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่ามีพระสมันตจักขุ สมันตจักขุเป็นปัญญินทรีย์ เป็นสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ เป็นวิริยินทรีย์เพราะมีสภาวะประคองไว้ เป็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะตั้งมั่น เป็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ สภาวะที่เป็นเหตุแห่งสมุทัย ฯลฯ สภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธ ฯลฯ สภาวะที่เป็นทางแห่งมรรค ฯลฯ สภาวะแห่งปัญญาที่แตกฉานดีในอรรถแห่งอัตถปฏิสัมภิทา ฯลฯ สภาวะแห่งปัญญาที่แตกฉานดีในธรรมแห่งธัมมปฏิสัมภิทา ฯลฯ สภาวะแห่งปัญญาที่แตกฉานดีในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา ฯลฯ สภาวะแห่งปัญญาที่แตกฉานดีในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฯลฯ ญาณในความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ฯลฯ ญาณในอาสยะและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ฯลฯ ญาณในพระมหากรุณาสมาบัติ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ที่ถึง ที่แสวงหาที่ตรองตามด้วยใจ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงรู้แล้วทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาตลอดทั้งหมด ที่ไม่ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่ามีพระสมันตจักขุ สมันตจักขุเป็นปัญญินทรีย์ เป็นสัทธินทรีย์เพราะมีสภาวะน้อมใจเชื่อ เป็นวิริยินทรีย์เพราะมีสภาวะประคองไว้ เป็นสตินทรีย์เพราะมีสภาวะตั้งมั่น เป็นสมาธินทรีย์เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลเมื่อเชื่อ ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่าเชื่อ เมื่อเชื่อ ชื่อว่าตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่าเชื่อ เมื่อเชื่อ ชื่อว่าตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่าเชื่อเมื่อเชื่อ ชื่อว่ารู้ชัด เมื่อรู้ชัด ชื่อว่าเชื่อ บุคคลเมื่อประคองไว้ ชื่อว่าตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่าตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่ารู้ชัดเมื่อรู้ชัด ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่าเชื่อ เมื่อเชื่อ ชื่อว่าประคองไว้ บุคคลเมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่าตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่าตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นชื่อว่ารู้ชัด เมื่อรู้ชัด ชื่อว่าตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่าเชื่อ เมื่อเชื่อ ชื่อว่าตั้งสติมั่นเมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่าตั้งสติมั่น บุคคลเมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่ารู้ชัด เมื่อรู้ชัด ชื่อว่าตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่าเชื่อเมื่อเชื่อ ชื่อว่าตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่าตั้งใจมั่นเมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่าตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่าตั้งใจมั่น บุคคลเมื่อรู้ชัด ชื่อว่าเชื่อ เมื่อเชื่อ ชื่อว่ารู้ชัด เมื่อรู้ชัด ชื่อว่าประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ชื่อว่ารู้ชัด เมื่อรู้ชัด ชื่อว่าตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่น ชื่อว่ารู้ชัด เมื่อรู้ชัดชื่อว่าตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ชื่อว่ารู้ชัด เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่นเพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด พุทธจักขุชื่อว่าพุทธญาณ พุทธญาณชื่อว่าพุทธจักขุ เป็นเครื่องให้พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุน้อย มีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมากมีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่ายพึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกมักไม่เห็นปรโลก และโทษโดยความเป็นภัย คำว่า มีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุน้อย มีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมาก อธิบายว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุน้อย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมาก บุคคลผู้มีความเพียร ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน ปัญญาจักษุน้อย บุคคลผู้มีความเกียจคร้าน ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมากบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุน้อย บุคคลผู้มีสติหลงลืม ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมาก บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุน้อย บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมาก บุคคลผู้มีปัญญาดี ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุน้อย บุคคลผู้มีปัญญาทรามชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในปัญญาจักษุมาก คำว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน อธิบายว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯลฯ บุคคลผู้มีปัญญาดีเป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้มีอินทรีย์อ่อน คำว่า มีอาการดี มีอาการทราม อธิบายว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีอาการดีบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้มีอาการทราม ฯลฯ บุคคลผู้มีปัญญาดี เป็นผู้มีอาการดีบุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้มีอาการทราม คำว่า พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก อธิบายว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยากบุคคลผู้มีความเพียร เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย บุคคลผู้เกียจคร้าน เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย บุคคลผู้มีสติหลงลืมเป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก บุคคลผู้มีปัญญาดี เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ง่าย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้พึงสอนให้รู้แจ้งได้ยาก คำว่า บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกมักไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย อธิบายว่า บุคคลผู้มีศรัทธาเป็นผู้มักเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นผู้มักไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯลฯ บุคคลผู้มีปัญญาดีเป็นผู้มักเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยบุคคลผู้มีปัญญาทรามเป็นผู้มักไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๔. อินทริยกถา ๕. อินทริยสโมธาน คำว่า โลก อธิบายว่า ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติ-สัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์โลกทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นาม ๑ รูป ๑ โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔ คือ อาหาร ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ โลก ๗ คือ วิญญาณัฏฐิติ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ คำว่า โทษ อธิบายว่า กิเลสทั้งปวงเป็นโทษ ทุจริตทั้งปวงเป็นโทษ อภิสังขารทั้งปวงเป็นโทษ กรรมที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวงเป็นโทษ สัญญาในโลกนี้และในโทษนี้ว่าเป็นภัยอันแรงกล้า ปรากฏแล้วด้วยประการฉะนี้ เหมือนสัญญาในศัตรูผู้เงื้อดาบเข้ามาจะฆ่า ปรากฏแล้ว ฉะนั้น พระตถาคตทรงรู้ ทรงเห็น ทรงทราบทรงรู้แจ้งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ อย่างนี้ ตติยภาณวาร จบ อินทริยกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๔/๓๕๕-๓๕๖ @ ดูเทียบข้อ ๑๑๒ หน้า ๑๗๒-๑๗๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๓๔๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. อรรถกถาอินทริยกถา ๑. อรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ

บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาในอินทรียกถา ซึ่งกล่าวในลำดับอานาปานสติกถา.

จริงอยู่ อินทริยกถานี้ท่านกล่าวในลำดับอานาปานสติกถา เพื่อแสดงวิธีมีการชำระอินทรีย์ อันเป็นอุปการะแก่อานาปานสตินั้น เพราะไม่มีอานาปานสติภาวนาในเพราะความไม่มีอินทรีย์ทั้งหลายอันเป็นอุปการะแก่อานาปานสติภาวนา เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะทำอินทริยกถาที่ควรกล่าวนั้น อันเป็นเทศนาที่มีมาในพระสูตร โดยประสงค์จะให้รู้ซึ่งคนได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นเบื้องต้นจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า เอวมฺเม สตํ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เป็นบทนิบาต.

บททั้งหลายมีอาทิว่า เม เป็นบทนาม.

บทว่า วิ ในบทว่า วิหรติ นี้ เป็นบทอุปสรรค.

บทว่า หรติ เป็นบทอาขยาต.

พึงทราบการจำแนกบทโดยนัยนี้ด้วยประการฉะนี้.

แต่โดยอรรถ เอวํ ศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถแห่งนิทัศนะการชี้แจงและในอรรถแห่งอวธารณะ (การรับรอง) ในการถือเอาคำอันเป็นอุปมาการอ้าง การติเตียน การสรรเสริญและอาการ.

แต่ เอวํศัพท์ในที่นี้ วิญญูชนบัญญัติลงในอรรถแห่งอาการและในอรรถแห่งนิทัศนะ และในอรรถแห่งอวธารณะก็เหมือนอย่างนั้น.

ในอรรถเหล่านั้น ท่านแสดงความนี้ด้วยเอวํศัพท์อันมีอาการเป็นอรรถ แปลว่า ด้วยอาการอย่างนี้.

ใครๆ สามารถจะรู้พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นอันมีนัยต่างๆ ละเอียด มีอัธยาศัยไม่น้อยเป็นสมุฏฐาน สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ มีปาฏิหาริย์หลายอย่างลึกซึ้งด้วยเหตุผลเทศนาและปฏิเวธอันมาสู่คลองโสตโดยสมควรแก่ภาษาของตนๆ แห่งสัตว์ทั้งปวงได้โดยทุกประการ แม้ยังผู้ประสงค์จะฟังให้เกิดด้วยกำลังทั้งปวง จึงกล่าวว่า เอวํ เม สุตํ คือแม้ข้าพเจ้าก็สดับมาแล้วด้วยอาการหนึ่งดังนี้.

พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะออกตัวว่า เรามิใช่พระสยัมภู สิ่งนี้เรายังมิได้ทำให้แจ้ง ด้วย เอวํศัพท์อันมีนิทัศนะเป็นอรรถ จึงแสดงสูตรทั้งสิ้นที่ควรกล่าวในบัดนี้ว่า เอวํ เม สุตํ แม้เราก็สดับมาแล้วอย่างนี้ดังนี้. ด้วยมีอวธารณะเป็นอรรถ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงกำลังอันทรงไว้ของตน สมควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงสรรเสริญโดยนัยมีอาทิว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของเรา มีปัญญามาก สารีบุตรเป็นผู้เลิศ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณาเห็นบุคคลอื่นแม้สักคนเดียว ซึ่งเป็นผู้ยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ตถาคตประกาศไปแล้วอย่างนี้ ให้เป็นไปตามได้อย่างถูกต้องเหมือนสารีบุตรเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ตถาคตประเทศแล้ว ให้เป็นไปตามได้อย่างถูกต้อง.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๖ องฺ. เอก. ๒๐/๑๔๕

จึงยังความเป็นผู้ใคร่จะฟังให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายว่า เราสดับมาแล้วอย่างนี้ พระธรรมจักรนั้นแลไม่บกพร่องไม่เกิน โดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ พึงเห็นเป็นอย่างนี้เท่านั้น ไม่พึงเห็นเป็นอย่างอื่น.

เมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ จตุตถีวิภัตติและฉัฏฐีวิภัตติ. แต่ในที่นี้ย่อมควรในสองอรรถว่า มยา สุตํ อันเราสดับแล้ว และ มม สุตํ สดับแล้วแก่เราดังนี้.

ศัพท์ว่า สุตํ นี้เป็นทั้งอุปสรรคและมิใช่อุปสรรค ย่อมปรากฏในการฟังชัด การไป การชุ่มชื้น การสะสม การประกอบ การรู้แจ้งทางหู และเมื่อจะรู้ ย่อมปรากฏด้วยการแล่นไปตามโสตทวาร.

แต่ในที่นี้ สุตํศัพท์นั้นมีความว่า เข้าไปทรงไว้หรือการเข้าไปทรงไว้โดยแล่นไปตามโสตทวาร.

เมื่อ เมศัพท์ มีอรรถว่า มยา ย่อมควรว่า อันเราสดับแล้วอย่างนี้ คือเข้าไปทรงไว้โดยแล่นไปตามโสตทวาร. เมื่อมีอรรถว่า มม ย่อมควรว่า การฟังคือการเข้าไปทรงไว้โดยตามแล่นไปทางโสตทวารของเราอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อไม่รู้ความที่การฟังอันตนให้เกิดแล้วว่า เราสดับมาแล้วอย่างนี้ เมื่อจะเปิดเผยการฟังอันมีมาก่อน ย่อมยังความไม่เชื่อถือในธรรมนี้ให้พินาศไปว่า คำนี้เรารับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้าด้วยเวสารัชธรรม ๔ ผู้ทรงกำลัง ๑๐ ผู้ตั้งอยู่ในฐานะอันองอาจ ผู้บันลือสีหนาท ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ผู้เป็นอิสระในธรรม ผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้เป็นธรรมาธิบดี ผู้เป็นธรรมประทีป ผู้เป็นธรรมสรณะ ผู้เป็นจักรพรรดิแห่งพระสัทธรรมอันประเสริฐ ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ควรทำความเคลือบแคลงสงสัย ในอรรถ ในธรรม ในบท ในพยัญชนะนี้เลย ยังสัทธาสัมปทาให้เกิด.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

สาวกของพระโคดมกล่าวอยู่อย่างนี้ว่า เราสดับ

มาแล้วอย่างนี้ ย่อยยังผู้ไม่เชื่อให้พินาศไป ยังผู้เชื่อให้

เจริญในพระศาสนา ดังนี้.

บทว่า เอกํ แสดงจำนวน.

บทว่า สมยํ แสดงกำหนด.

บทว่า เอกํ สมยํ แสดงความไม่แน่นอน.

สมยศัพท์ในบทนั้นย่อมปรากฏ

ในการประชุม ขณะ กาล หมู่ เหตุ ทิฏฐิ

การได้ การละ และการแทงตลอด

แต่ในที่นี้ สมยศัพท์เอาความว่า กาล. ด้วยเหตุนั้นท่านแสดงว่า เอกํ สมยํ ในสมัยหนึ่ง บรรดาสมัยทั้งหลายอันเป็นประเภทแห่งกาลมีปี ฤดู เดือน กึ่งเดือน คืน วัน เช้า เที่ยง เย็น ยามต้น ยามกลาง ยามสุดและครู่เป็นต้น.

ในกาลทั้งหลายมีปีเป็นต้นเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรใดๆ ในปี ฤดู เดือน ปักษ์ กลางคืนหรือกลางวันใด ๆ พระสูตรนั้นทั้งหมด พระเถระรู้แล้วเป็นอย่างดี กำหนดแล้วเป็นอย่างดีด้วยปัญญาโดยแท้.

แต่เพราะเมื่อกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้ ในปีโน้น ฤดูโน้น เดือนโน้น ปักษ์โน้น กลางคืนวันโน้น หรือกลางวันวันโน้น ไม่สามารถจะทรงจำได้ จะยกขึ้นแสดงได้หรือให้ยกขึ้นแสดงได้โดยง่าย ควรจะกล่าวให้มาก ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประมวลความนั้นลงด้วยบทเดียวเท่านั้นแล้วกล่าวว่า เอกํ สมยํ.

ในบรรดาสมัยอันมีประเภทมากมาย ตามประกาศไว้ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายของพระผ้มีพระภาคเจ้ามีอาทิอย่างนี้คือ สมัยลงสู่พระครรภ์ สมัยประสูติ สมัยเกิดสังเวช สมัยเสด็จทรงผนวช สมัยทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา สมัยชนะมาร สมัยตรัสรู้ สมัยเสวยสุขในทิฏฐธรรม สมัยเทศนา สมัยปรินิพพาน แสดงถึงสมัยหนึ่ง คือสมัยเทศนา.

ท่านกล่าวว่า เอกํ สมยํ หมายถึง สมัยใดสมัยหนึ่ง ในบรรดาสมัยอันเป็นสมัยทรงบำเพ็ญกิจด้วยพระกรุณาในสมัยทรงบำเพ็ญพระญาณกรุณา อันเป็นสมัยทรงปฏิบัติประโยชน์ เพื่อผู้อื่นในสมัยที่ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์เพื่อผู้อื่น อันเป็นสมัยแสดงธรรมิกถาในสมัยที่ทรงกระทำกิจแก่ผู้มาประชุมกัน อันเป็นสมัยทรงประกาศพระศาสนา.

อนึ่ง เพราะบทว่า เอกํ สมยํ เป็นอัจจันตสังโยคะ คือเป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถว่า สิ้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้หรือพระสูตรอื่นสิ้นสมัยใด ทรงอยู่ด้วยพระกรุณาวิหาร สิ้นสมัยนั้นตลอดกาล ฉะนั้น เพื่อส่องความนั้น ท่านจึงทำให้เป็นทุติยาวิภัตติ.

ดังที่ท่านกล่าวว่า

ท่านเพ่งถึงอรรถนั้นๆ แล้วจึงกล่าว สมยศัพท์

ในที่อื่นด้วยสัตตมีวิภัตติและตติยาวิภัตติ ในที่นี้กล่าว

ด้วยทุติยาวิภัตติ.

ส่วนพระโบราณาจารย์ทั้งหลายพรรณนาว่า สมยศัพท์นี้มีความต่างกันเพียงคำพูดว่า ตสฺมึ สมเย ในสมัยนั้น เตน สมเยน ด้วยสมัยนั้น หรือ ตํ สมยํ สิ้นสมัยนั้น ในที่ทั้งปวงมีความเป็นสัตตมีวิภัตติทั้งนั้น.

เพราะฉะนั้น แม้เมื่อกล่าวว่า เอกํ สมยํ ก็พึงทราบความว่า เอกสฺมึ สมเย ในสมัยหนึ่ง.

บทว่า ภควา คือ ครู. เพราะชนทั้งหลายในโลกเรียกครูว่า ภควา.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นครูของสรรพสัตว์ เพราะเป็นผู้ประเสริฐด้วยคุณทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงทราบบทว่า ภควา ต่อไป.

แม้พระโบราณาจาย์ทั้งหลายก็ยังกล่าวไว้ว่า

คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐที่สุด คำว่า ภควา

เป็นคำสูงที่สุด พระตถาคตนั้นทรงเป็นผู้ควรแก่ความ

เคารพ คารวะ ด้วยเหตุนั้นจึงขนานพระนามว่า ภควา.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความโดยพิสดารแห่งบทนั้นด้วยคาถานี้ว่า

เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงมีคายธรรม ๑

ทรงมีภัคคธรรม ๑ ทรงประกอบด้วยภคธรรม ๑ ทรง

จำแนกธรรม ๑ ทรงมีผู้ภักดี ๑ ทรงคายการไปในภพ

ทั้งหลาย ๑ ฉะนั้นจึงได้รับขนานพระนามว่า ภควา.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ท่านกล่าวไว้ในพุทธานุสตินิเทศ ในวิสุทธิมรรคแล้ว.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ในนิเทศนี้ท่านแสดงเทศนาสมบัติด้วยคำว่า เอวํ แสดงสาวกสมบัติ ด้วยบทว่า เม สุตํ แสดงกาลสมบัติว่า เอกํ สมยํ แสดงเทศกสมบัติด้วยบทว่า ภควา.

อนึ่ง ในบทว่า สาวตฺถิยํ นี้ ชื่อว่า สาวตฺถี เป็นนครอันเป็นที่อยู่ของฤษีชื่อว่าสวัตถะ.

นักอักษรศาสตร์กล่าวไว้อย่างนี้ว่า เหมือนนครกากันที มากันที.

แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชื่อว่าสาวัตถี เพราะมนุษย์ทั้งหลายมีเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด.

อนึ่ง เมื่อพวกกองเกวียนถามว่า มีสินค้าอะไร ชาวกรุงสาวัตถีตอบว่า มีทุกอย่าง.

เครื่องอุปกรณ์ทุกชนิด รวมอยู่ในกรุงสาวัตถี

ตลอดทุกกาล เพราะฉะนั้น อาศัยเครื่องอุปกรณ์

ทั้งหมด จึงเรียกว่า สาวัตถี.

ใกล้กรุงสาวัตถีนั้น.

บทว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่าใกล้.

บทว่า วิหรติ นี้แสดงการพร้อมด้วยการอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาการอยู่ด้วยอิริยาบถ และการอยู่อันเป็นของทิพย์ ของพรหม ของพระอริยะโดยไม่พิเศษ. แต่ในที่นี้แสดงถึงการประกอบด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอิริยาบถทั้งหลาย อันมีประเภทเช่นยืน เดิน นั่งและนอน.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ประทับยืน แม้ทรงดำเนิน แม้ประทับนั่ง แม้บรรทม ก็พึงทราบว่า วิหรติ ประทับอยู่นั่นแล

ในบทว่า เชตวเน นี้ ชื่อเชตะ เพราะทรงชนะชนผู้เป็นศัตรูของพระองค์ หรือชื่อเชตะ เพราะเกิดเมื่อชนะชนผู้เป็นศัตรูของพระราชาของตน หรือชื่อเชตะ เพราะตั้งชื่ออย่างนี้แก่พระกุมาร เพราะทำให้เป็นมงคล.

ชื่อว่า วน เพราะปรารถนา. ความว่า เพราะทำความยินดีแก่สัตว์ทั้งหลาย เพื่ออัตตสมบัติ เพราะยังความสิเนหาให้เกิดในตน.

หรือชื่อว่า วน เพราะเชิญชวน. ความว่า ดุจขอร้องสัตว์ทั้งหลายว่า จงมาใช้สอยกะเราเถิด มีทั้งลมไหวอ่อนๆ ต้นไม้ กิ่งไม้ คบไม้ หน่อไม้ ใบไม้ซึ่งทำให้เกิดความเพลิดเพลินด้วยความหอมของดอกไม้นานาชนิด และเป็นที่ยินดีของวิหคมีนกดุเหว่าเป็นต้น.

สวนของเจ้าเชต ชื่อว่าเชตวัน เพราะสวนนั้นพระราชกุมารพระนามว่าเชตะ ทรงปลูก ทำให้งอกงาม ทรงดูแลรักษาอย่างดี.

อนึ่ง เจ้าเชตนั้นเป็นเจ้าของสวนนั้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เชตวนํ สวนของเจ้าเชต.

ในเชตวันนั้น ชื่อว่า วน มีสองอย่าง คือ สวนปลูกและเกิดเอง. เชตวันนี้และเวฬุวันเป็นต้นเป็นสวนปลูก. อันธวัน มหาวันเป็นต้นเกิดเอง.

บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม อารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี มารดาบิดาตั้งชื่อว่าสุทัตตคหบดี.

อนึ่ง เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความประสงค์ทุกประการ เพราะปราศจากความตระหนี่และเพราะเพียบพร้อมด้วยคุณมีกรุณาเป็นต้น ได้บริจาคก้อนข้าวแก่คนอนาถาตลอดกาล ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ.

ชื่อว่า อาราม เพราะเป็นที่มายินดีของสัตว์หรือโดยเฉพาะบรรพชิต. บรรพชิตทั้งหลายมาจากที่นั้นๆ ย่อมยินดี ย่อมยินดียิ่ง เพราะอารามนั้นงามด้วยดอกไม้และผลไม้เป็นต้น และเพราะถึงพร้อมด้วยองค์แห่งเสนาสนะ ๕ อย่างมีไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไปเป็นต้น.

ความว่า เป็นผู้ไม่รำคาญอาศัยอยู่.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาราม เพราะแม้เมื่อชนไปในที่นั้นๆ มาในระหว่างของตนแล้วให้ยินดีด้วยสมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว เพราะอารามนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีซื้อด้วยเงิน ๑๘ โกฏิจากพระหัตถ์ของพระราชกุมารเชตะเพื่อเกลี่ยพื้นที่ แล้วให้สร้างเสนาสนะด้วยเงิน ๑๘ โกฏิ สร้างทางไปสู่วิหารด้วยเงิน ๑๘ โกฏิแล้วมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยปริจาคเงิน ๕๔ โกฏิด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นจึงเรียกว่าอารามของอนาถปิณฑิกะ.

อารามของอนาถปิณฑิกะนั้น.

อนึ่ง คำว่า เชตวเน ประกาศเจ้าของเดิม.

คำว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ประกาศเจ้าของหลัง.

ประโยชน์อะไรในการประกาศชนเหล่านั้น.

เป็นการนึกถึงทิฏฐานุคติของผู้ประสงค์บุญทั้งหลาย.

เจ้าเชตทรงบริจาคเงิน ๑๘ โกฏิที่ได้จากการขายพื้นที่ในการสร้างซุ้มประตูและปราสาท และต้นไม้มีค่าหลายโกฏิ. อนาถปิณฑิกบริจาค ๕๔ โกฏิ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยการประกาศชื่อชนเหล่านั้น.

ท่านพระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่า ผู้ใครบุญทั้งหลายย่อมทำบุญอย่างนี้ ย่อมชักชวนผู้ใคร่บุญแม้เหล่าอื่นในการนึกถึงทิฏฐานุคติของท่านเหล่านั้น.

ในข้อนั้นจะพึงมีผู้พูดว่า หากพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ก็ไม่ควรกล่าวว่า เชตวเน อนาถปิณฺทิกสฺส อาราเม ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ครั้นประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว ก็ไม่ควรกล่าวว่า สาวตฺถิยํ ใกล้กรุงสาวัตถี เพราะสมัยเดียวไม่สามารถจะประทับอยู่ในที่สองแห่งได้ ไม่ควรเห็นอย่างนั้น เราได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า

บทว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าใกล้ คือใกล้กรุงสาวัตถี.

เพราะฉะนั้น เหมือนฝูงโคทั้งหลายเที่ยวไปใกล้แม่น้ำคงคาและยมุนาเป็นต้น ก็เรียกว่า ฝูงโคเที่ยวไปใกล้แม่น้ำคงคา เที่ยวไปใกล้แม่น้ำยมุนาฉันใด แม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น เชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่นั้นก็กล่าวว่า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้กรุงสาวัตถี เพราะคำว่า กรุงสาวัตถี ของบทนั้นเพื่อแสดงถึงโคจรคาม คำที่เหลือเพื่อแสดงถึงที่อยู่อันสมควรแก่บรรพชิต.

ในบทเหล่านั้น ท่านพระสารีบุตรแสดงถึงการทำความอนุเคราะห์คฤหัสถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประกาศชื่อกรุงสาวัตถี แสดงถึงการทำความอนุเคราะห์บรรพชิต ด้วยประกาศชื่อเชตวันเป็นต้น.

อนึ่ง ด้วยบนต้นแสดงถึงการเว้นการประกอบอัตตกิลมถานุโยค เพราะได้รับปัจจัย ด้วยบทหลังแสดงถึงอุบายเป็นเครื่องเว้นการประกอบกามสุขัลลิกานุโยค เพราะละวัตถุกาม.

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทก่อนแสดงถึงการประกอบธรรมเทศนา ด้วยบทหลังแสดงถึงการน้อมไปเพื่อวิเวก. ด้วยบทก่อนแสดงถึงการเข้าถึงด้วยพระกรุณา ด้วยบทหลังแสดงถึงการเข้าถึงด้วยปัญญา. ด้วยบทต้นแสดงถึงความเป็นผู้น้อมไปเพื่อยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยบทหลังแสดงถึงความไม่เข้าไปคิดในการทำประโยชน์สุขเพื่อผู้อื่น. ด้วยบทต้นแสดงถึงการอยู่ผาสุก มีการไม่สละสุขอันประกอบด้วยธรรมเป็นนิมิต ด้วยบทหลังแสดงถึงการอยู่ผาสุก มีการประกอบธรรมอันยอดเยี่ยมของมนุษย์. ด้วยบทต้นแสดงถึงความเป็นผู้มากด้วยอุปการะแก่มนุษย์ทั้งหลาย ด้วยบทหลังแสดงถึงความเป็นผู้มากด้วยอุปการะแก่ทวยเทพ. ด้วยบทต้นแสดงถึงความที่พระองค์อุบัติขึ้นในโลกเป็นผู้เจริญในโลก ด้วยบทหลังแสดงถึงความเป็นผู้ไม่ถูกโลกฉาบทา.

ด้วยบทต้นแสดงการชี้แจงถึงประโยชน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลหนึ่งคือใคร คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ด้วยบทหลังแสดงถึงการอยู่อันสมควรในที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติแล้ว.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๓๙

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติในสวนทั้งนั้น ทั้งโลกิยอุบัติและโลกุตรอุบัติ คือครั้งแรกทรงอุบัติ ณ ลุมพินีวัน ครั้งที่สองทรงอุบัติ ณ โพธิมณฑล ด้วยเหตุนั้นพึงทราบการประกอบความในบทนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงถึงการประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในสวนทั้งนั้น.

บทว่า ตตฺร ณ ที่นั้น เป็นบทแสดงถึงเทศะและกาละ.

ท่านแสดงว่า ในสมัยที่ประทับอยู่ และในพระวิหารเชตวันที่ประทับอยู่ หรือแสดงถึงเทศะและกาละอันควรกล่าว.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ทรงแสดงธรรมในเทศะหรือกาละอันไม่สมควร ดังตัวอย่างในข้อนี้ว่า ดูก่อนพาหิยะ ยังไม่ถึงเวลาก่อน.

____________________________

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๙

บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอวธารณะ เพียงทำบทให้เต็ม หรือในอรรถแห่งกาลต้น.

บทว่า ภควา คือแสดงถึงความเป็นผู้เคารพของโลก.

บทว่า ภิกฺขุ เป็นคำกล่าวถึงบุคคลที่ควรฟังพระดำรัส.

อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ภิกฺขุ นี้ พึงทราบอรรถแห่งคำโดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่าภิกขุ เพราะเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกขุ เพราะเป็นผู้ออกเที่ยวเพื่อขอ.

____________________________

วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒๖

บทว่า อามนฺเตสิ คือ ตรัสเรียก ได้ตรัสให้รู้ นี้เป็นความในบทว่า อามนฺเตสิ นี้ แต่ในที่อื่นเป็นไปในความให้รู้บ้าง ในการเรียกบ้าง.

บทว่า ภิกฺขโว แสดงอาการเรียก.

ด้วยบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศถึงความประพฤติที่คบคนเลวและคนดี ด้วยพระดำรัสอันสำเร็จด้วยการประกอบคุณ มีความเป็นผู้ขอเป็นปกติ ความเป็นผู้ขอเป็นธรรมดา และความเป็นผู้ทำความดีในการขอเป็นต้นของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงกระทำการข่มความเป็นผู้ฟุ้งซ่านและความหดหู่.

อนึ่ง ด้วยบทว่า ภิกฺขโว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภิกษุเหล่านั้นให้หันหน้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ ด้วยพระดำรัสอันเปี่ยมไปด้วยพระกรุณาอย่างกว้างขวาง พระหฤทัยและพระเนตรสุภาพ ทรงยังภิกษุเหล่านั้นให้เกิดความสนใจเพื่อจะฟังด้วยพระดำรัส แสดงความเป็นผู้ใครเพื่อจะกล่าวนั้นนั่นเอง.

อนึ่ง ด้วยบทว่า ภิกฺขโว นั้นทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้น แม้ตั้งใจฟังด้วยดี ด้วยพระดำรัสอันเป็นประโยชน์ในการตรัสรู้.

จริงอยู่ ความเป็นผู้ตั้งใจฟังด้วยดีเป็นสมบัติของพระศาสนา.

หากมีคำถามว่า เมื่อมีเทวดาและมนุษย์เหล่าอื่นอยู่ด้วย เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกเฉพาะภิกษุทั้งหลายเท่านั้นเล่า.

ตอบว่า เพราะภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด เป็นผู้นั่งใกล้ เป็นผู้เตรียมแล้วทุกเมื่อ และเป็นดุจภาชนะอันที่จริง พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั่วไปแก่บริษัททั้งปวง.

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้เจริญที่สุดในบริษัทเพราะเข้าไปถึงก่อน ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะเป็นผู้ดำเนินตามพระจริยาของพระศาสดา ตั้งแต่ความเป็นผู้ไม่ครองเรือนเป็นต้น และเพราะเป็นผู้รับคำสอนไว้ทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ เพราะเมื่อนั่น ณ ที่นั้น ก็นั่งใกล้พระศาสดา ชื่อว่าเป็นผู้เตรียมไว้ทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้ท่องเที่ยวไปในสำนักของพระศาสดา และชื่อว่าเป็นดุจภาชนะของพระธรรมเทศนา เพราะเป็นผู้พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอน.

ในข้อนั้นจะพึงมีผู้พูดว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรม ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายก่อน ไม่ทรงแสดงธรรมไปเลยเพื่ออะไร. เพื่อให้ตั้งสติเพราะภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั่งคิดอย่างอื่นบ้าง จิตฟุ้งซ่านบ้าง พิจารณาธรรมบ้าง มนสิการกรรมฐานบ้าง.

ภิกษุเหล่านั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสเรียก แล้วทรงแสดงธรรมไปเลย ก็ไม่สามารถจะกำหนดได้ว่า เทศนานี้มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นปัจจัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไรพึงถึงความฟุ้งซ่าน หรือพึงถือเอาผิดๆ.

ด้วยเหตุนั้น เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นตั้งสติ จึงตรัสเรียกก่อนแล้วทรงแสดงธรรมในภายหลัง.

บทว่า ภทนฺเต นี้เป็นคำแสดงความเคารพ หรือเป็นการให้คำรับต่อพระศาสดา.

อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ภทนฺเต นี้ พระผู้พระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ภิกฺขโว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ภทนฺเต ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกฺขโว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า ภทนฺเต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุทั้งหลายให้คำรับว่า ภิกฺขโว. ภิกษุทั้งหลายทูลให้คำรับว่า ภทนฺเต.

บทว่า เต ภิกฺขู พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรียก.

บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ คือ ภิกษุทั้งหลายทูลรับการตรัสเรียกของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ความว่า ภิกษุทั้งหลายหันหน้า ฟัง รับ ถือเอา.

บทว่า ภควา เอตทโวจ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรทั้งสิ้นนั้นที่ควรตรัสในบัดนี้.

อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวถึงนิทานใดอันประดับด้วยการอ้างถึงกาละ เทศะ ผู้แสดงและบริษัท เพื่อความสะดวกแห่งพระสูตรนี้อันส่องถึงความลึกซึ้งของเทศนาญาณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันสมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ดุจท่าน้ำอันเป็นภูมิภาคที่สะอาด เกลื่อนกลาดด้วยทรายเช่นกับลาดไว้ด้วยตาข่ายแก้วมุกดา มีบันไดแก้ววิลาส โสภิตขจิตด้วยพื้นศิลาราบรื่น เพื่อข้ามไปได้สะดวก ณ สระโบกขรณี มีน้ำรสอร่อยใสสะอาดดาดาษไปด้วยดอกบัวและกอบัว ดุจบันไดงดงามรุ่งเรืองผุดขึ้นด้วยแสงสว่างแห่งมวลแก้วมณี อันผูกติดไว้กับแผ่นกระดานอันละเอียดอ่อนทำด้วยงาและลดาทอง เพื่อขึ้นสะดวกยังปราสาทอันประเสริฐ ตกแต่งไว้อย่างรุ่งโรจน์ ล้อมด้วยฝาที่จัดไว้เป็นอย่างดี และเวทีอันวิจิตร ดุจเพราะใคร่จะสัมผัสทางแห่งนักษัตร ดุจมหาทวารอันมีประตูและหน้าต่างไพศาล รุ่งโรจน์ โชติช่วง บริสุทธิ์ด้วยทอง เงิน แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้วประพาฬเป็นต้น เพื่อเข้าไปสะดวกยังเรือนใหญ่ อันงดงามด้วยอิสริยสมบัติอันโอฬาร อันเป็นหลักการประพฤติของชน ในเรือนซึ่งมีเสียงไพเราะด้วยการพูด การหัวเราะเจือไปด้วยเสียงกระทบ มีกำไรมือและกำไรเท้าทองคำเป็นต้น.

การพรรณนาความแห่งนิทานนั้นสมบูรณ์แล้ว.

บทว่า ปญฺจภู ในพระสูตรเป็นการกำหนดจำนวน.

บทว่า อิมานิ อินฺทฺริยานิภู อินทรีย์เหล่านี้เป็นบทชี้แจงธรรมที่กำหนดไว้แล้ว อรรถแห่งอินทรีย์ ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงพระสูตรนี้แล้ว มีพระประสงค์จะแสดงวิธีเจริญความบริสุทธิ์แห่งอินทรีย์ทั้งหลายที่ได้ตรัสไว้ในพระสูตรนี้ และความระงับอินทรีย์ที่เจริญแล้ว จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิสุชฺฌนฺติ คือ ย่อมถึงความหมดจด.

บทว่า อสฺสทฺเธ ผู้ไม่มีศรัทธา คือผู้ปราศจากความเชื่อในพระรัตนตรัย.

บทว่า สทฺเธ ผู้มีศรัทธา คือผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย.

บทว่า เสวโต สมาคม คือเสพด้วยจิต.

บทว่า ภชโต คบหา คือเข้าไปนั่งใกล้.

บทว่า ปยิรปาสโต นั่งใกล้ คือเข้าไปนั่งด้วยความเคารพ.

บทว่า ปาสาทนีเย สุตตนฺเต พระสูตรอันนำมาซึ่งความเลื่อมใส คือพระสูตรปฏิสังยุตด้วยพระรัตนตรัยอันให้เกิดความเลื่อมใส.

บทว่า กุสีเต ผู้เกียจคร้าน ชื่อว่า กุสีทา เพราะจมลงด้วยอาการเกียจคร้าน. กุสีทานั่นแล คือผู้เกียจคร้าน. บุคคลผู้เกียจคร้านเหล่านี้.

บทว่า สมฺมปฺปธาเน ความเพียรชอบ คือพระสูตรปฏิสังยุตด้วยความเพียรชอบอันให้สำเร็จกิจ ๔ อย่าง.

บทว่า มุฏฺฐสฺสติ ผู้มีสติหลงลืม คือผู้มีสติหายไป.

บทว่า สติปฏฺฐาเน สติปัฏฐาน คือพระสูตรอันทำให้ยิ่งด้วยสติปัฏฐาน.

บทว่า ฌานวิโมกฺเข ฌานและวิโมกข์ คือพระสูตรอันทำให้ยิ่งด้วยจตุตถฌาน วิโมกข์ ๘ และวิโมกข์ ๓ อย่าง.

บทว่า ทุปฺปญฺเญ บุคคลปัญญาทราม คือไม่มีปัญญา หรือชื่อว่า ทุปฺปญฺญา เพราะเป็นผู้มีปํญญาทรามเพราะไม่มีปํญญา ซึ่งบุคคลผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้น.

บทว่า คมฺภีรญาณจริยํ ญาณจริยาอันลึกซึ้ง คือพระสูตรปฏิสังยุตด้วยอริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น หรือเช่นกับญาณกถา.

บทว่า สุตฺตนฺตกฺขนฺเธ จำนวนพระสูตร คือส่วนแห่งพระสูตร.

บทว่า อสฺสทฺธิยํ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ในบทมีอาทิว่า อสฺสทฺธิยํ คือ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา บุคคลเห็นโทษในความไม่มีศรัทธา ละความไม่มีศรัทธา ย่อมเจริญสัทธินทรีย์ บุคคลเห็นอานิสงส์ในสัทธินทรีย์ เจริญสัทธินทรีย์ ย่อมละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา.

ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

บทว่า โกสชฺชํ คือควมเป็นผู้เกียจคร้าน.

บทว่า ปมาทํ คือ การอยู่ปราศจากสติ.

บทว่า อุทฺธจฺจํ คือ ความเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ได้แก่ซัดจิตไป.

บทว่า ปหีนตฺตา เพราะเป็นผู้ละแล้ว คือเพราะเป็นผู้ละการบำเพ็ญฌานด้วยสามารถแห่งอัปปนา.

บทว่า สุปฺปหีนตฺตา เพราะความเป็นผู้ละดีแล้ว คือเพราะความเป็นผู้ละแล้วด้วยดี ด้วยการบำเพ็ญวิปัสสนา ด้วยสามารถแห่งวุฏฐานคามินี.

บทว่า ภาวิตํ โหติ สุภวิตํ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้ว ฟังประกอบตามลำดับดังที่กล่าวแล้วนั่นแล.

จริงอยู่ เพราะละด้วยสามารถตรงกันข้ามกับวิปัสสนา จึงควรกล่าวว่า สุปฺปหีนตฺตา เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวว่า สุภาวิตํ ไม่ใช่ด้วยฌาน.

อนึ่ง เพราะการสำเร็จภาวนาด้วยการละสิ่งที่ควรละ เป็นอันสำเร็จการละสิ่งที่ควรละด้วยความสำเร็จแห่งภาวนา ฉะนั้นท่านแสดงทำเป็นคู่กัน.

พึงทราบวินิจฉัยในปฏิปัสสัทธิวารดังต่อไปนี้

บทว่า ภาวิตานิเจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะอินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้วนั่นแล เป็นอินทรีย์ที่อบรมดีแล้ว.

บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปสฺสทฺธานิ จ ระงับแล้ว ระงับดีแล้ว ท่านกล่าวถึงความที่อินทรีย์ระงับแล้วนั่นแล เป็นอินทรีย์ระงับดีแล้ว พึงทราบความที่อินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้วและระงับแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเกิดกิจของมรรคในขณะแห่งผล.

บทว่า สมุจฺเฉทวิสุทฺธิโย สมุจเฉทวิสุทธิ ได้แก่มรรควิสุทธินั่นเอง.

บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิโย ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ได้แก่ผลวิสุทธินั่นเอง.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงประกอบอินทรีย์มีวิธีดังกล่าวแล้วอย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการกบุคคล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตีนํ ปุคฺคลานํ บุคคลเท่าไร.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิตินฺทฺริยวเสน พุทฺโธ ชื่อว่าพุทฺโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว.

ความว่า ผู้ตรัสรู้ ผู้รู้อริยสัจ ๔ ด้วยการฟังธรรมกถาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. นี้เป็นคำพูดถึงเหตุแห่งความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เพราะว่า ผู้เจริญอินทรีย์แล้วในขณะแห่งผล เพราะเป็นผู้ตรัสรู้มรรคด้วยสามารถบรรลุภาวนา.

พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผลเท่านั้นให้วิเศษออกไป เพราะพระอริยบุคคลทั้งหลายแม้ ๘ ก็เป็นพระสาวกของพระตถาคต จึงกล่าวว่า ขีณาสโว พระขีณาสพ เพราะพระขีณาสพเท่านั้น. ท่านกล่าวว่า ภาวิตินฺทฺริโย ผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วยการสำเร็จกิจทั้งปวง.

ส่วนพระอริยบุคคลแม้นอกนั้นก็เป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้วเหมือนกัน โดยปริยาย เพราะสำเร็จกิจด้วยมรรคนั้นๆ เพราะฉะนั้น ในขณะแห่งผล ๔ ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้ว.

อนึ่ง เพราะอินทรีย์ภาวนายังมีอยู่นั่นเองแก่พระอริยบุคคลเหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่อุปริมรรค ฉะนั้น พระอริยบุคคลเหล่านั้น จึงไม่ชื่อว่าเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้วโดยตรง.

บทว่า สยมฺภูตฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง คือเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ เป็นภควา ด้วยอรรถเป็นแล้ว เกิดแล้วในชาติอันเป็นอริยะเอง.

จริงอยู่ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็เป็นพระสยัมภูในขณะผลด้วยอำนาจแห่งความสำเร็จภาวนา. ชื่อว่า ภาวิตินฺทฺริโย ด้วยอรรถว่าเป็นผู้รู้เองในขณะแห่งผลด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ด้วยอรรถว่ามีพระคุณประมาณไม่ได้ คือด้วยอรรถว่าไม่สามารถประมาณได้ เพราะทรงประกอบด้วยอนันตคุณ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่ามีพระคุณประมาณไม่ได้ เพราะสำเร็จด้วยภาวนาในขณะผล เพราะฉะนั้นแล จึงเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว. จบอรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ

๒. อรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะตั้งสูตรอื่นอีกแล้วชี้แจงถึงแบบอย่างแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย จึงแสดงพระสูตรมีอาทิว่า ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เย หิ เกจิ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นบทถือเอาโดยไม่มีเหลือ.

หิ อักษรเป็นนิบาต ลงในอรรถเพียงให้เต็มบท (บทสมบูรณ์).

บทว่า สมณา วา พฺราหฺมณา วา ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโวหารของโลก.

บทว่า สมุทยํ เหตุเกิดคือปัจจัย.

บทว่า อตฺถงฺคมํ ความดับ คือถึงความไม่มีแห่งอินทรีย์ที่เกิดแล้ว หรือความไม่เกิดแห่งอินทรีย์ที่ยังไม่เกิด.

บทว่า อสฺสาทํ คือ อานิสงส์.

บทว่า อาทีนวํ คือ โทษ.

บทว่า นิสฺสรณํ อุบายเครื่องสลัดออก คือออกไป.

บทว่า ยถาภูตํ คือ ตามความเป็นจริง.

บทว่า สมเณสุ คือ ผู้สงบบาป.

บทว่า สมณสมฺมตา ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะ คือเราไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะ. เมื่อกล่าวว่า สมฺมตา ด้วยอำนาจแห่งปัจจุบันกาล เป็นอันกล่าวฉัฏฐีวิภัตติในบทว่า เม นี้ ด้วยอำนาจแห่งลักษณะของศัพท์.

บทว่า พฺราหฺมเณสุ คือ ผู้ลอยบาป.

บทว่า สามญฺญตฺถํ สามัญผล คือประโยชน์ของความเป็นสมณะ.

บทว่า พฺรหมญฺญตฺถํ พรหมัญผล คือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์.

แม้ด้วยบททั้งสอง ก็เป็นอันท่านกล่าวถึงอรหัตผลนั่นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สามญฺญตฺถํ ได้แก่ ผล ๓ เบื้องต่ำ.

บทว่า พฺรหฺมญฺญตฺถํ ได้แก่ อรหัตผล. เพราะทั้งสามัญผลและพรหมัญผลก็คืออริยมรรคนั่นเอง.

บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม คือ ในอัตภาพที่ประจักษ์อยู่นั่นแล.

บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเอง คือทำให้ประจักษ์ด้วยญาณอันยิ่งด้วยตนเอง.

บทว่า อุปสมฺปชฺช เข้าถึง คือถึงแล้ว หรือให้สำเร็จแล้ว.

พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้.

พระสารีบุตรเถระถามถึงจำนวนประเภทของเหตุเกิดแห่งอินทรีย์เป็นต้นก่อนแล้วแก้จำนวนของประเภทต่อไป.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อสีติสตํ ๑๘๐ คือ ๑๐๐ ยิ่งด้วย ๘๐.

โยชนาแก้ว่า ด้วยอาการอันบัณฑิตกล่าวว่า ๑๘๐.

พึงทราบวินิจฉัยในคณนานิเทศ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งการถามจำนวนประเภทอีกดังต่อไปนี้.

บทว่า อธิโมกฺขตฺถาย เพื่อประโยชน์แก่การน้อมใจเชื่อ คือเพื่อน้อมใจเชื่อ เพื่อประโยชน์แก่การเชื่อ.

บทว่า อาวชฺชนาย สมุทโย เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึง คือปัจจัยแห่งสัทธินทรีย์ การคำนึงถึงส่วนเบื้องต้นว่า เราจักยังศรัทธาให้เกิดเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งชวนจิตดวงแรก เป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นต้น.

บทว่า อธิโมกฺขวเสน ด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ คือด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อสัมปยุตด้วยฉันทะ.

บทว่า ฉนฺทสฺส สมุทโย เหตุเกิดแห่งฉันทะ คือเหตุเกิดแห่งธรรมฉันทะเป็นเยวาปนกธรรม สัมปยุตด้วยอธิโมกข์อันเกิดขึ้นเพราะการคำนึงถึงส่วนเบื้องต้นเป็นปัจจัย.

อนึ่ง เหตุเกิดนั้นเป็นปัจจัยแห่งสัทธินทรีย์ด้วยสามารถแห่งสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย และเป็นอธิปติปัจจัยในกาลที่มีฉันทะเป็นใหญ่ เหตุเกิดนั่นเป็นปัจจัยแห่งอินทรีย์ที่ ๒ ด้วยสามารถแห่งอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.

โดยนัยนี้แลพึงทำการประกอบแม้มนสิการ.

อันที่จริง ในบทว่า มนสิกาโร นี้ก็อย่างเดียวกัน คือมีมนสิการเป็นเช่นเดียวกัน อันมีการแล่นไปเป็นลักษณะ. มนสิการนั้นไม่เป็นอธิปติปัจจัยในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย พึงทราบว่าการถือเอาเหตุเกิดทั้งสองเหล่านี้ว่า เพราะเป็นพลวปัจจัย (ปัจจัยที่มีกำลัง).

บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ คือด้วยอำนาจสัทธินทรีย์อันถึงความเป็นอินทรีย์ เพราะความเจริญยิ่งแห่งภาวนา.

บทว่า เอกตฺตุปฏฺฐานํ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียว คือฐานะอันยิ่งใหญ่ เพราะไม่หวั่นไหวในอารมณ์เดียว ย่อมเป็นปัจจัยแห่งสัทธินทรีย์สูงขึ้นไป.

พึงทราบแม้อินทรีย์ที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้วในสัทธินทรีย์นั่นแล.

อินทรีย์หนึ่งๆ มีเหตุเกิดอย่างละ ๔ เพราะเหตุนั้น อินทรีย์ ๕ จึงมีเหตุเกิด ๒๐ ในเหตุเกิดหนึ่งๆ ของเหตุเกิด ๔ ท่านประกอบเข้ากับอินทรีย์ ๕ แล้วกล่าวเหตุเกิด ๒๐.

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พึงเห็น ๒๐ ที่ ๑ ด้วยสามารถแห่งมรรคต่างๆ ๒๐ ที่ ๒ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๑ รวมเป็นอาการ ๔๐ ด้วยประการฉะนี้.

แม้อัตถังคมวาร (ความดับ) ก็พึงทราบโดยนัยนี้แล.

อนึ่ง การดับนั้น การไม่ได้ของผู้ไม่ขวนขวายการเจริญอินทรีย์ ชื่อว่าดับการได้. การเสื่อมจากการได้ของผู้เสื่อมจากการเจริญอินทรีย์ ชื่อว่าดับ. การระงับของผู้บรรลุผล ชื่อว่าดับ.

บทว่า เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียว คือความไม่ปรากฏในธรรมอย่างเดียว.

อรรถกถาอัสสาทนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในอัสสาทนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า อสฺสทฺธิยสฺส อนุปฏฺฐานํ ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือเว้นบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา คบบุคคลผู้มีศรัทธา พิจารณาปสาทนียสูตรและทำโยนิโสมนสิการในสูตรให้มาก ชื่อว่าความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา.

ในบทว่า อสฺสทฺธิยปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธานี้ เมื่อพูดถึงศรัทธาเป็นไปแก่คนไม่มีศรัทธา ความทุกข์ โทมนัส ย่อมเกิด นี้ชื่อว่าความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา.

บทว่า อธิโมกฺขจริยาย เวสารชฺชํ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อ คือความเป็นผู้แกล้วกล้าด้วยความเป็นไปแห่งศรัทธาของผู้ถึงความชำนาญด้วยสามารถแห่งวัตถุอันเป็นศรัทธา หรือด้วยภาวนา.

บทว่า สนฺโต จ วิหารธิคโม ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม คือการได้สมถะหรือวิปัสสนา.

คำว่า โสมนัส ในบทว่า สุขํ โสมนสฺสํ นี้ เพื่อแสดงถึงความสุขทางใจ แม้ความสุขทางกายก็ย่อมได้แก่กายอันสัมผัสด้วยรูปประณีต เกิดขึ้นเพราะสัทธินทรีย์ เพราะความสุขโสมนัสเป็นประธานและเป็นคุณ ท่านจึงกล่าวให้พิเศษว่า สุขและโสมนัสนี้เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์.

โดยนัยนี้พึงทราบประกอบแม้คุณแห่งอินทรีย์ที่เหลือ. จบอรรถกถาอัสสาทนิเทศ

อรรถกถาอาทีนวนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในอาทีนวนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า อนิจฺจฏฺเฐน เพราะอรรถว่าไม่เที่ยง คือ เพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์ไม่เที่ยง ท่านกล่าวว่า สัทธินทรีย์นั้นมีอรรถว่าไม่เที่ยง เป็นโทษของสัทธินทรีย์.

แม้ในสองบทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

พึงทราบว่า โทษเหล่านี้เป็นโทษของคุณของเหตุเกิดและความดับของอินทรีย์อันเป็นโลกิยะนั่นเอง จบอรรถกถาอาทีนวนิเทศ

อรรถกถานิสสรณนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในนิสสรณนิเทศดังต่อไปนี้.

ในบทว่า อธิโมกฺขฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าความน้อมใจเชื่อเป็นอาทิ ท่านทำอย่างละ ๕ ในอินทรีย์หนึ่งๆ แล้วแสดงอินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออก ๒๕ ด้วยสามารถมรรคและผล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ปณีตตรสทฺธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา แต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น คือด้วยสามารถการได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่าในขณะแห่งมรรค จากสัทธินทรีย์ที่เป็นไปแล้วในขณะแห่งวิปัสสนานั้น.

บทว่า ปุริมตรสทฺธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ สลัดออกไปจากสัทธินทรีย์ที่มีอยู่ก่อน คือสัทธินทรีย์ในขณะแห่งมรรคนั้นออกไปแล้วจากสัทธินทรีย์ที่เป็นไปแล้วในขณะแห่งวิปัสสนาที่มีอยู่ก่อน.

โดยนัยนี้แหละ พึงประกอบแม้สัทธินทรีย์ในขณะแห่งผล แม้อินทรีย์ที่เหลือในขณะทั้งสองนั้น.

บทว่า ปุพฺพภาเค ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ด้วยอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น คือเครื่องสลัดออกไป ๘ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ มีปฐมฌานเป็นต้น ด้วยอินทรีย์ ๕ ในอุปจารแห่งปฐมฌาน เครื่องสลัดออกไป ๑๘ ด้วยสามารถแห่งมหาวิปัสสนา ๑๘ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น เครื่องสลัดออกไปเป็นโลกุตระ ๘ ด้วยสามารถโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.

ท่านแสดงนิสสรณะ (เครื่องสลัดออกไป) ๓๔ ด้วยสามารถแห่งฌาน สมาบัติ มหาวิปัสสนา มรรคและผล โดยการก้าวล่วงไปแห่งอินทรีย์ก่อนๆ.

อนึ่ง บทว่า เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ท่านแสดงนิสสรณะ ๓๗ โดยเป็นปฏิปักษ์ด้วยสามารถการละสิ่งเป็นปฏิปักษ์.

ในบทนั้น ท่านกล่าวนิสสรณ ๗ ในนิสสรณะ ๗ มีเนกขัมมะเป็นต้นด้วยสามารถแห่งอุปจารภูมิ แต่ท่านมิได้กล่าวถึงผล เพราะไม่มีการละธรรมที่เป็นปฏิปักษ์.

บทว่า ทิฏฺเฐกฏฺเฐหิ กิเลสอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิ กิเลสชื่อว่า ทิฏฺเฐกฏฺฐา เพราะตั้งอยู่ในบุคคลเดียวพร้อมกับทิฏฐิ ตลอดถึงโสดาปัตติมรรค จากกิเลสซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิเหล่านั้น.

บทว่า โอฬาริเกหิ จากกิเลสส่วนหยาบๆ คือจากกามราคะและพยาบาทอันหยาบ.

บทว่า อณุสหคเตหิ จากกิเลสส่วนละเอียด คือจากกามราคะและพยาบาทนั้นแหละอันเป็นส่วนละเอียด.

บทว่า สพฺพกิเลเสหิ จากกิเลสทั้งปวง คือจากกิเลสมีรูปราคะเป็นต้น. เพราะเมื่อละกิเลสเหล่านั้นได้ก็เป็นอันละกิเลสทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพกิเลเสหิ.

แต่ในนิเทศนี้ บททั้งหลายที่มีความยังมิได้กล่าวไว้ ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

บทว่า สพฺเพสญฺเญว ขีณาสวานํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺจินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้นๆ อันพระขีณาสพทั้งปวงสลัดออกแล้ว คืออินทรีย์ ๕ ในฐานะนั้นๆ ในบรรดาฐานะทั้งหลายที่กล่าวไว้แล้วในก่อนมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺเฐน อันพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายผู้เป็นพระขีณาสพสลัดออกแล้วจากฐานะนั้นๆ ตามที่ประกอบไว้.

ในวาระนี้ ท่านกล่าวถึงนัยที่ได้กล่าวแล้วครั้งแรก ด้วยสามารถแห่งพระขีณาสพตามที่ประกอบไว้.

ก็นิสสรณะเหล่านี้มี ๑๘๐ เป็นอย่างไร.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้

ในปฐมวารมีนิสสรณะทั้งหมด ๙๖ คือ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งมรรคและผล ๒๕ ด้วยการก้าวล่วงไป ๓๔ ด้วยการเป็นปฏิปักษ์ ๓๗.

ในทุติยวารเมื่อนำนิสสรณออกเสีย ๑๒ ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพทั้งหลาย นิสสรณะเหล่านี้ก็เป็น ๘๔ ด้วยประการฉะนี้ นิสสรณะก่อน ๙๖ และนิสสรณะเหล่านี้ ๘๔ จึงรวมเป็นนิสสรณะ ๑๘๐.

ก็นิสสรณะ ๑๒ อันพระขีณาสพนึงนำออกเป็นไฉน.

นิสสรณะที่พระขีณาสพพึงนำออก ๑๒ เหล่านี้ คือบรรดานิสสรณะที่กล่าวแล้วโดยการก้าวล่วง นิสสรณะ ๘ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งมรรคและผล บรรดานิสสรณะที่กล่าวแล้วโดยเป็นปฏิปักษ์ นิสสรณะ ๔ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งมรรค.

หากถามว่า เพราะเหตุไร พระขีณาสพพึงนำนิสสรณะที่กล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งอรหัตผลออก.

ตอบว่า เพราะได้นิสสรณะ ๒๕ ที่กล่าวไว้ก่อนทั้งหมดด้วยสามารถแห่งอรหัตผล จึงเป็นอันท่านกล่าวนิสสรณะด้วยสามารถแห่งอรหัตผลนั่นเอง. ผลสมาบัติเบื้องบนๆ ยังไม่เข้าถึงผลสมาบัติเบื้องล่างๆ เพราะฉะนั้นจึงมิได้ผลแม้ ๓ ในเบื้องล่าง.

อนึ่ง ฌาน สมาบัติ วิปัสสนาและเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมได้ด้วยสามารถแห่งกิริยา.

อินทรีย์ ๕ เหล่านี้สลัดออกไปจากธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ เพราะธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหลายสงบก่อนด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถานิสสรณนิเทศ จบอรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ

๓. อรรถกถาตติยสุตตันตนิเทศ

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะตั้งพระสูตรอื่นอีก แล้วชี้แจงถึงแบบอย่างของอินทรีย์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว ดังนี้.

อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า โสต ในบทนี้ว่า โสตาปตฺติยงฺเคสุ.

การถึงการบรรลุอย่างสมบูรณ์ ชื่อว่า โสตาปตฺติ (การแรกถึงกระแสธรรม).

องค์คือสัมภาระแห่ง โสตาปตฺติ ชื่อว่า โสตาปตฺติยงฺคานิ (องค์แห่งการแรกถึงกระแสธรรม).

โสดาปัตติยังคะ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ การคบสัตบุรุษเป็นโสดาปัตติยังคะ ๑ การฟังสัทธรรมเป็นโสดาปัตติยังคะ ๑ โยนิโสมนสิการเป็นโสดาปัตติยังคะ ๑ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นโสดาปัตติยังคะ ๑ เป็นองค์แห่งการได้ส่วนเบื้องต้น เพราะความเป็นพระโสดาบัน.

อาการที่เหลือกล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

อนึ่ง บทนี้ท่านกล่าวเพื่อให้เห็นว่า อินทรีย์เหล่านี้เป็นใหญ่ในวิสัยของตน.

เปรียบเหมือนเศรษฐีบุตร ๔ คน เมื่อสหายมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่เป็นที่ ๕ เดินไปตามถนนด้วยคิดว่า จักเล่นนักษัตร ครั้นไปถึงเรือนของเศรษฐีบุตรคนที่ ๑ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งเฉย. ผู้เป็นเจ้าของเรือนเท่านั้นสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ขาทนียะ โภชนียะแก่สหายเหล่านี้ พวกเจ้าจงให้ของหอม ดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นแก่สหายเหล่านี้ แล้วเดินตรวจตราในเรือน.

ครั้นไปถึงเรือนคนที่ ๒-๓-๔ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งเฉย. ผู้เป็นเจ้าของเรือนเท่านั้นสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ขาทนียะ โภชนียะแก่สหายเหล่านี้ พวกเจ้าจงให้ของหอม ดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นแก่สหาย แล้วเดินตรวจตราในเรือน.

ครั้นไปถึงพระราชมณเฑียรของพระราชาภายหลังทั้งหมด พระราชาแม้จะเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงก็จริง ถึงดังนั้นในกาลนี้ก็ยังรับสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ขาทนียะ โภชนียะแก่สหายเหล่านี้ จงให้ของหอม ดอกไม้และเครื่องประดับแก่สหายเหล่านี้ แล้วทรงดำเนินตรวจตราพระราชมณเฑียรของพระองค์ฉันใด

เมื่ออินทรีย์มีหมวด ๕ ทั้งศรัทธาก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้เกิดในอารมณ์เดียวกัน ก็เป็นดุจเมื่อสหายเหล่านั้นเดินไปตามถนนร่วมกัน. ครั้นถึงเรือนคนที่ ๑ อีก ๔ คนนั่งนิ่ง เจ้าของเรือนเท่านั้นเดินตรวจตราฉันใด สัทธินทรีย์มีลักษณะน้อมใจเชื่อ เพราะบรรลุโสดาปัตติยังคะ เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามสัทธินทรีย์ไป.

ครั้นถึงเรือนคนที่ ๒ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งนิ่ง. เจ้าของเรือนเท่านั้นเดินตรวจตราฉันใด วีริยินทรีย์เท่านั้นมีลักษณะประคองไว้ เพราะบรรลุสัมมัปปธาน เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามวิริยินทรีย์ไป.

ครั้นถึงเรือนคนที่ ๓ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งนิ่ง เจ้าของเรือนเท่านั้นเดินตรวจตราฉันใด สตินทรีย์เท่านั้นมีลักษณะตั้งมั่น เพราะบรรลุสติปัฏฐานเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามสตินทรีย์ไป.

ครั้นถึงเรือนคนที่ ๔ อีก ๔ คนนอกนี้นั่งเฉย. เจ้าของเรือนเท่านั้นเดินตรวจตราฉันใด สมาธินทรีย์เท่านั้นมีลักษณะไม่ฟุ้งซ่าน เพราะบรรลุฌานเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามสมาธินทรีย์ไป.

แต่ครั้นไปถึงพระราชมณเฑียรของพระราชาภายหลังทั้งหมด อีก ๔ คนนั่งเฉย พระราชาเท่านั้นทรงดำเนินตรวจตราฉันใด ปัญญินทรีย์เท่านั้นมีลักษณะรู้ทั่ว เพราะบรรลุอริยสัจ เป็นใหญ่เป็นหัวหน้าฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามปัญญินทรีย์ไป ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถาปเภทคณนนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในปเภทคณนนิเทศ อันเป็นเบื้องต้นแห่งคำถามจำนวนประเภทแห่งพระสูตร.

บทว่า สปฺปุริสสํเสเว คือ การคบสัตบุรุษ ได้แก่ ในการคบคนดีโดยชอบ.

บทว่า อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ คือด้วยอรรถว่าความเป็นใหญ่ในอินทรีย์ที่เหลือ กล่าวคือน้อมใจเชื่อ.

อธิบายว่า ด้วยอรรถคือเป็นหัวหน้าอินทรีย์ที่เหลือ.

บทว่า สทฺธมฺมสฺสวเน คือการฟังสัทธรรม ได้แก่ธรรมของสัตบุรุษ หรือชื่อว่า สทฺธมฺม เพราะเป็นธรรมงาม ในการฟังสัทธรรมนั้น.

บทว่า โยนิโสมนสิกาเร คือการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย.

ในบทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้ พึงทราบความดังนี้

ธรรมที่เข้าถึงโลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า ธมฺมานุธมฺม. การปฏิบัติการถึงธรรมานุธรรมอันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ชื่อว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ.

แม้ในสัมมัปปธานเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกกถาปเภทคณนนิเทศ

อรรถกถาจริยาวาร

แม้ในจริยาวารก็พึงทราบความโดยนัยนี้เหมือนกัน.

ท่านกล่าวปฐมวารด้วยสามารถแห่งการให้อินทรีย์เกิดอย่างเดียว.

ท่านกล่าวจริยาวารด้วยสามารถแห่งการเสพ และกาลแห่งการทำให้บริบูรณ์ ซึ่งอินทรีย์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว.

จริงอยู่ คำว่า จริยา ปกติ อุสฺสนฺนตา จริยา ปกติ ความมากขึ้น โดยความเป็นอันเดียวกัน. จบอรรถกถาจริยาวาร

อรรถกถาจารวิหารนิเทศ

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงแบบอย่างของอินทรีย์ โดยปริยายอื่นอีก ด้วยสามารถแห่งการชี้แจงความประพฤติและวิหารธรรม อันสัมพันธ์กับจริยาจึงยกหัวข้อว่า จาโร จ วิหาโร จ เป็นอาทิแล้วกล่าวชี้แจงหัวข้อนั้น.

ในหัวข้อนั้น พึงทราบควมสัมพันธ์ของหัวข้อว่า เหมือนอย่างว่า สพรหมจารีผู้รู้แจ้งพึงกำหนดไว้ในฐานะที่ลึกตามที่ประพฤติ ตามที่อยู่ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้วหรือว่าจักบรรลุเป็นแน่ฉันใด ความประพฤติและวิหารธรรมของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ก็ฉันนั้น อันสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง ตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว.

พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศนิเทศดังต่อไปนี้.

ความประพฤตินั่นแหละคือจริยา. เพราะคำว่า จาโร จริยา โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน. เพราะฉะนั้น ในนิเทศแห่งบทว่า จาโร ท่านจึงกล่าวว่า จริยา.

บทว่า อิริยาปถจริยา คือ ความประพฤติของอริยาบถ ได้แก่ความเป็นไป.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ส่วน อายตนจริยา ความประพฤติในอายตนะ คือความประพฤติแห่งสติสัมปชัญญะในอายตนะทั้งหลาย.

บทว่า ปตฺติ คือ ผล. ท่านกล่าวว่า ปตฺติ เพราะถึงผลเหล่านั้นเป็นประโยชน์ในปัจจุบันและภพหน้าของสัตวโลก นี้เป็นความพิเศษของบทว่า โลกตฺถ เป็นประโยชน์แก่โลก.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงภูมิของจริยาเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตูสุ อิริยาปเถสุ ในอิริยาบถทั้งหลาย ๔.

บทว่า สติปฏฺฐาเนสุ คืออารมณ์อันเป็นสติปัฏฐาน. แม้เมื่อกล่าวถึงสติปัฏฐาน ท่านก็กล่าวทำไม่เป็นอย่างอื่นจากสติ ดุจเป็นอย่างอื่นด้วยสามารถแห่งโวหาร.

บทว่า อริยสจฺเจสุ ในอริยสัจทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยสามารถการกำหนดคือเอาสัจจะไว้ต่างหาก โลกิยสัจจญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น.

บทว่า อริยมคฺเคสุ สามญฺญผเลสุ จ ในอริยมรรคและสามัญผล ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโวหารเท่านั้น.

บทว่า ปเทเส บางส่วน คือเป็นเอกเทศในการประพฤติกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่โลก.

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงกระทำโลกัตถจริยา โดยไม่มีบางส่วน.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงจริยาเหล่านั้นอีก ด้วยสามารถแห่งการกบุคคล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปณิธิสมฺปนฺนานํ ของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้ ในบทนั้น ท่านผู้มีอิริยาบถไม่กำเริบถึงพร้อมด้วยการคุ้มครองอิริยาบถ เพราะอิริยาบถสงบ คือถึงพร้อมด้วยอิริยาบถอันสงบสมควรแก่ความเป็นภิกษุ ชื่อว่า ปณิธิสมฺปนฺนา ผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้.

บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ ผู้มีทวารคุ้มครองอินทรีย์ คือ ชื่อว่า คุตฺตทฺวารา เพราะมีทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นเป็นไปแล้วในวิสัย ด้วยสามารถแห่งทวารหนึ่งๆ ของท่านผู้มีทวารคุ้มครองแล้วเหล่านั้น.

อนึ่ง ในบทว่า ทฺวารํ นี้ คือจักขุทวารเป็นต้นด้วยสามารถแห่งทวารที่เกิดขึ้น.

บทว่า อปฺปมาทวิหารีนํ ของท่านผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท คือผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทในศีลเป็นต้น.

บทว่า อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต คือ ผู้ขวนขวายสมาธิอันได้แก่อธิจิต ด้วยความที่วิปัสสนาเป็นบาท.

บทว่า พุทฺธิสมฺปนฺนานํ ของท่านผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปัญญา คือผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยญาณ อันเป็นไปแล้วตั้งแต่กำหนดนามรูปจนถึงโคตรภู.

บทว่า สมฺมาปฏิปนฺนานํ ของท่านผู้ปฏิบัติชอบ คือในขณะแห่งมรรค ๔.

บทว่า อธิคตผลานํ ของท่านผู้บรรลุผล คือในขณะแห่งผล ๔.

บทว่า อธิมุจฺจนฺโต ผู้น้อมใจเชื่อ คือผู้ทำการน้อมใจเชื่อ.

บทว่า สทฺธาย จรติ ย่อมประพฤติด้วยศรัทธา คือเป็นไปด้วยสามารถแห่งศรัทธา.

บทว่า ปคฺคณฺหนฺโต ผู้ประคองไว้ คือตั้งไว้ด้วยความเพียร คือสัมมัปปธาน ๔.

บทว่า อุฏฺฐาเปนฺโต ผู้เข้าไปตั้งไว้มั่น คือเข้าไปตั้งอารมณ์ไว้ด้วยสติ.

บทว่า อวิกฺเขปํ กโรนฺโต ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน คือไม่ทำความฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งสมาธิ.

บทว่า ปชานนฺโต ผู้รู้ชัด คือรู้ชัดด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้อริยสัจ ๔.

บทว่า วิชานนฺโต ผู้รู้แจ้ง คือรู้แจ้งอารมณ์ด้วยวิญญาณคือการพิจารณาอันเป็นหัวหน้าแห่งชวนจิตสัมปยุตด้วยอินทรีย์.

บทว่า วิญฺญาณจริยาย ด้วยวิญญาณจริยา คือด้วยสามารถแห่งความประพฤติ ด้วยวิญญาณคือการพิจารณา.

บทว่า เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือปฏิบัติด้วยอินทรียจริยาพร้อมกับชวนจิต.

บทว่า กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺติ กุสลธรรมทั้งหลายย่อมยังอิฐผลให้ยืดยาวไป คือกุสลธรรมทั้งหลายเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งสมถะและวิปัสสนา ย่อมยังความรุ่งเรืองให้เป็นไป. ความว่า ย่อมเป็นไป.

บทว่า อายตนจริยาย ด้วยอายตนจริยา คือประพฤติด้วยความพยายามยอดยิ่งแห่งกุสลธรรมทั้งหลาย. ท่านอธิบายว่า ประพฤติด้วยความบากบั่นด้วยความให้เป็นไป.

บทว่า วิเสสมธิคจฺฉติ ย่อมบรรลุธรรมวิเศษ คือบรรลุธรรมวิเศษด้วยอำนาจแห่งวิกขัมภนะ ตทังคะ สมุจเฉทะและปฏิปัสสัทธิ.

บทว่า ทสฺสนจริยา เป็นต้น มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.

ในบทมีอาทิว่า สทฺธาย วิหรติ ย่อมอยู่ด้วยศรัทธา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พึงเห็นการอยู่ด้วยอิริยาบถของผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธาเป็นต้น.

บทว่า อนุพุทฺโธ รู้ตาม คือด้วยปัญญาพิสูจน์ความจริงแล้ว.

บทว่า ปฏิวิทฺโธ แทงตลอดแล้ว คือด้วยปํญญารู้ประจักษ์ชัด. เพราะเมื่อผู้ตั้งอยู่ในอธิโมกข์เป็นต้นรู้ตามแล้วแทงตลอดแล้ว ความประพฤติและวิหารธรรมเป็นอันตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ฉะนั้นท่านจึงแสดงถึงผู้ตั้งอยู่ในอธิโมกข์เป็นต้น แม้ในการรู้ตามและแทงตลอด.

บทว่า เอวํ ในบทมีอาทิว่า เอวํ สทฺธาย จรนฺตํ ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้.

พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะชี้แจงถึงประการดังกล่าวแล้ว จึงชี้แจงถึงอรรถแห่งยถาศัพท์.

แม้ในบทมีอาทิว่า วิญฺญู พึงทราบความดังนี้.

ชื่อว่า วิญฺญู เพราะรู้ตามสภาพ.

ชื่อว่า วิภาวี เพราะยังสภาพที่รู้แล้วให้แจ่มแจ้ง คือทำให้ปรากฏ.

ชื่อว่า เมธา เพราะทำลายกิเลสดุจสายฟ้าทำลายหินที่ก่อไว้ หรือชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าเรียนทรงจำได้เร็ว. ชื่อว่า เมธาวี เพราะเป็นผู้มีปัญญา.

ชื่อว่า ปณฺฑิตา เพราะถึงคือเป็นไปด้วยญาณคติ.

ชื่อว่า พุทฺธิสมฺปนฺนา เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธิสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา.

ชื่อว่า สพฺรหฺมจาริโน เพราะประพฤติปฏิปทาอันสูงสุดอันเป็นพรหมจริยา.

ชื่อว่ามีกรรมอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งการกระทำกรรม ๔ อย่างมี อปโลกนกรรม (ความยินยอม) เป็นต้นร่วมกัน.

ชื่อว่ามีอุเทศอย่างเดียวกัน คือมีการสวดปาฏิโมกข์ ๕ อย่างเหมือนกัน.

ชื่อว่า สมสิกฺขา เพราะมีการศึกษาเสมอกัน. ความเป็นผู้มีการศึกษาเสมอกัน ชื่อว่า สมสิกฺขตา.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมสิกฺขาตา บ้าง แปลว่า มีการศึกษาเสมอกัน.

ท่านอธิบายว่า ผู้มีกรรมอย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน ชื่อว่า สพฺรหฺมจารี. เมื่อควรกล่าวว่า ฌานานิ ท่านทำลิงค์คลาดเคลื่อนเป็น ฌานา.

บทว่า วิโมกฺขา ได้แก่ วิโมกข์ ๓ หรือ ๘.

บทว่า สมาธิ ได้แก่ สมาธิ ๓ มีวิตกมีวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร.

____________________________

สมาปตฺติโยติ สุญฺญตานิมิตฺตาปฺปณิหิตา.

บทว่า สมาปตฺติโย สมาบัติ ได้แก่ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ และอัปปณิหิตสมาบัติ.สุญญตานิมิต (ไม่มีนิมิตว่าสูญ).--!>

____________________________

บทว่า อภิญฺญาโย คือ อภิญญา ๖.

ชื่อว่า เอกํโส เพราะเป็นส่วนเดียว มิได้เป็น ๒ ส่วน.

ชื่อว่า เอกํสวจนํ เพราะกล่าวถึงประโยชน์ส่วนเดียว.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงทำการประกอบอย่างนี้.

แต่โดยพิเศษ ชื่อว่า สํสโย เพราะนอนเนื่องคือเป็นไปเสมอหรือโดยรอบ.

ชื่อว่า นิสฺสํสโย เพราะไม่มีความสงสัย.

ชื่อว่า กงฺขา เพราะความเป็นผู้ตัดสินไม่ได้ในเรื่องเดียวเท่านั้น แม้อย่างอื่นก็ยังเคลือบแคลง.

ชื่อว่า นิกฺกงฺโข เพราะไม่มีความเคลือบแคลง.

ความเป็นส่วนสอง ชื่อว่า เทฺววชฺฌํ ความไม่มีเป็นสอง ชื่อว่า อเทฺววชฺโฌ. ชื่อว่า เทฺวฬฺหกํ เพราะเคลื่อนไหว หวั่นไหวโดยสองส่วน. ชื่อว่า อเทฺวฬฺหโก เพราะไม่มีความหวั่นไหวเป็นสองส่วน (พูดไม่เป็นสอง) การกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก ชื่อว่า นิยฺยานิกวจนํ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นิยฺโยควจนํ บ้าง แปลว่า กล่าวนำออก คำทั้งหมดนั้นเป็นไวพจน์ของความเป็นวิจิกิจฉา.

ชื่อว่า ปิยวจนํ เพราะเป็นคำกล่าวน่ารักโดยมีประโยชน์น่ารัก.

อนึ่ง ครุวจนํ คำกล่าวด้วยความเคารพ ชื่อว่า สคารวํ เพราะมีความเคารพพร้อมด้วยคารวะ ความยำเกรง ชื่อว่า ปติสฺสโย ความว่า ไม่นอนไม่นั่งเพราะทำความเคารพผู้อื่น.

อีกอย่างหนึ่ง การรับคำ ชื่อว่า ปติสฺสโว ความว่า ฟังคำผู้อื่นเพราะประพฤติถ่อมตน.

แม้ในสองบทนั้นเป็นชื่อของความที่ผู้อื่นเป็นผู้ใหญ่ ชื่อ สคารวํ เพราะเป็นไปกับด้วยความเคารพ ชื่อว่า สปฺปติสฺสยํ เพราะเป็นไปกับด้วยความยำเกรงหรือการรับคำ.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อควรจะกล่าวว่า สปฺปติสฺสวํ ท่านกล่าวว่า สปฺปติสฺสํ เพราะลบ ย อักษร หรือ ว อักษร.

คำที่สละสลวยอย่างยิ่งชื่อว่า อธวจนํ.

ชื่อว่า สคารวสปฺปติสฺสํ เพราะมีความเคารพและความยำเกรง. คำกล่าวมีความเคารพยำเกรง ชื่อว่า สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนํ

แม้ในบททั้งสองนี้ท่านกล่าวว่า เอตํ บ่อยๆ ด้วยสามารถความต่างกันด้วยการกำหนดไวพจน์.

บทว่า ปตฺโต วา ปาปุณิสฺสติ วา บรรลุแล้วหรือจักบรรลุ ได้แก่ฌานเป็นต้นนั่นเอง. จบอรรถกถาจารวิหารนิเทศ จบอรรถกถาตติยสุตตันตนิเทศ

๔. อรรถกถาจตุตถสุตตันตนิเทศ

พระสารีบุตรเถระตั้งสูตรที่ ๑ อีก แล้วชี้แจงอินทรีย์ทั้งหลายโดยอาการอย่างอื่นอีก.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กตีหากาเรหิ เกนฏฺเฐน ทฏฺฐพฺพานิ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร ด้วยอรรถว่ากระไร คือพึงเห็นด้วยอาการเท่าไร.

บทว่า เกนฏฺเฐน ทฏฺฐพฺพานิ พึงเห็นด้วยอรรถว่ากระไร พระสารีบุตรเถระถามถึงอาการที่พึงเห็นและอรรถที่พึงเห็น.

บทว่า ฉหากาเรหิ เกนฏฺเฐน ทฏฺฐพฺพานิ คือ พึงเห็นด้วยอาการ ๖ พึงเห็นด้วยอรรถกล่าวคืออาการ ๖ นั้นนั่นเอง.

บทว่า อาธิปเตยฺยฏฺเฐน คือ ด้วยอรรถว่าความเป็นใหญ่.

บทว่า อาทิวิโสธนฏฺเฐน เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น คือด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระศีลอันเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย.

บทว่า อธิมตฺตฏฺเฐน ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง.

ท่านกล่าวว่า อธิมตฺตํ เพราะมีกำลังมีประมาณยิ่ง.

บทว่า อธิฏฺฐานฏฺเฐน คือ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น.

บทว่า ปริยาทานฏฺเฐน ด้วยอรรถว่าครอบงำ คือด้วยอรรถว่าสิ้นไป.

บทว่า ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน คือ ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่.

อรรถกถาอธิปไตยัตถนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในอาธิปไตยัตถนิเทศดังต่อไปนี้.

บทมีอาทิว่า อสฺสทฺธิยํ ปชหโต แห่งบุคคลผู้ละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคำกล่าวถึงการละธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งอินทรีย์อย่างหนึ่งๆ ท่านกล่าวเพื่อความสำเร็จแห่งความเป็นใหญ่ในการสำเร็จกิจของการละธรรมเป็นปฏิปักษ์ของตนๆ แม้ในขณะหนึ่ง.

ท่านกล่าวถึงอินทรีย์ ๔ ที่เหลือสัมปยุตด้วยสัทธินทรีย์นั้น.

พึงทราบแม้ท่านกล่าวทำอินทรีย์หนึ่งๆ ให้เป็นหน้าที่ในขณะต่างๆ กันแล้วทำอินทรีย์นั้นๆ ให้เป็นใหญ่กว่าอินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์นั้นๆ แล้วนำอินทรีย์นั้นไป.

ส่วนบทว่า กามจฺฉนฺทํ ปชหโต ของบุคคลผู้ละกามฉันทะเป็นอาทิท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งขณะเดียวกันนั้นเอง. จบอรรถกถาอาธิปไตยัตถนิเทศ

อรรถกถาอาทิวิโสธนัตถนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในอาทิวิโสธนัตถนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า อสฺสทฺธิยสํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ เป็นศีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือ ชื่อว่าศีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าห้ามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา โดยการชำระมลทินของศีลโดยอรรถว่าเว้น.

บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสัทธินทรีย์ คือชำระศีลอันเป็นเบื้องต้นด้วยสามารถเป็นอุปนิสัยแห่งสัทธินทรีย์.

โดยนัยนี้แล พึงทราบอินทรีย์แม้ที่เหลือและอินทรีย์อันเป็นเหตุแห่งการสำรวมกามฉันทะเป็นต้น. จบอรรถกถาอาทิวิโสธนัตถนิเทศ

อรรถกถาอธิมัตตัตถนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในอธิมัตตัตถนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญแห่งสัทธินทรีย์ คือฉันทะในธรรมอันฉลาดย่อมเกิดขึ้นในสัทธินทรีย์ เพราะฟังธรรมปฏิสังยุตด้วยศรัทธาของบุคคลผู้มีศรัทธา หรือเพราะเห็นคุณของการเจริญสัทธินทรีย์.

บทว่า ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น คือความปราโมทย์ย่อมเกิด เพราะฉันทะเกิด.

บทว่า ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติย่อมเกิดขึ้น คือปีติมีกำลังย่อมเกิดเพราะความปราโมทย์.

บทว่า ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปัสสัทธิย่อมเกิด คือกายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิย่อมเกิด เพราะความเอิบอิ่มปีติ.

บทว่า สุขํ อุปฺปชฺชติ ความสุขย่อมเกิดขึ้น คือเจตสิกสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะกายและจิตสงบ.

บทว่า โอภาโส อุปฺปชฺชติ แสงสว่างย่อมเกิดขึ้น คือแสงสว่างคือญาณย่อมเกิดขึ้น เพราะจมอยู่ด้วยความสุข.

บทว่า สํเวโค อุปฺปชฺชติ ความสังเวชย่อมเกิดขึ้น คือความสังเวชในเพราะความปรวนแปรของสังขารย่อมเกิดขึ้นเพราะรู้แจ้งโทษของสังขารด้วยแสงสว่างคือญาณ.

บทว่า สํเวเชตวา จิตฺตํ สมาทิยติ จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น คือจิตยังความสังเวชให้เกิดแล้ว ย่อมตั้งมั่นด้วยความสังเวชนั่นนั้นเอง.

บทว่า สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ย่อมประคองไว้ดี คือปลดเปลื้องความหดหู่และความฟุ้งซ่านเสียได้แบ้วย่อมประคองไว้ด้วยดี.

บทว่า สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ ย่อมวางเฉยด้วยดี คือเพราะความเพียรเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำความขวนขวายในการประกอบความเพียรสม่ำเสมออีก ชื่อว่าย่อมวางเฉยด้วยดี ด้วยสามารถแห่งความวางเฉย ด้วยวางตนเป็นกลางในความเพียรนั้น.

บทว่า อุเปกฺขาวเสน ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา คือด้วยสามารถแห่งความวางเฉยด้วยวางตนเป็นกลางในความเพียรนั้น เพราะมีลักษณะนำไปเสมอ.

บทว่า นานตฺตกิเลเสหิ จากกิเลสต่างๆ คือจากกิเลสอันมีสภาพต่างกันอันเป็นปฏิปักษ์แห่งวิปัสสนา.

บทว่า วิโมกฺขวเสน ด้วยสามารถแห่งวิโมกข์ คือด้วยสามารถแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ ตั้งแต่ภังคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับแห่งสังขาร).

บทว่า วิมุตฺตตฺตา เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้น คือหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ.

บทว่า เต ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น.

บทว่า เอกรสา โหนฺติ มีรสเป็นอันเดียวกัน คือมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยสามารถแห่งวิมุตติ.

บทว่า ภาวนาวเสน ด้วยอำนาจแห่งภาวนา คือด้วยอำนาจแห่งภาวนามีรสเป็นอันเดียวกัน.

บทว่า ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า คือธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้นย่อมหลีกจากอารมณ์ คือวิปัสสนาด้วยเหตุนั้นไปสู่อารมณ์ คือนิพพานอันประณีตกว่าด้วยโคตรภูญาณ กล่าวคือ วิวัฏฏนานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความหลีกไป).

ความว่า ธรรมทั้งหลายหลีกออกจากอารมณ์ คือสังขารแล้วเป็นไปในอารมณ์ คือนิพพาน.

บทว่า วิวฏฺฏนาวเสน ด้วยอำนาจแห่งความหลีกไป คือด้วยอำนาจแห่งความหลีกไปจากสังขารในขณะโคตรภู โดยอารมณ์ คือสังขาร.

บทว่า วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชติ จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้นเพราะเป็นจิตหลีกไปแล้ว คือบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยมรรค ย่อมปล่อยกิเลสและขันธ์ด้วยเหตุนั้นนั่นแล เพราะจิตหลีกไปแล้วด้วยอำนาจแห่งการปรากฏสองข้างในขณะมรรคเกิดนั่นเอง.

บทว่า โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้นเพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยแล้ว คือกิเลสและขันธ์ย่อมดับไปด้วยอำนาจแห่งการดับความไม่เกิด ด้วยเหตุนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยกิเลสและขันธ์ ในขณะมรรคเกิดนั้นเอง.

อนึ่ง บทว่า โวสฺสชฺชิตตฺตา ท่านทำให้เป็นคำกล่าวตามเหตุผลที่เป็นจริงในความปรารถนา. เมื่อมีการดับกิเลส ท่านก็กล่าวถึงการดับขันธ์เพราะความปรากฏแห่งความดับขันธ์.

บทว่า นิโรธวเสน ด้วยอำนาจความดับ คือด้วยอำนาจความดับตามที่กล่าวแล้ว.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงความปล่อย ๒ ประการ ในขณะที่มรรคนั้นเกิด จึงกล่าวบทมีอาทิว่า นิโรธวเสน เทว โวสฺสคฺคา ความปล่อยด้วยอำนาจแห่งความดับมี ๒ ประการ.

ความปล่อยแม้ ๒ ประการก็มีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลัง

แม้ในบทมีอาทิว่า อสฺสทฺธิยสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา พึงทราบความโดยพิสดารโดยนัยนี้แล.

แม้ในวาระอันมีวิริยินทรีย์เป็นต้นเป็นมูลเหตุ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาอธิมัตตัตถนิเทศ

อรรถกถาอธิฏฐานัตถนิเทศ

แม้อธิฏฐานัตถนิเทศพึงทราบโดยพิสดารโดยนัยนี้.

มีความแตกต่างกันอยู่อย่างเดียวในบทนี้ว่า อธิฏฺฐาติ ย่อมตั้งมั่น. ความว่า ย่อมดำรงอยู่. จบอรรถกถาอธิฏฐานัตถนิเทศ

อรรถกถาปริยาทานัตถปติฏฐาปกัตถนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในปริยาทานัตถนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า ปริยาทียติ ย่อมครอบงำ คือย่อมให้สิ้นไป.

พึงทราบวินิจฉัยในปติฏฐาปกัตถนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า สทฺโธ สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ ผู้มีศรัทธาย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ คือผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาน้อมใจเชื่อว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ.

ด้วยบทนี้ท่านชี้แจงความพิเศษของการเจริญอินทรีย์ ด้วยความพิเศษของบุคคล.

บทว่า สทฺธสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ สัทธินทรีย์ของผู้มีศรัทธาย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ คือ สัทธินทรีย์ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ย่อมยังศรัทธานั้นให้ตั้งอยู่.

อนึ่ง ย่อมยังบุคคลผู้น้อมใจ เชื่อให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ.

ด้วยบทนี้ ท่านชี้แจงความพิเศษของบุคคลด้วยความพิเศษของการเจริญอินทรีย์.

เมื่อประคองจิตอยู่อย่างนี้ ย่อมให้วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในความประคอง เมื่อตั้งสติไว้ย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น เมื่อตั้งจิตไว้มั่นย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ย่อมให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในทัสสนะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบการประกอบแม้ในบทที่เหลือ.

บทว่า โยคาวจโร ชื่อว่า โยคาวจโร เพราะท่องเที่ยวไปในสมถโยคะ (การประกอบสมถะ) หรือในวิปัสสนาโยคะ (การประกอบวิปัสสนา).

บทว่า อวจรติ คือ ท่องเที่ยวไป. จบอรรถกถาปริยาทานัตถปติฏฐาปกัตถนิเทศ จบอรรถกถาจตุตถสุตตันตนิเทศ

อรรถกถาอินทริยสโมธาน

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงการรวมอินทรีย์ของผู้เจริญสมาธิและของผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อชี้แจงประเภทแห่งความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ เป็นอันดับแรกก่อน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สมาธึ ภาเวนฺโต เจริญสมาธิ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต คือ ปุถุชนเจริญสมาธิอันเป็นฝ่ายแห่งการแทงตลอด.

ส่วนแม้โลกุตรสมาธิก็ย่อมได้แก่พระเสกขะและแก่ผู้ปราศจากราคะ.

บทว่า อาวชฺชิตตฺตา ผู้มีตนพิจารณาแล้ว คือมีตนพิจารณานิมิตมีกสิณเป็นต้นแล้ว.

ท่านอธิบายว่า เพราะกระทำบริกรรมมีกสิณเป็นต้นแล้วมีตนเป็นนิมิตให้เกิดในบริกรรมนั้น.

บทว่า อารมฺมณูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ คือเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งนิมิตอันให้เกิดนั้นนั่นเอง.

บทว่า สมถนิมิตฺตูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต คือเมื่อจิตฟุ้งซ่านด้วยความเป็นผู้เริ่มทำความเพียรเกินไป เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ คือความสงบจิตด้วยอำนาจแห่งการเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์.

บทว่า ปคฺคหนิมิตฺตูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต คือเมื่อจิตหดหู่ด้วยความเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อนเกินไป เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งนิมิต คือการประคองจิตด้วยอำนาจแห่งการเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพชฌงค์และปิติสัมโพชฌงค์.

บทว่า อวิกฺเขปูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน คือเป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งสมาธิอันสัมปยุตด้วยจิตไม่ฟุ้งซ่านและไม่หดหู่.

บทว่า โอภาสุปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส คือเมื่อจิตไม่ยินดีเพราะความเป็นผู้ด้อยในการใช้ปัญญา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาโณภาส เพราะยังจิตให้สังเวชด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘.

สังเวควัตถุ ๘ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ๔ อบายทุกข์เป็นที่ ๕ วัฏฏมูลกทุกข์ในอดีต ๑ วัฏฏมูลกทุกข์ในอนาคต ๑ อาหารปริเยฏฐิกทุกข์ (ทุกข์จากการแสวงหาอาหาร) ๑.

บทว่า สมฺปหํสนูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในคึวามตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง คือเมื่อจิตไม่ยินดี เพราะยังไม่บรรลุสุข คือความสงบ ทำจิตให้เลื่อมใสด้วยการระลึกพุทธคุณธรรมคุณและสังฆคุณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง.

บทว่า อุเปกฺขูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา คือเมื่อจิตปราศจากโทษมีความฟุ้งซ่านเป็นต้น เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขาด้วยการกระทำความไม่ขวนขวาย ในการข่มและการยกย่องเป็นต้น.

บทว่า เสกฺโข ชื่อว่า เสกฺโข เพราะศึกษาไตรสิกขา.

บทว่า เอกตฺตูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว คือเมื่อจิตออกจากกามเป็นต้น เพราะละสักกายทิฏฐิเป็นต้นได้แล้ว.

บทว่า วีตราโต มีราคะไปปราศแล้ว คือปราศจากราคะสิ้นอาสวะแล้ว เพราะละราคะได้แล้วโดยประการทั้งปวง.

บทว่า ญาณูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งญาณ คือความเป็นผู้ฉลาดในอสัมโมหญาณในที่นั้นๆ เพราะในธรรมของพระอรหันต์เป็นธรรมปราศจากความหลงใหล.

บทว่า วิมุตฺตูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งญาณ คือเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอรหัตผลวิมุตติ.

จริงอยู่ บทว่า วิมุตฺติ ท่านประสงค์เอาอรหัตผลวิมุตติ เพราะพ้นจากกิเลสทั้งปวง.

พึงทราบบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต และบทมีอาทิว่า นิจฺจโต ในความตั้งไว้และความไม่ตั้งไว้ซึ่งวิปัสสนาภาวนาโดยนัยดังกล่าวแล้วในศีลกถานั่นแล.

แต่โดยปาฐะ ท่านตัดบทสมาสด้วยฉัฏฐีวิภัตติในบทเหล่านี้ คือเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความประมวลมา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น.

อนึ่ง ในบทว่า สุญฺญตูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของสูญนี้ท่านตัดบทว่า สุญฺญโต อุปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของสูญ หรือ สุญฺญตาย อุปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้เพราะความเป็นของสูญ.

อนึ่ง เพราะมหาวิปัสสนา ๘ เหล่านี้ คือ นิพพิทานุปัสสนา ๑ วิราคานุปัสสนา ๑ นิโรธานุปัสสนา ๑ ปฎินิสสัคคานุปัสสนา ๑ อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ๑ ยถาภูตญาณทัสสนะ ๑ ปฏิสังขานุปัสสนา ๑ วิวัฏฏนานุปปัสสนา ๑ เป็นมหาวิปัสสนาพิเศษโดยความพิเศษตามสภาวะของตน มิใช่พิเศษโดยความพิเศษแห่งอารมณ์ ฉะนั้นคำมีอาทิว่า เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของน่าเบื่อหน่าย จึงไม่ควรแก่มหาวิปัสสนา ๘ เหล่านั้น ดุจคำมีอาทิว่า เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ประกอบมหาวิปัสสนา ๘ เหล่านี้ไว้.

ส่วนอาทีนวานุปัสสนาเป็นอันท่านประกอบว่า เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นโทษ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่นด้วยความอาลัย โดยอรรถด้วยคำคู่นี้ว่าเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่ประกอบไว้โดยสรุป.

ในมหาวิปัสสนา ๑๘ พึงทราบว่าท่านไม่ประกอบมหาวิปัสสนา ๙ เหล่านี้ คือ มหาวิปัสสนาข้างต้น ๘ และอาทีนวานุปัสสนา ๑ ไว้แล้วประกอบมหาวิปัสสนาอีก ๙ นอกนี้ไว้.

บทว่า ญาณูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ คือพระเสกขะเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณด้วยการเจริญวิปัสสนา เพราะไม่มีวิปัสสนูปกิเลส แต่ท่านมิได้กล่าวว่า เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณเพราะความปรากฏแห่งความใครด้วยการเจริญสมาธิ.

บทว่า วิสญฺโญคูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยไม่เกี่ยวข้อง คือเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้องดังที่ท่านกล่าวไว้ ๔ อย่าง คือ กามโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยกามโยคะ) ๑ ภวโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยภวโยคะ) ๑ ทิฏฐิโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยทิฏฐดิโยคะ) ๑ อวิชชาโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยอวิชชาโยคะ) ๑.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๖๐

บทว่า สญโญคานุปฏฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง คือเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้องที่ท่านกล่าวไว้ ๔ อย่าง คือ การโยคะ ๑ ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑.

บทว่า นิโรธูปฏฺฐานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ คือท่านผู้ชื่อว่าเป็นขีณาสพ เพราะมีจิตน้อมไปสู่นิพพาน ด้วยอำนาจแห่งกำลังของท่านผู้สิ้นอาสวะแล้ว ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก จิตของภิกษุผู้เป็นขีณาสพน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ ทำให้สูญสิ้นไปจากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งนิพพาน กล่าวคือความดับ.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๙๐

บทว่า กุสลํ ในบทมีอาทิว่า อารมฺมณูปฏฺฐานกุสลวเสน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ได้แก่ญาณ.

จริงอยู่ แม้ญาณก็ชื่อว่า กุสล เพราะประกอบด้วยบุคคลผู้ฉลาด เหมือนบทว่า ปณฺฑิตา ธมฺมา บัณฑิตธรรมทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยบุคคลผู้เป็นบัณฑิต เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้ฉลาด.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๕

บัดนี้ แม้ท่านกล่าวไว้แล้วในญาณกถามีอาทิว่า จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ ด้วยอาการ ๖๔ ท่านก็ยังนำมากล่าวไว้ในที่นี้ ด้วยเชื่อมกับอินทริยกถา.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๕๘

พึงทราบบทนั้นโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวแบบแผนของอินทรีย์ โดยเชื่อมด้วยสมันตจักษุอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า น ตสฺส อทฺทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ บทธรรมไรๆ ที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็นไม่มีในโลกนี้.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๖๖

ในบทเหล่านั้น บทว่า สมนฺตจกฺขุ ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ. ท่านแสดงความที่อินทรีย์ทั้งหลาย ๕ ไม่พรากกันด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์. ท่านแสดงความที่อินทรีย์ ๕ มีรสอย่างเดียวกัน และเป็นปัจจัยของกันและกัน ในเวลาประกอบการน้อมไป หรือในขณะแห่งมรรคด้วยจตุกะ ๕ มีอินทรีย์หนึ่งๆ เป็นมูล มีอาทิว่า สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ เมื่อเชื่อย่อมประคับประคอง.

ท่านแสดงความที่อินทรีย์ ๕ มีรสอย่างเดียวกัน และเป็นปัจจัยของกันและกัน ในเวลาประกอบการน้อมไป หรือในขณะแห่งมรรค ด้วยจตุกะ ๕ อันมีอินทรีย์หนึ่งๆ เป็นมูลมีอาทิว่า สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวแบบแผนของอินทรีย์ โดยเชื่อมด้วยพุทธจักษุ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยํ พุทฺธจกฺขํ พระพุทธญาณเป็นพุทธจักษุ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธจกฺขุ ได้แก่ อินทริยปโรปริยัตญาณ (ปรีชากำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย) และอาสยานุสยญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย).

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๖๗

อนึ่ง บทว่า พุทฺธญาณํ นี้ ก็ได้แก่ญาณทั้งสองนั้นเหมือนกัน.

บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาอินทริยสโมธาน จบอรรถกถาอินทริยกถา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา