๑๐. ภวสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๑๐. ภวสูตร
๑๐๕ ตโยเม ภิกฺขเว ภวา ปหาตพฺพา ตีสุ สิกฺขาสุ สิกฺขิตพฺพํ กตเม ตโย ภวา ปหาตพฺพา กามภโว รูปภโว อรูปภโว อิเม ตโย ภวา ปหาตพฺพา กตมาสุ ตีสุ สิกฺขาสุ สิกฺขิตพฺพํ อธิสีลสิกฺขาย อธิจิตฺตสิกฺขาย อธิปญฺญาสิกฺขาย อิมาสุ ตีสุ สิกฺขาสุ สิกฺขิตพฺพํ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อิเม ตโย ภวา ปหีนา โหนฺติ อิมาสุ จ ตีสุ สิกฺขาสุ สิกฺขิตสิกฺโข โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ วิวตฺตยิ สญฺโญชนํ สมฺมา มานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภพ ๓ นี้ควรละ ควรศึกษาใน ไตรสิกขา ภพ ๓ เป็นไฉน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพ ๓ นี้ควรละไตรสิกขาเป็นไฉน คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ควรศึกษาในไตรสิกขานี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภพ ๓ นี้ เป็นสภาพอันภิกษุละได้แล้ว และเธอเป็นผู้มีสิกขาอันได้ศึกษาแล้วในไตรสิกขานี้ เมื่อนั้นภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้ทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ ฯ จบสูตรที่ ๑๐
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐ ภวสูตร ว่าด้วยภพและสิกขา
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรละภพ ๓ ประการนี้ ควรศึกษาในสิกขา ๓ ประการ ภพ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร) ๒. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร) ๓. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร) นี้คือภพ ๓ ประการที่ภิกษุควรละ สิกขา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง) ๒. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือจิตอันยิ่ง) @เชิงอรรถ : @ มมังการ หมายถึงตัณหา คือความทะยานอยากว่าเป็นของเรา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๑๐๔/๑๕๖)@ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๙๗ (อานิสังสสูตร) หน้า ๖๒๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๖๒๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๑๐. อานิสังสวรรค ๑๑. ตัณหาสูตร ๓. อธิปัญญาสิกขา (สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง) นี้คือสิกขา ๓ ประการที่ภิกษุควรศึกษา ภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุละภพ ๓ ประการนี้ได้ และศึกษาสิกขา ๓ ประการนี้ได้ เราจึงเรียกภิกษุนี้ว่า ‘ตัดตัณหาได้แล้ว ถอนสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้วเพราะละมานะได้โดยชอบ’ ภวสูตรที่ ๑๐ จบ ๑๑. ตัณหาสูตร ว่าด้วยตัณหาและมานะ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรละตัณหา ๓ ประการ และควรละมานะ ๓ ประการ ตัณหา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกามธาตุ) ๒. รูปตัณหา (ความทะยานอยากในรูปธาตุ) ๓. อรูปตัณหา (ความทะยานอยากในอรูปธาตุ) นี้คือตัณหา ๓ ประการที่ภิกษุควรละ มานะ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. มานะ (ความถือตัวว่าเสมอเขา) ๒. โอมานะ (ความถือตัวว่าด้อยกว่าเขา) @เชิงอรรถ : @ หมายถึงตัดตัณหาได้เด็ดขาดด้วยโลกุตตรมรรค ถอนสังโยชน์ ๑๐ ประการได้ ทำให้วัฏฏทุกข์หยุดการ@หมุนได้ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๗๗/๓๙๘) และดู องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๗/๒๔๙, ๒๕๗/๓๗๓-๓๗๕ ประกอบ@ ดู อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๗/๕๗๓ @ ดู อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๗๘-๘๘๑/๕๕๗-๕๕๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๖๒๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสูตรที่ ๑๐-๑๑ ไม่มีเนื้อความอรรถกถา. อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานิสังสวรรคที่ ๕ ๙. อโนทิสสูตรที่ ๓