๗. กามสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๗. กามสูตร
เยภุยฺเยน ภิกฺขเว สตฺตา กาเมสุ ลฬิตา อสิตพฺยาภงฺคึ ภิกฺขเว กุลปุตฺโต โอหาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ สทฺโธ ปพฺพชิโต กุลปุตฺโตติ อลํ วจนาย ตํ กิสฺส เหตุ ลพฺภา หิ ภิกฺขเว โยพฺพเนน กามา เต จ โข ยาทิสา วา ตาทิสา วา เย จ ภิกฺขเว หีนา กามา เย จ มชฺฌิมา กามา เย จ ปณีตา กามา สพฺเพ กามาเตฺวว สงฺขํ คจฺฉนฺติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุมาโร มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก ธาติยา ปมาทมนฺวาย กฏฺฐํ วา กถลํ วา มุเข อาหเรยฺย ตเมนํ ธาตี สีฆํ สีฆํ มนสิกเรยฺย สีฆํ สีฆํ มนสิกริตฺวา สีฆํ สีฆํ อาหเรยฺย {๗.๑} โน เจ สกฺกุเณยฺย สีฆํ สีฆํ อาหริตุํ วาเมน หตฺเถน สีฆํ ปริคฺคเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน วงฺกงฺคุลํ กริตฺวา สโลหิตํปิ อาหเรยฺย ตํ กิสฺส เหตุ อตฺเถสา ภิกฺขเว กุมารสฺส วิเหสา เนสา นตฺถีติ วทามิ กรณียญฺจ โข เอวํ ภิกฺขเว ธาติยา อตฺถกามาย หิเตสินิยา อนุกมฺปิกาย อนุกมฺปํ อุปาทาย ฯ ยโต จ โข ภิกฺขเว โส กุมาโร วุฑฺโฒ โหติ อลํปญฺโญ อนเปกฺขา ปน ภิกฺขเว ธาตี ตสฺมึ กุมารสฺมึ โหติ อตฺตคุตฺโตทานิ กุมาโร นาลํ ปมาทายาติ {๗.๒} เอวเมว โข ภิกฺขเว ยาวกีวญฺจ ภิกฺขุโน สทฺธาย อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริยา อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺเปน อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริเยน อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญาย อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อนุรกฺขิตพฺโพ ตาว เม โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ โหติ ยโต จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ โน สทฺธาย กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริยา กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺเปน กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริเยน กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญาย กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อนเปกฺโข ปนาหํ ภิกฺขเว ตสฺมึ ภิกฺขุสฺมึ โหมิ อตฺตคุตฺโตทานิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นาลํ ปมาทายาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยมากสัตว์ทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่ในกาม กุลบุตรผู้ละเคียวและคานหาบหญ้าออกบวชเป็นบรรพชิต ควรเรียกว่าเป็นกุลบุตรผู้มีศรัทธาออกบวช ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาควรได้กามด้วยความเป็นหนุ่มและกามเหล่านั้นก็มีอยู่ตามสภาพ คือ เลว ปานกลางและประณีต กามทั้งหมดก็ถึงการนับได้ว่าเป็นกามทั้งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย พึงเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องใส่เข้าไปในปาก เพราะความพลั้งเผลอของพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงพึงสนใจในเด็กนั้นทันที แล้วรีบนำเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องออกโดยเร็ว ถ้าไม่สามารถนำออกโดยเร็วได้ ก็พึงเอามือซ้ายจับ งอนิ้วมือข้างขวาแล้วแยงเข้าไปนำออกมาทั้งที่มีโลหิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจะมีความลำบากแก่เด็ก เราไม่กล่าวว่า ไม่มีความลำบาก และพี่เลี้ยงผู้หวังประโยชน์ มุ่งความสุขอนุเคราะห์ พึงกระทำอย่างนั้นด้วยความอนุเคราะห์ แต่เมื่อใด เด็กนั้นเจริญวัย มีปัญญาสามารถ เมื่อนั้น พี่เลี้ยงก็วางใจในเด็กนั้นได้ว่า บัดนี้ เด็กมีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควรพลั้งพลาด ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ที่เราต้องรักษาเธอ ตลอดเวลาที่เธอยังไม่กระทำด้วยศรัทธาในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยวิริยะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม แต่เมื่อใด ภิกษุกระทำด้วยศรัทธาในกุศลธรรม กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรมกระทำด้วยวิริยะในกุศลธรรม กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม เมื่อนั้น เราก็ย่อมวางใจในเธอได้ว่า บัดนี้ ภิกษุมีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควรประมาท ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. เสขพลวรรค ๗. กามสูตร ๗. กามสูตร ว่าด้วยกาม
ภิกษุทั้งหลาย โดยมาก สัตว์ทั้งหลายหมกมุ่นอยู่ในกาม กุลบุตรผู้ละ เคียวและคานหาบหญ้าออกบวชเป็นบรรพชิต ควรเรียกว่า ‘กุลบุตรผู้มีศรัทธา ออกบวช’ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาควรได้กามด้วยความเป็นหนุ่ม และกามเหล่านั้นก็มีระดับ คือ กามเลว กามปานกลาง และกามประณีต แต่กามทั้งหมด ก็นับว่า ‘กาม’ ทั้งนั้น เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย เอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องใส่เข้าไปในปาก เพราะความพลั้งเผลอของพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงพึงใส่ใจในเด็กนั้นทันที รีบนำชิ้นไม้หรือ ชิ้นกระเบื้องออกโดยเร็ว ถ้าไม่สามารถนำออกโดยเร็วได้ ก็เอามือซ้ายจับโดยเร็วงอนิ้วมือข้างขวาแล้วแยงเข้าไปนำออกมาทั้งที่ยังมีโลหิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความลำบากนั้นจะมีแก่เด็ก เราไม่กล่าวว่า ‘ไม่มีความลำบาก’ และพี่เลี้ยงผู้หวัง ประโยชน์เกื้อกูลอนุเคราะห์ พึงทำอย่างนั้นด้วยความอนุเคราะห์ แต่เมื่อใด เด็กนั้นเจริญวัย มีปัญญาสามารถ เมื่อนั้น พี่เลี้ยงก็วางใจในเด็กนั้นว่า ‘บัดนี้ เด็กมีความสามารถรักษาตนเองได้ ไม่ประมาท’ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ที่เราต้องรักษาตลอดเวลา ที่เธอยัง @เชิงอรรถ : @ กาม หมายถึงความใคร่, ความอยาก, สิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ มี ๒ อย่าง คือ (๑) กิเลสกาม กิเลส@ที่ทำให้ใคร่ ได้แก่ ราคะ โลภะ อิจฉา(ความอยากได้) เป็นต้น (๒) วัตถุกาม วัตถุอันน่าใคร่ ได้แก่@กามคุณ ๕ (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ที่น่าใคร่ น่าพอใจ) (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๗/๒)@ กามเลว หมายถึงกามของตระกูลชั้นต่ำซึ่งทุกข์ยากขัดสน ๕ ตระกูล คือ (๑) จัณฑาละ ตระกูลจัณฑาล@(๒) เวณะ ตระกูลช่างสาน (๓) เนสาทะ ตระกูลนายพราน (๔) รถการะ ตระกูลช่างรถ (๕) ปุกกุสะ@ตระกูลคนขนขยะ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๗/๓) และดู สํ.ส. ๑๕/๑๓๒/๑๑๒, องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๓/๑๕๑@กามปานกลาง หมายถึงกามของชนชั้นกลาง @กามประณีต หมายถึงกามของชนชั้นปกครอง (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๗/๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. เสขพลวรรค ๘. จวนสูตร ๑. ไม่ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยศรัทธา ๒. ไม่ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยหิริ ๓. ไม่ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยโอตตัปปะ ๔. ไม่ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยวิริยะ ๕. ไม่ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยปัญญา แต่เมื่อใด ภิกษุ ๑. ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยศรัทธา ๒. ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยหิริ ๓. ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยโอตตัปปะ ๔. ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยวิริยะ ๕. ทำสิ่งที่ควรทำในกุศลธรรมด้วยปัญญา เมื่อนั้น เราก็วางใจในภิกษุนั้นได้ว่า ‘บัดนี้ ภิกษุมีความสามารถรักษาตนได้ ไม่ประมาท’ กามสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากามสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในกามสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาเมสุ จลฬิตา ได้แก่ สยบยินดียิ่งในวัตถุกามและกิเลสกาม.
บทว่า อสิตพฺยาภงฺคึ ได้แก่ เคียวเกี่ยวหญ้าและคานหาบหญ้า.
บทว่า กุลปุตฺโต ได้แก่ กุลบุตรผู้มีมารยาท.
บทว่า โอหาย แปลว่า ละแล้ว.
บทว่า อลํ วจนาย ได้แก่ ควรพูด.
บทว่า ลพฺภา ได้แก่ ได้ง่าย คืออาจได้.
บทว่า หีนา กามา ได้แก่ กามของสัตว์มีตระกูลต่ำ ๕.
บทว่า มชฺฌิมา กามา ได้แก่ กามของสัตว์ชั้นกลาง.
บทว่า ปณีตา กามา ได้แก่ กามของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา.
บทว่า กามาเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉนฺติ ความว่า ก็นับได้ว่ากามทั้งนั้น เพราะอำนาจความใคร่และเพราะอำนาจอารมณ์ที่พึงใคร่.
บทว่า วุฑฺโฒ โหติ แปลว่า เป็นคนแก่.
บทว่า อลํ ปญฺโญ คือ มีปัญญาสมควรแล้ว.
บทว่า อตฺตคุตฺโต ได้แก่ คุ้มครองรักษาด้วยตนเองได้ หรือสามารถคุ้มครองรักษาตนได้.
บทว่า นาลํ ปมาทาย แปลว่า ไม่ควรประมาท.
บทว่า สทฺธาย อกตํ โหติ ความว่า กิจใดที่ควรทำในกุศลธรรมทั้งหลายด้วยศรัทธา กิจนั้นยังไม่ได้ทำ.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
ด้วยบทว่า อนเปกฺโข ปนาหํ ภิกฺขเว ตสฺมึ โหติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราวางใจในบุคคลนั้นผู้กระทำกิจที่ควรกระทำด้วยศรัทธาเป็นต้นอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
ในสูตรนี้ตรัสโสดาปัตติมรรค.
จบอรรถกถากามสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------