๑๑. วิชยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๑. วิชยสูตร ๑๑. วิชยสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเอาชนะความสวยงามของร่างกาย (พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)
การที่คนเรายืน เดิน นั่ง หรือนอน คู้เข้าหรือเหยียดออก นี้จัดเป็นความเคลื่อนไหวของร่างกาย
ร่างกายนี้ประกอบด้วยกระดูกและเส้นเอ็น มีหนังและเนื้อฉาบทา ห่อหุ้มด้วยผิวหนัง ปุถุชนย่อมไม่พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง
ร่างกายนี้เต็มไปด้วยลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า ตับ มูตร หัวใจ ปอด ไต ม้าม
น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน
อนึ่ง ร่างกายนี้มีของไม่สะอาด ไหลออกทางทวารทั้ง ๙ เสมอ คือ มีขี้ตาไหลออกทางเบ้าตา มีขี้หูไหลออกทางรูหู
มีน้ำมูกไหลออกจากทางช่องจมูก บางคราวก็อาเจียน สำรอกน้ำดี ขากเสลดออกทางปาก มีหยาดเหงื่อออกตามขุมขน มีหนองฝีไหลออกตรงที่เป็นแผล @เชิงอรรถ : @ ร่างกายนี้ประกอบด้วยกระดูก ๓๐๐ ท่อน และเอ็น ๙๐๐ เส้น (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๙๖/๒๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. อุรควรรค] ๑๑. วิชยสูตร
อนึ่ง ร่างกายนี้มีศีรษะเป็นโพรง เต็มด้วยมันสมอง ซึ่งคนพาลถูกอวิชชาครอบงำ หลงเข้าใจว่าเป็นของสวยงาม
และเมื่อร่างกายนั้นตาย ขึ้นอืด มีสีเขียวคล้ำ ถูกทิ้งให้นอนอยู่ในป่าช้า หมู่ญาติต่างหมดความอาลัยไยดี
ร่างกายที่เปื่อยเน่านั้น สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า หมู่หนอน ฝูงกา ฝูงแร้งและสัตว์ที่กินซากศพอื่นๆ ย่อมรุมยื้อแย่งกันกิน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ฟังพุทธพจน์แล้วเกิดปัญญา ย่อมกำหนดรู้และพิจารณาเห็นร่างกายนั้น ตามความเป็นจริงทีเดียว
ร่างกายที่ตายแล้วนั้นได้เคยเป็นเหมือนร่างกายที่มีชีวิตนี้ และร่างกายที่มีชีวิตนี้ก็จะเป็นเหมือนร่างกายที่ตายแล้วนั้น ภิกษุจึงควรคลายความยินดีพอใจในร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปัญญา ไม่ยินดีด้วยฉันทราคะ ได้บรรลุนิพพานที่เป็นอมตะอันสงบ ดับ และไม่จุติ
ร่างกายนี้ มี ๒ เท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ ขับถ่ายของไม่สะอาด มีน้ำลายน้ำมูกเป็นต้นออกทางทวารทั้ง ๙ ขับเหงื่อไคลให้ไหลออกทางรูขุมขนนั้นๆ ต้องบำรุงรักษาอยู่เสมอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๑๒. มุนิสูตร
ด้วยร่างกายที่มีสภาพเช่นนี้ การที่บุคคลหลงเข้าใจผิดคิดเข้าข้างตนเอง และดูหมิ่นผู้อื่นนั้น จะมีประโยชน์อะไร นอกจากการไม่เห็นอริยสัจ วิชยสูตรที่ ๑๑ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส เอกาทสมํ วิชยสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต วิชยสูตรที่ ๑๑
|๓๑๒.๖๑๘| ๑๑ จรํ วา ยทิ วา ติฏฺฐํ นิสินฺโน อุท วา สยํ สมฺมิญฺเชติ ปสาเรติ เอสา กายสฺส อิญฺชนา ฯ |๓๑๒.๖๑๙| อฏฺฐินฺหารูหิ สํยุตฺโต ตจมํสาวเลปโน ฉวิยา กาโย ปฏิจฺฉนฺโน ยถาภูตํ น ทิสฺสติ |๓๑๒.๖๒๐| อนฺตปูโร อุทรปูโร ยกเปฬสฺส วตฺถิโน หทยสฺส ปปฺผาสสฺส วกฺกสฺส ปิหกสฺส จ |๓๑๒.๖๒๑| สิงฺฆาณิกาย เขลสฺส เสทสฺส จ เมทสฺส จ โลหิตสฺส ลสิกาย ปิตฺตสฺส จ วสาย จ ฯ |๓๑๒.๖๒๒| อถสฺส นวหิ โสเตหิ อสุจี สวติ สพฺพทา อกฺขิมฺหา อกฺขิคูถโก กณฺณมฺหา กณฺณคูถโก |๓๑๒.๖๒๓| สิงฺฆาณิกา จ นาสโต มุเขน วมเตกทา ปิตฺตํ เสมฺหํ จ วมติ กายมฺหา เสทชลฺลิกา ฯ |๓๑๒.๖๒๔| อถสฺส สุสิรํ สีสํ มตฺถลุงฺคสฺส ปูริตํ สุภโต นํ มญฺญติ พาโล อวิชฺชาย ปุรกฺขโต ฯ |๓๑๒.๖๒๕| ยทา จ โส มโต เสติ อุทฺธุมาโต วินีลโก อปวิฏฺโฐ สุสานสฺมึ อนเปกฺขา โหนฺติ ญาตโย ฯ |๓๑๒.๖๒๖| ขาทนฺติ นํ สุวาณา จ สิงฺคาลา จ วกา กิมี กากา คิชฺฌา จ ขาทนฺติ เย จญฺเญ สนฺติ ปาณิโน ฯ |๓๑๒.๖๒๗| สุตฺวาน พุทฺธวจนํ ภิกฺขุ ปญฺญาณวา อิธ โส โข นํ ปริชานาติ ยถาภูตญฺหิ ปสฺสติ ฯ |๓๑๒.๖๒๘| ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ กาเย ฉนฺทํ วิราชเย ฯ |๓๑๒.๖๒๙| ฉนฺทราควิรตฺโต โส ภิกฺขุ ปญฺญาณวา อิธ อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานปทมจฺจุตํ ฯ |๓๑๒.๖๓๐| ทิปาทโกยํ อสุจิ ทุคฺคนฺโธ ปริหีรติ นานากุณปปริปูโร วิสฺสวนฺโต ตโต ตโต ฯ |๓๑๒.๖๓๑| เอตาทิเสน กาเยน โย มญฺเญ อุณฺณเมตเว ปรํ วา อวชาเนยฺย กิมญฺญตฺร อทสฺสนาติ ฯ วิชยสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ -----------
ถ้าว่าบุคคลเที่ยวไป ยืนอยู่ นั่ง นอน คู้เข้าหรือเหยียดออก นั่นเป็นความเคลื่อนไหวของกาย กายประกอบแล้วด้วย กระดูกและเอ็นฉาบด้วยหนังและเนื้อ ปกปิดด้วยผิว เต็ม ด้วยไส้ อาหาร มีก้อนตับ มูตร หัวใจ ปอด ม้าม ไต น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน อันปุถุชนผู้เป็นพาล ย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริง อนึ่ง ของ อันไม่สะอาดย่อมไหลออกจากช่องทั้งเก้าของกายนี้ทุกเมื่อ คือ ขี้ตาจากตา ขี้หูจากหู และน้ำมูกจากจมูก บางคราวย่อม สำรอกออกจากปาก ดีและเสลดย่อมสำรอกออก เหงื่อและ หนองฝีซึมออกจากกาย อนึ่ง อวัยวะเบื้องสูงของกายนี้เป็น โพลง เต็มด้วยมันสมอง คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อม สำคัญกายนั้นโดยความเป็นของสวยงาม ก็เมื่อใด เขาตาย ขึ้นพอง มีสีเขียว ถูกทิ้งไว้ในป่า เมื่อนั้น ญาติทั้งหลาย ย่อมไม่ห่วงใย สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก หมาป่า หมู่หนอน กา แร้ง และสัตว์เหล่าอื่น ย่อมกัดกินกายนั้น ภิกษุ ในศาสนานี้ ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว มีความรู้ชัด เธอ ย่อมกำหนดรู้กายนี้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงทีเดียว สรีระ ที่มีวิญญาณนี้เหมือนสรีระที่ตายแล้วนั่น สรีระที่ตายแล้วนั้น เหมือนสรีระที่มีวิญญาณนี้ ภิกษุพึงคลายความพอใจในกาย เสียทั้งภายในและภายนอก ภิกษุนั้นมีความรู้ชัดในศาสนา นี้ ไม่ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ ได้บรรลุอมฤตบท สงบ ดับไม่จุติ กายนี้มีสองเท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น อันบุคคล บริหารอยู่ เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ ถ่ายของไม่สะอาด มีน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้นให้ไหลออกจากทวารทั้งเก้า และ ขับเหงื่อไคลให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ ผู้ใดพึงสำคัญเพื่อ ยกย่องตัวหรือพึงดูหมิ่นผู้อื่น จักมีอะไร นอกจากการไม่เห็น อริยสัจ ฯ จบวิชยสูตรที่ ๑๑