๔. ยัสสทิสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๓๔ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต ราชา ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต ยสฺสํ ยสฺสํ ทิสายํ วิหรติ สกสฺมึเยว วิชิเต วิหรติ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว ราชา ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต อุภโต สุชาโต โหติ มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกุฏฺโฐ ชาติวาเทน อฑฺโฒ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค ปริปุณฺณโกสโกฏฺฐาคาโร พลวา โข ปน โหติ จตุรงฺคินิยา เสนาย สมนฺนาคโต อสฺสวาย โอวาทปฏิการาย ปรินายโก โข ปนสฺส โหติ ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี ปฏิพโล อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน อตฺเถ จินฺเตตุํ ตสฺสิเม จตฺตาโร ธมฺมา ยสํ ปริปาเจนฺติ ฯ โส อิมินา ยสปญฺจเมน ธมฺเมน สมนฺนาคโต ยสฺสํ ยสฺสํ ทิสายํ วิหรติ สกสฺมึเยว วิชิเต วิหรติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวญฺเหตํ ภิกฺขเว โหติ วิชิตาวีนํ {๑๓๔.๑} เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ ยสฺสํ ยสฺสํ ทิสายํ วิหรติ วิมุตฺตจิตฺโตว วิหรติ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ ฯเปฯ สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ราชาว ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต ชาติสมฺปนฺโน พหุสฺสุโต โหติ ฯเปฯ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา ราชาว ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต อฑฺโฒ มหทฺธโน มหาโภโค ปริปุณฺณโกสโกฏฺฐาคาโร อารทฺธวิริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ ราชาว ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต พลสมฺปนฺโน ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ราชาว ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต ปรินายกสมฺปนฺโน ตสฺสิเม จตฺตาโร ธมฺมา วิมุตฺตึ ปริปาเจนฺติ ฯ โส อิมินา วิมุตฺติปญฺจเมน ธมฺเมน สมนฺนาคโต ยสฺสํ ยสฺสํ ทิสายํ วิหรติ วิมุตฺตจิตฺโตว วิหรติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวญฺเหตํ ภิกฺขเว โหติ วิมุตฺตจิตฺตานนฺติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. ยัสสังทิสังสูตร ว่าด้วยทิศที่กษัตริย์ใช้ประทับ
ภิกษุทั้งหลาย กษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงประกอบ ด้วยองค์ ๕ ประการ จะประทับอยู่ ณ ทิศใดๆ ก็เหมือนกับประทับอยู่ในแคว้นของพระองค์เอง องค์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ กษัตราธิราชในโลกนี้ ๑. ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงมีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายพระมารดาและฝ่าย พระบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใคร จะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล ๒. ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชสมบัติมาก มี พระฉางและพระคลัง บริบูรณ์ @เชิงอรรถ : @ จักร ในที่นี้หมายถึงธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่พระพุทธองค์ทรงให้หมุนไปด้วยนวโลกุตตรธรรม ๙ ประการ@อันใครๆ ไม่สามารถให้หมุนกลับได้ (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๔/๘๙) @ มูรธาภิเษก หมายถึงน้ำรดพระเศียรในงานราชาภิเษกหรือพระราชพิธีอื่นๆ (พจนานุกรม ฉบับ@ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕) @ เจ็ดชั่วบรรพบุรุษ หมายถึงวิธีนับลำดับบรรพบุรุษแบบหนึ่ง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของวงศ์ตระกูลโดย@นับจากปัจจุบันขึ้นไป ๗ ชั้น (ที.สี.อ. ๓๐๓/๒๕๒-๒๕๓) @ พระฉาง (โกสะ) ในที่นี้หมายถึงกองกำลัง ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลคนเดินเท้า@(องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๔/๕๒, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๔/๕๖) @พระคลัง (โกฏฐาคาร) หมายถึงพระคลัง ๓ ชนิด คือ พระคลังเก็บทรัพย์ พระคลังเก็บข้าวเปลือก@และพระคลังเก็บผ้า (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๓๔/๕๒, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๓๔/๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๑๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๔. ยัสสังทิสังสูตร ๓. ทรงมีกำลังพล ประกอบด้วยกองทัพทั้ง ๔ เหล่า เชื่อฟังและ ทำตามที่ทรงรับสั่ง ๔. ทรงเป็นปริณายก เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา สามารถคิด เหตุการณ์ได้ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ๕. ทรงประกอบด้วยยศที่มีธรรม ๔ ประการ นี้ทำให้เจริญ กษัตราธิราชพระองค์นั้นจะประทับอยู่ ณ ทิศใดๆ ก็เหมือนกับประทับอยู่ใน แคว้นของพระองค์เอง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระองค์ทรงชนะได้เด็ดขาดแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะอยู่ ณ ทิศใดๆ ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นอยู่ ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เหมือน กษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงสมบูรณ์ด้วยชาติ ๒. เป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ เหมือนกษัตราธิราชผู้ได้รับ มูรธาภิเษกแล้วทรงมั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชสมบัติ มาก มีพระฉางและพระคลังบริบูรณ์ ๓. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ เหมือนกษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงสมบูรณ์ ด้วยกำลัง ๔. เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้ง ความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ เหมือนกษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ทรงเป็นปริณายก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๑๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๕. ปฐมปัตถนาสูตร ๕. ประกอบด้วยวิมุตติที่มีธรรม ๔ ประการนี้ทำให้เจริญ เธอจะอยู่ ณ ทิศใดๆ ก็เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นอยู่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ เธอมีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนั้น ยัสสังทิสังสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถายัสสทิสสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในยัสสทิสสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุภโต ได้แก่ จากทั้ง ๒ ฝ่าย.
บทว่า มาติโต จ ปิติโต จ ความว่า ก็พระราชาพระองค์ใดมีพระมารดาเป็นกษัตริย์ พระมารดาของพระมารดาเป็นกษัตริย์ แม้พระมารดาของพระมารดานั้นก็มีพระมารดาเป็นกษัตริย์ มีพระบิดาเป็นกษัตริย์ พระบิดาของพระบิดาเป็นกษัตริย์ แม้พระบิดาของพระบิดานั้น ก็มีพระบิดาเป็นกษัตริย์ พระราชาพระองค์นั้นชื่อว่ามีพระกำเนิดดีจากทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายพระมารดา ทั้งฝ่ายพระบิดา.
บทว่า สํสุทฺธคหณิโก ได้แก่ ประกอบด้วยพระครรภ์ของพระมารดาหมดจดดี.
ก็เตโชธาตุซึ่งเกิดแต่กรรม ท่านเรียกว่า คหณี (ครรภ์) ในคำว่า สมเวปากินิยา คหณิยา (ครรภ์ซึ่งมีวิบากเสมอกัน) นี้.
บิดาของบิดาชื่อปิตามหะ ชั้นของปิตามหะ ชื่อปิตามหยุค ในคำว่า ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา (ถึง ๗ ชั่วปิตามหะ) นี้. ประมาณอายุ ท่านเรียกว่ายุค.
แลคำนี้เป็นเพียงคำพูดกันเท่านั้น. แต่โดยเนื้อความ ปิตามหะนั่นแหละเป็นปิตามหยุค บรรพบุรุษทั้งหมดเลยนั้นขึ้นไป ท่านถือเอาด้วยศัพท์ปิตามหะทั้งนั้น เป็นผู้มีพระครรภ์หมดจดดีถึง ๗ ชั่วบุรุษอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงว่า ไม่ถูกคัดค้าน ไม่ถูกติเตียน เพราะเรื่องพระกำเนิด.
บทว่า อกฺขิตฺโต ความว่า ไม่ถูกคัดค้าน คือไม่ถูกเพ่งเล็งว่า จงนำเขาออกไป ประโยชน์อะไรด้วยผู้นี้.
บทว่า อนุปกุฏฺโฐ ความว่า ไม่ถูกติเตียน คือไม่เคยถูกด่าหรือนินทา.
ถามว่า เพราะเรื่องอะไร.
แก้ว่า เพราะเรื่องพระกำเนิด. อธิบายว่า ด้วยคำเห็นปานนี้ว่า ผู้นี้มีกำเนิดเลว แม้ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า อทฺโธ เป็นต้น ความว่า คนใดคนหนึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง เพราะสมบัติซึ่งเป็นของของตน แต่ในที่นี้มิใช่เป็นผู้มั่งคั่งอย่างเดียวเท่านั้น เป็นผู้มีทรัพย์มาก. อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วยทรัพย์มาก คือนับประมาณไม่ได้. เป็นผู้มีโภคะมาก เพราะพระองค์มีโภคะมาก คือโอฬารด้วยกามคุณ ๕.
โกสะ ในคำว่า ปริปุณฺณโกสโกฏฺฐาคาโร ท่านกล่าวหมายเอาเรือนคลัง ความว่า มีเรือนคลังบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ที่วางเก็บไว้ และมียุ้งฉางบริบูรณ์ด้วยข้าวเปลือก.
อีกอย่างหนึ่ง โกสะมี ๔ อย่าง คือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ ทัพพลเดินเท้า.
โกฏฐาคาร (คลังยุ้งฉาง) มี ๓ อย่าง คือ คลังทรัพย์ ยุ้งฉางข้าวเปลือก คลังผ้า. พระราชาเป็นผู้มีพระคลังและยุ้งฉางบริบูรณ์ เพราะพระองค์มีพระคลังและยุ้งฉางแม้ทั้งหมดนั้นบริบูรณ์.
บทว่า อสฺสวาย ความว่า เมื่อพระราชทานทรัพย์แม้มากแก่ใครๆ เสนาไม่เชื่อฟัง เสนานั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่เชื่อฟัง แม้จะมิได้พระราชทานแก่ใครๆ เสนาก็เชื่อฟัง เสนานี้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อฟัง.
บทว่า โอวาทปฏิการาย ความว่า ผู้กระทำตามพระโอวาทที่พระราชทานว่า ท่านทั้งหลายพึงทำสิ่งนี้ ไม่พึงทำสิ่งนี้.
บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.
บทว่า พฺยตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นผู้ฉลาดคือปัญญา.
บทว่า เมธาวี ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้เกิดตำแหน่ง.
บทว่า ปฏิพโล ได้แก่ สามารถ.
บทว่า อตฺเถ จินฺเตตุํ ได้แก่ เพื่อคิดเอาประโยชน์คือความเจริญ.
ความจริง พระราชานั้นทรงดำริโดยอิงประโยชน์ปัจจุบันนั่นแหละว่า แม้ในอดีตก็ได้มีแล้วอย่างนี้ ถึงในอนาคตก็จักมีอย่างนี้.
บทว่า วิชิตาวีนํ ได้แก่ ผู้มีชัยชนะที่ทรงชนะวิเศษแล้ว หรือทรงประกอบด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่.
บทว่า วิมุตฺตจิตฺตานํ ได้แก่ ผู้มีใจหลุดพ้นด้วยวิมุตติ ๕.
จบอรรถกถายัสสทิสสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------