๑๐. อาฬวกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อาฬวกสูตร ว่าด้วยอาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เขตเมืองอาฬวี ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับกล่าวดังนี้ว่า “จงออกไป สมณะ” พระผู้มีพระภาคทรงรับคำว่า “ได้ท่าน” แล้วเสด็จออกไป อาฬวกยักษ์ กล่าวอีกว่า “จงเข้ามา สมณะ” พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอีกว่า “ได้ท่าน” แล้วเสด็จเข้าไป แม้ครั้งที่ ๒ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวกับพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “จงออกไป สมณะ” พระผู้มีพระภาคทรงรับคำว่า “ได้ท่าน” แล้วเสด็จออกไป อาฬวกยักษ์ กล่าวอีกว่า “จงเข้ามา สมณะ” พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอีกว่า “ได้ท่าน” แล้วเสด็จเข้าไป แม้ครั้งที่ ๓ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวกับพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “จงออกไป สมณะ” พระผู้มีพระภาคทรงรับคำว่า “ได้ท่าน” แล้วเสด็จออกไป อาฬวกยักษ์ กล่าวอีกว่า “จงเข้ามา สมณะ” พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอีกว่า “ได้ท่าน” แล้วเสด็จเข้าไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๐. อาฬวกสูตร แม้ครั้งที่ ๔ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวกับพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “จงออกไป สมณะ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เราจะไม่ออกไปอีกแล้ว ท่านจะทำอะไรก็เชิญเถิด” อาฬวกยักษ์กล่าวว่า “สมณะ ข้าพเจ้าจะขอตั้งปัญหาถามท่าน ถ้าท่านตอบ ข้าพเจ้าไม่ได้ ข้าพเจ้าจะควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้งเสีย จะขยี้หัวใจท่านให้แหลก สลาย หรือไม่ก็จะจับเท้าทั้งสองของท่านเหวี่ยงไปตกที่ฝั่งแม่น้ำคงคาฟากโน้น” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ยักษ์เอ๋ย เรายังไม่เห็นใครสักคนเลยในโลก พร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ มนุษย์ ผู้จะสามารถควักดวงจิตของเราออกโยนทิ้งเสีย จะขยี้หัวใจเราให้แหลกสลาย หรือไม่ก็จะจับเท้าทั้งสองของเราเหวี่ยงไปตกที่ฝั่งแม่น้ำคงคาฟากโน้นได้ เอาเถอะ เชิญท่านถามปัญหาตามที่ท่านสงสัยเถิด” ลำดับนั้น อาฬวกยักษ์ได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐสุดของคนในโลกนี้ อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสที่ดีกว่ารสทั้งหลาย บุคคลมีความเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์จึงกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่ประเสริฐสุดของคนในโลกนี้ ธรรม ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ สัจจะเท่านั้น เป็นรสที่ดีกว่ารสทั้งหลาย บุคคลมีความเป็นอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์จึงกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (สํ.ส.อ. ๑/๗๓/๙๔, ขุ.สุ.อ. ๑/๑๘๔/๒๖๒)@ มีความเป็นอยู่ด้วยปัญญา หมายถึงที่เป็นคฤหัสถ์ ก็ยินดีข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์ คือ ขยันทำการงาน@นับถือพระรัตนตรัย ให้ทาน รักษาศีล ๕ และศีล ๘ และที่เป็นบรรพชิตก็ยินดีข้อปฏิบัติสำหรับบรรพชิต@คือ รักษาศีลไม่ให้ขาด และเจริญภาวนา (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๘๔/๒๖๔) @ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๗๓/๘๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๐. อาฬวกสูตร
(อาฬวกยักษ์ถามดังนี้) คนจะข้ามโอฆะได้อย่างไร จะข้ามห้วงมหรรณพได้อย่างไร จะล่วงพ้นทุกข์ได้อย่างไร และจะบริสุทธิ์ได้อย่างไร
(พระผู้พระภาคตรัสตอบดังนี้) คนจะข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา จะข้ามห้วงมหรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท จะล่วงพ้นทุกข์ได้ด้วยความเพียร และจะบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
(อาฬวกยักษ์ถามดังนี้) คนทำอย่างไรจึงจะได้ปัญญา ทำอย่างไรจึงจะได้ทรัพย์ ทำอย่างไรจึงจะได้เกียรติ ทำอย่างไรจึงจะผูกใจหมู่มิตรไว้ได้ และทำอย่างไรเมื่อตายแล้วจะไม่เศร้าโศก
(พระผู้พระภาคตรัสตอบดังนี้) คนต้องการบรรลุนิพพาน เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระอรหันต์ ไม่ประมาท รู้จักพินิจพิจารณา ตั้งใจฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา
คนปฏิบัติตนตรงต่อเวลา เอาธุระ มีความขยันย่อมหาทรัพย์ได้ ย่อมได้เกียรติด้วยความสัตย์จริง ผู้ให้ย่อมผูกใจหมู่มิตรไว้ได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๐. อาฬวกสูตร
คนผู้อยู่ครองเรือน มีศรัทธา ประพฤติธรรม ๔ ประการนี้คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ และจาคะ ตายแล้วย่อมไม่เศร้าโศก
เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่นดูเถิดว่า ในโลกนี้ เหตุให้ได้เกียรติที่ยิ่งไปกว่าสัจจะก็ดี เหตุให้มีปัญญาที่ยิ่งไปกว่าทมะ ก็ดี เหตุให้ผูกมิตรสหายไว้ได้ที่ยิ่งไปกว่าจาคะก็ดี เหตุให้หาทรัพย์ได้ที่ยิ่งไปกว่าขันติ ก็ดี มีอยู่หรือไม่
(อาฬวกยักษ์กราบทูลดังนี้) วันนี้ ข้าพระองค์ได้ทราบชัดถึงประโยชน์ที่จะพึงได้ในโลกหน้าแล้ว ยังต้องถามสมณพราหมณ์เหล่าอื่นอีกทำไม
พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่เมืองอาฬวี เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์โดยแท้ ในวันนี้ข้าพระองค์ได้ทราบชัดถึงบุคคล ที่ใครๆ ถวายทานแล้วมีผลมาก
ข้าพระองค์นั้นขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีแล้ว เที่ยวประกาศธรรมไปทุกหนทุกแห่ง ตามหมู่บ้านหรือตามหัวเมืองน้อยใหญ่ อาฬวกสูตรที่ ๑๐ จบ @เชิงอรรถ : @ คำว่า “ธรรม” ในข้อ ๑๙๐ กับคำว่า “ทมะ” ในข้อ ๑๙๑ มีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึงปัญญา@ที่ได้จากการฟัง และปัญญานี้เองเป็นเหตุให้ได้ปัญญาที่เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ@(ขุ.สุ.อ. ๑/๑๙๐-๑๙๑/๒๖๗-๒๖๘) @ คำว่า “ธิติ” ในข้อ ๑๙๐ กับคำว่า “ขันติ” ในข้อ ๑๙๑ มีความหมายเดียวกัน คือ หมายถึงวิริยะ@(ความเพียร) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๙๑/๒๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๕}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส ทสมํ อาฬวกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อาฬวกสูตรที่ ๑๐
๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ อาฬวกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน ฯ อถ โข อาฬวโก ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา นิกฺขมิ ฯ ปวิส สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา ปาวิสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา นิกฺขมิ ฯ ปวิส สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา ปาวิสิ ฯ ตติยมฺปิ โข โส อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา นิกฺขมิ ฯ ปวิส สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา ปาวิสิ ฯ จตุตฺถมฺปิ โข อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ น ขฺวาหํ อาวุโส นิกฺขมิสฺสามิ ยนฺเต กรณียํ ตํ กโรหีติ ฯ ปญฺหนฺตํ สมณ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ เม น พฺยากริสฺสสิ จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ หทยํ วา เต ผาเลสฺสามิ ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิปิสฺสามีติ ฯ {๓๑๐.๑} น ขฺวาหนฺตํ ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย โย เม จิตฺตํ วา ขิเปยฺย หทยํ วา ผาเลยฺย ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิเปยฺย อปิ จ ตุวํ อาวุโส ปุจฺฉ ยทากงฺขสีติ ฯ อถ โข อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ใกล้เมืองอาฬวี ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า จงออกไปเถิดสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดีละท่าน แล้วได้เสด็จออกไป อาฬวกยักษ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า จงเข้ามาเถิดสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละท่าน แล้วได้เสด็จเข้าไป แม้ครั้งที่ ๒... แม้ครั้งที่ ๓ ... แม้ครั้งที่ ๔ อาฬวกยักษ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าจงออกไปเถิดสมณะ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรท่าน เราจักไม่ออกไปละท่านจงกระทำกิจที่ท่านจะพึงกระทำเถิด ฯ อา. ดูกรสมณะ ข้าพเจ้าจะถามปัญหากะท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่พยากรณ์แก่ข้าพเจ้าไซร้ ข้าพเจ้าจะควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้ง จักฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับที่เท้าทั้งสองของท่านแล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ฯ พ. เรายังไม่มองเห็นบุคคลผู้ที่จะพึงควักดวงจิตของเราออกโยนทิ้ง จะพึงฉีกหัวใจของเรา หรือจะพึงจับที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคาได้ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ดูกรท่าน ก็และท่านหวังจะถามปัญหาก็จงถามเถิด ฯ ลำดับนั้น อาฬวกยักษ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
|๓๑๑.๖๐๖| กึ สูธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ กึ สุ สุจิณฺณํ สุขมาวหาติ กึ สุ หเว สาธุตรํ รสานํ กถํชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ ฯ |๓๑๑.๖๐๗| สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ สจฺจํ หเว สาธุตรํ รสานํ ปญฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ ฯ |๓๑๑.๖๐๘| กถํ สุ ตรติ โอฆํ กถํ สุ ตรติ อณฺณวํ กถํ สุ ทุกฺขมจฺเจติ กถํ สุ ปริสุชฺฌติ ฯ |๓๑๑.๖๐๙| สทฺธาย ตรติ โอฆํ อปฺปมาเทน อณฺณวํ วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ ฯ |๓๑๑.๖๑๐| กถํ สุ ลภเต ปญฺญํ กถํ สุ วินฺทเต ธนํ กถํ สุ กิตฺตึ ปปฺโปติ กถํ มิตฺตานิ คนฺถติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ กถํ เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๑๑.๖๑๑| สทฺทหาโน อรหตํ ธมฺมํ นิพฺพานปตฺติยา สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺญํ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ |๓๑๑.๖๑๒| ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ ฯ |๓๑๑.๖๑๓| ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา สทฺธสฺส ฆรเมสิโน สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค ส เว เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๑๑.๖๑๔| อิงฺฆ อญฺเญปิ ปุจฺฉสฺสุ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชติ ฯ |๓๑๑.๖๑๕| กถํ นุทานิ ปุจฺเฉยฺยํ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ โยหํ อชฺช ปชานามิ โย อตฺโถ สมฺปรายิโก |๓๑๑.๖๑๖| อตฺถาย วต เม พุทฺโธ วาสายาฬวิมาคมา ฯ โยหํ อชฺช ปชานามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ |๓๑๑.๖๑๗| โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตนฺติ ฯ อาฬวกสุตฺตํ ทสมํ ฯ ------------
อะไรเล่าเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐที่สุดของบุรุษใน โลกนี้ อะไรเล่าที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ อะไรเล่าเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นัก ปราชญ์ทั้งหลาย ได้กล่าวชีวิตของบุคคลผู้เป็นอยู่อย่างไรว่า ประเสริฐที่สุด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์ เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐที่สุดของบุรุษใน โลกนี้ ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ สัจจะแลเป็นรสยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารสทั้งหลาย นัก ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของบุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประ เสริฐที่สุด ฯ บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้อย่างไร บุคคลย่อมข้ามอรรณพได้ อย่างไร บุคคลย่อมล่วงทุกข์ได้อย่างไร ย่อมบริสุทธิ์ได้ อย่างไร ฯ บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ย่อมข้ามอรรณพได้ ด้วยความไม่ประมาท ย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ย่อม บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ฯ บุคคลย่อมได้ปัญญาอย่างไร ย่อมหาทรัพย์ได้อย่างไร ย่อม ได้ชื่อเสียงอย่างไร ย่อมผูกมิตรทั้งหลายไว้ได้อย่างไร บุคคล ละจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกอย่างไร ฯ บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ทั้งหลาย เพื่อบรรลุนิพพาน เป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเป็นเครื่องสอดส่อง ฟังอยู่ด้วยดี ย่อมได้ปัญญา บุคคลผู้มีธุระ กระทำสมควร มีความหมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้ บุคคลย่อมได้ชื่อเสียงด้วยสัจจะ ผู้ให้ย่อม ผูกมิตรไว้ได้ ผู้ใดมีศรัทธาอยู่ครองเรือน มีธรรม ๔ ประการ นี้ คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ ผู้นั้นแลละจากโลกนี้ ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ถ้าว่าเหตุแห่งการได้ชื่อเสียงยิ่งไป กว่าสัจจะก็ดี เหตุแห่งการได้ปัญญายิ่งไปกว่าทมะก็ดี เหตุ แห่งการผูกมิตรยิ่งไปกว่าจาคะก็ดี เหตุแห่งการหาทรัพย์ ได้ยิ่งไปกว่าขันติก็ดี มีอยู่ในโลกนี้ไซร้ เชิญท่านถามสมณ- พราหมณ์เป็นอันมากแม้เหล่าอื่นดูเถิด ฯ บัดนี้ ข้าพระองค์จะพึงถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากทำไม เล่า วันนี้ ข้าพระองค์ทราบชัดประโยชน์อันเป็นไปในภพ หน้า พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่เมืองอาฬวีเพื่อประทับอยู่ เพื่อ ประโยชน์แก่ข้าพระองค์หนอ วันนี้ ข้าพระองค์ทราบชัด พระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ ที่บุคคลถวายทานแล้วเป็นทาน มีผลมาก ข้าพระองค์จักนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า และ ความที่พระธรรมเป็นธรรมดี เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง ฯ จบอาฬวกสูตรที่ ๑๐