๒. ปัจฉาสมณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๑๒ปญฺจหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปจฺฉาสมโณ น อาทาตพฺโพ กตเมหิ ปญฺจหิ อติทูเร วา คจฺฉติ อจฺจาสนฺเน วา ปตฺตปริยาปนฺนํ น คณฺหาติ อาปตฺติสามนฺตา ภณมานํ น นิวาเรติ ภณมานสฺส อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตติ ทุปฺปญฺโญ โหติ ชโฬ เอฬมูโค อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปจฺฉาสมโณ น อาทาตพฺโพ ฯ ปญฺจหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปจฺฉาสมโณ อาทาตพฺโพ กตเมหิ ปญฺจหิ นาติทูเร คจฺฉติ นาจฺจาสนฺเน ปตฺตปริยาปนฺนํ คณฺหาติ อาปตฺติสามนฺตา ภณมานํ นิวาเรติ ภณมานสฺส น อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตติ ปญฺญวา โหติ อชโฬ อเนฬมูโค อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปจฺฉาสมโณ อาทาตพฺโพติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. อันธกวินทวรรค ๒. ปัจฉาสมณสูตร ๒. ปัจฉาสมณสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้เป็นปัจฉาสมณะ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ไม่ควรพาไป เป็นปัจฉาสมณะ ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เดินห่างนัก หรือใกล้นัก ๒. ไม่รับบาตรหรือของในบาตร ๓. เมื่อพระอุปัชฌาย์พูดใกล้อาบัติก็ไม่ห้าม ๔. เมื่อพระอุปัชฌาย์กำลังพูดอยู่ก็พูดแทรกขึ้น ๕. มีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นคนเซอะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรพาไปเป็น ปัจฉาสมณะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ จึงควรพาไปเป็น ปัจฉาสมณะ @เชิงอรรถ : @ ปัจฉาสมณะ หมายถึงพระผู้ติดตาม เช่น พระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะของพระพุทธเจ้า@ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๒๖/๓๘๓ @ หมายถึงเมื่ออุปัชฌาย์บิณฑบาตกลับมา ก็ไม่ให้บาตรเปล่าของตนแล้วรับบาตรของท่าน หรือไม่รับสิ่งของ@ที่ท่านให้จากบาตรนั้น (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๑๒/๔๘) @ หมายถึงไม่รู้ว่า คำพูดนี้ทำให้ต้องอาบัติ หรือแม้รู้ก็ไม่ห้ามว่า ไม่ควรพูดอย่างนี้ @(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๑๒/๔๘) @ เป็นคนเซอะ แปลจากบาลีว่า ‘เอฬมูโค’ อรรถกถาอธิบายว่า ‘ปคฺฆริตเขฬมูโค’ แปลว่าเป็นใบ้มีน้ำลายไหล@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๑๒/๔๘) แต่ในฎีกาอภิธานัปปทีปิกา อธิบายว่า หมายถึงผู้ไม่ฉลาดพูดและไม่ฉลาดฟัง@(วตฺตุ ํ โสตุญฺจ อกุสโล, วจเน สวเน จ อกุสโล) และแยกอธิบายอีกว่า เอโฬ หมายถึง พธิโร (คนหูหนวก)@มูโค หมายถึง อวจโน (พูดไม่ได้) หรือหมายถึงคนโอ้อวด (สเฐปิ เอฬมูโค) (อภิธา.ฏีกา คาถา ๗๓๔)@พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉบับ “PALI TEXT SOCIETY” ให้ความหมายว่า idiot (โง่, บ้า,@จิตทราม) หรือ lack-wit (ขาดสติ) (The Book of the Gradual Sayings, VOL.III, PP. 106,132)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๙๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. อันธกวินทวรรค ๓. สัมมาสมาธิสูตร ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เดินไม่ห่างนัก ไม่ใกล้นัก ๒. รับบาตรหรือของในบาตร ๓. เมื่อพระอุปัชฌาย์พูดใกล้อาบัติก็ห้ามเสีย ๔. เมื่อพระอุปัชฌาย์กำลังพูดอยู่ก็ไม่พูดแทรกขึ้น ๕. มีปัญญา ไม่โง่เขลา ไม่เป็นคนเซอะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล จึงควรพาไปเป็น ปัจฉาสมณะ ปัจฉาสมณสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปัจฉาสมณสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในปัจฉาสมณสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปตฺตปริยาปนฺนํ น คณฺหาติ ความว่า เมื่ออุปัชฌาย์หันกลับมายืนอยู่ จะถวายบาตรเปล่าของตนแล้วรับบาตรของท่านก็หาไม่ หรือไม่รับถือบาตรอุปัชฌาย์.
บทว่า น นิวาเรติ ความว่า ไม่รู้ว่า คำนี้เป็นคำล่วงอาบัติ ถึงรู้ก็มิได้ห้ามว่า ท่านขอรับ ควรจะกล่าวคำอย่างนี้.
บทว่า กถํ โอปาเตติ ความว่า ตัดคำของท่าน สอดคำของตน.
บทว่า ชโฬ แปลว่า เป็นคนเขลา.
บทว่า เอฬมูโค ได้แก่ เป็นใบ้น้ำลายไหล.
จบอรรถกถาปัจฉาสมณสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------