๖. ปราภวสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ปราภวสูตร ว่าด้วยทางแห่งความเสื่อม ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อราตรีผ่านไป เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างไปทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วย คาถาว่า
ข้าพระองค์มาทูลถามถึงคนผู้มีแต่ความเสื่อมกับพระผู้มีพระภาคผู้โคดมว่า อะไรเป็นทางแห่งความเสื่อม
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ผู้เจริญก็รู้ได้ง่าย ผู้เสื่อมก็รู้ได้ง่าย ผู้เจริญใคร่ธรรม ผู้เสื่อมชังธรรม @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๔ ข้อ ๑ หน้า ๖ ในเล่มนี้ @ ผู้เจริญก็รู้ได้ง่าย ในที่นี้หมายถึงผู้พัฒนาแล้ว ใครๆ ก็รู้ได้ง่ายเพราะได้เห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับการ@ประพฤติปฏิบัติของเขา (ขุ.สุ.อ. ๑/๙๒/๑๗๑) @ ใคร่ธรรม หมายถึงปรารถนาที่จะฟังและปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๑/๙๒/๑๗๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๖. ปราภวสูตร
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๑ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๒ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนที่มีอสัตบุรุษเป็นที่รัก ไม่ทำสัตบุรุษให้เป็นที่รัก ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๒ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๓ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้ชอบหลับอยู่เสมอ ชอบสมาคม ไม่ขยันหมั่นเพียร เกียจคร้าน โกรธง่าย นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๓ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๔ ว่าเป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ชอบสมาคม หมายถึงชอบคลุกคลีและพูดคุยในเรื่องไร้สาระ (ขุ.สุ.อ. ๑/๙๖/๑๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๖. ปราภวสูตร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้มีความสามารถเลี้ยงตนและผู้อื่นได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่ชรา ผู้ผ่านวัยหนุ่มวัยสาวแล้ว นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๔ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๕ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้กล่าวมุสาวาท หลอกลวงสมณะหรือพราหมณ์ หรือแม้กระทั่งวณิพกยาจกอื่นๆ นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๕ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๖ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้มีทรัพย์มาก มีเงินทองของกินเหลือเฟือ กินของอร่อยเพียงคนเดียว นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม @เชิงอรรถ : @ กินของอร่อยเพียงคนเดียว ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ตระหนี่ลาภ กินโดยไม่แบ่งให้แม้กระทั่งบุตรและภรรยา@(ขุ.สุ.อ. ๑/๑๐๒/๑๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๖. ปราภวสูตร
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๖ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๗ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนกระด้างเพราะชาติ กระด้างเพราะทรัพย์ และกระด้างเพราะโคตร ชอบดูหมิ่นญาติของตน นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๗ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๘ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้เป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา และนักเลงการพนัน ชอบล้างผลาญทรัพย์สมบัติที่ตนหามาได้ นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๘ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๙ ว่าเป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๖. ปราภวสูตร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้ไม่ยินดีภรรยาของตน ชอบเที่ยวหญิงแพศยา ชอบคบชู้สู่สาวภรรยาคนอื่น นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๙ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๑๐ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ชายแก่ได้หญิงสาววัยรุ่น มีถันเท่าผลมะพลับมาเป็นภรรยา มักจะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะความหึงหญิงสาวรุ่นนั้น นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๑๐ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๑๑ ว่าเป็นอย่างไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนแต่งตั้งหญิงหรือชายผู้เป็นนักเลง ใช้จ่ายเงินทองฟุ่มเฟือย ไว้ในความเป็นใหญ่ นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
(เทวดาทูลถามดังนี้) ด้วยพระดำรัสที่ตรัสบอกนี้ ข้าพระองค์จึงทราบชัดว่า ข้อนี้นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๑๑ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ทางแห่งความเสื่อมข้อที่ ๑๒ ว่าเป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๗. วสลสูตร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) คนผู้เกิดในขัตติยตระกูล มีโภคะน้อย แต่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง ปรารถนาจะครองราชย์ นั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม
บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะอันประเสริฐ พิจารณาเห็นทางแห่งความเสื่อมในโลก ดังกล่าวมานี้แล้ว ท่านย่อมคบโลกที่เจริญแน่นอน ปราภวสูตรที่ ๖ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส ฉฏฺฐํ ปราภวสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ปราภวสูตรที่ ๖
๖ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามสิ้นไปแล้ว เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีอันงดงามยิ่ง ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
|๓๐๔.๕๑๔| ปราภวนฺตํ ปุริสํ มยํ ปุจฺฉาม โคตมํ ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๑๕| สุวิชาโน ภวํ โหติ ทุวิชาโน ปราภโว ธมฺมกาโม ภวํ โหติ ธมฺมเทสฺสี ปราภโว |๓๐๔.๕๑๖| อิติ เหตํ วิชานาม ปฐโม โส ปราภโว ฯ ทุติยํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๑๗| อสนฺตสฺส ปิยา โหนฺติ สนฺเต น กุรุเต ปิยํ อสตํ ธมฺมํ โรเจติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๑๘| อิติ เหตํ วิชานาม ทุติโย โส ปราภโว ฯ ตติยํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๑๙| นิทฺทาสีลี สภาสีลี อนุฏฺฐาตา จ โย นโร อลโส โกธปญฺญาโณ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๒๐| อิติ เหตํ วิชานาม ตติโย โส ปราภโว ฯ จตุตฺถํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๒๑| โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ ปหุสนฺโต น ภรติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๒๒| อิติ เหตํ วิชานาม จตุตฺโถ โส ปราภโว ฯ ปญฺจมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๒๓| โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา อญฺญํ วาปิ วนิพฺพกํ มุสาวาเทน วญฺเจติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๒๔| อิติ เหตํ วิชานาม ปญฺจโม โส ปราภโว ฯ ฉฏฺฐมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๒๕| ปหุตวิตฺโต ปุริโส สหิรญฺโญ สโภชโน เอโก ภุญฺชติ สาทูนิ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๒๖| อิติ เหตํ วิชานาม ฉฏฺฐโม โส ปราภโว ฯ สตฺตมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๒๗| ชาติถทฺโธ ธนถทฺโธ โคตฺตถทฺโธ จ โย นโร สญฺญาตึ อติมญฺเญติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๒๘| อิติ เหตํ วิชานาม สตฺตโม โส ปราภโว ฯ อฏฺฐมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๒๙| อิตฺถีธุตฺโต สุราธุตฺโต อกฺขธุตฺโต จ โย นโร ลทฺธํ ลทฺธํ วินาเสติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๓๐| อิติ เหตํ วิชานาม อฏฺฐโม โส ปราภโว ฯ นวมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๓๑| เสหิ ทาเรหิ อสนฺตุฏฺโฐ เวสิยาสุ ปทุสฺสติ ทุสฺสติ ปรทาเรสุ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๓๒| อิติ เหตํ วิชานาม นวโม โส ปราภโว ฯ ทสมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๓๓| อตีตโยพฺพโน โปโส อาเนติ ติมฺพรุตฺถนึ ตสฺสา อิสฺสา น สุปติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๓๔| อิติ เหตํ วิชานาม ทสโม โส ปราภโว ฯ เอกาทสมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๓๕| อิตฺถึ โสณฺฑึ วิกิรณึ ปุริสํ วาปิ ตาทิสํ อิสฺสริยสฺมึ ฐเปติ ตํ ปราภวโต มุขํ |๓๐๔.๕๓๖| อิติ เหตํ วิชานาม เอกาทสโม ปราภโว ฯ ทฺวาทสมํ ภควา พฺรูหิ กึ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๓๗| อปฺปโภโค มหาตโณฺห ขตฺติเย ชายเต กุเล โส จ รชฺชํ ปตฺถยติ ตํ ปราภวโต มุขํ ฯ |๓๐๔.๕๓๘| เอเต ปราภเว โลเก ปณฺฑิโต สมเวกฺขิย อริยทสฺสนสมฺปนฺโน ส โลกํ ภชเต สิวนฺติ ฯ ปราภวสุตฺตํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------
ข้าพระองค์มา เพื่อจะทูลถามถึงคนผู้เสื่อม และคนผู้เจริญ กะท่านพระโคดม จึงขอทูลถามว่าอะไรเป็นทางของคน เสื่อม ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ผู้รู้ชั่วเป็นผู้เสื่อม ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ผู้เกลียดธรรมเป็นผู้เสื่อม เพราะเหตุนั้นแล เราจงทราบชัด ข้อนี้เถิดว่าความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๑ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๒ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนมีอสัตบุรุษเป็นที่รัก ไม่กระทำสัตบุรุษให้เป็นที่รัก ชอบใจ ธรรมของอสัตบุรุษ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุ นั้นแล เราจงทราบข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๒ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๓ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนใดชอบนอน ชอบคุย ไม่หมั่น เกียจคร้าน โกรธง่าย ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้นแล เราจงทราบ ชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๓ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๔ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนใดสามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่า ผ่านวัย หนุ่มสาวไปแล้ว ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุ นั้นแล เราจงทราบชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๔ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๕ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนใดลวงสมณะพราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่นด้วยมุสาวาท ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้นแล เราจงทราบ ชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๕ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๖ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนมีทรัพย์มาก มีเงินทองของกิน กินของอร่อยแต่ผู้เดียว ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้นแล เราจงทราบ ชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๖ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๗ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนใดหยิ่งเพราะชาติ หยิ่งเพราะทรัพย์ และหยิ่งเพราะโคตร ย่อมดูหมิ่นญาติของตน ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะ เหตุนั้น เราจงทราบชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๗ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๘ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนใดเป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา และเป็นนักเลง การพนันผลาญทรัพย์ที่ตนหามาได้ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้นแล เราจงทราบชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อม นั้นเป็นที่ ๘ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๙ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนไม่สันโดษด้วยภริยาของตน ประทุษร้ายในภริยาของคนอื่น เหมือนประทุษร้ายในหญิงแพศยา ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้นแล เราจงทราบชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อม นั้นเป็นที่ ๙ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๑๐ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ ชายแก่ได้หญิงรุ่นสาวมาเป็นภริยา ย่อมนอนไม่หลับ เพราะ ความหึงหวงหญิงรุ่นสาวนั้น ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้น เราจงทราบชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้น เป็นที่ ๑๐ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๑๑ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ คนใดตั้งหญิงนักเลงสุรุ่ยสุร่าย หรือแม้ชาย เช่นนั้นไว้ในความ เป็นใหญ่ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม เพราะเหตุนั้น เราจงทราบชัดข้อนี้เถิดว่า ความเสื่อมนั้นเป็นที่ ๑๑ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกคนเสื่อมที่ ๑๒ อะไรเป็นทางของคนเสื่อม ฯ ก็บุคคลผู้เกิดในสกุลกษัตริย์ มีโภคทรัพย์น้อย มีความมักใหญ่ ปรารถนาราชสมบัติ ข้อนั้นเป็นทางของคนเสื่อม บัณฑิตผู้ถึง พร้อมด้วยความเห็นอันประเสริฐ พิจารณาเห็นคนเหล่านี้ เป็นผู้เสื่อมในโลก ท่านย่อมคบโลกที่เกษม (คนผู้เจริญ) ฯ จบปราภวสูตรที่ ๖