๔. เวรสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๗๔อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ ปญฺจ คหปติ ภยานิ เวรานิ อปฺปหาย ทุสฺสีโล อิติ วุจฺจติ นิรยญฺจ อุปปชฺชติ กตมานิ ปญฺจ ปาณาติปาตํ อทินฺนาทานํ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ มุสาวาทํ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ อิมานิ โข คหปติ ปญฺจ ภยานิ เวรานิ อปฺปหาย ทุสฺสีโล อิติ วุจฺจติ นิรยญฺจ อุปปชฺชติ ฯ {๑๗๔.๑} ปญฺจ คหปติ ภยานิ เวรานิ ปหาย สีลวา อิติ วุจฺจติ สุคติญฺจ อุปปชฺชติ กตมาน ปญฺจ ปาณาติปาตํ อทินฺนาทานํ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ มุสาวาทํ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ อิมานิ โข คหปติ ปญฺจ ภยานิ เวรานิ ปหาย สีลวา อิติ วุจฺจติ สุคติญฺจ อุปปชฺชติ ฯ ยํ คหปติ ปาณาติปาตี ปาณาติปาตปจฺจยา ทิฏฺฐธมฺมิกมฺปิ ภยํ เวรํ ปสวติ สมฺปรายิกมฺปิ ภยํ เวรํ ปสวติ เจตสิกมฺปิ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต เนว ทิฏฺฐธมฺมิกํ ภยํ เวรํ ปสวติ น สมฺปรายิกํ ภยํ เวรํ ปสวติ น เจตสิกํ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรตสฺส เอวนฺตํ ภยํ เวรํ วูปสนฺตํ โหติ ฯ ยํ คหปติ อทินฺนาทายี ... ยํ คหปติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี ... ยํ คหปติ มุสาวาที ... ยํ คหปติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานปจฺจยา ทิฏฺฐธมฺมิกมฺปิ ภยํ เวรํ ปสวติ สมฺปรายิกมฺปิ ภยํ เวรํ ปสวติ เจตสิกมฺปิ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต เนว ทิฏฺฐธมฺมิกํ ภยํ เวรํ ปสวติ น สมฺปรายิกํ ภยํ เวรํ ปสวติ น เจตสิกํ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตสฺส เอวนฺตํ ภยํ เวรํ วูปสนฺตํ โหตีติ ฯ โย ปาณมติปาเตติ มุสาวาทญฺจ ภาสติ โลเก อทินฺนํ อาทิยติ ปรทารญฺจ คจฺฉติ สุราเมรยปานญฺจ โย นโร อนุยุญฺชติ อปฺปหาย ปญฺจ เวรานิ ทุสฺสีโล อิติ วุจฺจติ กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ นิรยํ โสปปชฺชติ ฯ โย ปาณํ นาติปาเตติ มุสาวาทํ น ภาสติ โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ปรทารํ น คจฺฉติ สุราเมรยปานญฺจ โย นโร นานุยุญฺชติ ปหาย ปญฺจ เวรานิ สีลวา อิติ วุจฺจติ กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สุคตึ โสปปชฺชตีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๔. เวรสูตร ๔. เวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร
ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดีดังนี้ว่า คหบดี อุบาสกละภัย เวร ๕ ประการไม่ได้ เราเรียกว่า ‘ผู้ทุศีล’ และเขาย่อมไปเกิดในนรก ภัยเวร ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การฆ่าสัตว์ ๒. การลักทรัพย์ ๓. การประพฤติผิดในกาม ๔. การพูดเท็จ ๕. การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท คหบดี อุบาสกละภัยเวร ๕ ประการนี้แลไม่ได้ เราเรียกว่า ‘ผู้ทุศีล’ และเขาย่อมไปเกิดในนรก อุบาสกละภัยเวร ๕ ประการได้แล้ว เราเรียกว่า ‘ผู้มีศีล’ และเขาย่อมไปเกิดในสุคติ ภัยเวร ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การฆ่าสัตว์ ๒. การลักทรัพย์ ๓. การประพฤติผิดในกาม ๔. การพูดเท็จ ๕. การเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท @เชิงอรรถ : @ ภัย หมายถึงสิ่งที่ทำให้จิตสะดุ้ง (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๗๔/๖๗) @ เวร หมายถึงอกุศลกรรม และบุคคลผู้ก่อเวร (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๗๔/๖๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๙๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๔. เวรสูตร คหบดี อุบาสกละภัยเวร ๕ ประการนี้แลได้แล้ว เราเรียกว่า ‘ผู้มีศีล’ และเขาย่อมไปเกิดในสุคติ คหบดี อุบาสกผู้ฆ่าสัตว์ย่อมประสพภัยเวรใดทั้งในภพนี้และภพหน้า เสวยทุกขโทมนัส ทางใจใดเพราะมีการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย อุบาสกผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ย่อมไม่ประสพภัยเวรนั้นทั้งในภพนี้และภพหน้า ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสทางใจนั้นภัยเวรนั้นของอุบาสกผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ย่อมสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้ อุบาสกผู้ลักทรัพย์ ฯลฯ อุบาสกผู้ประพฤติผิดในกาม ฯลฯ อุบาสกผู้พูดเท็จ ฯลฯ อุบาสกผู้เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ย่อมประสพภัยเวรใดทั้งในภพนี้และภพหน้า เสวยทุกขโทมนัสทางใจใดเพราะมีการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นปัจจัย อุบาสกผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ย่อมไม่ประสพภัยเวรนั้นทั้งในภพนี้และภพหน้า ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางใจนั้น ภัยเวรนั้นของอุบาสกผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ย่อมสงบระงับไปด้วยประการฉะนี้ นรชนใดในโลกฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ คบชู้กับภรรยาของผู้อื่น พูดเท็จ และหมกมุ่นในการดื่มสุราและเมรัย นรชนนั้นละเวร ๕ ประการไม่ได้ เราเรียกว่า ‘ผู้ทุศีล’ เขาผู้มีปัญญาทราม ตายไปแล้วย่อมไปเกิดในนรก @เชิงอรรถ : @ ทุกข์ คือทุกข์ที่มีกายประสาทเป็นที่ตั้ง หมายถึงความไม่สบายกายหรือทุกข์ทางกาย@โทมนัส คือ โทมนัสเวทนา หมายถึงความไม่สบายใจหรือทุกข์ใจ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๗๔/๖๗)@ ดู ขุ.ธ. ๒๕/๒๔๖/๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๒ หน้า : ๒๙๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต [๔. จตุตถปัณณาสก์] ๓. อุปาสกวรรค ๕. จัณฑาลสูตร นรชนใดในโลกไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้กับภรรยาของผู้อื่น ไม่พูดเท็จ และไม่หมกมุ่นในการดื่มสุราและเมรัย นรชนนั้นละเวร ๕ ประการได้ เราเรียกว่า ‘ผู้มีศีล’ เขาผู้มีปัญญา ตายไปแล้วย่อมไปเกิดในสุคติ เวรสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเวรสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในเวรสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภยานิ ได้แก่ ภัยอันทำให้จิตสะดุ้งแล้ว.
บทว่า เวรานิ ได้แก่ อกุศลเวรบ้าง บุคคลเวรบ้าง.
บทว่า เจตสิกํ ได้แก่ ทุกข์อาศัยจิต.
บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีกายประสาทเป็นวัตถุที่ตั้ง.
บทว่า โทมนสฺสํ ได้แก่ โทมนัสเวทนา.
ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละด้วยวิรัติ เจตนางดเว้น.
จบอรรถกถาเวรสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------