๑๐. รัตติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๑๐. รัตติสูตร
๘๔ ฉหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ หานิ เยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ กตเมหิ ฉหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มหิจฺโฉ โหติ วิฆาตวา อสนฺตุฏฺโฐ อิตริตรจีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขาเรน อสทฺโธ โหติ ทุสฺสีโล โหติ กุสีโต โหติ มุฏฺฐสฺสติ โหติ ทุปฺปญฺโญ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฉหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ หานิ เยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน วุฑฺฒิ ฯ {๓๕๕.๑} ฉหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วุฑฺฒิ เยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ปริหานิ กตเมหิ ฉหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น มหิจฺโฉ โหติ น วิฆาตวา สนฺตุฏฺโฐ อิตริตรจีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขาเรน สทฺโธ โหติ สีลวา โหติ อารทฺธวิริโย โหติ สติมา โหติ ปญฺญวา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฉหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน ยา รตฺติ วา ทิวโส วา อาคจฺฉติ วุฑฺฒิ เยว ปาฏิกงฺขา กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ปริหานีติ ฯ อรหตฺตวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ ทุกฺขํ อรหตฺตํ อุตฺตริ จ สุขํ อธิคเมน จ มหตฺตทฺวยนิรเย อคฺคธมฺมญฺจ รตฺติยาติ ฯ ---------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ พึง หวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเจริญเลย ตลอดคืนหรือวันที่ผ่านมา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความปรารถนามาก มีความคับแค้นใจ ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ๑ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ เป็นผู้ทุศีล ๑เป็นผู้เกียจคร้าน ๑ เป็นผู้มีสติเลอะเลือน ๑ และเป็นผู้มีปัญญาทราม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล พึงหวังได้ความเสื่อมในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังความเจริญเลยตลอดคืนหรือวันที่ผ่านมา ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ พึงหวังได้ความเจริญในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังได้ความเสื่อมเลย ตลอดคืนหรือวันที่ผ่านมา ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความปรารถนามาก ไม่มีความคับแค้นใจ สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ๑ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ เป็นผู้มีศีล ๑ เป็นผู้ปรารภความเพียร ๑ เป็นผู้มีสติ ๑ และเป็นผู้มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล พึงหวังได้ความเจริญในกุศลธรรมอย่างเดียว ไม่พึงหวังได้ความเสื่อมเลย ตลอดคืนหรือวันที่ผ่านมา ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบอรหันตวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ทุกขสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร๔. สุขสูตร ๕. อธิคมสูตร ๖. มหัตตสูตร ๗. นิรยสูตรที่ ๑๘. นิรยสูตรที่ ๒ ๙. อัคคธรรมสูตร ๑๐. รัตติสูตร ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๘. อรหัตตวรรค ๑๐. รัตติทิวสสูตร ๑๐. รัตติทิวสสูตร ว่าด้วยวันและคืน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เมื่อกลางวันหรือ กลางคืนผ่านไป พึงหวังได้แต่ความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มักมาก มีความคับแค้นใจ ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้ ๒. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๓. เป็นผู้ทุศีล ๔. เป็นผู้เกียจคร้าน ๕. เป็นผู้หลงลืมสติ ๖. เป็นผู้มีปัญญาทราม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เมื่อกลางวันหรือกลางคืนผ่านไป พึงหวังได้แต่ความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เมื่อกลางวันหรือกลางคืนผ่านไป พึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย ธรรม ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ไม่มักมาก ไม่มีความคับแค้นใจ สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้ ๒. เป็นผู้มีศรัทธา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๖๐๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๘. อรหัตตวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ๓. เป็นผู้มีศีล ๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร ๕. เป็นผู้มีสติ ๖. เป็นผู้มีปัญญา ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เมื่อกลางวันหรือกลางคืนผ่านไป พึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย รัตติทิวสสูตรที่ ๑๐ จบ อรหัตตวรรคที่ ๘ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ทุกขสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. อุตตริมนุสสธัมมสูตร ๔. สุขโสมนัสสสูตร ๕. อธิคมสูตร ๖. มหัตตสูตร ๗. ปฐมนิรยสูตร ๘. ทุติยนิรยสูตร ๙. อัคคธัมมสูตร ๑๐. รัตติทิวสสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๖๐๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถารัตติสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในรัตติสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิฆาตวา ความว่า เป็นทุกข์ โดยทุกข์เพราะโลภที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยความมักมาก.
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถารัตติสูตรที่ ๑๐ จบอรหัตตวรรควรรณนาที่ ๓ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทุกขสูตร
๒. อรหัตตสูตร
๓. อุตตริมนุสสธรรมสูตร
๔. สุขสูตร
๕. อธิคมสูตร
๖. มหัตตสูตร
๗. นิรยสูตรที่ ๑
๘. นิรยสูตรที่ ๒
๙. อัคคธรรมสูตร
๑๐. รัตติสูตร ฯ -----------------------------------------------------