อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๓๙

๙. อักขมสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๙1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค น ราชารโห โหติ น ราชโภคฺโค น รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รูปานํ อกฺขโม สทฺทานํ อกฺขโม คนฺธานํ อกฺขโม รสานํ อกฺขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ {๑๓๙.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิกายํ วา ทิสฺวา อสฺสกายํ วา ทิสฺวา รถกายํ วา ทิสฺวา ปตฺติกายํ วา ทิสฺวา สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รูปานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิสทฺทํ วา สุตฺวา อสฺสสทฺทํ วา สุตฺวา รถสทฺทํ วา สุตฺวา ปตฺติสทฺทํ วา สุตฺวา เภริปณวสงฺขติณวนินฺนาทสทฺทํ วา สุตฺวา สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ สทฺทานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เย เต รญฺโญ นาคา อภิชาตา สงฺคามาวจรา เตสํ มุตฺตกรีสสฺส คนฺธํ ฆายิตฺวา สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ คนฺธานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอกิสฺสา วา ติโณทกทตฺติยา วิหนีโต ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา ติโณทกทตฺตีหิ วิหนีโต สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอเกน วา สรเวเคน วิทฺโธ ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา สรเวเคหิ วิทฺโธ สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค น ราชารโห โหติ น ราชโภคฺโค น รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ {๑๓๙.๒} เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น อาหุเนยฺโย โหติ น ปาหุเนยฺโย น ทกฺขิเณยฺโย น อญฺชลิกรณีโย น อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รูปานํ อกฺขโม สทฺทานํ อกฺขโม คนฺธานํ อกฺขโม รสานํ อกฺขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา รชนีเย รูเป สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รูปานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา รชนีเย สทฺเท สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ สทฺทานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา รชนีเย คนฺเธ สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ คนฺธานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา รชนีเย รเส สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รสานํ ฯ {๑๓๙.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา รชนีเย โผฏฺฐพฺเพ สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น อาหุเนยฺโย โหติ น ปาหุเนยฺโย น ทกฺขิเณยฺโย น อญฺชลิกรณีโย น อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ฯ ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รูปานํ ขโม สทฺทานํ ขโม คนฺธานํ ขโม รสานํ ขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิกายํ วา ทิสฺวา อสฺสกายํ วา ทิสฺวา รถกายํ วา ทิสฺวา ปตฺติกายํ วา ทิสฺวา น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รูปานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิสทฺทํ วา สุตฺวา อสฺสสทฺทํ วา สุตฺวา รถสทฺทํ วา สุตฺวา ปตฺติสทฺทํ วา สุตฺวา เภริปณวสงฺขติณวนินฺนาทสทฺทํ วา สุตฺวา น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ สทฺทานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เย เต รญฺโญ นาคา อภิชาตา สงฺคามาวจรา เตสํ มุตฺตกรีสสฺส คนฺธํ ฆายิตฺวา น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ คนฺธานํ ฯ {๑๓๙.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอกิสฺสา วา ติโณทกทตฺติยา วิหนีโต ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา ติโณทกทตฺตีหิ วิหนีโต น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอเกน วา สรเวเคน วิทฺโธ ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา สรเวเคหิ วิทฺโธ น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ {๑๓๙.๕} เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รูปานํ ขโม สทฺทานํ ขโม คนฺธานํ ขโม รสานํ ขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา รชนีเย รูเป น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รูปานํ ฯ {๑๓๙.๖} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา รชนีเย สทฺเท น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ สทฺทานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา รชนีเย คนฺเธ น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ คนฺธานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา รชนีเย รเส น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา รชนีเย โผฏฺฐพฺเพ น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๙. อักขมสูตร ๙. อักขมสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของช้างต้นที่ไม่อดทน

ข้อ ๑๓๙

ภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นช้างไม่ควรแก่พระราชา ไม่ควรเป็นช้างต้น ไม่นับว่าเป็นราชพาหนะโดยแท้ องค์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ช้างของพระราชา ๑. เป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรูป ๒. เป็นสัตว์ไม่อดทนต่อเสียง ๓. เป็นสัตว์ไม่อดทนต่อกลิ่น ๔. เป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรส ๕. เป็นสัตว์ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรูป เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้ เข้าสู่สมรภูมิแล้ว เห็นกองทัพช้าง กองทัพม้ากองทัพรถ หรือกองทัพพลเดินเท้า ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรูป เป็นอย่างนี้แล (๑) ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อเสียง เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้ เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ได้ยินเสียงกองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพพลเดินเท้า หรือเสียงกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ มโหระทึก ที่กระหึ่ม ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อเสียง เป็นอย่างนี้ (๒) @เชิงอรรถ : @ บัณเฑาะว์ หมายถึงกลองสองหน้าขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีหลักอยู่ตอนบน ผูกตุ้มห้อยลงมาทางหน้ากลอง@ใช้ให้ตุ้มแกว่งกระทบหน้ากลองทั้ง ๒ ข้าง (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)@ มโหระทึก หมายถึงกลองโลหะชนิดหนึ่งของชนชาติที่อยู่ตอนใต้ประเทศจีน ใช้ตีเป็นสัญญาณ และประโคม@(พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๙. อักขมสูตร ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ได้กลิ่นมูตรและคูถของช้างพระราชา(ฝ่ายข้าศึก)ที่ใหญ่กว่าซึ่งเข้ามาสู่สมรภูมิ ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างนี้แล (๓) ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรส เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ไม่ได้กินอาหารเพียง ๑ คืน๒ คืน ๓ คืน ๔ คืน หรือ ๕ คืน ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรส เป็นอย่างนี้แล (๔) ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ถูกเขายิงด้วยลูกศร ๑ ครั้ง๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง หรือ ๕ ครั้งแล้ว ก็หยุดนิ่ง หวั่นไหว ไม่สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ เป็นอย่างนี้แล (๕) ภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้ เป็นช้าง ไม่ควรแก่พระราชา ไม่ควรเป็นช้างต้น ไม่นับว่าเป็นราชพาหนะโดยแท้ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ไม่ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ไม่ควรแก่ของต้อนรับ ไม่ควรแก่ทักษิณา ไม่ควรแก่การทำอัญชลี ไม่เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป ๒. เป็นผู้ไม่อดทนต่อเสียง ๓. เป็นผู้ไม่อดทนต่อกลิ่น ๔. เป็นผู้ไม่อดทนต่อรส ๕. เป็นผู้ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๙. อักขมสูตร ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว กำหนัดในรูปที่เป็นเหตุให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป เป็นอย่างนี้แล (๑) ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อเสียง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ฟังเสียงทางหูแล้ว กำหนัดในเสียงที่เป็นเหตุให้กำหนัดไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อเสียง เป็นอย่างนี้แล (๒) ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว กำหนัดในกลิ่นที่เป็นเหตุให้ กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างนี้แล (๓) ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรส เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว กำหนัดในรสที่เป็นเหตุให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรส เป็นอย่างนี้แล (๔) ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว กำหนัดในโผฏฐัพพะที่ เป็นเหตุให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะเป็นอย่างนี้แล (๕) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ไม่ควรแก่ของต้อนรับ ไม่ควรแก่ทักษิณา ไม่ควรแก่การทำอัญชลีไม่เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นช้าง ควรแก่พระราชา ควรเป็นช้างต้น นับว่าเป็นราชพาหนะโดยแท้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๙. อักขมสูตร องค์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ช้างของพระราชา ๑. เป็นสัตว์อดทนต่อรูป ๒. เป็นสัตว์อดทนต่อเสียง ๓. เป็นสัตว์อดทนต่อกลิ่น ๔. เป็นสัตว์อดทนต่อรส ๕. เป็นสัตว์อดทนต่อโผฏฐัพพะ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรูป เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว เห็นกองทัพช้าง กองทัพม้ากองทัพรถ หรือกองทัพพลเดินเท้า ก็ไม่หยุดนิ่ง ไม่หวั่นไหว สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรูป เป็นอย่างนี้แล (๑) ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อเสียง เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ได้ยินเสียงกองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพพลเดินเท้า หรือเสียงกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ มโหระทึกที่กระหึ่ม ก็ไม่หยุดนิ่ง ไม่หวั่นไหว สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อเสียง เป็นอย่างนี้แล (๒) ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ได้กลิ่นมูตรและคูถของช้างพระราชา (ฝ่ายข้าศึก) ที่ใหญ่กว่าซึ่งเข้ามาสู่สมรภูมิ ก็ไม่หยุดนิ่ง ไม่หวั่นไหวสามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างนี้แล (๓) ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรส เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ไม่ได้กินอาหารแม้เพียง ๑ คืน ๒ คืน ๓ คืน ๔ คืน หรือ ๕ คืน ก็ไม่หยุดนิ่ง ไม่หวั่นไหว สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรส เป็นอย่างนี้แล (๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๙. อักขมสูตร ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อโผฏฐัพพะ เป็นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาในโลกนี้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว ถูกเขายิงด้วยลูกศร ๑ ครั้ง๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง หรือ ๕ ครั้ง ก็ไม่หยุดนิ่ง ไม่หวั่นไหว สามารถเข้าสู่สมรภูมิได้ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อโผฏฐัพพะ เป็นอย่างนี้แล (๕) ช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล เป็นช้างควรแก่พระราชาควรเป็นช้างต้น นับว่าเป็นราชพาหนะโดยแท้ ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้อดทนต่อรูป ๒. เป็นผู้อดทนต่อเสียง ๓. เป็นผู้อดทนต่อกลิ่น ๔. เป็นผู้อดทนต่อรส ๕. เป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะ ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่กำหนัดในรูปที่เป็นเหตุให้กำหนัดสามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูป เป็นอย่างนี้แล (๑) ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียง เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ฟังเสียงทางหูแล้ว ไม่กำหนัดในเสียงที่เป็นเหตุให้ กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียง เป็นอย่างนี้แล (๒) ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ไม่กำหนัดในกลิ่นที่เป็นเหตุให้ กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่น เป็นอย่างนี้แล (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๒๘}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๔. ราชวรรค ๑๐. โสตสูตร ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรส เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ไม่กำหนัดในรสที่เป็นเหตุให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรส เป็นอย่างนี้แล (๔) ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ไม่กำหนัดในโผฏฐัพพะที่เป็นเหตุให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบได้ ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะเป็นอย่างนี้แล (๕) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรแก่ ของที่เขานำมาถวาย ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา ควรแก่การทำอัญชลี เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก อักขมสูตรที่ ๙ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอักขมสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในอักขมสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า หตฺถีกายํ ได้แก่ ทัพช้าง.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน.

ชื่อว่า สังคามาวจร (เจนสงคราม) เพราะท่องไปในสงคราม.

บทว่า เอกิสฺสา วา ติโณทกทตฺติยา วิมานิโต ความว่า ไม่ได้รับการทอดหญ้าและน้ำมื้อหนึ่งในวันหนึ่ง. อธิบายว่าไม่ได้หญ้าและน้ำเพียงวันเดียว.

แม้ต่อจากนี้ไปก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ ความว่า ไม่อาจตั้งจิตไว้โดยชอบในอารมณ์.

คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.

แต่ในสูตรนี้ พึงทราบว่า ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.

จบอรรถกถาอักขมสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา