อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๐๕

๗. วสลสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๕–๓๐๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 27 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส สตฺตมํ วสลสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต วสลสูตรที่ ๗

ข้อ ๓๐๕

๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อคฺคิกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสเน อคฺคิ ปชฺชลิโต โหติ อาหุตี ปคฺคหิตา ฯ อถ โข ภควา สาวตฺถิยํ สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน อคฺคิกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ อเตฺรว มุณฺฑก อเตฺรว สมณก อเตฺรว วสลก ติฏฺฐาหีติ ฯ {๓๐๕.๑} เอวํ วุตฺเต ภควา อคฺคิกภารทฺวาชํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ ชานาสิ ปน ตฺวํ พฺราหฺมณ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเมติ ฯ น ขฺวาหํ โภ โคตม ชานามิ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเม สาธุ เม ภวํ โคตโม ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถาหํ ชาเนยฺยํ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเมติ ฯ เตน หิ พฺราหฺมณ สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ก่อไฟแล้วตกแต่งของที่ควรบูชา อยู่ในนิเวศน์ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก ในพระนครสาวัตถี เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอัคคิกภารทวาช-*พราหมณ์ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกลทีเดียวครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนโล้น หยุดอยู่ที่นั่นแหละสมณะ หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนถ่อย ฯ เมื่ออัคคิกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อย หรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยหรือ ฯ อ. ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อย ดีละ ขอท่านพระโคดมจงแสดงธรรมตามที่ข้าพเจ้าจะพึงรู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยเถิด ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระ-*คาถาประพันธ์นี้ว่า

ข้อ ๓๐๖

|๓๐๖.๕๓๙| โกธโน อุปนาหี จ ปาปมกฺขี จ โย นโร วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑ |๓๐๖.๕๔๐| เอกชํ วา ทฺวิชํ วาปิ โยธ ปาณํ วิหึสติ ยสฺส ปาเณ ทยา นตฺถิ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๒ |๓๐๖.๕๔๑| โย หนฺติ อุปรุนฺเธติ คามานิ นิคมานิ จ นิคฺคาหโก สมญฺญาโต ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๓ |๓๐๖.๕๔๒| คาเม วา ยทิ วารญฺเญ ยํ ปเรสํ มมายิตํ เถยฺยา อทินฺนํ อาเนติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๔ |๓๐๖.๕๔๓| โย หเว อิณมาทาย ภุญฺชมาโน ปลายติ น หิ เต อิณมตฺถีติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๕ |๓๐๖.๕๔๔| โย เว กิญฺจิกฺขกมฺยตา ปนฺถสฺมึ วชตํ ชนํ หนฺตา กิญฺจิกฺขมาเทติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๖ |๓๐๖.๕๔๕| โย อตฺตเหตุ ปรเหตุ ธนเหตุ จ โย นโร สกฺขิปุฏฺโฐ มุสา พฺรูติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๗ |๓๐๖.๕๔๖| โย ญาตีนํ สขีนํ วา ทาเรสุ ปฏิทิสฺสติ สหสา สมฺปิเยน วา ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๘ |๓๐๖.๕๔๗| โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ ปหุสนฺโต น ภรติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๙ |๓๐๖.๕๔๘| โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ภาตรํ ภคินึ สสุํ หนฺติ โรเสติ วาจาย ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๐ |๓๐๖.๕๔๙| โย อตฺถํ ปุจฺฉิโต สนฺโต อนตฺถมนุสาสติ ปฏิจฺฉนฺเนน มนฺเตติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๑ |๓๐๖.๕๕๐| โย กตฺวา ปาปกํ กมฺมํ มา มํ ชญฺญาติ อิจฺฉติ โย ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๒ |๓๐๖.๕๕๑| โย เว ปรกุลํ คนฺตฺวา ภุตฺวา จ สุจิโภชนํ อาคตํ นปฺปฏิปูเชติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๓ |๓๐๖.๕๕๒| โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา อญฺญํ วาปิ วนิพฺพกํ มุสาวาเทน วญฺเจติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๔ |๓๐๖.๕๕๓| โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต โรเสติ วาจา น จ เทติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๕ |๓๐๖.๕๕๔| อสตํ โยธ ปพฺรูติ โมเหน ปลิคุณฺฐิโต กิญฺจิกฺขํ นิชิคึสาโน ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๖ |๓๐๖.๕๕๕| โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ นิหีโน เสน มาเนน ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๗ |๓๐๖.๕๕๖| โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๘ |๓๐๖.๕๕๗| โย พุทฺธํ ปริภาสติ อถ วา ตสฺส สาวกํ ปริพฺพาชกํ คหฏฺฐํ วา ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๙ |๓๐๖.๕๕๘| โย เว อนรหํ สนฺโต อรหํ ปฏิชานติ โจโร สพฺรหฺมเก โลเก เอโส โข วสลาธโม ฯ ๒๐ |๓๐๖.๕๕๙| เอเต โข วสลา วุตฺตา มยา เย เต ปกาสิตา ฯ น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ |๓๐๖.๕๖๐| ตทมินาปิ ชานาถ ยถา เมทํ นิทสฺสนํ จณฺฑาลปุตฺโต โสปาโก มาตงฺโค อิติ วิสฺสุโต |๓๐๖.๕๖๑| โส ยสปฺปรมปฺปตฺโต มาตงฺโค ยํ สุทุลฺลภํ อาคญฺฉุํ ตสฺสุปฏฺฐานํ ขตฺติยา พฺราหฺมณา พหู ฯ |๓๐๖.๕๖๒| โส เทวยานํ อภิรุยฺห วิรชํ โส มหาปถํ กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อหุ ฯ น นํ ชาติ นิวาเรสิ พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ฯ |๓๐๖.๕๖๓| อชฺฌายิกกุเล ชาตา พฺราหฺมณา มนฺตพนฺธวา เต จ ปาเปสุ กมฺเมสุ อภิณฺหมุปทิสฺสเร |๓๐๖.๕๖๔| ทิฏฺเฐว ธมฺเม คารยฺหา สมฺปราเย จ ทุคฺคติ ฯ น เน ชาติ นิวาเรติ ทุคฺคจฺจา ครหาย วา ฯ |๓๐๖.๕๖๕| น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณติ ฯ

๑. คนมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่อย่างเลว มีทิฐิวิบัติ และ มีมายา พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ๒. คนผู้เบียดเบียนสัตว์ที่เกิดหนเดียว แม้หรือเกิดสองหน ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๓. คนเบียดเบียน เที่ยวปล้น มีชื่อเสียงว่า ฆ่าชาวบ้าน และชาวนิคม พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๔. คนลักทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหน ไม่ได้อนุญาตให้ ใน บ้านหรือในป่า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๕. คนที่กู้หนี้มาใช้แล้วกล่าวว่า หาได้เป็นหนี้ท่านไม่ หนี ไปเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๖. คนฆ่าคนเดินทาง ชิงเอาสิ่งของ เพราะอยากได้สิ่งของ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๗. คนถูกเขาถามเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุ แห่งตนก็ดี เพราะเหตุแห่งผู้อื่นก็ดี เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ก็ดี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๘. คนผู้ประพฤติล่วงเกิน ในภริยาของญาติก็ตาม ของ เพื่อนก็ตาม ด้วยข่มขืนหรือด้วยการร่วมรักกัน พึงรู้ว่าเป็น คนถ่อย ฯ ๙. คนผู้สามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่าผ่านวัย หนุ่มสาวไปแล้ว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๐. คนผู้ทุบตีด่าว่ามารดาบิดา พี่ชายพี่สาว พ่อตาแม่ยาย แม่ผัวหรือพ่อผัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๑. คนผู้ถูกถามถึงประโยชน์ บอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ พูดกลบเกลื่อนเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๒. คนทำกรรมชั่วแล้ว ปรารถนาว่าใครอย่าพึงรู้เรา ปกปิด ไว้ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๓. คนผู้ไปสู่สกุลอื่นแล้ว และบริโภคโภชนะที่สะอาด ย่อมไม่ตอบแทนเขาผู้มาสู่สกุลของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๔. คนผู้ลวงสมณะ พราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่น ด้วย มุสาวาท พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๕. เมื่อเวลาบริโภคอาหาร คนผู้ด่าสมณะหรือพราหมณ์ และไม่ให้โภชนะ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๖. คนในโลกนี้ ผู้อันโมหะครอบงำแล้ว ปรารถนา ของเล็กน้อย พูดอวดสิ่งที่ไม่มี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๗. คนเลวทราม ยกตนและดูหมิ่นผู้อื่น ด้วยมานะ ของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๘. คนฉุนเฉียว กระด้าง มีความปรารถนาลามก มี ความตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอาย ไม่สะดุ้งกลัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๙. คนติเตียนพระพุทธเจ้า หรือติเตียนบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์สาวกของพระพุทธเจ้า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๒๐. ผู้ใดแลไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญาณว่าเป็นพระ- อรหันต์ ผู้นั้นแลเป็นคนถ่อยต่ำช้า เป็นโจรในโลกพร้อม ทั้งพรหมโลก คนเหล่าใด เราประกาศแก่ท่านแล้ว คนเหล่านั้นนั่นแล เรากล่าวว่าเป็นคนถ่อย ฯ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ท่าน จงรู้ข้อนั้น ตามที่เราแสดงนี้ บุตรของคนจัณฑาลเลี้ยง ตัวเองได้ ปรากฏชื่อว่ามาตังคะ เป็นคนกินของที่ตนให้ สุกเอง เขาได้ยศอย่างสูงที่ได้แสนยาก กษัตริย์และ พราหมณ์เป็นอันมากได้มาสู่ที่บำรุงของเขา เขาขึ้นยานอัน ประเสริฐ ไปสู่หนทางใหญ่อันไม่มีฝุ่น เขาสำรอกกาม- ราคะเสียได้แล้ว เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก ชาติไม่ได้ ห้ามเขาให้เข้าถึงพรหมโลก พราหมณ์เกิดในสกุลผู้สาธยาย- มนต์ เป็นพวกร่ายมนต์ แต่พวกเขาปรากฏในบาปกรรม อยู่เนืองๆ พึงถูกติเตียนในปัจจุบันทีเดียว และภพหน้า ก็เป็นทุคติ ชาติห้ามกันพวกเขาจากทุคติหรือจากครหาไม่ได้ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ฯ

ข้อ ๓๐๗

เอวํ วุตฺเต อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ อเนกปริยาเยน โภตา โคตเมน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ วสลสุตฺตํ สตฺตมํ ฯ ---------

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบวสลสูตรที่ ๗

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗. วสลสูตร ว่าด้วยลักษณะคนเลว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครอง อันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ที่บ้าน อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ มีการจุดไฟเตรียมทำพิธีบูชาไฟ พระผู้มีพระภาคเสด็จ เที่ยวบิณฑบาตมาตามลำดับตรอก ในกรุงสาวัตถี จนเสด็จเข้าไปถึงนิเวศน์ของ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว จึงได้กล่าว ดังนี้ว่า “หยุดอยู่แค่นั้นแหละ คนหัวโล้น หยุดอยู่แค่นั้นแหละ สมณะ หยุดอยู่แค่นั้นแหละ คนเลว” เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “พราหมณ์ ท่านรู้จัก คนเลว หรือธรรมที่ทำให้เป็นคนเลวหรือไม่” @เชิงอรรถ : @ เหตุที่อัคคิกภารทวาชพราหมณ์พูดคำหยาบเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อว่าการเห็นสมณะในเวลาที่มีงานมงคล @ถือว่าเป็นอวมงคล และมีความเชื่อว่า คนที่มีศีรษะโล้น เป็นคนไม่บริสุทธิ์ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๑๖/๑๘๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๗. วสลสูตร อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ตอบว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนเลวหรือ ธรรมที่ทำให้เป็นคนเลว ดีละ ถ้าท่านพระโคดมรู้ ก็จงแสดงธรรมให้ข้าพเจ้ารู้จัก คนเลวหรือธรรมที่ทำให้เป็นคนเลวบ้าง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าว” อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า

ข้อ ๑๑๖

คนมักโกรธ ชอบผูกอาฆาต ชอบลบหลู่ดูหมิ่น เห็นผิดเป็นชอบ มีมายา พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๑๗

คนผู้ชอบเบียดเบียนสัตว์ทุกจำพวกในโลกนี้ ไม่มีความเอ็นดูในเพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่น พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๑๘

คนผู้ชอบทำลายชีวิตผู้อื่น เที่ยวปล้นสะดม ถูกประณามว่าเป็นโจรปล้นฆ่าชาวบ้านร้านตลาด พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๑๙

คนเที่ยวลักขโมยทรัพย์สินเงินทอง ที่เจ้าของหวงแหนไม่ได้ให้ ในบ้านหรือในป่าก็ตาม พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๐

คนกู้หนี้ยืมสินเขามาแล้ว ถูกทวงกลับกล่าวว่า ไม่ได้ยืม หลบหนีไปเสีย พึงทราบว่าเป็นคนเลว @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๕๐/๒๒๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๗. วสลสูตร

ข้อ ๑๒๑

คนดักฆ่าหรือทำร้ายคนเดินทาง ชิงเอาทรัพย์สมบัติ เพราะความอยากได้ทรัพย์สมบัติเพียงเล็กน้อยของเขา พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๒

คนถูกเขาอ้างเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ เพราะตนเป็นเหตุ เพราะผู้อื่นเป็นเหตุ หรือเพราะทรัพย์เป็นเหตุ พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๓

คนที่ประพฤติล่วงเกินภรรยาของญาติ หรือของเพื่อน จะด้วยการข่มขืนหรือด้วยความยินยอมกันก็ตาม พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๔

คนผู้สามารถเลี้ยงตนเองและผู้อื่นได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาของตน ผู้แก่ชรา ผ่านวัยหนุ่มวัยสาวแล้ว พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๕

คนผู้ทุบตี ดุด่ามารดาบิดา พี่น้อง พ่อตา แม่ยาย หรือพ่อผัว แม่ผัว พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๖

คนที่ถูกถามถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ กลับบอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือพูดกลบเกลื่อนบอกไม่ชัดเจน พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๗

คนทำบาปกรรมไว้แล้ว ปรารถนาว่า คนอื่นอย่าพึงรู้ว่าเราทำ ปกปิดการกระทำไว้ พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๒๘

คนไปบ้านผู้อื่น ถูกต้อนรับด้วยโภชนาหารอย่างดี แต่พอเขามาบ้านตนบ้าง กลับไม่ต้อนรับเขาเช่นนั้น พึงทราบว่าเป็นคนเลว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๗. วสลสูตร

ข้อ ๑๒๙

คนผู้กล่าวมุสาวาท หลอกลวงสมณะหรือพราหมณ์ หรือแม้กระทั่งวณิพกยาจกอื่นๆ พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๓๐

คนที่เมื่อสมณะหรือพราหมณ์มาบิณฑบาตแต่เช้า ไม่ถวายอาหารบิณฑบาต กลับด่าว่าขับไล่ พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๓๑

ในโลกนี้คนถูกโมหะครอบงำ อยากได้สิ่งของเล็กน้อยของผู้อื่น ก็พูดจาหลอกลวงเขาเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๓๒

คนผู้ชอบยกตน และดูหมิ่นคนอื่น ประพฤติเลวทราม เพราะความถือตัวจัดของตน พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๓๓

คนโหดร้าย มีจิตใจคับแคบ ปรารถนาชั่ว มีความตระหนี่ โอ้อวด ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๓๔

คนกล่าวร้ายพระพุทธเจ้าหรือพระสาวก ของพระพุทธเจ้าที่เป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ พึงทราบว่าเป็นคนเลว

ข้อ ๑๓๕

คนไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นดุจโจรในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก พึงทราบว่าเป็นคนเลวทรามต่ำช้าที่สุด

ข้อ ๑๓๖

คนที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้ เราเรียกว่าเป็นคนเลว คนจะชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๗. วสลสูตร แต่ชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม

ข้อ ๑๓๗

ท่านจงรู้ข้อนั้นตามที่เราแสดงนี้ คือ บุตรคนจัณฑาลผู้ปรากฏชื่อว่ามาตังคะ ผู้ปิ้งสุนัขรับประทาน

ข้อ ๑๓๘

ต่อมา นายมาตังคะได้รับยศศักดิ์ใหญ่ซึ่งได้แสนยาก ทั้งกษัตริย์และพราหมณ์จำนวนมาก ต่างมาสู่ที่บำรุงของเขา

ข้อ ๑๓๙

เขาขึ้นยานอันประเสริฐ ไปตามทางใหญ่ ที่ไม่มีฝุ่นละออง ละกามราคะได้แล้ว ไปเกิดในพรหมโลก ชาติกำเนิดห้ามเขาไม่ให้ไปเกิดในพรหมโลกไม่ได้

ข้อ ๑๔๐

พวกพราหมณ์ที่เกิดในตระกูลสาธยายมนตร์ มีหน้าที่ร่ายมนตร์ แต่ปรากฏว่าพวกเขาทำบาปกรรมอยู่เป็นประจำ

ข้อ ๑๔๑

พราหมณ์พวกนั้นถูกตำหนิในชาติปัจจุบันตายแล้วก็ต้องไปทุคติ ชาติกำเนิดห้ามพวกเขาจากทุคติหรือจากการติเตียนไม่ได้

ข้อ ๑๔๒

คนจะชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้ แต่ชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะกรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่าน@เชิงอรรถ : @ ยานอันประเสริฐ ในที่นี้หมายถึงสมาบัติ ๘ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๓๙/๑๙๒) @ ไปตามทางใหญ่ หมายถึงเป็นผู้ปฏิบัติตามทางที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นดำเนินไปแล้ว (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๓๙/๑๙๒)@ ฝุ่นละออง หมายถึงกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๓๙/๑๙๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๑. อุรควรรค] ๘. เมตตสูตร พระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด โดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมพร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”วสลสูตรที่ ๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอัคคิกภารทวาชสูตร

บาลีเป็น วสลสูตร

อัคคิกภารทวาชสูตรเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้ :-

สูตรนั้นเรียกว่า วสลสูตร ดังนี้ก็มี มีอุบัติอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ในเวลาเสร็จภัตกิจเป็นต้นโดยนัยที่กล่าวแล้วในกสิภารทวาชสูตรนั่นแล ทรงเห็นอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งสรณะและสิกขาบท ทรงทราบว่า เมื่อเราไปในที่นั้นแล้ว การสนทนาก็จักเป็นไป ต่อแต่นั้น ในที่สุดแห่งการสนทนาพราหมณ์นั่นฟังธรรมเทศนาแล้ว จักถึงสรณะสมาทานสิกขาบททั้งหลาย และได้เสด็จไปในนิเวศน์ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์นั้นเมื่อการสนทนาเป็นไปแล้ว พราหมณ์ได้ทูลขอให้ทรงแสดงธรรม จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาไว้ในมงคลสูตร.

บทว่า อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ เป็นต้น ผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกสิภารทวาชสูตรนั่นแล.

ในคำว่า เตน โข ปน สมเยน อคฺคิกภารทวาชสฺส นั้น คำใดๆ ที่ไม่เคยกล่าว ข้าพเจ้าจักพรรณนาคำนั้นๆ นั่นเทียว คือ ก็พราหมณ์นั้นย่อมบูชา คือบำเรอไฟ เพราะกระทำอย่างนี้จึงปรากฏ โดยชื่อว่า อัคคิกะ ปรากฏโดยโคตรว่า ภารทวาชะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อัคคิกภารทวาชะ.

บทว่า นิเวสเน คือ ใกล้เรือน. ได้ยินว่า ใกล้ประตูนิเวศน์ของพราหมณ์นั้น มีโรงบูชาไฟอยู่ที่ระหว่างถนน. แต่นั้น เมื่อควรจะกล่าวว่า นิเวสนทฺวาเร จึงกล่าวว่า นิเวสเน เพราะบทแม้นั้นนับเนื่องในนิเวศน์นั่นแล. หรือบทว่า นิเวสเน เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าใกล้. อธิบายว่า ใกล้นิเวศน์.

บทว่า อคฺคิ ปชฺชลิโต โหติ ความว่า ไฟตั้งอยู่ในเตาไฟได้เชื้อและลมพัดในเตาที่ทำด้วยไม้ หรือในที่ใกล้ ก็ลุกโพลงมีกลุ่มเปลวไฟพุ่งขึ้นข้างบน.

บทว่า อาหุตี ปคฺคหิตา ความว่า พราหมณ์อาบน้ำชำระศีรษะแล้ว ตกแต่งข้าวปายาส เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น ด้วยสักการะใหญ่. ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งควรบูชาไฟ สิ่งนั้นเรียกว่า อาหุตี.

บทว่า สปทานํ ได้แก่ ตามลำดับเรือน.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตแวะไปในตระกูลสูงและตระกูลต่ำ เพื่อประโยชน์แก่การอนุเคราะห์ชนทั้งปวง และด้วยความสันโดษในอาหาร ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระองค์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก.

ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุอะไร พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยอาการทั้งปวง ทรงน่าเลื่อมใสรอบด้าน จิตจึงไม่เลื่อมใส และเพราะเหตุไร พราหมณ์จึงพูดคำหยาบกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่า?

ตอบว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นี้มีความเห็นอย่างนี้ว่า การเห็นสมณะในมงคลกิจทั้งหลายเป็นอวมงคล แต่นั้นก็รู้ว่า สมณะโล้นผู้กาลกรรณีเข้ามาสู่เรือนของเรา ในเวลามหาพรหมบริโภค จึงไม่ยังจิตให้เลื่อมใส ถึงอำนาจแห่งการด่าทีเดียว และเมื่อด่าแล้ว ก็เสียใจ จึงเปล่งวาจาอันไม่พอใจว่า จงหยุดอยู่ที่นั้นแหละ คนโล้น ดังนี้เป็นต้น.

และเพราะแม้ในที่นั้น พราหมณ์ทั้งหลายมีความเห็นว่าคนโล้นเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เมื่อรังเกียจว่าคนโล้นไม่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นผู้อันเทพและพราหมณ์ไม่บูชา จึงทูลว่า แน่ะคนโล้น. หรือรังเกียจอยู่ว่า สมณะนั้นเป็นคนเดน เพราะมีศีรษะโล้น จึงไม่ควรมาสู่ประเทศนี้ และรังเกียจความเป็นสมณะว่า แม้เป็นสมณะก็ไม่สรรเสริญความเศร้าหมองทางกายเช่นนี้ จึงทูลว่า แน่ะสมณะ.

พราหมณ์นี้จะพูดด้วยอำนาจแห่งการด่าอย่างเดียวก็หาไม่ ยังรังเกียจอยู่ว่า คนถ่อยบวชแล้วปลื้มใจด้วยการทำการบริโภคร่วมกันกับคนถ่อยเหล่านั้น สมณะนี้เลวยิ่งกว่าแม้คนถ่อย จึงทูลว่า แน่ะคนถ่อย หรือแม้สำคัญอยู่ว่า บาปย่อมมีแก่พวกคนถ่อยด้วยการดูการบูชาและการฟังมนต์ จึงทูลอย่างนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ถูกพราหมณ์กราบทูลแล้วอย่างนั้น เมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์มีพระคุณไม่ทั่วไปเป็นต้นกับสัตว์ทั้งปวง ด้วยสีพระพักตร์อันผ่องใสทีเดียว ด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะด้วยพระหฤทัยเต็มเปี่ยมด้วยความอนุเคราะห์และเยือกเย็นบนพราหมณ์ จึงตรัสว่า ชานาสิ ปน ตฺวํ พฺรหฺมณ แปลว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อยหรือ?

ลำดับนั้น พราหมณ์รู้ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระพักตร์ผ่องใส และพระหฤทัยสม่ำเสมอเป็นต้น ฟังพระสุรเสียงไพเราะ ซึ่งทรงเปล่งด้วยพระหฤทัยอนุเคราะห์และเย็นสนิท ก็มีหัวใจอันน้ำอมฤตนั่นเทียวรดแล้ว มีใจเป็นของตน มีอินทรีย์ผ่องใส ละมานะเสียได้ ละคำพูดที่ไม่ควรพูด อันเช่นกับอสรพิษซึ่งมีชาตินั้นๆ เป็นสภาพ สำคัญอยู่ว่า ไฉนหนอ เราจึงพูดถึงชาติเลวว่าเป็นคนถ่อยโดยปรมัตถ์เขาหาใช่เป็นคนถ่อยไม่ และความที่ชาติเลวก็หามีไม่ มีแต่ธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อย จึงกราบทูลว่า น โข อหํ โภ โคตม แปลว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนถ่อย.

ก็ข้อที่บุคคลถึงพร้อมด้วยเหตุ แม้จะเป็นคนหยาบคาย เพราะไม่ได้ปัจจัย แต่พอได้ปัจจัย ก็จะเป็นคนละมุนละม่อมนั่นเป็นธรรมดา.

[สาธุศัพท์]

บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า สาธุ นี้ย่อมปรากฎในอรรถทั้งหลายเป็นต้นว่า

๑. อายาจนะ การขอร้อง

๒. สัมปฏิจฉนะ การยอมรับ

๓. สัมปหังสนะ ความร่าเริง

๔. สุนทร ดี

๕. ทัฬหิกรรม การทำให้มั่นคง.

ก็สาธุศัพท์ปรากฏในการขอร้อง ดุจในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ.

ปรากฎในการยอมรับ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา แปลว่า ภิกษุนั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดีละ พระเจ้าข้า.

ปรากฏในความร่าเริง ดุจในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ดีละ ดีแล้ว สารีบุตร.

ปรากฎในอรรถว่าดี ดุจในประโยคมีอาทิว่า

สาธุ ธมฺมรุจี ราชา สาธุ ปญฺญาณวา นโร สาธุ มิตฺตานมทฺทุพฺโภ ปาปสฺสากรณํ สุขํ พระราชาทรงชอบพระธรรมเป็นคนดี

คนมีปัญญาเป็นเครื่องปรากฎเป็นคนดี

คนไม่ประทุษร้ายมิตรทั้งหลายเป็นคนดี

การไม่ทำบาปเป็นเหตุแห่งความสุข.

ปรากฏในการทำให้มั่นคง ดุจในประโยคมีอาทิว่า สาธุกํ สุณาถ มนสิกโรถ ตถา เต ภาสิสฺสามิ ยถา ตฺวํ ชานิสฺสสิ แปลว่า ท่านจงฟังให้ดี จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวแก่ท่านโดยประการที่ท่านจักรู้ได้.

แต่ในที่นี้ สาธุศัพท์ปรากฎในการขอร้อง.

บทว่า เตนหิ เป็นการแสดงขยายอธิบายการขอร้องนั้น. มีอธิบายว่า ถ้าท่านประสงค์จะรู้ หรือเป็นการพูดถึงเหตุ. พึงทราบการเชื่อมบทนั้นเข้ากับบทอื่นอย่างนี้ว่า เพราะท่านต้องการจะรู้ เพราะฉะนั้น พราหมณ์ ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวแก่ท่านโดยประการที่ท่านจักรู้ ดังนี้.

ก็ในบทเหล่านั้น บทว่า สุณาหิ เป็นการห้ามถึงความฟุ้งซ่านแห่งโสตินทรีย์.

บทว่า สาธุกํ มนสิกโรหิ เป็นการห้ามความฟุ้งซ่านแห่งมนินทรีย์ เพราะประกอบการทำให้มั่นคงในมนสิการ.

ก็ในคำทั้งสองนั้นคำต้น เป็นการห้ามถึงการยึดถือพยัญชนะอย่างผิดๆ คำหลังเป็นการห้ามถึงการยึดถืออรรถอย่างผิดๆ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบพราหมณ์ไว้ในการฟังธรรมด้วยคำต้น ทรงประกอบไว้ในกรรมทั้งหลายมีการทรงไว้และการพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายที่ฟังแล้วด้วยคำหลัง.

และด้วยคำต้น ทรงแสดงว่า ธรรมนี้มีพยัญชนะ เพราะฉะนั้น ท่านพึงฟัง. ด้วยคำหลัง ทรงแสดงว่า ธรรมนี้มีอรรถ เพราะฉะนั้น ท่านพึงมนสิการ.

อีกอย่างหนึ่ง ทรงประกอบสาธุกบทเข้ากับบททั้งสอง เมื่อทรงแสดงอรรถนั้นว่า เพราะธรรมนี้ ลึกโดยธรรมและลึกโดยเทศนาเพราะฉะนั้น ท่านจงฟังให้ดี เพราะเป็นธรรมลึกโดยอรรถและลึกโดยปฏิเวธ เพราะฉะนั้น ท่านจงสนใจให้ดี ดังนี้ จึงตรัสว่า สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิแต่นั้น ทรงปลอบพราหมณ์นั้นผู้ดุจท้อแท้อยู่ว่า เราจักได้ที่พึ่งในธรรมอันลึกซึ้งอย่างนี้อย่างไร จึงตรัสว่า ภาสิสฺสามิ ดังนี้.

ในคำนั้น พึงทราบความขวนขวายอย่างนี้ว่า ท่านจักรู้โดยประการใด เราจักกล่าวโดยนัยอันตื้นด้วยบทและพยัญชนะอันกลมกล่อมโดยประการนั้น.

ต่อจากนั้น อัคคิกภารทวาชพราหมณ์เป็นผู้มีความขวนขวายแล้ว จึงทูลรับ.

มีอธิบายว่า รับแล้ว คือรับเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า หรือมุ่งหน้าฟังด้วยการปฏิบัติตามธรรมที่ทรงแสดง.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ คือตรัสบอกคำนี้แก่พราหมณ์นั้น. บทมีอย่างนี้ว่า โกธโน อุปนาหี เป็นต้น ตรัสหมายถึงธรรมที่พึงตรัสบอกในบัดนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธโน ได้แก่ ผู้โกรธเป็นปกติ.

บทว่า อุปนาหี ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความโกรธ โดยทำความโกรธนั้นนั่นแลให้มั่นคง. คนใดย่อมล้าง ย่อมลบคุณทั้งหลายของคนอื่นทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น คนนั้นชื่อว่า มกฺขี ผู้ลบหลู่. คนนั้นเลวด้วย ลบหลู่ด้วย ชื่อว่า ปาปมกฺขี ผู้ลบหลู่อย่างเลว.

บทว่า วิปนฺนทิฏฺฐิ ได้แก่ ผู้มีสัมมาทิฏฐิพินาศแล้ว หรือผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ อย่างอันวิบัติ คือผิดรูปแล้ว.

บทว่า มายาวี ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยมายามีการปกปิดโทษอันมีอยู่ในตน.

บทว่า ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ความว่า ท่านจงรู้บุคคลนั้น คือเห็นปานนั้นว่า เป็นคนถ่อย เพราะหลั่งออก เพราะไหลออกและเพราะซ่านไปแห่งธรรมเลวเหล่านั้น. ด้วยว่าธรรมอันเลวทั้งหมดเกิดแล้วในกระหม่อมของพราหมณ์. จริงอยู่ พราหมณ์นี้โดยปรมัตถ์เป็นคนถ่อยทีเดียว หาได้เรียกบุคคลอื่น สักว่าความพอใจแห่งหฤทัยของตนไม่.

ในคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการข่มความโกรธของพราหมณ์นั้นด้วยบทต้นเท่านั้นด้วยประการฉะนี้แล้ว และเมื่อจะทรงแสดงธรรมมีความโกรธเป็นต้น ด้วยบุคลาธิษฐานว่า บุคคลเลวมีความโกรธเป็นธรรมดา จึงทรงแสดงคนถ่อยและธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นคนถ่อย ด้วยปริยายหนึ่งก่อนและเมื่อทรงแสดงอย่างนั้น ไม่ทรงทำการข่มคนอื่น และไม่ยกพระองค์ว่า ท่าน เรา ทรงตั้งพราหมณ์นั้นในความเป็นคนถ่อย และพระองค์ในความเป็นพราหมณ์ด้วยธรรมนั่นเอง คือด้วยความถูกต้องสม่ำเสมอ.

บัดนี้ เมื่อจะทรงปฏิเสธทิฏฐิของพราหมณ์ทั้งหลายว่า บุคคลแม้ทำอยู่ซึ่งปาณาติบาต และอทินนาทานเป็นต้น ในกาลบางคราวก็ยังเป็นพราหมณ์อยู่นั่นเอง และเมื่อจะทรงแสดงโทษในทิฏฐินั้นว่าก็สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดประกอบด้วยอกุศลธรรมเหล่านั้นๆ ในบรรดาอกุศลธรรมมีความเบียดเบียนเป็นต้น เมื่อไม่เห็นโทษ ย่อมยึดถือธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่านั้นเลวสำหรับสัตว์เหล่านั้น จึงเป็นธรรมทำให้เป็นคนถ่อยจึงได้ตรัสคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า เอกชํ วา ทฺวิชํ วา เพื่อทรงแสดงคนถ่อย และธรรมทั้งหลายอันทำให้เป็นคนถ่อย โดยปริยายทั้งหลายแม้อื่นอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกชํ ได้แก่ สัตว์ที่เกิดในกำเนิดที่เหลือเว้นสัตว์ที่เกิดในไข่. ก็สัตว์ที่เกิดในกำเนิดนั้น ย่อมเกิดครั้งเดียวเท่านั้น.

บทว่า ทฺวิโช ได้แก่ สัตว์เกิดในไข่.

จริงอยู่ สัตว์เกิดในไข่นั้นย่อมเกิดสองครั้ง คือ จากท้องแม่ครั้ง ๑ จากกระเปาะฟองไข่ครั้ง ๑. ซึ่งสัตว์ที่เกิดหนเดียว แม้หรือเกิดสองหนนั้น.

บทว่า โยธ ปาณํ ความว่า คนใดในโลกนี้เบียดเบียนสัตว์.

บทว่า วิหึสติ ความว่า ปลงจากชีวิตด้วยประโยคที่ตั้งขึ้นจากเจตนาที่เป็นไปทางกายทวาร หรือที่ตั้งขึ้นจากเจตนาที่เป็นไปทางวจีทวาร. บาลีว่า ย่อมเบียดเบียนทั้งหลาย ดังนี้ก็มี.

นักศึกษาพึงทราบความสัมพันธ์ในบทนั้นอย่างนี้ว่า คนใดในโลกนี้ย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายมีประเภทอย่างนี้ คือสัตว์ที่เกิดหนเดียว หรือเกิดสองหน. ตรัสความไม่มีความเอ็นดูด้วยใจ ด้วยบทนี้ว่า ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์.

บทที่เหลือในคาถานี้ และในคาถาทั้งหลายนอกจากนี้ มีนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.

เพราะข้าพเจ้าจะไม่กล่าวบทแม้มีประมาณเท่านี้ ต่อนี้ไปจะเลี่ยงบททั้งหลายที่มีเนื้อความง่าย จักกระทำการพรรณนาบทที่ยังไม่พรรณนาเท่านั้นแล.

บทว่า หนฺติ คือ ย่อมฆ่า ย่อมให้พินาศ.

บทว่า อุปรนฺเธติ คือ ใช้พรรคพวกยืนแวดล้อมไว้.

บทว่า นครานิ แม้ดังนี้ พึงกล่าวด้วย จศัพท์ในบทนี้ว่า คามานิ นิคมานิ จ. ด้วยการฆ่าและการปล้นนี้ว่า นิคฺคาหโก สมญฺญาโต มีชื่อเสียงอันบุคคลรู้แล้วในโลกว่า ฆ่าชาวบ้าน ชาวนิคม และชาวนคร.

บทว่า คาเม ยทิ วารญฺเญ ความว่า บ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดี ทั้งหมดพร้อมอุปจาร ชื่อว่าบ้าน. ในคาถานี้ เว้นบ้านนั้น ที่เหลือชื่อว่าป่า. ทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหน ที่สัตว์อื่นคุ้มครองยังไม่บริจาค จะเป็นสัตว์ก็ตาม เป็นสังขารก็ตาม ในบ้านหรือในป่านั้น.

บทว่า เถยฺยา อทินฺนํ อาทิยติ ความว่า ลักทรัพย์ที่ผู้อื่นเหล่านั้นไม่ได้ให้ ไม่ได้อนุญาต ด้วยไถยจิต คือยังการถือเอาของตนให้สำเร็จด้วยประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยอวหารอย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า อิณมาทาย ความว่า คนที่วางหลักทรัพย์บางอย่างของตน แล้วกู้หนี้มาใช้ ด้วยการวางหลักทรัพย์ หรือไม่วางหลักทรัพย์บางอย่างกู้หนี้มาใช้ ด้วยการให้ดอกเบี้ยว่า ข้าพเจ้าจักให้ดอกเบี้ยประมาณเท่านี้ โดยกาลประมาณเท่านี้ หรือด้วยทำสัญญาว่า กำไรใดจักมีแต่ทรัพย์นี้ กำไรนั้นจักเป็นต้นทุนของเรา หรือของท่านด้วย หรือว่า กำไรต้องแบ่งกันทั้งสองฝ่าย หนีไปเสีย.

บทว่า น หิ เต อิมมตฺถิ ความว่า ผู้อันเจ้าหนี้นั้นทวงอยู่ว่า ท่านจงให้หนี้แก่ข้าพเจ้า ทั้งที่อยู่ในเรือน ด้วยการพูดอย่างนี้ว่า หนี้ของท่านไม่มีเลย ใครเป็นพยานว่าข้าพเจ้ากู้หนี้ท่าน ชื่อว่าหนีไปเสีย

บทว่า กิญฺจิกฺขกมฺยตา ความว่า เพราะต้องการทรัพย์บางอย่างเท่านั้น แม้มีประมาณน้อย.

บทว่า ปนฺถสฺมึ วชตํ ชนํ ความว่า สตรีหรือบุรุษ คนใดคนหนึ่ง ผู้กำลังเดินทาง.

บทว่า หนฺตา กิญฺจิกฺขมาเทติ ความว่า ฆ่าแล้ว หรือทุบตีแล้ว ชิงเอาของนั้น.

บทว่า อตฺตเหตุ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งชีวิตของตน. เพราะเหตุแห่งผู้อื่นก็เหมือนกัน.

บทว่า ธนเหตุ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ทรัพย์ของตน หรือทรัพย์ของผู้อื่น. จ อักษรในบททั้งปวงมีการกำหนดเป็นอรรถ.

บทว่า สกฺขิปุฏฺโฐ ความว่า ถูกถามว่า ท่านรู้สิ่งใด จงกล่าวสิ่งนั้น.

บทว่า มุสา พฺรูหิ ความว่า เมื่อรู้ก็พูดว่าไม่รู้ หรือเมื่อไม่รู้ก็พูดว่ารู้ คือย่อมทำผู้เป็นเจ้าของมิให้เป็นเจ้าของ ทำผู้ไม่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ.

บทว่า ญาตีนํ ได้แก่ ผู้เป็นเครือญาติ.

บทว่า สขี นํ ได้แก่ ผู้เป็นสหาย.

บทว่า ทาเรสุ ได้แก่ ในภรรยาทั้งหลายที่คนอื่นคุ้มครอง.

บทว่า ปฏิทิสฺสติ ความว่า ย่อมปรากฏโดยปฏิกูล. อธิบายว่า ปรากฏว่าประพฤติล่วงเกิน.

บทว่า สหสา ได้แก่ หญิงไม่ต้องการโดยพลการ.

บทว่า สมฺปิเยน ความว่า ผู้อันภรรยาเหล่านั้นของคนเหล่านั้นต้องการ และตนเองก็ต้องการ. มีอธิบายว่า แม้ด้วยอำนาจแห่งความรักใคร่ของบุคคลทั้งสอง.

บทว่า มาตรํ วา ปิตรํ วา ความว่า แม้ผู้เป็นที่ตั้งแห่งเมตตาอย่างนี้.

บทว่า ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ ความว่า แม้ผู้เป็นที่ตั้งแห่งกรุณาอย่างนี้.

บทว่า ปหุสนฺโต ความว่า แม้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยประโยชน์ ถึงพร้อมด้วยอุปกรณ์ ก็ไม่เลี้ยง คือไม่เลี้ยงดู.

บทว่า สสุํ ได้แก่ แม่ผัว.

บทว่า หนฺติ ความว่า ประหารด้วยฝ่ามือด้วยก้อนดิน หรือด้วยวัตถุอื่นบางอย่าง. ด่า คือยังความโกรธให้เกิดแก่บุคคลนั้นด้วยวาจา คือด้วยคำหยาบ.

บทว่า อตฺถํ ได้แก่ ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาสันทิฏฐิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์.

บทว่า ปุจฺฉิโต สนฺโต ความว่า ถูกถามแล้ว.

บทว่า อนตฺถมนุสาสติ ความว่า ย่อมบอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลนั่นเทียวแก่เขา.

บทว่า ปฏิจฺฉนฺเนน มนฺเตติ ความว่า และปรมัตถประโยชน์. ก็ย่อมบอกด้วยคำปกปิดด้วยบทพยัญชนะที่ไม่ปรากฏโดยที่บุคคลนั้นไม่รู้ หรือย่อมปกปิดสิ่งที่มีเงื่อนงำ บอกสิ่งที่ไม่มีเงื่อนงำเท่านั้น.

บทว่า โย กตฺวา ความว่า ความปรารถนาลามกในส่วนเบื้องต้นแห่งมายาได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถา มาแล้วอย่างนี้ว่า คนบางคนในโลกนี้ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมปกปิดความปรารถนาอันลามก เพราะเหตุปกปิดทุจริตนั้น คือย่อมปรารถนาว่า ขอคนอื่นอย่าพึงรู้เรา มีการงานปกปิด ด้วยการกระทำโดยประการที่คนอื่นทั้งหลายไม่รู้ และด้วยการไม่เปิดเผยการงานที่ทำแล้วว่า การงานของเขาปกปิด.

บทว่า ปรกุลํ ได้แก่ ตระกูลญาติ หรือตระกูลมิตร.

บทว่า อาคตํ ความว่า ย่อมไม่ตอบแทนเขาผู้มาแล้วสู่เรือนตน ผู้ซึ่งตนเคยได้บริโภคอาหารมาแล้ว ด้วยวัตถุทั้งหลายมีน้ำและโภชนะเป็นต้น. อธิบายว่า ย่อมไม่ให้ หรือให้แต่อาหารที่เลว.

บทว่า โย พฺราหฺมณํ วา มีนัยที่กล่าวไว้แล้วในปราภวสูตรนั้นแล.

บทว่า ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต ความว่า เกิดแล้ว ปรากฏแล้วในกาลแห่งโภชนะ.บาลีว่า ปรากฎแล้วดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ผู้มาแล้วในกาลแห่งภัตรแต่เช้า.

บทว่า โรเสติ วาจา น จ เทติ อธิบายว่า คนคิดว่า สมณะหรือพราหมณ์นี้ใคร่ประโยชน์แก่เรา ไม่มาเพื่อให้เราทำบุญโดยพลการ ย่อมด่าด้วยคำหยาบที่ไม่สมควร โดยที่สุด ย่อมไม่ให้แม้สักว่าพบหน้าสมณะหรือพราหมณ์นั้น จะป่วยกล่าวไปไยถึงการให้โภชนะเล่า.

บทว่า อสตํ โยธ ปพฺรูติ ความว่า คนในโลกนี้พูดคำที่ไม่มีโดยประการใดที่นิมิตทั้งหลายปรากฎว่า สิ่งนี้และสิ่งนี้จักมีแก่ท่านในวันชื่อโน้น. บาลีว่า อสนฺติ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เรื่องไม่จริง.

บทว่า ปพฺรูติ ความว่า ย่อมพูด เหมือนนักเลงลวงภรรยาของคนอื่น หรือทาสีของคนอื่นว่า ในบ้านชื่อโน้น ข้าพเจ้ามีสมบัติประจำเรือนเช่นนี้ จงมา จงไปในบ้านนั้นด้วยกัน ท่านจักเป็นแม่เรือนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักให้สมบัตินี้แก่ท่าน.

บทว่า นิชิคึสาโน ความว่า ต้องการอยู่ คือแสวงหาอยู่. อธิบายว่า ผู้ประสงค์จะลวงเขาแล้ว ถือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งหนีไปเสีย.

บทว่า โย จตฺตานํ ความว่า ก็คนใดยกตน.

บทว่า สมุกฺกํเส ความว่า ย่อมยกตนด้วยมานะทั้งหลายมีชาติเป็นต้น คือตั้งตนไว้ในฐานะสูง.

บทว่า ปเร จ มวชานติ ความว่า ย่อมดูหมิ่นคนเหล่าอื่น คือทำให้ต่ำด้วยมานะทั้งหลายมีชาติเป็นต้นเหล่านั้น. มอักษรกระทำการเชื่อมบท.

บทว่า นิหีโน ความว่า ผู้เสื่อมจากคุณวุฒิ หรือถึงความเป็นผู้ตกต่ำ.

บทว่า เสน มาเนน ความว่า ด้วยมานะของตน กล่าวคือการยกตนและข่มท่านนั้น.

บทว่า โรสโก ได้แก่ ผู้ฉุนเฉียวคนเหล่าอื่นด้วยกายและวาจา.

บทว่า กทริโย ได้แก่ ผู้ตระหนี่จัด. คำว่า กทริโย นั้น เป็นชื่อของคนผู้ห้ามคนเหล่าอื่น ที่ให้ทานแก่คนเหล่าอื่น หรือผู้ทำบุญอย่างอื่น.

บทว่า ปาปิจฺโฉ ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยความปรารถนาที่จะยกย่องคุณที่ตนไม่มี.

บทว่า มจฺฉรี ได้แก่ ประกอบด้วยความตระหนี่ในเพราะที่อยู่เป็นต้น.

บทว่า สโฐ ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความโอ้อวด มีการประกาศคุณที่ตนไม่มีเป็นลักษณะ หรือผู้มักกล่าวคำที่ไม่ชอบ แม้ไม่ประสงค์จะทำ ด้วยคำว่า เราจะทำเป็นต้น.

หิริมีการเกลียดบาปเป็นลักษณะ ไม่มีแก่คนนั้น โอตตัปปะมีการสะดุ้งกลัวบาปเป็นลักษณะ ไม่มีแก่คนนั้น เพราะฉะนั้น คนนั้นชื่อว่า อหิริโก ไม่ละอาย อโนตฺตปฺปี ไม่สะดุ้งกลัว.

บทว่า พุทฺธํ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

บทว่า ปริภาสติ ความว่า ติเตียน ด้วยคำว่าไม่เป็นสัพพัญญูเป็นต้น. และย่อมติเตียนพระสาวก ด้วยคำว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วเป็นต้น.

ก็บทว่า ปริพฺพาชกํ คหฏฺฐํวา นั่นเป็นวิเสสนะของสาวกเท่านั้น.

อธิบายว่า บรรพชิต หรือคฤหัสถ์ ผู้ถวายปัจจัย ผู้เป็นสาวกพระพุทธเจ้านั้น. โบราณาจารย์ทั้งหลายย่อมต้องการเนื้อความในคาถานี้อย่างนี้ว่า ย่อมติเตียนปริพาชกภายนอก หรือคฤหัสถ์คนใดคนหนึ่ง ด้วยโทษอันไม่เป็นจริง.

บทว่า อนรหํ สนฺโต ความว่า ผู้ไม่เป็นพระขีณาสพ.

บทว่า อรหํ ปฏิชานติ ความว่า ปฏิญาณว่า เราเป็นพระอรหันต์ คือย่อมเปล่งวาจา ย่อมตะเกียกตะกายด้วยกาย ย่อมปรารถนา ย่อมรับด้วยจิตโดยประการที่บุคคลทั้งหลายรู้เขาว่า คนนี้เป็นพระอรหันต์.

บทว่า โจเร ได้แก่ ขโมย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจคำอันอุกฤษฏ์ว่า ในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก. อธิบายว่า ในโลกทั้งปวง.

จริงอยู่ พวกผู้ร้ายทำการตัดที่ต่อ การปล้นสดมภ์ การปล้นเรือนหลังเดียว และการดักปล้นในหนทางเป็นต้นแล้ว ปล้นทรัพย์ของคนเหล่าอื่น ท่านเรียกว่า โจร ในโลก. พวกบรรพชิตปล้นปัจจัยเป็นต้นด้วยบริษัทสมบัติเป็นต้น ท่านเรียกว่า โจร ในพระศาสนา.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

[มหาโจร ๕]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจร ๕ เหล่านี้ มีอยู่ ปรากฎอยู่ในโลก

๕ เป็นไฉน คือ

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรบางคนในโลกนี้ คิดอย่างนี้ว่า ชื่อในกาลไหนหนอ เราผู้อันบริวาร ๑๐๐ คน หรือ ๑,๐๐๐ คนแวดล้อมแล้ว จักเที่ยวไปในคามนิคมและราชธานี ฆ่าเอง ให้ฆ่า ตัดเอง ให้ตัด จี้เอง ให้จี้. โดยสมัยอื่น เขามีบริวาร ๑๐๐ คน หรือ ๑,๐๐๐ คนแวดล้อมแล้ว เที่ยวไปอยู่ในคามนิคมและราชธานี ฆ่าเอง ฯลฯ ให้จี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชั่วบางรูปในศาสนานี้ ก็เหมือนอย่างนั้นแล คิดอย่างนี้ว่า ชื่อในกาลไหนหนอ เราผู้อันบริวาร ๑๐๐ ฯลฯ แวดล้อมแล้ว จักไปสู่ที่จารึกในคามนิคมและราชธานี ผู้อันคฤหัสถ์ทั้งหลายและบรรพชิตทั้งหลายสักการะแล้ว เคารพแล้ว นับถือแล้ว บูชาแล้ว ยำเกรงแล้ว ได้จีวร ฯลฯ บริขาร โดยสมัยอื่นอีก เขาอันบริวาร ๑๐๐ ฯลฯ เที่ยวไปสู่คามนิคมและราชธานีสักการะแล้ว ฯลฯ ได้จีวร ฯลฯ บริขาร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มหาโจรที่ ๑ มีอยู่ ปรากฏอยู่ในโลก.

๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีข้ออื่นอีก ภิกษุชั่วบางรูปในศาสนานี้ เรียนธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมเผาตนเอง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มหาโจรที่ ๒ ฯลฯ ในโลก.

๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีข้ออื่นอีก ภิกษุชั่วบางรูปในศาสนานี้ กำจัดพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยพรหมจรรย์อันไม่มีมูล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มหาโจรที่ ๓ ฯลฯ ในโลก.

๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีข้ออื่นอีก ครุภัณฑ์ ครุบริขารของสงฆ์ คือ อาราม อารามวัตถุ วิหาร วิหารวัตถุ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน หม้อโลหะ อ่างโลหะ ขวดโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สิ่ว เถาวัลย์ไม้ไผ่ หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง ดินเหนียว เครื่องไม้ เครื่องดินเหนียว. ภิกษุชั่วย่อมสงเคราะห์ ย่อมช่วยเหลือคฤหัสถ์ด้วยครุภัณฑ์ ครุบริขารเหล่านั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มหาโจรที่ ๔ ฯลฯ ในโลก.

๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรมที่ตนไม่มี ไม่เป็นจริง. ภิกษุนี้เป็นยอดมหาโจรในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.

____________________________

วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒๓๐

ในโจร ๕ จำพวกนั้น โจรทางโลกย่อมขโมยวัตถุมีทรัพย์และธัญชาติเป็นต้น เฉพาะทางโลกเท่านั้น.

ในบรรดาโจรที่กล่าวแล้วในศาสนา โจรที่ ๑ ย่อมขโมยสักว่าปัจจัยมีจีวรเป็นต้น มีรูปเห็นปานนั้นเท่านั้น.

โจรที่ ๒ ย่อมขโมยปริยัติธรรม.

โจรที่ ๓ ย่อมขโมยพรหมจรรย์ของคนอื่น.

โจรที่ ๔ ย่อมขโมยครุภัณฑ์อันเป็นของสงฆ์.

โจรที่ ๕ ย่อมขโมยทั้งคุณทรัพย์ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ อันต่างด้วยฌาน สมาธิ สมาบัติ มรรคและผล ทั้งปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันเป็นโลกีย์ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก้อนข้าวของแว่นแคว้น พวกเธอบริโภคแล้วด้วยไถยจิต.

ในโจร ๕ จำพวกนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นโจรในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก ดังนี้ ทรงหมายถึงมหาโจรที่ ๕ นี้ เพราะมหาโจรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นยอดมหาโจร เพราะขโมยโลกิยทรัพย์และโลกุตรทรัพย์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรมที่ตนไม่มี ไม่เป็นจริง ภิกษุนี้เป็นยอดมหาโจรในโลกพร้อมทั้งเทวโลก...พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงทรงประกาศภิกษุนั้น แม้ในศาสนานี้ ด้วยการกำหนดอย่างสูงนี้ว่า ในโลกพร้อมทั้งพรหมโลก.

____________________________

วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒๓๐

ศัพท์ว่า โข ในบทนี้ว่า เอโส โข วสลาธโม มีอวธารณะเป็นอรรถ. ด้วยโขศัพท์นั้น ทรงกำหนดลงไปว่า ผู้นั้นแลเป็นคนถ่อยต่ำช้า คือเลวที่สุดของคนถ่อยทั้งหลาย.

เพราะเหตุไร

เพราะหลั่งออกซึ่งไถยธรรมในวัตถุอันประเสริฐ เขาไม่สละปฏิญาณนั้นตราบใด เขาก็บรรลุแล้วซึ่งธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อย เป็นคนถ่อยตราบนั้น.

บทว่า เอเต โข วสลา ความว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงขยายถึงคนถ่อย ๓๓ พวกหรือ ๓๔ พวกที่ตรัสอย่างนี้ว่า

ในคาถาที่ ๑ มี ๕ พวกมีมักโกรธเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งอาสยวิบัติ หรือมี ๖ พวกโดยแยกลบหลู่อย่างเลวออกเป็น ๒ อย่าง.

ในคาถาที่ ๒ มี ๑ คือ ผู้เบียดเบียนสัตว์ ด้วยอำนาจแห่งประโยควิบัติ

ในคาถาที่ ๓ มี ๑ คือ ผู้ฆ่าชาวบ้านและชาวนิคม ด้วยอำนาจแห่งประโยควิบัติเท่านั้น

ในคาถาที่ ๔ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งไถยาวหาร

ในคาถาที่ ๕ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งการตระบัดหนี้

ในคาถาที่ ๖ มี ๑ คือ ฆ่าคนเดินทาง ด้วยอำนาจปสัยหาวหาร

ในคาถาที่ ๗ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งผู้เป็นพยานโกง

ในคาถาที่ ๘ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งการประทุษร้ายมิตร

ในคาถาที่ ๙ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งผู้อกตัญญู

ในคาถาที่ ๑๐ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งผู้ทำความเสียหาย และเบียดเบียน

ในคาถาที่ ๑๑ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งการลวงผู้อื่น

ในคาถาที่ ๑๒ มี ๒ ด้วยอำนแห่งคนผู้ปกปิดกรรมและการงาน

ในคาถาที่ ๑๓ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งคนอกตัญญูเหมือนกัน

ในคาถาที่ ๑๔ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งการลวง

ในคาถาที่ ๑๕ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งการเบียดเบียน

ในคาถาที่ ๑๖ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งการลวง

ในคาถาที่ ๑๗ มี ๒ ด้วยอำนาจแห่งการยกตนข่มท่าน

ในคาถาที่ ๑๘ มี ๗ มีฉุนเฉียวเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งประโยคและอาสยวิบัติ

ในคาถาที่ ๑๙ มี ๒ ด้วยอำนาจแห่งการติเตียน

ในคาถาที่ ๒๐ มี ๑ ด้วยอำนาจแห่งอัครมหาโจรดังนี้แล้ว

จึงตรัสว่า คนเหล่าใด เราประกาศแก่ท่านแล้ว คนเหล่านั้นนั่นแล เรากล่าวว่า เป็นคนถ่อย ดังนี้.

เนื้อความแห่งพระดำรัสนั้น มีดังนี้ :-

คนถ่อยเหล่านั้นใดที่เรากล่าวในกาลก่อนโดยย่ออย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อยหรือ คนถ่อยเหล่านั้นนั่นแล เราประกาศแล้วโดยพิสดาร.

อนึ่ง คนถ่อยเหล่านั้นใด เรากล่าวแล้วด้วยอำนาจบุคคล คนถ่อยเหล่านั้นนั่นแล เราประกาศแล้วแม้ด้วยอำนาจแห่งธรรม.

อนึ่ง คนถ่อยเหล่าใด เราประกาศแล้วแก่ท่าน คนถ่อยเหล่านั่นแล เรากล่าวแล้วด้วยอำนาจแห่งอริยธรรม หาได้กล่าวด้วยอำนาจแห่งชาติไม่.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงคนถ่อยอย่างนี้ โดยนัยมีอาทิว่า มักโกรธ ผูกโกรธดังนี้. บัดนี้ เมื่อจะทรงปฏิเสธทิฏฐิที่พราหมณ์ยึดมั่นอย่างยิ่งด้วยสักกายทิฎฐิ จึงตรัสว่า น ชจฺจา วสโล บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ.

เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า

ก็โดยปรมัตถ์ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นคนถ่อยเพราะหลั่งออกซึ่งกรรมอันไม่บริสุทธิ์เป็นพราหมณ์เพราะลอยกรรมอันไม่บริสุทธิ์ ด้วยกรรมอันบริสุทธิ์ หรือเพราะท่านสำคัญคนเลวว่าเป็นคนถ่อย คนประเสริฐว่าเป็นพราหมณ์เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงยังพราหมณ์ให้รู้เนื้อความแม้อย่างนี้ว่า บุคคลเป็นคนถ่อยเพราะกรรมเลว เป็นพราหมณ์เพราะกรรมประเสริฐดังนี้ จึงตรัสอย่างนั้น.

บัดนี้ เพื่อทรงยังเนื้อความนั้นนั่นแลให้สำเร็จ ด้วยการทรงแสดงขยาย จึงตรัสคาถา ๓ คาถามีอาทิว่า ตทมินาปิ ชานาถ ดังนี้. ในคาถาเหล่านั้น ๒ คาถามีคาถาละ ๔ บท คาถาหนึ่งมี ๖ บท.

เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้นว่า

ข้อใดมีอาทิว่า บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ เรากล่าวแล้ว ท่านจงรู้ข้อนั้นตามที่เราแสดงนี้. มีอธิบายว่า คำที่เราแสดงขยายนี้ย่อมมีโดยประการใด คือโดยความเหมือนกันอันใด ท่านจงรู้ข้อนั้นโดยประการแม้นี้.

หากจะมีคำถามว่า ตัวอย่างเป็นไฉน?

ตอบว่า บุตรของคนจัณฑาล เลี้ยงตนเองได้ ฯลฯ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกเป็นตัวอย่าง.

บุตรของคนจัณฑาล ชื่อว่าจัณฑาลบุตร. บุคคลใดได้ของที่สุกแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การเคี้ยวกินของตนแล้ว หุงของสุกเหล่านั้นอีก เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า โสปาก. ผู้เลี้ยงตนเองมีชื่อว่า มาตังคะ.

บทว่า วิสฺสุโต ความว่า ปรากฏแล้วด้วยชาติเลว เป็นอยู่เลวและมีชื่ออย่างนี้.

บทว่า โส ความว่า มาตังคะนั้นเกี่ยวกับบทก่อน ได้ยศอย่างสูง คือบรรลุพร้อมแล้ว ซึ่งยศ คือเกียรติ การสรรเสริญน่าอัศจรรย์ อันอุดมประเสริฐยิ่ง.

บทว่า ยํ สุทุลฺลภํ ความว่า อันบุคคลแม้เกิดแล้วในตระกูลสูงก็ได้โดยยาก อันบุคคลผู้เกิดในตระกูลเลว ก็ได้โดยแสนยาก.

อธิบายว่า ก็พวกกษัตริย์พวกพราหมณ์เป็นอันมาก มาสู่ที่บำรุงของมาตังคะนั้น ผู้ได้ถึงยศอย่างนี้ คือพวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ และพวกมนุษย์ในชมพูทวีปเหล่าอื่นมากมีแพศย์และศูทรเป็นต้น ต่างก็มาสู่ที่บำรุงโดยมาก เพื่อบำรุงมาตังคะนั้น.

อธิบายว่า มาตังคะนั้นถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรอย่างนี้ ขึ้นสู่ยานคือสมาบัติแปด. ชื่อว่าวิรัช เพราะปราศจากธุลีคือกิเลส. ชื่อว่าทางใหญ่ เพราะท่านผู้ใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นปฏิบัติแล้ว. ที่รู้กันว่ายานไปสู่พรหมโลก เพราะเป็นยานสามารถเพื่อให้ถึงเทวโลก กล่าวคือพรหมโลกชำรอกกามราคะเสียได้ด้วยการปฏิบัตินั้น ก็ไม่ได้ห้ามเขาให้เข้าถึงพรหมโลก คือจากการอุบัติในพรหมโลก.

ก็ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความนี้ อย่างนี้.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล มหาบุรุษกระทำอยู่ซึ่งประโยชน์เกี้อกูลแก่สัตว์โดยอุบายนั้นๆ อุบัติในตระกูลของคนจัณฑาล ซึ่งเลี้ยงชีพด้วยอาหารที่ตนให้สุกเอง เขามีชื่อว่า มาตังคะ มีรูปร่างไม่น่าดู อาศัยอยู่ในกระท่อมที่ทำด้วยหนังสัตว์ ในภายนอกนคร เที่ยวขอภิกษาในภายในนครเลี้ยงชีวิต.

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเข้าโฆษณานักษัตรเกี่ยวกับสุราในนครนั้น พวกนักเลงพากันเล่นกับบริวารของตน. ธิดาของพราหมณ์มหาศาลแม้คนหนึ่งอายุราว ๑๕-๑๖ ปี มีรูปโฉมน่าดูน่าเลื่อมใสดุจเทพกัญญา คิดว่าเราจักเล่นตามสมควรแก่ตระกูลวงศ์ของตน จึงบรรทุกสัมภาระเกี่ยวกับการเล่นมีของเคี้ยวของกินเป็นต้นอย่างเพียงพอใส่เกวียนทั้งหลายขึ้นสู่ยานที่เทียมด้วยแม่ม้าขาวปลอด ไปสู่สถานที่ในอุทยานด้วยบริวารใหญ่ นางมีชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา.

ได้ยินว่า นางไม่ปรารถนาจะเห็นรูปที่ไม่สวยงามด้วยคิดว่า เป็นอวมงคล ด้วยเหตุนั้น นางจึงเกิดมีชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา.

ในกาลครั้งนั้น มาตังคะนั้นลุกขึ้นตามกาลนั่นเทียวนุ่งผ้าเก่า ผูกก้านตาลที่มือ ถือภาชนะเข้าสู่นคร เห็นมนุษย์ทั้งหลายแล้วก็เคาะก้านตาลแต่ไกลแล.

ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกาอันบุรุษทั้งหลายกำลังไล่ชนที่เลวข้างหน้าๆ ว่า พวกท่านจงลุกออกไป จงลุกออกไป นำทางอยู่ได้ เห็นมาตังคะในท่ามกลางประตูนคร จึงกล่าวนั่นใคร. ข้าพเจ้าเป็นลูกคนจัณฑาล ชื่อมาตังคะ. นางคิดว่า คนทั้งหลายที่ไปเห็นคนเช่นนี้จะมีความเจริญแต่ที่ไหน จึงสั่งให้นำยานกลับ.

มนุษย์ทั้งหลายโกรธว่า พวกเราไปสู่อุทยานแล้วพึงได้วัตถุมีของเคี้ยวและของกินเป็นต้นใด อันตรายแห่งวัตถุมีของเคี้ยวและของกินเป็นต้นนั้นของพวกเรา ถูกมาตังคะกระทำแล้ว จึงพูดว่า พวกท่านจงจับคนจัณฑาล ประหารด้วยก้อนดินทั้งหลาย รู้ว่าตายแล้ว จึงจับเท้าไปทิ้งที่ส่วนข้างหนึ่ง กลบด้วยหยากเยื่อแล้วไป.

เขากลับได้สติแล้ว ลุกขึ้นถามมนุษย์ทั้งหลายว่า นาย! ชื่อว่าประตูเป็นของทั่วไปแก่คนทั้งปวง หรือทำไว้สำหรับพวกพราหมณ์เท่านั้น. มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ไม่ได้ทำ ประตูเป็นของทั่วไปแก่คนทั้งปวง. มาตังคะคิดว่า มนุษย์ทั้งหลายให้เราผู้เข้าไปทางประตูที่ทั่วไปแก่ชนทั้งปวงแล้วยังชีวิตให้เป็นด้วยภิกขาจาร ให้ถึงความพินาศย่อยยับนี้ เพราะนางทิฏฐมังคลิกาเป็นเหตุ จึงเที่ยวไปตามถนนสู่ถนน บอกแก่มนุษย์ทั้งหลายแล้ว นอนที่ประตูเรือนของพราหมณ์ ด้วยคิดว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้ว จักไม่ลุกขึ้น.

พราหมณ์ฟังว่ามาตังคะนอนที่ประตูเรือน จึงกล่าวว่า ท่านจงให้กากณิกหนึ่งแก่เขา เอาน้ำมันงาทาตัว แล้วจงไป. มาตังคะนั้นย่อมไม่ปรารถนากากณิกนั้น จึงกล่าวว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วจักไม่ลุกขึ้น. แต่นั้นพราหมณ์กล่าวว่า จงให้ ๒ กากณิก จงกินมูล ๑ กากณิก เอาน้ำมันงาทาตัว ๑ กากณิกแล้วไป. เขาไม่ต้องกากณิกแม้นั้น ยังพูดยืนยันตามเดิมนั่นแล. พราหมณ์ฟังแล้วก็สั่งว่า จงให้มาสก บาท กึ่งกหาปณะ ๒ กหาปณะ ๓ กหาปณะจนถึง ๑๐๐ กหาปณะ เขาก็ไม่ต้องการ ยังพูดยืนยันตามเดิมนั่นแล. เมื่อพวกเขาอ้อนวอนอยู่อย่างนี้นั่นเทียว พระอาทิตย์ก็อัสดง.

ลำดับนั้น นางพราหมณีลงจากปราสาท ให้ล้อมผ้าม่าน เข้าไปหามาตังคะนั้นแล้วอ้อนวอน กล่าวว่า แน่ะพ่อมาตังคะ เจ้าจงอดโทษแก่นางทิฏฐมังคลิกาเถิด จงรับ ๑,๐๐๐ กหาปณะ ๒-๓ พันกหาปณะจนถึงแสนกหาปณะ. เขาก็คงนอนนิ่งอย่างนั่นเทียว เมื่อ ๔-๕ วันล่วงไปอย่างนี้แล้ว. ชนทั้งหลายมีขัตติยกุมารเป็นต้นให้บรรณาการแม้มากแล้ว เมื่อไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกา จึงกระซิบบอกที่หูมาตังคะว่า ธรรมดาบุรุษทั้งหลายทำความเพียรหลายปี จึงถึงความปรารถนา ท่านอย่าเบื่อเลย จักได้นางทิฏฐมังคลิกาโดยล่วงไป ๒-๓ วันแน่แท้. เขาก็คงนอนนิ่งอย่างนั้นนั่นแหละ.

ลำดับนั้น ในวันที่ ๗ พวกคุ้นเคยโดยรอบ ลุกขึ้นกล่าวว่า ท่านจงให้มาตังคะลุกขึ้น หรือจงให้ทาริกา อย่าให้พวกเราทั้งหมดเสียหายเลย. ได้ยินว่า พวกชนเหล่านั้นมีทิฎฐิอย่างนี้ว่า คนจัณฑาลนอนตายอย่างนี้ในประตูเรือนของคนใด พวกคนที่อยู่ในเรือนโดยรอบละ ๗ หลังคาเรือนพร้อมด้วยเรือนของคนนั้น ก็จะกลายเป็นคนจัณฑาลด้วย.

แต่นั้น พราหมณ์และนางพราหมณีให้นางทิฏฐมังคลิกานุ่งผ้าเก่าสีเขียว ให้วัตถุทั้งหลายมีกระบวยและหม้อเป็นต้นนำนางผู้คร่ำครวญอยู่ไปสู่สำนักของมาตังคะนั้นแล้ว กล่าวว่า เจ้าจงรับทาริกา ลุกขึ้นไปเสีย. นางทาริกานั้นยืนที่ข้างกล่าวว่า จงลุกขึ้น. มาตังคะนั้นกล่าวว่า จงจับมือฉันให้ลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า พวกเราไม่ได้เพื่ออยู่ภายในนคร มาเถิด จงนำฉันไปสู่กระท่อมหนังในภายนอกนคร. นางจูงมือเขานำไปที่กระท่อมหนัง. อาจารย์ผู้กล่าวชาดกว่า ให้ขี่หลัง. ก็ครั้นนำไปแล้ว จึงเอาน้ำมันทาร่างกายของมาตังคะนั้น ให้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น ต้มยาคูให้.

มาตังคะนั้นคิดว่า ขอพราหมณ์กัญญานี้อย่าฉิบหายเลย แล้วไม่กระทำการสมสู่ด้วยชาติเทียว พอได้กำลังสักกึ่งเดือนจึงพูดว่า ฉันจะไปป่า เจ้าอย่าร้อนใจว่าชักช้ามาก. และสั่งผู้คนในบ้านว่า พวกท่านอย่าละเลยนางนี้. ออกจากเรือน บวชเป็นดาบส กระทำกสิณบริกรรมโดยไม่นานนักก็ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้นคิดว่า ก็บัดนี้ เราจักเป็นที่พึ่งของนางทิฏฐมังคลิกา จึงเหาะมาทางอากาศลงที่ประตูนคร ส่งข่าวไปยังสำนักของนางทิฏฐมังคลิกา.

นางฟังแล้วคิดอยู่ว่า เห็นจะเป็นญาติของเราคนหนึ่งบวชแล้ว รู้ว่าเราเป็นทุกข์จักมาเยี่ยม ดังนี้จึงไป รู้ว่าเป็นมาตังคะนั้นแล้ว หมอบที่เท้าทั้งสองกล่าวว่า ท่านทำดิฉันให้หมดที่พึ่ง มาเพื่อประโยชน์อะไร.

มหาบุรุษกล่าวว่า แน่ะนางทิฏฐมังคลิกา เจ้าอย่าเป็นทุกข์เลย ฉันจักให้ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นทำสักการะแก่เจ้า แล้วกล่าวคำนี้ว่า จงไป เจ้าจงให้ทำการป่าวประกาศว่า ท้าวมหาพรหมเป็นสามีของดิฉัน ไม่ใช่มาตังคะ ท้าวมหาพรหมนั้นจักแหวกวิมานจันทร์แล้วมาสู่สำนักของดิฉันในวันที่ ๗.

นางกล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันเป็นธิดาของพราหมณ์มหาศาล ถึงความเป็นคนจัณฑาลนี้ เพราะบาปกรรมของตน ไม่อาจเพื่อจะพูดอย่างนั้น.

มหาบุรุษกล่าวว่า เจ้าไม่รู้จักอานุภาพของมาตังคะ จึงแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างโดยประการที่นางยอมเชื่อถือ สั่งนางอย่างนั้นแล้ว ก็ไปสู่ที่อยู่ของตน. นางได้ทำอย่างนั้น.

พวกมนุษย์ต่างก็เพ่งโทษ หัวเราะว่า ก็นางทิฏฐมังคลิกานี้ถึงความเป็นคนจัณฑาลแล้ว เพราะบาปกรรมของตน จักทำมาตังคะนั้นให้เป็นมหาพรหมอีกอย่างไรกัน. นางมีมานะยิ่งนั่นแล จึงเที่ยวประกาศทั่วนครทุกๆ วันว่า แต่นี้ไปท้าวมหาพรหมจักมาในวันที่ ๖ ที่ ๕ ที่ ๔ ที่ ๓ ในวันพรุ่งนี้ ในวันนี้.

มนุษย์ทั้งหลายฟังข่าวที่นางประกาศแล้ว คิดว่า บางครั้งพึงมีแม้อย่างนี้ ให้ทำมณฑปที่ประตูเรือนของตนๆ จัดแจงสถานผูกม่าน ประดับประดาทาริกาผู้เจริญวัย นั่งมองดูอากาศว่า เมื่อท้าวมหาพรหมมาจักถวายกัญญาทาน.

ลำดับนั้น มหาบุรุษเมื่อพระจันทร์โผล่ออกสู่พื้นท้องฟ้าในวันเพ็ญ ก็แหวกวิมานจันทร์ มาปรากฏเป็นรูปท้าวมหาพรหมแก่มหาชนผู้มองดู มหาชนเข้าใจว่า พระจันทร์ ๒ ดวงเกิดแล้ว. แต่นั้น เห็นท้าวมหาพรหมมาโดยลำดับได้ถึงความตกลงว่า นางทิฏฐมังคลิกาพูดจริง นี้เป็นท้าวมหาพรหมเทียว มาด้วยเพศของมาตังคะในกาลก่อน เพื่อจะทรมานนางทิฏฐมังคลิกา.

มหาบุรุษนั้น เมื่อมหาชนมองดูอย่างนั้น จึงลงในที่เป็นที่อยู่ของนางทิฏฐมังคลิกานั่นแล.

ก็ในกาลนั้น นางมีระดู มหาบุรุษนั้นลูบคลำสะดือของนางด้วยนิ้วมือ ครรภ์ก็ตั้งขึ้นด้วยการลูบคลำนั้น. แต่นั้นจึงกล่าวกะนางว่า ครรภ์ของเจ้าตั้งพร้อมแล้ว เมื่อบุตรเกิด เจ้าจงอาศัยบุตรนั้นเลี้ยงชีพ. เมื่อมหาชนกำลังมองดูก็เข้าไปสู่วิมานจันทร์อีก. พวกพราหมณ์พากันกล่าวว่า นางทิฏฐมังคลิกาเป็นประชาบดีของมหาพรหม เป็นมารดาของพวกเรา จึงมาจากที่นั้นๆ ประตูนครก็คับคั่งด้วยอำนาจแห่งพวกมนุษย์ผู้ใคร่เพื่อจะทำสักการะนั้นพวกพราหมณ์เหล่านั้นตั้งนางทิฏฐมังคลิกาในกองเงิน ให้อาบน้ำตกแต่ง ยกขึ้นสู่รถ ให้กระทำประทักษิณพระนครด้วยสักการะใหญ่ ให้สร้างมณฑปในท่ามกลางนคร ตั้งนางไว้ในตำแหน่งที่เห็นว่า ประชาบดีของพรหม ให้อยู่ในมณฑปนั้นว่า ขอให้นางอยู่ในมณฑปนี้ก่อน จนกว่าพวกเราจะทำโอกาสเป็นที่อยู่อันเหมาะสมแก่นาง.

นางคลอดบุตรที่มณฑปนั่นเทียว ในวันบริสุทธิ์ พวกพราหมณ์ให้นางพร้อมกับบุตรอาบน้ำสระเกล้าแล้ว ตั้งชื่อทารกว่า มัณฑัพยกุมาร เพราะเหตุเกิดในมณฑป และจำเดิมแต่นั้น พวกพราหมณ์เที่ยวแวดล้อมกุมารนั้นว่าบุตรของมหาพรหมบรรณาการหลายแสนประการก็มาจากที่นั้น พราหมณ์เหล่านั้นตั้งอารักขากุมาร พวกที่มาแล้วก็ไม่ได้เพื่อเยี่ยมกุมารได้โดยเร็ว กุมารอาศัยความเจริญโดยลำดับ ปรารภแล้วเพื่อจะให้ทาน เขาไม่ให้ทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยความหวัง แต่ให้แก่พวกพราหมณ์เท่านั้น.

มหาบุรุษระลึกว่า บุตรของเราให้ทานหรือไม่ให้ เห็นกุมารกำลังให้ทานแก่พราหมณ์ทั้งหลายนั่นเทียว จึงคิดว่า เราจักทำโดยประการที่กุมารนี้ให้ทานแก่ชนทั้งหมด จึงห่มจีวร ถือบาตร เหาะมาทางอากาศ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของบุตร.

กุมารเห็นมหาบุรุษนั้นแล้วโกรธว่า สมณะนี้เป็นคนถ่อย มีเพศน่าเกลียดอย่างนี้ มาจากไหนดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า

กุโต นุ อาคจฺฉสิ จมฺมวาสิ

โอตฺตลฺลโก ปํสุปิสาจโกว

สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ

โก เร ตุวํ โหสิ อทกฺขิเณยฺโย

ท่านนุ่งหนังสัตว์ มีรูปร่างน่าเกลียด เหมือนปีศาจ

คลุกฝุ่น มาจากไหนกัน ท่านสวมท่อนผ้า ซึ่งได้

จากกองหยากเยื่อไว้ที่คอ เป็นผู้ไม่ควรทักษิณา

เป็นใครกันนะ ดังนี้.

พวกพราหมณ์กล่าวว่า จงจับ จงจับ แล้วจับมหาบุรุษนั้น ทุบตีให้ถึงความพินาศย่อยยับ. มหาบุรุษนั้นเหาะทางอากาศไปยืนอยู่ที่ภายนอกนคร.

เทวดาทั้งหลายโกรธแล้ว จับคอกุมาร เอาเท้าชี้ฟ้า เอาศีรษะลงดินตั้งไว้. กุมารนั้นมีนัยน์ตาถล่น มีน้ำลายไหลออกจากปาก หายใจ ฆุรุ ฆุรุ เสวยเวทนา. นางทิฏฐมังคลิกาฟังแล้ว ถามว่า มีใครมาหรือ? เออ บรรพชิตมา. ไปไหน? ไปอย่างนี้. นางไปที่นั้นแล้ว อ้อนวอนว่า ท่านเจ้าขา ขอท่านจงอดโทษแก่ทาสของท่านดังนี้แล้ว หมอบลงที่พื้นใกล้เท้าของมหาบุรุษนั้น.

ก็โดยสมัยนั้น มหาบุรุษเที่ยวบิณฑบาตได้ข้าวยาคู กำลังดื่มข้าวยาคู นั่งอยู่ในที่นั้น เขาให้ข้าวยาคูที่เหลือนิดหน่อยแก่นางทิฏฐมังคลิกากล่าวว่า จงไป จงกวนข้าวยาคูนี้ในหม้อน้ำแล้วหยอดที่นัยน์ตา หู รูจมูกและประพรมร่างกายทั้งสิ้นของคนผู้พิการทั้งหลาย คนพิการทั้งหลายจักหายพิการ. นางได้กระทำอย่างนั้น แต่นั้นเมื่อกุมารมีร่างกายปกติแล้ว จึงกล่าวว่า มาเถิดพ่อมัณทัพยะ พวกเราจักให้มหาบุรุษนั้นอดโทษแล้วพาบุตรและพราหมณ์ทั้งปวงให้นอนหมอบที่บาทมูลของมหาบุรุษ นั้นแล้วขอขมาให้อดโทษ.

มหาบุรุษนั้นโอวาทว่า พึงให้ทานแก่ชนทั้งปวง กล่าวธรรมกถาแล้วไปสู่ที่อยู่ของตน คิดว่า นางทิฏฐมังคลิกา เราได้ทรมานปรากฏแล้วในสตรีทั้งหลายมัณฑัพยกุมารปรากฏแล้วในบุรุษทั้งหลาย บัดนี้ เราพึงทรมานใคร. แต่นั้น ได้เห็นชาติมันตดาบสผู้อาศัยพันธุมดีนคร อยู่ที่ฝั่งแห่งภุมภวดีนที. ดาบสนั้นคิดว่า เราเป็นผู้ประเสริฐโดยชาติ จะไม่บริโภคน้ำที่คนอื่นทั้งหลายบริโภคแล้ว จึงพักอยู่ที่เหนือแม่น้ำ มหาบุรุษสำเร็จการอยู่เหนือภูมิภาคของดาบสนั้นในเวลาที่ดาบสนั้นบริโภคน้ำ ก็เคี้ยวไม้สีฟันโยนลงในแม่น้ำ ดาบสเห็นไม้สีฟันนั้นถูกน้ำพัดไปก็คิดว่า ใครทิ้งไม้สีฟันนี้ จึงไปทวนกระแส เห็นมหาบุรุษแล้ว ถามว่า ใครในที่นี้?

ม. คนจัณฑาล ชื่อ มาตังคะ อาจารย์.

ด. จงหลีกไปคนจัณฑาล อย่ามาอยู่เหนือแม่น้ำ.

มหาบุรุษตอบรับว่า ดีละ อาจารย์ จึงพักอยู่ที่ใต้แม่น้ำ ไม้สีฟันก็ทวนกระแสน้ำมาสู่สำนักดาบส. ดาบสไปอีกกล่าวว่า ออกไปคนจัณฑาล จงอย่าอยู่ในที่ใต้แม่น้ำ จงอยู่ในที่เหนือน้ำเท่านั้น. มหาบุรุษรับว่า ดีละ อาจารย์ จึงกระทำตามสั่ง. ทั้งทำอย่างเดิมอีก. ดาบสโกรธว่า ยังทำอย่างนั้นอีก จึงสาปแช่งมหาบุรุษว่า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ขอศีรษะของท่านจงแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. ฝ่ายมหาบุรุษกล่าวว่า ดีละ อาจารย์. แต่เราจะไม่ให้พระอาทิตย์ขึ้นจึงห้ามมิให้พระอาทิตย์ขึ้น.

แต่นั้น ราตรีไม่สว่าง ความมืดเกิดขึ้น ชาวพระนครพันธุมดีกลัวพากันไปสู่สำนักของดาบสแล้ว ถามว่า ท่านอาจารย์ พวกกระผมจะมีความปลอดภัยหรือหนอ. และชาวพระนครแม้เหล่านั้นก็สำคัญดาบสนั้นว่า เป็นพระอรหันต์ ดาบสนั้นก็บอกเรื่องทั้งหมดแก่ชาวพระนครเหล่านั้นพวกเขาจึงเข้าไปหามหาบุรุษอ้อนวอนว่า ท่านเจ้าขา ขอท่านจงปล่อยพระอาทิตย์ มหาบุรุษกล่าวว่า ผิว่า พระอรหันต์ของพวกท่านมาขอขมาฉัน ฉันจักปล่อย.

พวกมนุษย์ไปแล้วกล่าวกะดาบสว่า มาเถิด ท่านผู้เจริญ ท่านจงขอขมามาตังคบัณฑิต พวกกระผมอย่าฉิบหาย เพราะเหตุแห่งการทะเลาะของพวกท่าน. ดาบสนั้นกล่าวว่า เราจะไม่ขอขมาคนจัณฑาล. มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ท่านให้พวกกระผมฉิบหาย แล้วพากันจับมือและเท้านำไปสู่สำนักของมหาบุรุษมหาบุรุษกล่าวว่า เมื่อดาบสนอนหมอบใกล้เท้าของเราขอขมาอยู่ เราจะอดโทษให้. มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจงทำอย่างนี้. ดาบสก็กล่าวว่า เราจะไม่ไหว้คนจัณฑาล. มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจักไม่ไหว้ตามความพอใจของท่านดังนี้แล้ว จึงจับมือเท้า หนวดและคอเป็นต้น ให้นอนใกล้เท้าของมหาบุรุษ.

มหาบุรุษนั้นกล่าวว่า เราอดโทษแก่ดาบสนี้ แต่ว่าเราจะไม่ปล่อยพระอาทิตย์ เพราะความอนุเคราะห์แก่ดาบสนั่นแล เพราะเมื่อพระอาทิตย์มาตรว่าขึ้นเท่านั้น ศีรษะของดาบสนั้นจักแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. มนุษย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า บัดนี้จะพึงทำอย่างไร. มหาบุรุษกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงวางก้อนดินเหนียวบนศีรษะของดาบส และให้อยู่ในน้ำลึกประมาณคอ เราจักปล่อยพระอาทิตย์. พอปล่อยพระอาทิตย์แล้ว ก้อนดินเหนียวก็แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยงตกลงมา ดาบสกลัวแล้วหนีไป.

พวกมนุษย์เห็นแล้วจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ จงดูอานุภาพของสมณะดังนี้แล้ว กล่าวเรื่องทั้งหมดให้พิสดารเริ่มต้นแต่การทิ้งไม้สีฟันเป็นต้น เลื่อมใสในมหาบุรุษนั้นว่า สมณะที่เป็นเช่นนี้ไม่มี.

จำเดิมแต่นั้น คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายมีกษัตริย์และพราหมณ์เป็นต้น ในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็ได้ไปสู่ที่บำรุงของมาตังคบัณฑิ เขาดำรงอยู่ตามสมควรแก่อายุแล้ว เพราะกายแตกจึงบังเกิดในพรหมโลกด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตทมินาปิ ชานาถ ฯลฯ พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้สำเร็จว่า บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรมดังนี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อให้สำเร็จอย่างนี้ว่า ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรมดังนี้ จึงตรัสว่า อชฺฌายกกุเล ชาตา ฯเปฯ ทุคฺคจฺจา ครหาย วา ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌายกกุเล ได้แก่ เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์. บาลีว่า อชฺฌายิกกุเล ชาตา ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์และไม่ถูกรังเกียจ. มนต์ทั้งหลายเป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงชื่อว่า มนฺตพนฺธวา เป็นพวกร่ายมนต์ คือร่ายพระเวท. มีอธิบายว่า มีพระเวทเป็นที่พึ่งอาศัย.

บทว่า เต จ ปาเปสุ กมฺเมสุ อภิณฺหมุปทิสฺสเร ความว่า พราหมณ์เหล่านั้นเกิดในตระกูลอย่างนี้แล้ว แม้จะเป็นพวกร่ายมนต์แต่ก็ปรากฎอยู่เนืองๆ ในบาปกรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น เมื่อเป็นอย่างนั้นก็จะพึงถูกติเตียนในปัจจุบันทีเดียว และภพหน้าก็เป็นทุคติ.

อธิบายว่า พวกเขาเมื่อปรากฏอยู่อย่างนี้ ในอัตภาพนี้ทีเดียวก็จะพึงถูกมารดาและบิดาติเตียนอย่างนี้ว่า พวกนี้ไม่ใช่บุตรของพวกเรา พวกมันเกิดชั่ว เป็นขี้เถ้าของตระกูล จงขับพวกของมันไปดังนี้บ้าง ถูกพราหมณ์ทั้งหลายติเตียนอย่างนี้ว่า พวกเหล่านี้เป็นคหบดี พวกเหล่านั้นไม่ใช่พราหมณ์พวกท่านอย่าให้พวกมันเข้าไปในพิธีทั้งหลายมีที่บูชายัญและที่ถวายถาดข้าวสุกด้วยศรัทธาเป็นต้น อย่าพึงสนทนากับพวกมันดังนี้บ้าง ถูกมนุษย์เหล่าอื่นติเตียนอย่างนี้ว่าพวกเหล่านี้ทำกรรมชั่ว พวกเหล่านี้ไม่ใช่พราหมณ์ดังนี้บ้าง และภพหน้าของพวกเขาก็เป็นทุคติ คือปรโลกของพวกมันก็เป็นทุคติอันต่างด้วยนรกเป็นต้นบาลีว่า สมฺปราเย ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ในปรโลกของพวกเขาก็เป็นทุคติ คือเป็นคติแห่งความทุกข์ ได้แก่เป็นการถึงความทุกข์นั่นเอง.

บทว่า น เน ชาติ นิวาเรติ ทุคฺคจฺจา ครหาย วา ความว่า ชาตินั้นแม้จะสูงอย่างนั้น ท่านหวังชาติใดโดยความเป็นสาระชาตินั้นย่อมไม่ห้ามกันพวกพราหมณ์ที่ปรากฏอยู่ในบาปกรรมทั้งหลายนั้นจากทุคติมีประการได้กล่าวแล้วในบทนี้ว่า และภพหน้าก็จะเป็นทุคติ หรือจากครหามีประการดังกล่าวแล้วในบทว่า พึงถูกติเตียนในปัจจุบันทีเดียว.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความที่พราหมณ์ทั้งหลาย แม้เกิดในตระกูลสาธยายมนต์ก็ยังตกต่ำในปัจจุบันทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งกรรมมีการถูกติเตียนเป็นต้น และเมื่อจะทรงแสดงความไม่มีแห่งชาติพราหมณ์ในภพหน้าด้วยการถึงทุคติ ทรงยังอรรถแม้นี้ว่า ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นพราหมณ์เพราะกรรมดังนี้ ให้สำเร็จอย่างนี้แล้วบัดนี้ เมื่อจะประมวลอรรถแม้ทั้งสอง จึงตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ เพราะอย่างนี้

น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ

แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ดังนี้.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วในกสิภารทวาชสูตรนั่นแล หรือโดยพิเศษ พึงทราบการประกอบอย่างนี้แห่งบททั้งหลาย มีอาทิว่า นิกฺกุชฺชิตํ วา ในคาถานี้ :-

พระธรรมอันพระโคดมผู้เจริญทรงยกข้าพระองค์ผู้หันหลังให้กรรม ผู้ตกอยู่ในชาติวาทะขึ้นจากความเห็นว่า ชาติเป็นเหตุให้บุคคลเป็นพราหมณ์และเป็นคนถ่อย เหมือนคนบางคนหงายของที่คว่ำฉะนั้นทรงเปิดกรรมวาทะที่ชาติวาทะปิดไว้ เหมือนคนเปิดสิ่งที่ปิดฉะนั้น ทรงบอกทางตรง อันไม่เจือคละด้วยความที่ชาติเป็นเหตุให้เป็นพราหมณ์และให้เป็นคนถ่อยเหมือนคนบอกทางแก่คนหลงทางฉะนั้น ทรงประกาศแล้วโดยอเนกปริยาย เพราะเป็นธรรมที่ทรงประกาศแล้ว โดยปริยายเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์โดยทรงส่องแสงสว่างในการยกเรื่องมาตังคะเป็นต้นเป็นตัวอย่าง เหมือนบุคคลตามประทีปน้ำมันไว้ในที่มืด ฉะนั้นแล.

จบอัคคิกภารทวาชสุตตวัณณนา แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา