อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๑๔

๑. นาคสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๔1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ธมฺมิกวคฺโค ปญฺจโม

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ธรรมิกวรรคที่ ๕ ๑. นาคสูตร

ข้อ ๓๑๔

๔๓ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อายามานนฺท เยน ปุพฺพาราโม มิคารมาตุปาสาโท เตนุปสงฺกมิสฺสาม ทิวา วิหารายาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ เยน ปุพฺพาราโม มิคารมาตุปาสาโท เตนุปสงฺกมิ อถ โข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อายามานนฺท เยน ปุพฺพโกฏฺฐโก เตนุปสงฺกมิสฺสาม คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ เยน ปุพฺพโกฏฺฐโก เตนุปสงฺกมิ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ ปุพฺพโกฏฺฐเก คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสิ คตฺตานิ ปุพฺพสทิสานิ กุรุมาโน ฯ {๓๑๔.๑} เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เสโต นาม นาโค มหาตุริยตาฬิตวาทิเตน ปุพฺพโกฏฺฐกา ปจฺจุตฺตรติ ฯ อปิสฺสุ ตํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห อภิรูโป วต โภ รญฺโญ นาโค ทสฺสนีโย วต โภ รญฺโญ นาโค ปาสาทิโก วต โภ รญฺโญ นาโค กายุปปนฺโน วต โภ รญฺโญ นาโคติ ฯ {๓๑๔.๒} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ ภควนฺตํ เอตทโวจ หตฺถิเมว นุ โข ภนฺเต มหนฺตํ พฺรหนฺตํ กายุปปนฺนํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห นาโค วต โภ นาโคติ อุทาหุ อญฺญมฺปิ กญฺจิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ กายุปปนฺนํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห นาโค วต โภ นาโคติ หตฺถิมฺปิ โข อุทายิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ กายุปปนฺนํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห นาโค วต โภ นาโคติ ฯ อสฺสมฺปิ โข อุทายิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ โคณมฺปิ โข อุทายิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ อุรคมฺปิ โข อุทายิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ รุกฺขมฺปิ โข อุทายิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ มนุสฺสมฺปิ โข อุทายิ มหนฺตํ พฺรหนฺตํ กายุปปนฺนํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห นาโค วต โภ นาโคติ อปิจุทายิ โย สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อาคุํ น กโรติ กาเยน วาจาย มนสา ตมหํ นาโคติ พฺรูมีติ ฯ {๓๑๔.๓} อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภุตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตญฺจิทํ ภนฺเต ภควตา อปิจุทายิ โย สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อาคุํ น กโรติ กาเยน วาจาย มนสา ตมหํ นาโคติ พฺรูมีติ ฯ {๓๑๔.๔} อิทญฺจ ปนาหํ ภนฺเต ภควตา สุภาสิตํ อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทามิ มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ อิริยมานํ พฺรหฺมปเถ จิตฺตสฺสูปสเม รตํ ยํ มนุสฺสา นมสฺสนฺติ สพฺพธมฺมานปารคุํ เทวาปิ ตํ นมสฺสนฺติ อิติ เม อรหโต สุตํ ฯ สพฺพสญฺโญชนาตีตํ วนา นิพฺพานมาคตํ กาเมหิ เนกฺขมฺมรตํ มุตฺตํ เสลาว กญฺจนํ สพฺเพ อจฺจรุจี นาโค หิมวาญฺเญ สิลุจฺจโย สพฺเพสํ นาคนามานํ สจฺจนาโม อนุตฺตโร ฯ นาคํ โว กิตฺตยิสฺสามิ น หิ อาคุํ กโรติ โส โสรจฺจํ อวิหึสา จ ปาทา นาคสฺส เต ทุเว ตโป จ พฺรหฺมจริยํ จรณา นาคสฺส ตฺยาปเร สทฺธาหตฺโถ มหานาโค อุเปกฺขาเสตทนฺตวา สติ คีวา สิโร ปญฺญา วิมํสา ธมฺมจินฺตนา ธมฺมกุจฺฉิสมาตโป วิเวโก ตสฺส วาลธิ โส ฌายี อสฺสาสรโต อชฺฌตฺตูปสมาหิโต คจฺฉํ สมาหิโต นาโค ฐิโต นาโค สมาหิโต เสยฺยํ สมาหิโต นาโค นิสินฺโน ปิ สมาหิโต สพฺพตฺถ สํวุโต นาโค เอสา นาคสฺส สมฺปทา ฯ ภุญฺชติ อนวชฺชานิ สาวชฺชานิ น ภุญฺชติ ฆาสอจฺฉาทนํ ลทฺธา สนฺนิธึ ปริวชฺชเย สญฺโญชนํ อนุํ ถูลํ สพฺพํ เฉตฺวาน พนฺธนํ เยน เยเนว คจฺฉติ อนเปกฺโขว คจฺฉติ ฯ ยถาปิ อุทเก ชาตํ ปุณฺฑริกํ ปวฑฺฒติ น อุปลิมฺปติ โตเยน สุจิคนฺธํ มโนรมํ ตเถว โลเก สุชาโต พุทฺโธ โลเก วิหรติ น อุปลิมฺปติ โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ มหาคฺคินิ ปชฺชลิโต อนาหารูปสมฺมติ สงฺขาเรสูปสนฺเตสุ นิพฺพุโตติ ปวุจฺจติ ฯ อตฺถสฺสายํ วิญฺญาปนี อุปมา วิญฺญูหิ เทสิตา ฯ วิญฺญายนฺติ มหานาคา นาคํ นาเคน เทสิตํ ฯ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห อนาสโว สรีรํ วิชหํ นาโค ปรินิพฺพิสฺสติ อนาสโวติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เวลาเช้าพระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ มาเถิด เราจักเข้าไปยังปราสาทของมิคารมารดา ที่บุพพารามวิหาร เพื่อพักผ่อนกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมกับท่านพระอานนท์ได้เสด็จเข้าไปยังปราสาทของมิคารมารดา ที่บุพพารามวิหาร ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้นแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ มาเถิด เราจักไปยังท่าน้ำชื่อบุพพโกฏฐกะ เพื่อสรงน้ำ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมกับท่านพระอานนท์ ได้เสด็จเข้าไปยังท่าน้ำชื่อบุพพโกฏฐกะ เพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงแล้ว เสด็จขึ้นมา ทรงนุ่งอันตรวาสกได้ยืนผึ่งพระวรกายอยู่ ฯ ก็สมัยนั้น พระเสวตกุญชรของพระเจ้าปเสนทิโกศล ขึ้นมาจากท่าน้ำชื่อบุพพโกฏฐกะ เพราะเสียงดนตรีใหญ่ที่เขาตีประโคม ก็มหาชนเห็นช้างนั้นแล้วกล่าวชมอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ช้างของพระราชางามยิ่งนัก ช้างของพระราชาน่าดูนัก ช้างของพระราชาน่าเลื่อมใสนัก ช้างของพระราชามีอวัยวะสมบูรณ์ ฯ เมื่อมหาชนกล่าวชมอย่างนี้แล้ว ท่านพระกาลุทายีได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาชนเห็นช้างเชือกใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์เท่านั้นหรือหนอ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ช้างเป็นสัตว์ประเสริฐหนอ หรือว่ามหาชนเห็นสัตว์บางอย่างแม้อื่นที่ใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ สัตว์นั้นประเสริฐหนอ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกาลุทายี มหาชนเห็นช้างเชือกใหญ่ สูงมีอวัยวะสมบูรณ์บ้าง จึงได้กล่าวชมอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ช้างเป็นสัตว์ประเสริฐหนอ มหาชนเห็นม้าตัวใหญ่ สูงบ้าง โคตัวใหญ่ สูงบ้าง งูตัวใหญ่ ยาวบ้างต้นไม้ใหญ่ สูงบ้าง มนุษย์ผู้มีร่างกายใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์บ้าง จึงได้กล่าวชมอย่างนี้ว่า ประเสริฐหนอ ดูกรกาลุทายี อนึ่ง บุคคลใดไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในโลกนี้กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราเรียกบุคคลนั้นว่าผู้ประเสริฐ ฯ กา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว คือ พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ด้วยดีดังนี้ว่า ดูกรกาลุทายี อนึ่ง บุคคลใดไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในโลกนี้กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราเรียกบุคคลนั้นว่าผู้ประเสริฐ ฯ ท่านพระกาลุทายีกราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์ขออนุโมทนาพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วนี้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ข้าพระองค์ได้สดับจากพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ดังนี้ว่า มนุษย์ทั้งหลายย่อมนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ เป็นมนุษย์ทรงฝึกฝนพระองค์แล้ว มีจิตตั้งมั่น ดำเนินไปใน ทางประเสริฐ ทรงยินดีในธรรมที่ยังจิตให้เข้าไปสงบ ทรง ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็ย่อมนอบน้อม พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ทรง@ ทางนิพพาน ออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ทรงบรรลุธรรมที่ไม่มีกิเลส เครื่องร้อยรัด ทรงยินดีในธรรมอันเป็นที่ออกไปจากกาม ทั้งหลาย คล้ายทองคำที่ถลุงจากหิน ฉะนั้น พระองค์เป็น ผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองล่วงสรรพสัตว์ คล้ายขุนเขาหิมวัน สูง กว่าภูเขาศิลาลูกอื่น ฉะนั้น พระองค์ผู้ทรงนามว่านาคะอัน เป็นจริงนี้เป็นผู้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวงผู้มีนามว่านาคะ ข้า พระองค์จักชี้แจงซึ่งความที่พระองค์เป็นผู้เปรียบด้วยช้าง เพราะพระองค์ไม่ทรงทำความชั่วโสรัจจะและอวิหิงสา เป็น เท้าหน้าทั้งสองของพระองค์ผู้เป็นเพียงดังช้างตัวประเสริฐ ตบะ และ พรหมจรรย์เป็นเท้าหลังทั้งสองของพระองค์ผู้เป็น ช้างตัวประเสริฐ พระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐอย่างยอด เยี่ยม มีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาอันขาว มีสติ เป็นคอ มีปัญญาเป็นเศียร มีการสอดส่องธรรมเป็นปลาย งวง มีธรรมเครื่องเผากิเลสเป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง พระองค์ทรงมีฌาน ทรงยินดีในผลสมาบัติเป็นลมหายใจ ทรง มีจิตเข้าไปตั้งมั่นภายใน ทรงดำเนินไปก็มีจิตตั้งมั่น ทรงยืน อยู่ก็มีจิตตั้งมั่น ทรงบรรทมก็มีจิตตั้งมั่น แม้ประทับนั่ง ก็มีจิตตั้งมั่น ทรงสำรวมแล้วในทวารทั้งปวง นี้เป็นสมบัติ ของพระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ พระองค์ผู้เป็นช้างตัว ประเสริฐย่อมเสวยสิ่งที่ไม่มีโทษ ไม่เสวยสิ่งที่มีโทษ ได้ อาหารและเครื่องนุ่งห่มแล้ว ทรงเว้นการสะสม ทรงตัด สังโยชน์น้อยใหญ่ ทรงตัดเครื่องผูกพันทั้งปวง จะเสด็จไป ทางใดๆ ก็ไม่มีห่วงใยเสด็จไป ดอกบัวชื่อบุณฑริก มีกลิ่น หอม น่ารื่นรมย์ใจ เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ แม้ฉันใด พระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ ก็ฉันนั้น ทรงอุบัติ ขึ้นมาดีแล้วในโลก ก็ทรงเบิกบานอยู่ในโลก อันตัณหา มานะ ทิฐิไม่ฉาบทาพระองค์ให้ติดอยู่กับโลก เหมือนดอกประทุมไม่ เปียกน้ำ ฉะนั้น ไฟกองใหญ่ลุกรุ่งโรจน์ ย่อมดับเพราะหมด เชื้อ ฉันใด พระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐก็ฉันนั้น คือ เมื่อสังขารทั้งหลายสงบแล้ว ก็เรียกกันว่าเสด็จนิพพาน ข้ออุปมาที่ให้รู้เนื้อความแจ้งชัดนี้ อันวิญญูชนทั้งหลาย แสดงไว้แล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐอย่างยอด เยี่ยมทั้งหลาย ย่อมรู้แจ้งชัดซึ่งพระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ ซึ่งพระกาลุทายีผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ แสดงไว้แล้ว พระองค์ผู้เป็นช้างตัวประเสริฐ ทรงปราศจากราคะ ทรง ปราศจากโทสะ ทรงปราศจากโมหะ ทรงหาอาสวกิเลส มิได้ เมื่อทรงละสรีระ ก็ทรงหาอาสวกิเลสมิได้ จัก เสด็จปรินิพพาน ฯ จบสูตรที่ ๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๑. นาคสูตร ๕. ธัมมิกวรรค หมวดว่าด้วยพระธัมมิกะ ๑. นาคสูตร ว่าด้วยนาค

ข้อ ๔๓

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครอง อันตรวาสกถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์ มาตรัสว่า “มาเถิด อานนท์ เราจักเข้าไปยังปราสาทมิคารมาตา ณ บุพพารามวิหารเพื่อพักกลางวัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมกับท่านพระอานนท์ได้เสด็จเข้าไปยังปราสาท ของมิคารมาตา ณ บุพพารามวิหาร ต่อมาในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออก จากที่หลีกเร้น ได้รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “มาเถิด อานนท์ เราจัก เข้าไปยังท่าน้ำปุพพโกฏฐกะเพื่อสรงน้ำ” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมกับท่านพระอานนท์ ได้เสด็จเข้าไปยังท่าน้ำ ปุพพโกฏฐกะเพื่อสรงน้ำ ครั้นแล้ว เสด็จขึ้นมามีจีวรผืนเดียวผึ่งพระวรกายอยู่ สมัยนั้น พระเศวตกุญชร ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ขึ้นจากท่าน้ำปุพพโกฏฐกะ เพราะเสียงดนตรีใหญ่ที่เขาตีประโคม เหล่าชนเห็นช้างนั้นแล้วจึงกล่าวชมอย่างนี้ว่า“นาคของพระราชาช่างงามยิ่งนัก นาคของพระราชาช่างน่าดู นาคของพระราชา ช่างน่าเลื่อมใส นาคของพระราชามีอวัยวะสมบูรณ์” @เชิงอรรถ : @ คำว่า ‘นาค’ มีความหมาย ๓ นัย คือ (๑) หมายถึงผู้ไม่ทำความชั่วทางกาย วาจา และใจที่เป็นเหตุแห่ง@ความเศร้าหมองมีทุกข์เป็นวิบาก (๒) หมายถึงผู้ไม่ถึงอคติ ๔ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจราคะ โทสะ โมหะ@มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา และอนุสัย (๓) หมายถึงไม่หวนกลับมาหากิเลสที่ละได้แล้ว (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/@๑๒๑) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๘๐/๒๓๘, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๗/๑๔๕-๑๔๖, ๑๐๒/๓๔๘, ๑๓๙/๔๔๘@ หมายถึงช้างเผือก แปลจากคำว่า “นาโค” ในจำนวนศัพท์ที่เป็นชื่อของช้าง ๑๐ ศัพท์ คือ กุญฺชโร วารโณ@หตฺถี มาตงฺโค ทฺวิรโท คโช นาโค ทฺวิโป อิโภ ทนฺตี (อภิธา.คาถาที่ ๓๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๔๙๘}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๑. นาคสูตร เมื่อมหาชนกล่าวชมอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายี ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนทั้งหลายเห็นช้างเชือกใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์เท่านั้น หรือ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘นาค น่าอัศจรรย์จริง ท่านผู้เจริญ นาค น่าอัศจรรย์จริง’หรือว่าเห็นสัตว์ชนิดอื่นที่ใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘นาค น่าอัศจรรย์จริง ท่านผู้เจริญ นาค น่าอัศจรรย์จริง’ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุทายี คนทั้งหลายเห็นช้างเชือกใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘นาค น่าอัศจรรย์จริง ท่านผู้เจริญ นาค น่าอัศจรรย์จริง’ บ้าง เห็นม้าตัวใหญ่ สูง ฯลฯ เห็นโคตัวใหญ่ สูง ฯลฯ เห็นงูตัวใหญ่ยาว ฯลฯ เห็นต้นไม้ใหญ่ สูง ฯลฯ เห็นมนุษย์ผู้มีร่างกายใหญ่ สูง มีอวัยวะสมบูรณ์จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘นาค น่าอัศจรรย์จริง ท่านผู้เจริญ นาค น่าอัศจรรย์จริง’ บ้าง อุทายี แต่เราเรียกบุคคลผู้ไม่ทำความชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ ในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดา และมนุษย์นั้นว่า ‘นาค” ท่านพระอุทายีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคย ปรากฏ พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘อุทายี เราเรียกบุคคลผู้ไม่ทำความชั่วทางกาย ทางวาจา ทางใจ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ว่า ‘นาค” ท่านพระอุทายีได้กราบทูลต่อไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ขออนุโมทนาภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วนี้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ข้าพระองค์ได้สดับมาจากพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ว่า มนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นมนุษย์ ทรงฝึกพระองค์แล้ว มีพระทัยตั้งมั่นแล้ว ผู้ทรงดำเนินไปในทางประเสริฐ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงพระกาฬุทายีเถระผู้บรรลุปฏิสัมภิทา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๑) @ ทรงฝึกพระองค์แล้ว หมายถึงทรงฝึกฝนพระองค์ในฐานะ ๖ ประการ คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น@ทางกาย ทางใจ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๔๙๙}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๑. นาคสูตร ผู้ทรงยินดีในความสงบแห่งจิต ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวงได้ ทรงบรรลุนิพพานซึ่งเป็นทางออกจากป่าคือกิเลส ผู้ทรงยินดีในเนกขัมมะ ผู้หลุดพ้นแล้ว เหมือนทองคำที่พ้นจากหิน พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค รุ่งเรืองล่วงสรรพสัตว์ เหมือนภูเขาหิมพานต์ที่สูงกว่าภูเขาลูกอื่นๆ พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาคอันเป็นพระนามจริง ที่ยอดเยี่ยมกว่าเทวดาผู้มีนามว่านาคทุกจำพวก ข้าพระองค์จักประกาศพระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค เพราะพระองค์ไม่ทรงทำความชั่ว พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค ทรงมีโสรัจจะและอวิหิงสาเป็นเท้าหน้าทั้งสอง ทรงมีตบะและพรหมจรรย์ เป็นเท้าหลังทั้งสอง ทรงเป็นดุจช้างตัวประเสริฐ ทรงมีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาขาว มีสติเป็นคอ มีปัญญาเป็นเศียร มีการสอดส่องธรรมเป็นปลายงวง มีธรรมเครื่องเผากิเลสเป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง @เชิงอรรถ : @ ยินดีในความสงบแห่งจิต หมายถึงยินดีในความสงบแห่งจิตที่ระงับนิวรณ์ ๕ ได้ด้วยปฐมฌาน ระงับ@วิตกวิจารได้ด้วยทุติยฌาน ระงับปีติได้ด้วยตติยฌาน ระงับสุขและทุกข์ได้ด้วยจตุตถฌาน@(องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๒) @ ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง หมายถึงรู้ยิ่ง กำหนดรู้ ละ เจริญ ทำให้แจ้ง และเข้าถึงธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕@อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๒) @ เนกขัมมะ หมายถึงบรรพชา สมาบัติ และอริยมรรค เพราะเป็นเครื่องออกจากกาม ๒ ประเภท คือกิเลสกาม@และวัตถุกาม (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๐๐}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๑. นาคสูตร พระองค์ผู้ทรงมีฌาน ทรงยินดีลมอัสสาสะปัสสาสะ ทรงมีจิตตั้งมั่นดีภายใน ดำเนินไปก็ทรงมีจิตตั้งมั่น ประทับยืนก็ทรงมีจิตตั้งมั่น บรรทมก็ทรงมีจิตตั้งมั่น ประทับนั่งก็ทรงมีจิตตั้งมั่น ทรงสำรวมแล้วในทวารทั้งปวง นี้เป็นสมบัติของพระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค เสวยแต่สิ่งที่ไม่มีโทษ ไม่เสวยสิ่งที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มแล้ว ทรงเว้นการสะสม ทรงตัดสังโยชน์เครื่องผูกพันน้อยใหญ่ทั้งปวงได้ จะเสด็จไป ณ ที่ใดๆ ก็ไม่มีความห่วงใยเสด็จไปในที่นั้นๆ ดอกบัวขาว มีกลิ่นหอม น่ารื่นรมย์ใจ เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ ฉันใด พระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงอุบัติดีแล้วในโลก เป็นพระพุทธเจ้าในโลก แต่ไม่ติดอยู่กับโลก เหมือนดอกบัวหลวงไม่เปียกน้ำ ฉะนั้น ไฟกองใหญ่ลุกโชนโชติช่วง ย่อมดับเพราะหมดเชื้อ ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสังขารทั้งหลายสงบระงับไปแล้ว ชาวโลกก็เรียกกันว่าทรงนิพพานแล้ว ข้ออุปมาที่ให้รู้เนื้อความชัดแจ้งนี้ @เชิงอรรถ : @ ลมอัสสาสะปัสสาสะ ในที่นี้หมายถึงผลสมาบัติ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๔๓/๑๒๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๕๐๑}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๕. ธัมมิกวรรค ๒. มิคสาลาสูตร อันวิญญูชนทั้งหลายแสดงไว้แล้ว พระอรหันต์ทั้งหลายผู้เป็นมหานาค จักรู้แจ้งพระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค ที่ท่านผู้เป็นนาคแสดงไว้แล้ว พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านาค ทรงปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ เมื่อทรงละสรีระ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน” นาคสูตรที่ ๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ธรรมิกวรรควรรณนาที่ ๕ อรรถกถานาคสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในนาคสูตรที่ ๑ แห่งธรรมิกวรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

คำว่า อายสฺมตา อานนฺเทน สทธึ นี้ พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระว่า อานนท์ เรามาไปกันเถิด ดังนี้แล้วเสด็จไป.

ฝ่ายพระศาสดา บัณฑิตพึงทราบว่า อันภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นนั่นแหละแวดล้อมแล้วได้เสด็จไปที่บุพพารามนั้น.

บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) อันภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นนั่นแลแวดล้อมแล้วเสด็จเข้าไป.

บทว่า ปริสิญฺจิตฺวา นี้เป็นคำโวหาร หมายความว่า ทรงสรงสนานแล้ว.

บทว่า ปุพฺพสทิสานิ กุรุมาโน ความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ทรงนุ่งผ้าสองชั้นที่ย้อมแล้ว ทรงถือเอาผ้าอุตราสงค์ด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง ประทับยืนผินพระปฤษฎาค์ให้โลกธาตุด้านทิศตะวันตก ผินพระพักตร์ให้โลกธาตุด้านทิศตะวันออก ทำพระวรกายให้แห้ง เหมือนก่อนโดยปราศจากน้ำ.

ฝ่ายภิกษุสงฆ์ลงตามที่นั้นๆ อาบน้ำแล้วได้ขึ้นมายืนล้อมพระศาสดา อย่างพร้อมพรัก. สมัยนั้น พระอาทิตย์โคจรคล้อยต่ำลงไปทางโลกธาตุด้านทิศตะวันตก คล้ายตุ้มหูทองแดงผสมทองคำ กำลังจะร่วงหล่นจากอากาศฉะนั้น. ทางด้านโลกธาตุทางทิศตะวันออก พระจันทร์เหมือนมณฑลแห่งเงินที่บริสุทธิ์ ฉะนั้น.

ในที่ตรงกลางโลกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร ได้ประทับยืนเปล่งฉัพพรรณรังสีฉายแสงสว่าง ณ ริมฝั่งแม่น้ำบุพพโกฏฐกะ.

บทว่า เตน โข ปน สมเยน ฯเปฯ เสโต นาม คาโม ความว่า นาคคือช้างที่ได้นามอย่างนี้ (นามว่า เสตะ) เพราะมีสีขาว.

บทว่า มหาตุริยตาฬิตวาทิเตน ได้แก่ ด้วยการประโคมดนตรีอย่างมโหฬาร.

ในบทว่า มหาตุริยตาฬิตวาทิเตน มีอธิบายว่า การประโคมครั้งแรก ชื่อว่าตาฬิตะ. การประโคมครั้งต่อไปต่อจากครั้งแรกนั้น ชื่อว่าวาทิตะ.

บทว่า ชโน ได้แก่ มหาชนผู้ประชุมกันเพื่อดูช้าง.

บทว่า ทิสฺวา เอวมาห ความว่า (มหาชน) เห็นช้างใหญ่นั้นอันนายควาญช้างให้อาบน้ำขัดสีอวัยวะน้อยใหญ่แล้ว ขึ้นมาพักไว้นอกฝั่งทำตัวให้สะเด็ดน้ำ แล้วเอาเครื่องประดับช้างมาประดับให้ จึงกล่าวคำสรรเสริญว่า ผู้เจริญ ช้างนี้งามแท้หนอ.

บทว่า กายูปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงด้วยความถึงพร้อมแห่งร่างกาย. อธิบายว่า มีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์.

บทว่า อายสฺมา อุทายี ได้แก่ พระกาฬุทายีเถระผู้บรรลุปฏิสัมภิทา.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า (พระกาฬุทายีเถระ) เห็นมหาชนนั้นกล่าวสรรเสริญคุณของช้าง จึงคิดว่า ชนนี้กล่าวสรรเสริญคุณของช้างซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ แต่กลับไม่กล่าวสรรเสริญพระคุณของช้างคือพระพุทธเจ้า บัดนี้ เราจักกล่าวสรรเสริญพระคุณของช้างคือพระพุทธเจ้า เปรียบเทียบกับช้างตัวประเสริฐตัวนี้ ดังนี้ แล้วได้กล่าวคำมีอาทิว่า หตฺถิเมว นุ โข ภนฺเต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺตํ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยทรวดทรง.

บทว่า พรฺหนฺตํ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยความใหญ่โต.

บทว่า เอวมาห ได้แก่ กล่าวอย่างนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุที่นาคศัพท์เป็นไปในช้าง ม้าบ้าง โคบ้าง งูบ้าง ต้นไม้บ้าง มนุษย์บ้าง ฉะนั้น จึงตรัสคำว่า หตฺถิมฺปิ โข เป็นต้น.

บทว่า อาคุํ ได้แก่ อกุศลธรรมที่ชั่วช้าลามก.

บทว่า ตมหํ นาโคติ พฺรูมิ ความว่า เราตถาคตเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นนาค เพราะไม่ทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ และอกุศลจิต ๑๒ ด้วยทวาร ๓ เหล่านี้.

ก็บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นนาค ด้วยความหมายนี้ คือไม่ทำความชั่ว.

บทว่า อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทามิ ความว่า เราอนุโมทนา คือชื่นชมด้วยคาถา ๑๖ คาถา (แบ่งเป็นบท) ได้ ๖๔ บทเหล่านี้.

บทว่า มนุสฺสภูตํ คือ เป็นมนุษย์อยู่แท้ๆ มิได้เข้าถึงความเป็นเทพเป็นต้น.

บทว่า อตฺตทนฺตํ ได้แก่ ฝึกแล้วด้วนตนเองนั่นแล คือมิได้ถูกบุคคลอื่นนำเข้าไปสู่การฝึก.

อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกแล้วในฐานะ ๖ เหล่านี้ คือทรงฝึกทั้งทางตา ทั้งทางหู ทั้งทางจมูก ทั้งทางลิ้น ทั้งทางกาย ทั้งทางใจ ด้วยการฝึกด้วยมรรคที่พระองค์ให้เกิดขึ้นเอง คือทรงสงบ คือดับ ได้แก่ดับสนิท เพราะเหตุนั้น พระกาฬุทายีเถระจึงกล่าวว่า อตฺตทนฺตํ ดังนี้.

บทว่า สมาหิตํ ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธิทั้งสองอย่าง.

บทว่า อิริยมานํ ได้แก่ อยู่.

บทว่า พฺรหฺมปเถ ได้แก่ ในทางอันประเสริฐที่สุด คือในทางคืออมตนิพพาน.

บทว่า จิตฺตสฺสูปสเม รตํ ได้แก่ ผู้ระงับนิวรณ์ ๕ ด้วยปฐมฌาน ระงับวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ระงับปีติด้วยตติยฌาน ระงับสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน แล้วยินดี คือยินดียิ่งในความสงบของจิตนั้น.

บทว่า นมสฺสนฺติ ได้แก่ นมัสการด้วยกาย นมัสการด้วยวาจา นมัสการด้วยใจ คือนมัสการได้แก่สักการะด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคํ ได้แก่ (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ถึงฝั่งคือบรรลุถึงความสำเร็จ คือถึงที่สุดแห่งธรรมคือขันธ์ อายตนะ ธาตุ ทั้งหมด ด้วยการถึงฝั่ง ๖ อย่าง คือทรงถึงฝั่งแห่งอภิญญา ทรงถึงฝั่งแห่งปริญญา ทรงถึงฝั่งแห่งปหานะ ทรงถึงฝั่งแห่งภาวนา ทรงถึงฝั่งแห่งการทำให้แจ้ง ทรงถึงฝั่งแห่งสมาบัติ.

บทว่า เทวาปิ ตํ นมสฺสนฺติ ความว่า เทวดาผู้ประสบทุกข์ทั้งหลายมีสุพรหมเทพบุตรเป็นต้น และเทวดาผู้ประสบสุขซึ่งสถิตอยู่ในหมื่นจักรวาลทั้งหมดทีเดียว ต่างพากันนมัสการพระองค์.

ด้วยบทว่า อิติ เม อรหโต สุตํ พระกาฬุทายีเถระแสดงว่า ข้าพระองค์ได้สดับในสำนักของพระองค์นั่นแล ผู้ได้โวหารว่า เป็นพระอรหันต์ด้วยเหตุ ๔ อย่างดังพรรณนามาฉะนี้.

บทว่า สพฺพสํโยชนาตีตํ ได้แก่ ผู้ข้ามพ้นสังโยชน์ ๑๐ ทั้งหมด.

บทว่า วนา นิพฺพานมาคตํ ได้แก่ ผู้ออกจากป่าคือกิเลส มาถึงได้แก่บรรลุถึงนิพพาน ซึ่งไม่มีป่า คือเว้นจากป่าคือกิเลส.

บทว่า กาเมหิ เนกฺขมฺมรตํ ความว่า การบรรพชา ๑ สมาบัติแปด ๑ อริยมรรคสี่ ๑ ชื่อว่าออกจากกามทั้งหลาย เพราะออกไปแล้วจากกามทั้งสองอย่าง (เทวดานมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า) ผู้ยินดี คือยินดียิ่งในเนกขัมมะนั้น.

บทว่า มุตฺตํ เสลาว กาญฺจนํ ได้แก่ เหมือนกับทองที่พ้นไปจากธาตุ คือศิลา.

บทว่า สพฺเพ อจฺจรุจิ ความว่า ผู้มีความงดงามเป็นไปเหนือสรรพสัตว์.

อธิบายว่า พระโสดาบัน ชื่อว่าผู้มีความงดงามเหนือผู้อื่น เพราะมีความงดงามเหนือปุถุชนผู้เกิดในภพที่ ๘ ไป. พระสกทาคามีชื่อว่าผู้มีความงามเหนือ เพราะมีความงามเป็นไปเหนือพระโสดาบัน ฯลฯ พระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้มีความงามเหนือ เพราะมีความงามเป็นไปเหนือพระขีณาสพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้มีความงามเหนือ เพราะมีความงามเป็นไปเหนือพระปัจเจกพุทธเจ้า.

บทว่า หิมวาญฺเญ สิลุจฺจโย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมงามเหนือ (บุคคลอื่นทั้งเทวดาและมนุษย์) เปรียบเหมือนภูเขาหลวงหิมพานต์งามเหนือภูเขาอื่นๆ ฉะนั้น.

บทว่า สจฺจนาโม ได้แก่ (พระผู้มีพระภาคเจ้า) มีพระนามจริง คือมีพระนามตามเป็นจริง ได้แก่มีพระนามแท้อย่างนี้ว่านาคะ เพราะไม่ทำความชั่วนั่นเอง.

บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ผู้มีศีลที่สะอาด.

บทว่า อวิหึสา ได้แก่ กรุณาและธรรมที่เป็นส่วนเบื้องต้นของกรุณา (เมตตา).

บทว่า ปาทา นาคสฺส เต ทุเว ความว่า ธรรมทั้งสองนั้นเป็นพระบาทเบื้องหน้าของนาคะคือพระพุทธเจ้า.

บทว่า ตโป ได้แก่ การสมาทานวัตร.

บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศีลในอริยมรรค.

บทว่า จรณา นาคสฺส ตฺยาปเร ความว่า ตบะและพรหมจรรย์ทั้งสองนั้น เป็นพระบาทนอกนี้ คือเป็นพระบาทเบื้องหลังของนาคะคือพระพุทธเจ้า.

บทว่า สทฺธาหตฺโถ ได้แก่ ประกอบด้วยงวงที่สำเร็จด้วยศรัทธา.

บทว่า อุเปกฺขาเสตทนฺตวา ได้แก่ ประกอบด้วยงาขาวที่สำเร็จด้วยอุเบกขามีองค์ ๖.

บทว่า สติ คีวา ความว่า คอเป็นที่ตั้งแห่งกลุ่มเส้นเอ็นในอวัยวะน้อยใหญ่ของช้างฉันใด สติก็เป็นที่ตั้งแห่งธรรมมีโสรัจจะเป็นต้นของช้างคือพระพุทธเจ้าฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น พระกาฬุทายีเถระจึงกล่าวว่า สติ คีวา ดังนี้.

บทว่า สิโร ปญฺญา ความว่า ศีรษะเป็นอวัยวะอันสูงสุดของนาคะคือช้างฉันใด พระสัพพัญญุตญาณก็เป็นสิ่งสูงสุดของนาค คือพระพุทธเจ้าฉันนั้น ด้วยว่า พระพุทธเจ้านั้นทรงทราบธรรมทั้งปวง ด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น ด้วยเหตุนั้น พระกาฬุทายีเถระจึงกล่าวว่า สิโร ปญฺญา ดังนี้.

บทว่า วิมํสา ธมฺมจินฺตนา ความว่า นาคคือช้าง ชื่อว่ามีปลายงวงเป็นเครื่องพิจารณา ช้างนั้นพิจารณาถึงสิ่งที่แข็ง อ่อนและสิ่งของที่ควรเคี้ยวกิน ด้วยปลวยงวงนั้น ต่อแต่นั้นก็ละสิ่งของที่ควรละ คว้าเอาสิ่งของที่ควรคว้าฉันใด การคิดถึงธรรม กล่าวคือญาณเครื่องกำหนดส่วนแห่งธรรม ชื่อว่าเป็น วีมํสา (ปัญญาเครื่องพิจารณา) ของนาคคือพระพุทธเจ้าฉันนั้นเหมือนกัน เพราะว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงรู้จักภัพพาภัพพบุคคลด้วยญาณนั้น ด้วยเหตุนั้น พระกาฬุทายีเถระจึงกล่าวว่า วีมํสา ธมฺมจินฺตนา ดังนี้.

บทว่า ธมฺมกุจฺฉิสมาตโป ความว่า สมาธิในจตุตถฌานเรียกว่าธรรม.

การเผาผลาญกิเลส คือ กุจฺฉิ ชื่อว่ากุจฉิสมาตปะ ได้แก่ที่สำหรับเผาผลาญ (กิเลส) ธรรมอันเป็นที่เผาผลาญ (กิเลส) คือท้องของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ามีธรรมเป็นที่เผาผลาญคือท้อง. เพราะว่าธรรมมีอิทธิวิธีเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในสมาธิ คือจตุตถฌาน เพราะเหตุนั้น สมาธิในจตุตถฌานนั้นจึงเรียกว่า ธรรมที่เผาผลาญ คือท้อง.

บทว่า วิเวโก ได้แก่ กายวิเวก จิตวิเวกและอุปธิวิเวก.

ขนหางของช้างย่อมขับไล่แมลงวันฉันใด วิเวกของพระตถาคตย่อมขับไล่คฤหัสถ์และบรรพชิตฉันนั้น เพราะเหตุนั้น วิเวกนั้น พระกาฬุทายีเถระจึงกล่าวว่าขนหาง.

บทว่า ฌายี แปลว่า ผู้มีปกติเพ่งด้วยฌาน ๒.

บทว่า อสฺสาสรโต ความว่า ก็ผลสมาบัติของนาค คือพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนลมหายใจเข้าและออกของช้าง พระพุทธเจ้าทรงยินดีในผลสมาบัตินั้น.

อธิบายว่า เว้นจากผลสมาบัตินั้นซึ่งเปรียบเหมือนลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็เป็นไปไม่ได้.

บทว่า สพฺพตฺถ สํวุโต ได้แก่ สำรวมแล้วในทุกทวาร.

บทว่า อนวชฺชานิ ได้แก่ โภชนะที่เกิดขึ้นจากสัมมาอาชีวะ.

บทว่า สาวชฺชานิ ได้แก่ โภชนะที่เกิดขึ้นด้วยมิจฉาอาชีวะ ๕ อย่าง.

บทว่า อณุํถูลํ ได้แก่ น้อยและมาก.

บทว่า สพฺพํ เฉตฺวาน พนฺธนํ ได้แก่ ตัดสังโยชน์หมดทั้ง ๑๐ อย่าง.

บทว่า น อุปลิปฺปติ โลเกน ความว่า ไม่ติดอยู่กับโลกด้วยเครื่องทำให้ติด คือ ตัณหา มานะและทิฏฐิ.

บทว่า มหคฺคินี ได้แก่ ไฟกองใหญ่.

ในบทว่า วิญฺญูหิ เทสิตา นี้ มีความว่า พระกาฬุทายีเถระบรรลุปฏิสัมภิทา เป็นวิญญูชนเป็นบัณฑิต (อุปมาทั้งหลาย) อันพระกาฬุทายีเถระนั้นแสดงไว้แล้ว.

บทว่า วิญฺญายนฺติ มหานาคา นาคํ นาเคน เทสิตํ ความว่า นาคคือพระขีณาสพนอกนี้ จักรู้แจ้งนาคคือพระพุทธเจ้าที่นาคคือพระอุทายีเถระแสดงไว้แล้ว.

บทว่า สรีรํ วิชหํ ปรินิพฺพิสฺสติ ความว่า นาคคือพระพุทธเจ้าทรงดับสนิทด้วยการดับกิเลส ณ โพธิบัลลังก์แล้วจักเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ระหว่างนางรังทั้งคู่.

พระอุทายีเถระผู้บรรลุปฏิสัมภิทาจบเทศนาโดยกล่าวสรรเสริญคุณพระทศพลด้วยคาถา ๑๖ คาถา ด้วยบท ๖๔ บท ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนา. เวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ดื่มน้ำอมฤต (บรรลุธรรม) แล.

จบอรรถกถานาคสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา