๓. กุหกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๓. กุหกสูตร
ปญฺจหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต เถโร ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ อปฺปิโย จ โหติ อมนาโป จ อครุ จ อภาวนีโย จ กตเมหิ ปญฺจหิ กุหโก จ โหติ ลปโก จ นิมิตฺติโก จ นิปฺเปสิโก จ ลาเภน ลาภํ นิชิคึสิตา จ อิเมหิ โข ฯเปฯ ปญฺจหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต เถโร ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปิโย จ โหติ มนาโป จ ครุ จ ภาวนีโย จ กตเมหิ ปญฺจหิ น จ กุหโก โหติ น จ ลปโก น จ นิมิตฺติโก น จ นิปฺเปสิโก น จ ลาเภน ลาภํ นิชิคึสิตา อิเมหิ โข ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้เถระเป็นผู้พูดหลอกลวง ๑ เป็นผู้พูดหวังลาภ ๑ เป็นผู้พูดเลียบเคียงหาลาภ ๑ เป็นผู้พูดคาดคั้นให้บริจาค ๑ เป็นผู้แสวงหาลาภด้วยลาภ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพและไม่เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้เถระไม่เป็นผู้พูดหลอกลวง ๑ ไม่เป็นผู้พูดหวังลาภ ๑ ไม่เป็นผู้พูดเลียบเคียงหาลาภ ๑ ไม่เป็นผู้พูดคาดคั้นให้บริจาค ๑ ไม่เป็นผู้แสวงหาลาภด้วยลาภ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. กุหกสูตร ว่าด้วยผู้หลอกลวง
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมไม่ เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้หลอกลวง ๒. เป็นผู้พูดป้อยอ ๓. เป็นผู้ทำนิมิต ๔. เป็นผู้พูดบีบบังคับ ๕. เป็นผู้แสวงหาลาภด้วยลาภ @เชิงอรรถ : @ หลอกลวง หมายถึงหลอกลวงด้วยอาการ ๓ คือ (๑) พูดเลียบเคียง (๒) แสร้งแสดงอิริยาบถคือยืน เดิน@นั่ง นอนให้น่าเลื่อมใส (๓) แสร้งปฏิเสธปัจจัย (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๘๓/๘๓/๔๑, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๘๓/๔๓,@วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔) และดู อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๑/๕๕๓ @ พูดป้อยอ หมายถึงพูดป้อยอมุ่งหวังลาภสักการะ และชื่อเสียง (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๘๓/๔๑, วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔)@ดู อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๘๖๒/๕๕๓ ประกอบ @ ทำนิมิต หมายถึงการกระทำทางกายวาจาเพื่อให้คนอื่นให้ทาน เช่นการพูดเป็นเลศนัย พูดเลียบเคียง@(อภิ.วิ.อ. ๘๖๓/๕๒๓, วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔) @ พูดบีบบังคับ หมายถึงการด่า การพูดข่ม พูดนินทาตำหนิโทษ พูดเหยียดหยาม และการนำเรื่องไป@ประจาน ตลอดถึงการพูดสรรเสริญต่อหน้า นินทาลับหลัง (ปุรโต มธุรํ ภณิตฺวา ปรมฺมุเข อวณฺณภาสิตา)@(อภิ.วิ.อ. ๘๖๔/๕๒๔, วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๔-๒๕) @ แสวงหาลาภด้วยลาภ หมายถึงได้อะไรเอามาฝากเขา ทำให้เขาเกรงใจ ต้องให้ตอบแทน (วิสุทฺธิ. ๑/๑๖/๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๑๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๔. อัสสัทธสูตร ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่ เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้ไม่หลอกลวง ๒. เป็นผู้ไม่พูดป้อยอ ๓. เป็นผู้ไม่ทำนิมิต ๔. เป็นผู้ไม่พูดบีบบังคับ ๕. เป็นผู้ไม่แสวงหาลาภด้วยลาภ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย กุหกสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากุหกสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในกุหกสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุหโก ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยกุหกวัตถุ (เรื่องหลอกลวง).
บทว่า ลปโก ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยคำป้อยอที่อิงลาภ.
บทว่า เนมิตฺติโก ได้แก่ เป็นผู้ทำท่าทีแห่งนิมิต [บอกใบ้].
บทว่า นิปฺเปสิโก ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยการพูดบีบบังคับ.
บทว่า ลาเภน ลาภํ นิชิคึสิตา ได้แก่ เป็นผู้แสวงหาลาภด้วยลาภ.
สุกกปักข์ (ธรรมฝ่ายดี) พึงทราบโดยความสลับกันกับที่กล่าวมาแล้ว.
จบอรรถกถากุหกสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------