อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๑๗

นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๗–๒๒๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 3 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

ข้อ ๒๑๗

กถํ ทฺวีหิ พเลหิ สมนฺนาคตตฺตา ตโย จ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โสฬสหิ ญาณจริยาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ วสีภาวตาปญฺญา นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ {๒๑๗.๑} ทฺวีหิ พเลหีติ เทฺว พลานิ สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ ฯ

ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบ ด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณอย่างไร ฯ คำว่า ด้วยพละ ๒ ความว่า พละ ๒ คือสมถพละ ๑ วิปัสสนาพละ ๑ ฯ

ข้อ ๒๑๘

กตมํ สมถพลํ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อวิกฺเขปวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯ

สมถพละเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละแต่ละอย่างๆ ฯ

ข้อ ๒๑๙

สมถพลนฺติ เกนตฺเถน สมถพลํ ฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ น กมฺปตีติ สมถพลํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร น กมฺปตีติ สมถพลํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา น กมฺปตีติ สมถพลํ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺเข น กมฺปตีติ สมถพลํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อุทฺธจฺเจ จ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ สมถพลํ อิทํ สมถพลํ ฯ

คำว่า สมถพลํ ความว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถ ว่ากระไร ฯ ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ ด้วยปฐมฌานไม่หวั่นไหวเพราะวิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะปีติ ด้วยตติยฌานไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน ไม่หวั่นไหว เพราะรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวไม่กวัดแกว่งไม่คลอนแคลน เพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าสมถพละ ฯ

ข้อ ๒๒๐

กตมํ วิปสฺสนาพลํ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯ

วิปัสสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคา-*นุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ฯลฯ ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละแต่ละอย่างๆ ฯ

ข้อ ๒๒๑

วิปสฺสนาพลนฺติ เกนตฺเถน วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนาย ราเค น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทเย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทาเน น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อวิชฺชาย จ อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ วิปสฺสนาพลํ อิทํ วิปสฺสนาพลํ ฯ

คำว่า วิปสฺสนาพลํ ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะ อรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความกำหนัด ด้วยวิราคานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุ-*ปัสนา ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสสนาพละ ฯ

ข้อ ๒๒๒

ตโย จ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยาติ กตเมสํ ติณฺณนฺนํ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา ฯ ทุติยชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส อสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ จิตฺตสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ อิเมสํ ติณฺณนฺนํ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา ฯ

คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ ความว่า ด้วยการระงับสังขาร๓ เป็นไฉน วิตกวิจารเป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติยฌานระงับไป ลมอัสสาส-*ปัสสาสะเป็นกายสังขารของท่านผู้เข้าจตุตถฌาน ระงับไป สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ระงับไป ด้วยการระงับสังขาร๓ เหล่านี้ ฯ

ข้อ ๒๒๓

โสฬสหิ ญาณจริยาหีติ กตมาหิ โสฬสหิ ญาณจริยาหิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยา ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยา อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยา นิพฺพิทานุปสฺสนา ญาณจริยา วิราคานุปสฺสนา ญาณจริยา นิโรธานุปสฺสนา ญาณจริยา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ญาณจริยา วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยา โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยา โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยา สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยา สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อนาคามิมคฺโค ญาณจริยา อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยา อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อิมาหิ โสฬสหิ ญาณจริยาหิ ฯ

คำว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ความว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ เป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนาวิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนา โสดา-*ปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติอนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยาแต่ละอย่าง ๆ ด้วยญาณจริยา ๑๖ นี้ ฯ

ข้อ ๒๒๔

นวหิ สมาธิจริยาหีติ กตมาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ ฯ ปฐมชฺฌานํ สมาธิจริยา ทุติยชฺฌานํ สมาธิจริยา ตติยชฺฌานํ สมาธิจริยา จตุตฺถชฺฌานํ สมาธิจริยา อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ สมาธิจริยา ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิมาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ ฯ

คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ ความว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นไฉน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นสมาธิจริยาแต่ละอย่างๆ วิตกวิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ ฯ

ข้อ ๒๒๕

วสีติ ปญฺจ วสิโย อาวชฺชนาวสี สมาปชฺชนาวสี อธิฏฺฐานวสี วุฏฺฐานวสี ปจฺจเวกฺขณาวสี ฯ ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ อาวชฺชติ อาวชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ อาวชฺชนาวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ สมาปชฺชติ สมาปชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ สมาปชฺชนาวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ อธิฏฺฐาติ อธิฏฺฐาเน ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ อธิฏฺฐานวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ วุฏฺฐาติ วุฏฺฐาเน ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ วุฏฺฐานวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ ปจฺจเวกฺขติ ปจฺจเวกฺขณาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ ปจฺจเวกฺขณาวสี ทุติยชฺฌานํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ อาวชฺชติ อาวชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ อาวชฺชนาวสี เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ สมาปชฺชติ ฯเปฯ อธิฏฺฐาติ วุฏฺฐาติ ปจฺจเวกฺขติ ปจฺจเวกฺขณาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ ปจฺจเวกฺขณาวสี อิมา ปญฺจ วสิโย ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ทฺวีหิ พเลหิ สมนฺนาคตตฺตา ตโย จ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โสฬสหิ ญาณจริยาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ วสีภาวตาปญฺญา นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ --------

คำว่า วสี ความว่า วสี ๕ ประการ คือ อาวัชชนาวสี ๑ สมาปัชชนาวสี ๑ อธิษฐานวสี ๑ วุฏฐานวสี ๑ ปัจจเวกขณวสี ๑ ฯ สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสีสมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานได้ ณ สถานที่ และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสมาปัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลอธิษฐานปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิษฐาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอธิษฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลออกปฐมฌานได้ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการออก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงทุติยฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึงเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิษฐาน ออกพิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนาไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี วสี ๕ประการนี้ ฯ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๓๔. นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส ๓๔. นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส แสดงนิโรธสมาปัตติญาณ

ข้อ ๘๓

ปัญญาที่มีความชำนาญในการระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ อย่าง ชื่อว่านิโรธ-สมาปัตติญาณ เป็นอย่างไร คือ คำว่า พละ ๒ อย่าง อธิบายว่า พละ ๒ อย่าง ได้แก่ ๑. สมถพละ ๒. วิปัสสนาพละ สมถพละ เป็นอย่างไร คือ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ ชื่อว่าสมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งอพยาบาท ชื่อว่าสมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งอาโลกสัญญาชื่อว่าสมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งอวิกเขปะชื่อว่าสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ชื่อว่าสมถพละ ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ชื่อว่าสมถพละ คำว่า สมถพละ อธิบายว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่า สมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะปีติด้วยตติยฌาน ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะรูปสัญญา ปฏิฆสัญญานานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละเพราะไม่หวั่นไหวเพราะวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๓๔. นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญา-นาสัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าสมถพละ เพราะไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่เอนเอียงเพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าสมถพละ วิปัสสนาพละ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ ทุกขานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนา- พละ อนัตตานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ นิพพิทานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละวิราคานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ นิโรธานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ ปฏินิส-สัคคานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ อนิจจานุปัสสนาในรูปชื่อว่าวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในรูป ฯลฯ ในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาในชราและมรณะชื่อว่าวิปัสสนาพละ คำว่า วิปัสสนาพละ อธิบายว่า ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะมีความหมายว่าอย่างไร คือ ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนาชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละเพราะไม่หวั่นไหวเพราะราคะด้วยวิราคานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหวเพราะอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่เอนเอียงเพราะอวิชชา เพราะกิเลสที่ประกอบด้วยอวิชชาและเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสสนาพละ คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ อธิบายว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ เป็นอย่างไร คือ วิตก วิจารที่เป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติยฌานย่อมระงับไป ลมหายใจเข้าหายใจออกที่เป็นกายสังขาร ของท่านผู้เข้าจตุตถฌานย่อมระงับไป สัญญา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๓๔. นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส และเวทนาที่เป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมระงับไปด้วยการระงับสังขาร ๓ นี้

ข้อ ๘๔

คำว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ อธิบายว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ เป็นอย่างไร คือ อนิจจานุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา ทุกขานุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยาอนัตตานุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา นิพพิทานุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา วิราคา-นุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา นิโรธานุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา ปฏินิสสัคคา-นุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา วิวัฏฏนานุปัสสนาชื่อว่าญาณจริยา โสดาปัตติมรรคชื่อว่าญาณจริยา โสดาปัตติผลสมาบัติชื่อว่าญาณจริยา สกทาคามิมรรคชื่อว่าญาณจริยา สกทาคามิผลสมาบัติชื่อว่าญาณจริยา อนาคามิมรรคชื่อว่าญาณจริยาอนาคามิผลสมาบัติชื่อว่าญาณจริยา อรหัตตมรรคชื่อว่าญาณจริยา อรหัตตผล-สมาบัติชื่อว่าญาณจริยา ด้วยญาณจริยา ๑๖ นี้

ข้อ ๘๕

คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ อธิบายว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นอย่างไร คือ ปฐมฌานชื่อว่าสมาธิจริยา ทุติยฌานชื่อว่าสมาธิจริยา ตติยฌาน ชื่อว่าสมาธิจริยา จตุตถฌานชื่อว่าสมาธิจริยา อากาสานัญจายนตสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญา- นาสัญญายตนสมาบัติชื่อว่าสมาธิจริยา วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิตเพื่อได้ปฐมฌาน ฯลฯ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อได้เนวสัญญา-นาสัญญายตนสมาบัติชื่อว่าสมาธิจริยา ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ คำว่า วสี อธิบายว่า วสี ๕ ประการ ได้แก่ ๑. อาวัชชนาวสี (ชำนาญในการคำนึงถึง) ๒. สมาปัชชนวสี (ชำนาญในการเข้า) ๓. อธิฏฐานวสี (ชำนาญในการอธิษฐาน) ๔. วุฏฐานวสี (ชำนาญในการออก) ๕. ปัจจเวกขณาวสี (ชำนาญในการพิจารณา)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค] ๑. ญาณกถา ๓๔. นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส สมาปัตติลาภีบุคคล (บุคคลผู้ได้สมาบัติ) คำนึงถึงปฐมฌาน ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสมาปัชชนวสี สมาปัตติลาภีบุคคลอธิษฐานปฐมฌานที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไร ก็ได้ ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิษฐาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอธิฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลออกจากปฐมฌานที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการออก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าวุฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไร ก็ได้ ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัจจเวกขณาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงทุติยฌาน ฯลฯ คำนึงถึงเนวสัญญา- นาสัญญายตนสมาบัติที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิฏฐาน ฯลฯ ออก ฯลฯ พิจารณา เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ นานเท่าไรก็ได้ ตามปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัจจเวกขณาวสี วสี ๕ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาที่มีความชำนาญในการระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ อย่างชื่อว่านิโรธสมาปัตติญาณ นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสที่ ๓๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๑๔๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส

[๒๑๗-๒๒๕] พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสมาปัตติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า สมถพลํ - สมถพละ ความว่า ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าสงบธรรมเป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้น.

สมถะนั่นแหละชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. เพราะพระอนาคามีและพระอรหันต์นั่นแหละเป็นผู้ถึงความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ด้วยการละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ท่านจึงทำสมาธิของพระอนาคามีและพระอรหันต์เหล่านั้นว่า พลปฺปตฺโต - ผู้ถึงซึ่งกำลัง แล้วจึงกล่าวว่า สมถพลํ มิใช่ของคนอื่น. ปาฐะว่า สมาธิพลํ บ้าง.

บทว่า วิปสฺสนาพลํ - วิปัสสนาพละ ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรมด้วยอาการหลายอย่างโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. วิปัสสนานั่นแหละชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. วิปัสสนาญาณถึงซึ่งกำลังของพระอริยเจ้าทั้งสองเหล่านั้น.

สมถพละ เพื่อสงบจิตตสันดานโดยลำดับ และเพื่อดำเนินไปในนิโรธ.

ส่วนวิปัสสนาพละ เพื่อแสดงโทษในวัฏฏะ และเพื่อแสดงอานิสงส์ในนิโรธ.

บทว่า นีวรเณ - เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตตสัตตมี. แปลว่า ในเพราะนิวรณ์. อธิบายว่า มีนิวรณ์เป็นนิมิต มีนิวรณ์เป็นปัจจัย. หรือเป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ แปลว่า เพราะนิวรณ์.

บทว่า น กมฺปติ - ไม่หวั่นไหว ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อมในฌาน.

อีกอย่างหนึ่ง สมาธิสัมปยุตด้วยฌานนั้น ไม่หวั่นไหวในเพราะนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน เพราะท่านประสงค์องค์แห่งฌานในบทว่า ฌานํ. พึงถือการประกอบนี้แหละในนิทเทสนี้.

บทว่า อุทฺธจฺเจ จ - ในเพราะอุทธัจจะ คือ ในเพราะอุทธัจจะอันเป็นจิตตุปบาทสหรคตด้วยอุทธัจจะ.

อนึ่ง บทว่า อุทฺธจฺจํ ได้แก่ ความฟุ้งซ่าน. อุทธัจจะนั้นมีความไม่สงบเป็นลักษณะ.

บทว่า อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอุทธัจจะ ได้แก่ ในเพราะกิเลสคือโมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะอันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ถึงความเป็นกิเลสเกิดขึ้นร่วมกัน สหรคตด้วยอุทธัจจะ.

บทว่า ขนฺเธ จ ในเพราะขันธ์ คือ ในเพราะขันธ์ ๔ อันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ.

บทว่า น กมฺปติ น จลติ น เวธติ - ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เป็นไวพจน์ของกันและกัน.

พึงประกอบว่า ไม่หวั่นไหว ในเพราะอุทธัจจะ. ไม่กวัดแกว่ง ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอุทธัจจะ. ไม่คลอนแคลน ในเพราะขันธ์สหรคตด้วยอุทธัจจะ.

พึงทราบวิปัสสนาพละว่า เพราะท่านกล่าวอนุปัสนา ๗ วิปัสสนาพละจึงเป็นอันบริบูรณ์ด้วยอำนาจแห่งอนุปัสนานั้นนั่นเอง.

บทว่า อวิชฺชาย จ - ในเพราะอวิชชา ได้แก่ ในเพราะอวิชชาในจิตตุปบาทอันเป็นอกุศล ๑๒ อย่าง.

บทว่า อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอวิชชา ได้แก่ กิเลสคือโลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะอันสัมปยุตด้วยอวิชชาตามที่ประกอบไว้.

บทว่า วจีสงฺขารา - วจีสังขาร ได้แก่ วิตก วิจาร.

ชื่อว่า วจีสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่ง ให้เกิดวาจา เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ บุคคลตรึกตรองก่อนแล้วจึงเปล่งวาจาในภายหลัง. เพราะฉะนั้น วิตกวิจารจึงเป็นวจีสังขาร.

บทว่า กายสงฺขารา - กายสังขาร ได้แก่ ลมอัสสาสะปัสสาสะ.

ชื่อว่า กายสงฺขารา เพราะอรรถว่าอันกายปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ธรรมเหล่านี้ คือลมอัสสาสะลมปัสสาสะมีอยู่ในกาย เนื่องด้วยกาย. เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสะปัสสาสะจึงเป็นกายสังขาร.

____________________________

บาลีว่า กาเยน สงฺขรียนฺตีติ กายสงฺขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งกาย)

บทว่า สญฺญาเวทยิตนิโรธํ - สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ ดับสัญญาและเวทนา.

บทว่า จิตฺตสงฺขารา - จิตตสังขาร ได้แก่ สัญญาและเวทนา.

ชื่อว่า จิตฺตสงฺขารา เพราะอรรถว่าอันจิตปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า เจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต. เพราะฉะนั้น สัญญาและเวทนาจึงเป็นจิตตสังขาร.

____________________________

จิตฺเตน สงฺขรียนฺตีติ จิตฺตสงฺขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งจิต)

ในญาณจริยาทั้งหลาย พึงทราบว่า จริยากถาอันเป็นเบื้องต้นแห่งอนุปัสสนานั้น ท่านกล่าวว่าญาณจริยา ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา หรือด้วยวิวัฏฏนานุปัสสนา แม้อนุปัสสนาที่เหลือก็เป็นอันถือเอาไว้.

บทว่า โสฬสหิ ญาณจริยาหิ - ด้วยญาณจริยา ๑๖ เป็นกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ เพราะพระอนาคามีเป็นผู้มีกำลังบริบูรณ์ด้วยจริยาแม้ ๑๔ จะได้บรรลุอรหัตมรรคและอรหัตผลต่อไป.

ในบทว่า นวหิ สมาธิจริยาหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ พึงทราบความดังต่อไปนี้.

จริยา ๘ ด้วยปฐมฌานเป็นต้น. จริยา ๑ ด้วยสามารถแห่งอุปจารฌานในธรรมทั้งปวง เพื่อได้ปฐมฌานเป็นต้น รวมเป็นสมาธิจริยา ๙.

ถามว่า เพื่อความต่างกันแห่งพลจริยาเป็นอย่างไร?

ตอบว่า แม้ในสมถพละ ท่านก็กล่าวถึงอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๗ มีอาทิว่า เนกฺขมฺมวเสน - ด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ.

โดยความพิสดารแห่งไปยาล คือละความไว้ ท่านกล่าวถึงอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิตามควรด้วยวาระ ๗๐ บริบูรณ์ มีอาทิว่า ปฐมชฺฌานวเสน ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน. แม้ในสมาธิจริยา ท่านก็กล่าวถึงอัปปนาสมาธิไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ.

ท่านกล่าวอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปฐมํ ฌานํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิไว้ในที่ทั้งสอง.

แม้เมื่อเป็นอย่างนั้นก็พึงทราบว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่ามีความชำนาญ.

อนึ่ง ในวิปัสสนาพละ ท่านกล่าวอนุปัสสนา ๗ ว่าวิปัสสนาพละ. และกล่าวอนุปัสสนา ๗ ไว้ในญาณจริยา. ทั้งท่านยังกล่าวอนุปัสสนา ๙ มีวิวัฏฏนานุปัสสนาเป็นต้น ให้แปลกออกไป.

นี้เป็นความต่างกันแห่งอนุปัสสนาเหล่านั้น.

ส่วนอนุปัสสนา ๗ พึงทราบว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่ามีความชำนาญ. เพื่อแก้วสีที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า วสีภาวตา ปญฺญา - ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ท่านจึงกล่าวเป็นอิตถีลิงค์ วสีติ ปญฺจ วสิโย - คำว่า วสี ได้แก่ วสี ๕.

ท่านอธิบายว่า ความชำนาญนั่นแหละ ชื่อว่าวสี.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/มาติกายํ

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแก้ซึ่งวสีเหล่านั้น ด้วยแสดงเป็นบุคลาธิฏฐานอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อาวชฺชนาวสี - ชำนาญในการนึก.

ชื่อว่า อาวชฺชนาวสี เพราะมีความชำนาญในการนึก.

ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปฐมํ ฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ - คำนึงถึงปฐมฌานได้ในที่ที่ปรารถนา.

ความว่า สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงในประเทศที่ตนปรารถนาเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม.

บทว่า ยทิจฺฉกํ - ปรารถนาในกาลใด. ความว่า คำนึงในเวลาหนาวก็ตาม ร้อนก็ตาม.

อีกอย่างหนึ่ง คำนึงถึงปฐมฌานที่ปรารถนามีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ก็ตาม มีกสิณที่เหลือเป็นอารมณ์ก็ตาม. แก้อย่างก่อนดีกว่า เพราะท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ชำนาญฌาน แม้มีกสิณอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ไว้แล้ว.

บทว่า ยาวติจฺฉกํ - ปรารถนาเพียงใด คือคำนึงถึงกาลที่ปรารถนาเพียงลัดนิ้วมือเดียวหรือ ๗ วัน.

บทว่า อาวชฺชนาย - ในการคำนึง ได้แก่มโนทวาราวัชชนะ.

บทว่า ทนฺธายิตตฺตํ - ความเนิ่นช้า คือความไม่เป็นไปในอำนาจ. หรือความเกียจคร้าน.

บทว่า สมาปชฺชติ - ย่อมเข้า คือย่อมปฏิบัติ. อธิบายว่า ย่อมแนบแน่น.

บทว่า อธิฏฺฐาติ - ย่อมอธิฏฐาน คือตั้งใจทำให้ยิ่งในภายในสมาบัติ.

บทว่า ปฐมํ ฌานํ ในวุฏฐานวสี เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ แปลว่า จากปฐมฌาน.

บทว่า ปจฺจเวกฺขติ - ย่อมพิจารณา คือเห็นทันทีด้วยการแล่นไปแห่งการพิจารณา.

นี้เป็นการพรรณนาบาลีในบทนี้.

ต่อไปนี้เป็นการชี้แจงความ

เมื่อพระโยคาวจรออกจากปฐมฌานแล้วคำนึงถึงวิตกชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง มีวิตกเป็นอารมณ์ย่อมแล่นไปในลำดับแห่งอาวัชชนจิตอันตัดภวังค์เป็นไป. แต่นั้นภวังคจิต ๒ ดวงแล่นไป. แต่นั้นอาวัชชนจิตมีวิจารเป็นอารมณ์แล่นไปโดยนัยดังกล่าวแล้วอีก.

พระโยคาวจรสามารถส่งจิตไปในลำดับในองค์ฌาน ๕ ด้วยประการฉะนี้. คราวนี้อาวัชชนวสีของพระโยคาวจรนั้นเป็นอันสำเร็จ.

ส่วนวสีอันถึงที่สุดนี้ ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. นอกจากนี้ไม่มีอาวัชชนวสีที่เร็วกว่า. การคำนวณในภวังควาระในลำดับๆ ไม่มีแก่ผู้อื่น.

ความเป็นผู้สามารถในการเข้าสมาบัติได้เร็ว ดุจในการทรมานนันโทปนันทนาคของพระมหาโมคคัลลานเถระ ชื่อว่าสมาปัชชนวสี.

ความเป็นผู้สามารถเพื่อดำรงสมาบัติตลอดขณะเพียงนิ้วมือเดียว หรือเพียง ๑๐ นิ้วมือ ชื่อว่าอธิฏฐานวสี.

อนึ่ง ความเป็นผู้สามารถออกได้เร็วกว่านั้น ชื่อว่าวุฏฺฐานวสี.

ส่วนปัจจเวกขณวสี ท่านกล่าวไว้แล้วในอาวัชชนวสีนั่นแหละ เพราะว่า ปัจจเวกขณชวนะเป็นลำดับของอาวัชชนะในอาวัชชนวสีนั้น. เป็นอันว่าปัจจเวกขณวสีสำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งอาวัชชนวสีด้วยประการฉะนี้. และวุฏฐานวสีเป็นอันสำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งอธิฏฐานวสี.

แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความเป็นผู้สามารถในการยังอาวัชชนะให้เป็นไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในกสิณนั้นเร็วตามชอบใจของผู้ประสงค์เพื่อจะเข้าฌานมีกสิณนั้นๆ เป็นอารมณ์ เพราะความสำเร็จด้วยสามารถกสิณต่างๆ ของผู้นิรมิตมีเพศหลายอย่างเป็นต้น เพราะไม่มีปัจจเวกขณะอันเป็นองค์ฌานในเวลาแสดงปาฏิหาริย์ เพราะท่านกล่าวไว้แล้วว่า วสีอันถึงที่สุดนี้ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ชื่อว่าอาวัชชนวสี.

ความเป็นผู้สามารถในอัปปนา และความเป็นผู้สามารถเข้าฌานนั้นๆ ในวิถีแห่งอาวัชชนะในกาลนั้น ชื่อว่าสมาปัชชนวสี. ก็เมื่อกล่าวอย่างนี้เป็นอันยุติและไม่ผิด.

อนึ่ง ลำดับแห่งวสีย่อมควรตามลำดับนั่นเอง.

อนึ่ง ในการพิจารณาองค์แห่งฌาน เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ชวนจิต ๕ ดวงถึงที่สุดแล้ว แม้เมื่อชวนจิต ๗ ดวงแล่นไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจเวกขณวสีเหมือนกัน.

เมื่อเป็นอย่างนั้นหากกล่าวว่า คำว่า คำนึงถึงปฐมฌาน ย่อมไม่ถูก. ท่านกล่าวฌานเป็นไปในกสิณ ว่าเป็นกสิณโดยเป็นอุปจารของเหตุ ฉันใด. ท่านกล่าวกสิณมีฌานเป็นปัจจัยก็ฉันนั้น ว่าเป็นฌานโดยเป็นอุปจารแห่งผล ดุจในคำมีอาทิว่า สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท - การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นความสุข. แม้เมื่อมีการก้าวลงสู่ฌานอีก ดุจในการที่บุคคลตื่นจากหลับตามกาลที่กำหนดไว้แล้วก้าวลงสู่ความหลับอีก ชื่อว่าอธิฏฐานวสี. แม้เมื่อมีการอธิฏฐานในการลุกขึ้นของผู้ที่ลุกขึ้นตามกาลที่กำหนด ก็ชื่อว่าวุฏฐานวสี.

นี้เป็นความต่างกันของวสีเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔

เพื่อชี้แจงนิโรธสมาบัติจึงมีปัญหาดังต่อไปนี้

นิโรธสมาบัติเป็นอย่างไร. ใครเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ใครไม่เข้า. เข้าในที่ไหน. เพราะเหตุไรจึงเข้า. อย่างไรจึงเป็นอันเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ตั้งอยู่อย่างไร. ออกอย่างไร. ผู้ออกมีจิตน้อมไปสู่อะไร. คนตายและคนเข้าต่างกันอย่างไร. นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ เป็นนิปผันนะ - สำเร็จ หรืออนิปผันนะ - ไม่สำเร็จ.

ในปัญหากรรมเหล่านั้น บทว่า กา นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธสมาบัติเป็นอย่างไร คือ จิตเจตสิกธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนุปุพพนิโรธคือนิโรธตามลำดับ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ.

บทว่า เก ตํ สมาปชฺชนฺติ, เก น สมาปชฺชนฺติ - ใครเข้านิโรธสมาบัตินั้น ใครไม่เข้า คือ ปุถุชนแม้ทั้งหมด พระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี พระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปัสสก ไม่เข้า. ส่วนพระอนาคามีผู้ได้สมาบัติ ๘ และพระขีณาสพ เข้า.

บทว่า กตฺถ สปชฺชนฺติ - เข้าในที่ไหน? คือ ในภพที่มีขันธ์ ๕. เพราะเหตุไร? เพราะมีสมาบัติตามลำดับ. ส่วนในภพ คือขันธ์ ๔ ปฐมฌานเป็นต้น ไม่มีการเกิดเลย. เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถเข้าในภพนั้นได้.

บทว่า กสฺมา สมาปชฺชนฺติ - เพราะเหตุไรจึงเข้า? คือ เป็นผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของสังขาร ไม่คิดจะอยู่ในทิฏฐธรรม จึงเข้าด้วยคิดว่า เราถึงนิพพานอันเป็นความดับแล้ว จักอยู่เป็นสุข.

บทว่า กถญฺจสฺสา สมาปชฺชนํ โหติ - อย่างไรจึงเป็นอันเข้านิโรธสมาบัตินั้น? คือ เมื่อขวนขวายด้วยสามารถแห่งสมถวิปัสสนาแล้วทำกิจเบื้องต้น ยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ เป็นอันเข้านิโรธสมาบัติด้วยอาการอย่างนี้. เพราะผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่งสมถะเท่านั้น ผู้นั้นบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้วตั้งอยู่.

ส่วนผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่งวิปัสสนาเท่านั้น. ผู้นั้นบรรลุผลสมาบัติแล้วตั้งอยู่.

อนึ่ง ผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถทั้งสองอย่าง ย่อมยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ. ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเข้าถึงนิโรธสมาบัติ นี้เป็นความสังเขปในบทนี้.

ส่วนความพิสดารพึงทราบดังต่อไปนี้

ภิกษุในศาสนานี้ประสงค์จะเข้านิโรธ ฉันอาหารเสร็จแล้ว ล้างมือและเท้า นั่งขัดสมาธิบนอาสนะที่ปูไว้อย่างดีในโอกาสอันสงัด ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. ภิกษุนั้นเข้าปฐมฌาน ครั้นออกแล้วพิจารณาเห็นแจ้ง สังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ณ ที่นั้น.

ก็วิปัสสนานั้นมี ๓ อย่าง คือ สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา - วิปัสสนากำหนดสังขาร ๑, ผลสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสสนาอันเป็นผลสมาบัติ ๑, นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสสนาอันเป็นนิโรธสมาบัติ ๑.

ในวิปัสสนา ๓ อย่างนั้น สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนาจะอ่อนหรือกล้าแข็งก็ตาม ย่อมเป็นปทัฏฐานแห่งมรรคนั่นแหละ. ผลสมาปัตติวิปัสสนากล้าแข็งเช่นกับมรรคภาวนาจึงควร. ส่วนนิโรธสมาปัตติวิปัสสนาไม่อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไปนั่นแหละจึงควร.

เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงพิจารณาเห็นแจ้งสังขารเหล่านั้น ด้วยวิปัสสนาอันไม่อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไป. แต่นั้นจึงเข้าตติยฌาน ฯลฯ วิญญาณัญจายตนะ.

ครั้นออกแล้วกระทำกิจเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ.

นานาพัทธอวิโกปนะ ๑

สังฆปฏิมานนะ ๑

สัตถุปักโกสนะ ๑

อัทธานปริจเฉทะ ๑.

ในกิจ ๔ อย่างนั้น บทว่า นานาพทฺธอวิโกปนํ - ไม่ให้ของใช้ต่างๆ เสียหาย.

ความว่า สิ่งใดที่ไม่เป็นของใช้เนื่องเป็นอันเดียวกันกับภิกษุนี้ เป็นของใช้ต่างๆ ที่ตั้งไว้ เช่น บาตร จีวร เตียง ตั่ง ที่อยู่อาศัยหรือแม้บริขารไรๆ อย่างอื่น, ไม่ให้ทำลายสิ่งนั้น. ไม่ให้เสียหายไปด้วยไฟ น้ำ ลม โจรและหนูเป็นต้นโดยประการใด พึงอธิฏฐานโดยประการนี้. วิธีอธิฏฐานมีว่าดังนี้ ในภายใน ๗ วันนี้ ขอสิ่งนี้ๆ จงอย่าถูกไฟไหม้, อย่าถูกน้ำพัดไป. อย่าถูกลมกำจัด, อย่าถูกโจรลัก, อย่าถูกหนูกัดเป็นต้น.

เมื่ออธิฏฐานอย่างนี้ตลอด ๗ วันนั้นจะไม่มีอันตรายใดๆ แก่สิ่งเหล่านั้น. แต่เมื่อไม่อธิฏฐาน จะเสียหายด้วยไฟเป็นต้น. นี้ชื่อว่านานาพัทธอวิโกปนะ. แต่สิ่งใดที่ใช้เนื่องเป็นอันเดียวกัน เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นั่ง ในสิ่งนั้นไม่มีกิจที่จะอธิฏฐานต่างหาก. สมาบัตินั่นแลย่อมคุ้มครองสิ่งนั้นนั่นแล.

บทว่า สงฺฆปฏิมานนํ - การรอท่าสงฆ์ ได้แก่การรอท่า คือการเห็นภิกษุสงฆ์.

อธิบายว่า ไม่ทำสังฆกรรม จนกว่าภิกษุรูปนั้นจะมา.

อนึ่ง ในบทนี้การรอท่ามิใช่เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. แต่การนึกถึงการรอท่าเป็นบุพกิจ เพราะฉะนั้นควรนึกถึงอย่างนี้ว่า หากตลอด ๗ วัน เมื่อนั่งเข้านิโรธสงฆ์ประสงค์จะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในอปโลกนกรรมเป็นต้น. เราจักออกโดยภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่มาเรียกเรา.

ก็ภิกษุทำอย่างนี้แล้วเข้าสมาบัติ ย่อมออกได้ในสมัยนั้นนั่นเอง. แต่ภิกษุใดไม่ทำอย่างนี้. ทั้งสงฆ์ก็ประชุมกันแล้ว เมื่อไม่เห็นภิกษุนั้น จึงถามว่า ภิกษุรูปโน้นไปไหน เมื่อตอบว่า กำลังเข้าสมาบัติ จึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปว่า ท่านจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของสงฆ์.

ลำดับนั้น เพียงคำอันภิกษุนั้นยืนอยู่ในที่ใกล้พอจะได้ยิน กล่าวว่า อาวุโส สงฆ์รอท่านเท่านั้น ดังนี้ ภิกษุนั้นเป็นอันออกจากนิโรธ. เพราะว่า ชื่อว่าอาณา คืออำนาจของสงฆ์หนักถึงอย่างนี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุนั้นนึกถึงแล้วออกจากนิโรธก่อน.

บทว่า สตฺถุ ปกฺโกสนํ - พระศาสดาตรัสเรียกหา.

แม้ในบทนี้ การนึกถึงการเรียกหาของพระศาสดาก็เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. เพราะฉะนั้นควรนึกถึงบุพกิจนั้นอย่างนี้ว่า หากว่า เมื่อเรานั่งเข้านิโรธตลอด ๗ วัน. พระศาสดาทรงบัญญัติสิกขาบทในเพราะเรื่องที่ละเมิด. หรือทรงแสดงธรรมในเพราะเหตุเกิดเรื่องเห็นปานนั้น. เราจักออกโดยที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังไม่มาเรียกเรา. ภิกษุนั่งทำอย่างนี้ย่อมออกในสมัยนั้นนั่นแหละ.

อนึ่ง ภิกษุใดไม่ทำอย่างนั้น. ทั้งพระศาสดา เมื่อสงฆ์ประชุมกัน ไม่ทรงเห็นภิกษุนั้นตรัสถามว่า ภิกษุรูปนั้นไปไหน เมื่อกราบทูลว่า เข้านิโรธ จึงทรงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปว่าเธอจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของเรา. ครั้นเพียงภิกษุนั้นยืนอยู่ในที่ใกล้พอได้ยินกล่าวว่า พระศาสดาตรัสเรียกหาท่านดังนี้เท่านั้น ภิกษุนั้นก็เป็นอันออกจากนิโรธ. เพราะว่าการตรัสเรียกหาของพระศาสดาถือเป็นเรื่องหนักอย่างนี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุนั้นนึกถึง แล้วออกก่อนนั่นเทียว.

บทว่า อทฺธานปริจฺเฉโท - กำหนดกาล คือกำหนดกาลของชีวิต.

จริงอยู่ ภิกษุนี้ควรเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดกาล. ควรนึกว่า อายุสังขารของตนจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน. หรือจักเป็นไปไม่ได้แล้วเข้านิโรธ. เพราะว่าเมื่ออายุสังขารดับเสียในระหว่าง ๗ วัน. ภิกษุไม่ได้นึกถึงเข้านิโรธ. นิโรธสมาบัติของภิกษุนั้นไม่สามารถห้ามความตายได้. ภิกษุย่อมออกจากสมาบัติในระหว่างได้ เพราะในภายในนิโรธยังไม่มีความตาย. ฉะนั้นควรนึกถึงกาลนั้นแล้วจึงเข้านิโรธ. แม้ไม่นึกถึงกาลที่เหลือก็ควร. แต่ควรนึกถึงกาลนี้ทีเดียว.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้.

ภิกษุนั้นเข้าอากิญจัญญายตนะอย่างนี้แล้ว ครั้นออกแล้วทำบุพกิจนี้ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้ ครั้นล่วงเลยวารจิตหนึ่ง หรือสองแล้วเป็นอจิตตกะ ย่อมถูกต้องนิโรธได้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จิตเหนือ คือเกินจิตสองดวงจึงเป็นไปไม่ได้เล่า.

ตอบว่า เพราะเป็นปโยคะแห่งนิโรธ.

จริงอยู่ การทำสมถะและวิปัสสนาทั้งสองของภิกษุนั้นให้เป็นยุคนัทธะคือธรรมที่เทียมคู่นี้ แล้วขึ้นสู่สมาบัติ ๘ เป็นความขวนขวายของนิโรธตามลำดับ. มิใช่เพราะเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จิตทั้งหลายจึงไม่เป็นไปเหนือจิตสองดวงเพราะเป็นปโยคะแห่งนิโรธ.

____________________________

หมายความว่า ในขณะที่จะเข้านิโรธสมาบัติ จตุตถอรูปสมาบัติเกิดขึ้น ๒ ครั้งแล้วก็ถึงนิโรธ.

บทว่า กถํ ฐานํ - ตั้งอยู่อย่างไร คือตั้งอยู่ด้วยสามารถกำหนดกาลแห่งสมาบัตินั้นที่เข้าถึงพร้อมแล้วอย่างนี้ และด้วยไม่มีอายุขัย การรอท่าของสงฆ์และการตรัสเรียกหาของพระศาสดาในระหว่าง.

บทว่า กถํ วุฏฺฐานํ - ออกอย่างไร ได้แก่ออก ๒ อย่างนี้ คือด้วยอนาคามิผลสมาบัติ ๑ ด้วยอรหัตผลสมาบัติของพระอรหันต์ ๑.

บทว่า วุฏฺฐิตสฺส กินฺนินฺนํ จิตฺตํ โหติ - จิตของผู้ออกแล้วน้อมไปสู่อะไร. ความว่า น้อมไปสู่นิพพาน.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ จิตของภิกษุผู้ออกจาก

สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ น้อมไปสู่วิเวก โอนไป

สู่วิเวก โน้มไปสู่วิเวก.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๑๐

บทว่า มตสฺส จ สมาปนฺนสฺส จ โก วิเสโส - ผู้ตายแล้วและผู้เข้านิโรธต่างกันอย่างไร.

ท่านกล่าวความนี้ไว้แล้วในพระสูตร.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ดูก่อนอาวุโส กายสังขารของผู้ตายแล้ว ถึง

แก่กรรมแล้ว ดับ สงบ. วจีสังขาร จิตตสังขารดับ

สงบ. อายุสิ้นไป. ไออุ่นสงบไป. อินทรีย์ทำลายไป.

แม้กายสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็

ดับสงบ. วจีสังขาร จิตตสังขารก็ดับ สงบ. อายุยังไม่

สิ้นไป. ไออุ่นยังไม่สงบ. อินทรีย์ยังไม่ทำลาย.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๐๒

ในคำถามมีอาทิว่า นิโรธสมาปตฺติ กึ สงฺขตา อสงฺขตา - นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ? มีอธิบายดังต่อไปนี้

ไม่ควรกล่าวว่า เป็นสังขตะบ้าง อสังขตะบ้าง โลกิยะบ้าง โลกุตระบ้าง.

เพราะเหตุไร? เพราะไม่มีโดยสภาพ. เพราะภิกษุ ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยอำนาจแห่งการเข้านิโรธ. ฉะนั้นควรกล่าวว่า เป็นนิปผันนะ คือสำเร็จแล้ว ไม่ควรกล่าวว่า เป็นอนิปผันนะ คือยังไม่สำเร็จ.

สมาบัติอันสงบแล้ว อันพระอริยะเสพแล้ว

นี้ได้ชื่อว่านิพพาน ในทิฏฐธรรมด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา