อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๘

๑๘. มลวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ธมฺมปทคาถาย อฏฺฐารสโม มลวคฺโค

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท มลวรรคที่ ๑๘

ข้อ ๒๘

|๒๘.๒๓๕| ๑๘ ปณฺฑุปลาโสวทานิสิ ยมปุริสาปิ จ ตํ อุปฏฺฐิตา อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ ฯ |๒๘.๒๓๖| โส กโรหิ ทีปมตฺตโน ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ ทิพฺพํ อริยภูมิเมหิสิ ฯ |๒๘.๒๓๗| อุปนีตวโย ว ทานิสิ สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ ฯ |๒๘.๒๓๘| โส กโรหิ ทีปมตฺตโน ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ ฯ |๒๘.๒๓๙| อนุปุพฺเพน เมธาวี โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ |๒๘.๒๔๐| อยสา ว มลํ สมุฏฺฐิตํ ตทุฏฺฐาย ตเมว ขาทติ เอวํ อติโธนจารินํ สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ ฯ |๒๘.๒๔๑| อสชฺฌายมลา มนฺตา อนุฏฺฐานมลา ฆรา มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ ปมาโท รกฺขโต มลํ ฯ |๒๘.๒๔๒| มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ มจฺเฉรํ ททโต มลํ มลา เว ปาปกา ธมฺมา อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ |๒๘.๒๔๓| ตโต มลา มลตรํ อวิชฺชา ปรมํ มลํ เอตํ มลํ ปหตฺวาน นิมฺมลา โหถ ภิกฺขโว ฯ |๒๘.๒๔๔| สุชีวํ อหิริเกน กากสูเรน ธํสินา ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน สงฺกิลิฏฺเฐน ชีวิตํ ฯ |๒๘.๒๔๕| หิรีมตา จ ทุชฺชีวํ นิจฺจํ สุจิคเวสินา อลีเนนาปคพฺเภน สุทฺธาชีเวน ปสฺสตา ฯ |๒๘.๒๔๖| โย ปาณมติมาเปติ มุสาวาทญฺจ ภาสติ โลเก อทินฺนํ อาทิยติ ปรทารญฺจ คจฺฉติ |๒๘.๒๔๗| สุราเมรยปานญฺจ โย นโร อนุยุญฺชติ อิเธวเมโส โลกสฺมึ มูลํ ขนติ อตฺตโน ฯ |๒๘.๒๔๘| เอวํ โภ ปุริส ชานาหิ ปาปธมฺมา อสญฺญตา มา ตํ โลโภ อธมฺโม จ จิรํ ทุกฺขาย รนฺธยุํ ฯ |๒๘.๒๔๙| ททาติ เว ยถาสทฺธํ ยถาปสาทนํ ชโน ตตฺถ โย มงฺกุโต โหติ ปเรสํ ปานโภชเน น โส ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ ฯ |๒๘.๒๕๐| ยสฺสเจตํ สมุจฺฉินฺนํ มุลฆจฺจํ สมูหตํ ส เว ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉติ ฯ |๒๘.๒๕๑| นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ นตฺถิ โทสสโม คโห นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ นตฺถิ ตณฺหาสมา นที ฯ |๒๘.๒๕๒| สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ ปเรสํ หิ โส วชฺชานิ โอปุนาติ ยถาภุสํ อตฺตโน ปน ฉาเทติ กลึว กิตวา สโฐ ฯ |๒๘.๒๕๓| ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา ฯ |๒๘.๒๕๔| อากาเสว ปทํ นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร ปปญฺจาภิรตา ปชา นิปฺปปญฺจา ตถาคตา ฯ |๒๘.๒๕๕| อากาเสว ปทํ นตฺถิ สมโณ นตฺถิ พาหิโร สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ ฯ มลวคฺโค อฏฺฐารสโม ฯ -----------

บัดนี้ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง อนึ่ง แม้บุรุษของพระยายมก็ ปรากฏแก่ท่านแล้ว ท่านตั้งอยู่ในปากแห่งความเสื่อม อนึ่ง เสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน จงรีบ พยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวนจักถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์ บัดนี้ท่าน เป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว เตรียมจะไปยังสำนักของ พระยายม อนึ่ง ที่พักในระหว่างของท่านก็ยังไม่มี และ เสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มี ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน จงรีบ พยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านเป็นผู้มีมลทินอันขจัดแล้ว ไม่มี กิเลสเครื่องยียวน จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก นักปราชญ์ ทำกุศลทีละน้อยๆ ในขณะๆ พึงขจัดมลทินของตนออกได้ โดยลำดับ เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น สนิม เกิดขึ้นแต่เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้นแต่เหล็กนั้นแล้ว ย่อมกัด เหล็กนั้นแหละ ฉันใด กรรมของตนย่อมนำบุคคลผู้มัก ประพฤติล่วงปัญญาชื่อโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น มนต์มีอัน ไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีการไม่หมั่นเป็นมลทิน ความ เกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทิน ของผู้รักษา ความประพฤติชั่วเป็นมลทินหญิง ความตระหนี่ เป็นมลทินของผู้ให้ ธรรมทั้งหลายที่ลามกเป็นมลทินแท้ ทั้งใน โลกนี้ทั้งในโลกหน้า เราจะบอกมลทินกว่ามลทินนั้น คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย ละมลทินนี้เสียแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีมลทินเถิด บุคคลผู้ไม่มีหิริ กล้าเพียงดังกา มักขจัด มักแล่นไป ผู้คะนอง เป็นผู้ เศร้าหมองเป็นอยู่ง่าย ส่วนบุคคลผู้มีหิริ มีปกติแสวงหา ความสะอาดเป็นนิตย์ ไม่หดหู่ ไม่คะนอง มีอาชีวะหมดจด เห็นอยู่เป็นอยู่ยาก นรชนใดย่อมล้างผลาญสัตว์มีชีวิต ถือ เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ในโลก คบหาภริยาคนอื่น กล่าว คำเท็จ และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ นรชนนี้ย่อม ขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุนของตนในโลกนี้แล ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า บาปธรรมทั้งหลายอันบุคคลไม่สำรวมแล้ว ความโลภและสภาวะมิใช่ธรรม อย่าพึงย่ำยีท่านเพื่อทุกข์สิ้น กาลนาน ชนย่อมให้ตามศรัทธาตามความเลื่อมใสโดยแท้ บุคคลใดย่อมเป็นผู้เก้อเขินในเพราะน้ำและข้าว ของชนเหล่า อื่นนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิ ในกลางวันหรือ กลางคืน ส่วนผู้ใดตัดความเป็นผู้เก้อเขินนี้ได้ขาด ถอนขึ้น ให้รากขาดแล้ว ผู้นั้นแลย่อมบรรลุสมาธิ ในกลางวันหรือ กลางคืน ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี โทษ ของผู้อื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะว่า บุคคลนั้นย่อมโปรยโทษของคนอื่น ดุจบุคคลโปรยแกลบ แต่ปกปิดโทษของตนไว้ เหมือนพรานนกปกปิดอัตภาพด้วย กิ่งไม้ ฉะนั้น อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลผู้ตามเพ่ง โทษผู้อื่น มีความสำคัญในการยกโทษเป็นนิตย์ บุคคลนั้นเป็น ผู้ไกลจากความสิ้นอาสวะ สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้า ไม่มีในอากาศ ฉะนั้น หมู่สัตว์ยินดีแล้วในธรรมเครื่องยัง สัตว์ให้เนิ่นช้า พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีธรรมเครื่องยัง สัตว์ให้เนิ่นช้า สมณะภายนอกไม่มี ดังรอยเท้าไม่มีในอากาศ ฉะนั้น สังขารทั้งหลายเที่ยงไม่มี กิเลสชาติเครื่องยังสัตว์ให้ หวั่นไหวไม่มีแก่พระพุทธเจ้า ฯ จบมลวรรคที่ ๑๘

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๘. มลวรรค หมวดว่าด้วยมลทินทางใจ ๑. โคฆาตกปุตตวัตถุ เรื่องบุตรของคนฆ่าโค (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บุตรของคนฆ่าโคผู้แก่เฒ่า ดังนี้)

ข้อ ๒๓๕

บัดนี้ ท่านเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง ทั้งยมทูต มาปรากฏแก่ท่านแล้ว ท่านอยู่ใกล้ปากแห่งความเสื่อม และแม้แต่เสบียงเดินทาง ของท่านก็ยังไม่มีเลย @เชิงอรรถ : @ ยมทูต ในที่นี้หมายถึงความตาย (ขุ.ธ.อ. ๗/๔) @ เสบียงเดินทาง หมายถึงกุศล (ขุ.ธ.อ. ๗/๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๒. อัญญตรพราหมณวัตถุ

ข้อ ๒๓๖

ท่านนั้นจงทำที่พึ่ง แก่ตนเอง จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านขจัดมลทินได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน จะเข้าถึงอริยภูมิอันเป็นทิพย์

ข้อ ๒๓๗

บัดนี้ ท่านเป็นผู้มีวัยถูกนำเข้าไปแล้ว เตรียมจะไปสำนักพระยายม ที่พักระหว่างทางของท่านยังไม่มี และแม้แต่เสบียงเดินทางของท่านก็ยังไม่มีเลย

ข้อ ๒๓๘

ท่านนั้นจงทำที่พึ่งแก่ตนเอง จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านขจัดมลทินได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ก็จะไม่ต้องเข้าถึงชาติ และชราอีกต่อไป ๒. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ผู้ทำกุศลอยู่บ่อยๆ ดังนี้)

ข้อ ๒๓๙

ผู้มีปัญญา พึงกำจัดมลทิน ของตน ทีละน้อย ทุกขณะ โดยลำดับ เหมือนช่างทองกำจัดสนิมทอง ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ที่พึ่ง หมายถึงกุศลกรรม (ขุ.ธ.อ. ๗/๔) @ อริยภูมิอันเป็นทิพย์ ในที่นี้หมายถึงสุทธาวาสภูมิ ที่อยู่ของพระอนาคามี มี ๕ คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา@สุทัสสีและอกนิฏฐา (ขุ.ธ.อ. ๗/๔, ที.ปา. ๑๑/๓๑๘/๒๑๑) @ มีวัยถูกนำเข้าไปแล้ว หมายถึงล่วงวัยทั้ง ๓ ใกล้จะถึงอายุขัยแล้ว (ขุ.ธ.อ. ๗/๕)@ มลทิน หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๗/๘) @ ดูเทียบ อภิ.ก. ๓๗/๒๗๘/๑๐๒, ๓๔๖/๑๘๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๔. โลลุทายีวัตถุ ๓. ติสสเถรวัตถุ เรื่องพระติสสเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ข้อ ๒๔๐

สนิมเกิดขึ้นจากเหล็ก ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั่นเอง ฉันใด กรรมทั้งหลายของตน ย่อมนำคนผู้ประพฤติล่วงโธนา ไปสู่ทุคติ ฉันนั้น ๔. โลลุทายีวัตถุ เรื่องพระโลลุทายี (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระโลลุทายีผู้เล่าเรียนธรรมเพียงเล็กน้อยและไม่ท่องบ่น จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ข้อ ๒๔๑

มนตร์ มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่ขยันหมั่นเพียร เป็นมลทิน ผิวพรรณมีความเกียจคร้าน เป็นมลทิน ผู้รักษามีความประมาท เป็นมลทิน @เชิงอรรถ : @ โธนา หมายถึงปัญญาที่พิจารณาปัจจัย ๔ แล้วจึงบริโภค ดังนั้น “ผู้ประพฤติล่วงโธนา” จึงหมายถึงผู้@ปราศจากปัญญาพิจารณาปัจจัย ๔ แล้วจึงบริโภค (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๑) @ มนตร์ หมายถึงปริยัติและศิลปะ เมื่อไม่ท่องบ่น และไม่เอาใจใส่ ก็เสื่อมสูญ หรือหายไปได้ (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๔)@ ไม่ขยันหมั่นเพียร หมายถึงไม่เอาใจใส่ดูแล หรือไม่บูรณะซ่อมแซมบ้านเรือน (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๔)@ ความเกียจคร้าน หมายถึงการไม่หมั่นชำระร่างกายและอวัยวะส่วนอื่นๆ ให้สะอาดทำให้มีผิวพรรณมัวหมอง@(ขุ.ธ.อ. ๗/๑๔) @ ความประมาท สำหรับคฤหัสถ์ หมายถึงประมาทในทรัพย์สมบัติ เช่น สัตว์เลี้ยง สำหรับบรรพชิต@หมายถึงไม่คุ้มครองอินทรีย์ทวารทั้ง ๖ (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๖. จูฬสาริภิกขุวัตถุ ๕. อัญญตรกุลปุตตวัตถุ เรื่องกุลบุตรคนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่กุลบุตรคนหนึ่งซึ่งมีภรรยามักนอกใจ ดังนี้)

ข้อ ๒๔๒

สตรีมีความประพฤติชั่ว เป็นมลทิน ผู้ให้มีความตระหนี่เป็นมลทิน บาปธรรม เป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ข้อ ๒๔๓

มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้นคืออวิชชา ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละมลทินนั้นให้ได้ แล้วเป็นอยู่อย่างผู้ปราศจากมลทินเถิด ๖. จูฬสาริภิกขุวัตถุ เรื่องจูฬสารีภิกษุ (พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิพระจูฬสารีผู้เป็นหมอปรุงยาให้ชาวบ้านเพื่อแลกกับโภชนะ จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ข้อ ๒๔๔

ผู้ไม่มีความละอาย กล้าเหมือนกา ชอบทำลายคนอื่น ชอบเอาหน้า มีความคะนอง มีพฤติกรรมสกปรก เป็นอยู่สบาย

ข้อ ๒๔๕

ส่วนผู้มีความละอาย แสวงหาความบริสุทธิ์เป็นนิตย์ ไม่เกียจคร้าน ไม่มีความคะนอง มีอาชีพบริสุทธิ์ และมีปัญญา เป็นอยู่ลำบาก @เชิงอรรถ : @ ประพฤติชั่ว หมายถึงการประพฤตินอกใจสามี (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๖, องฺ.อฏฺฐก.ฏีกา ๓/๑๕-๑๘/๒๗๙)@ บาปธรรม ในที่นี้หมายถึงอกุศลธรรมทั้งหมด (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๖) @ ดู องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๑๕/๒๔๑-๒๔๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๘. ติสสทหรวัตถุ๗. ปัญจอุปาสกวัตถุ เรื่องอุบาสก ๕ คน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อุบาสก ๕ คน ดังนี้)

ข้อ ๒๔๖

นรชนใดในโลก ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ คบชู้กับภรรยาของผู้อื่น พูดเท็จ

ข้อ ๒๔๗

และหมกมุ่นในการดื่มสุราและเมรัย นรชนนั้นชื่อว่า ขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุน ของตนในโลกนี้

ข้อ ๒๔๘

ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้มีบาปธรรมทั้งหลาย มักไม่สำรวม ขอโลภะและอธรรม อย่าย่ำยีท่านให้เป็นทุกข์ตลอดกาลนานเลย๘. ติสสทหรวัตถุ เรื่องภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระติสสะเที่ยวติเตียนทานของคนอื่นจึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ข้อ ๒๔๙

บุคคลย่อมให้ทานตามความเชื่อตามความเลื่อมใส ภิกษุไม่พอใจในข้าวและน้ำที่เป็นทานของคนอื่นนั้น ย่อมไม่บรรลุสมาธิ ในเวลากลางวันหรือกลางคืน

ข้อ ๒๕๐

ส่วนภิกษุผู้ตัดอกุศลจิตนี้ได้ ถอนขึ้นทำให้รากขาดแล้ว ย่อมบรรลุสมาธิในเวลากลางวันหรือกลางคืน @เชิงอรรถ : @ ดู องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๗๔/๒๙๑ @ ขุดทรัพย์อันเป็นต้นทุน หมายถึงนำที่นาและสวนไปจำนอง หรือขายขาด เพื่อนำทรัพย์ไปซื้อสุรามาดื่ม@(ขุ.ธ.อ. ๗/๒๑) @ อธรรม หมายถึงโทสะ (ขุ.ธ.อ. ๗/๒๑) @ สมาธิ ในที่นี้หมายถึงอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ หรือมัคคสมาธิ และผลสมาธิ (ขุ.ธ.อ. ๗/๒๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๑๐. เมณฑกเสฏฐิวัตถุ๙. ปัญจอุปาสกวัตถุ เรื่องอุบาสก ๕ คน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อุบาสกคนหนึ่ง ในจำนวน ๕ คน ดังนี้)

ข้อ ๒๕๑

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี ๑๐. เมณฑกเสฏฐิวัตถุ เรื่องเมณฑกเศรษฐี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เมณฑกเศรษฐี ดังนี้)

ข้อ ๒๕๒

โทษ ของคนอื่นเห็นได้ง่าย ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะคนนั้นชอบโปรยโทษของผู้อื่น เหมือนคนโปรยแกลบ แต่กลับปกปิดโทษของตนไว้ เหมือนพรานนกปกปิดร่างพรางกายตนไว้ ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ความหมายในคาถานี้ คือ ไฟยังแสดงควันให้รู้ว่ายังมีไฟคนจึงสามารถดับได้ แต่ราคะเผาสัตว์ภายในไม่@แสดงอาการให้รู้, ผู้จับ เช่น ยักษ์ เป็นต้น สามารถจับสัตว์ได้ในชาติเดียวเท่านั้น แต่โทสะจับสัตว์ไม่มีที่@สิ้นสุด, ตาข่ายที่รัดรึงสัตว์ยังสามารถแก้หรือคลายได้ แต่โมหะที่รัดรึงสัตว์ยากที่จะแก้หรือคลายได้, แม่น้ำ@ยังมีวันพร่องหรือเต็มปรากฏให้เห็นได้ แต่ตัณหาไม่มีวันเต็ม ไม่มีวันเหือดแห้ง ทั้งยังปรากฏความพร่อง@อยู่เป็นนิตย์ เติมให้เต็มได้ยาก (ขุ.ธ.อ. ๗/๒๗) @ โทษ หมายถึงความพลั้งพลาด (ขุ.ธ.อ. ๗/๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๘. มลวรรค ๑๒. สุภัททปริพาชกวัตถุ๑๑. อุชฌานสัญญิเถรวัตถุ เรื่องพระอุชฌานสัญญีเถระ (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระอุชฌานสัญญีผู้เที่ยวจับผิดภิกษุ จึงตรัสพระ คาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ข้อ ๒๕๓

ผู้ที่คอยแต่สอดส่ายหาโทษคนอื่น คอยเพ่งโทษอยู่เนืองนิตย์ จะมีอาสวะพอกพูนยิ่งขึ้น และห่างไกลจากความสิ้นอาสวะโดยแท้๑๒. สุภัททปริพาชกวัตถุ เรื่องสุภัททปริพาชก (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาของสุภัททปริพาชก ดังนี้)

ข้อ ๒๕๔

ไม่มีรอยเท้าในอากาศ ไม่มีสมณะภายนอก หมู่สัตว์เป็นผู้ยินดีในปปัญจธรรม แต่พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีปปัญจธรรม

ข้อ ๒๕๕

ไม่มีรอยเท้าในอากาศ ไม่มีสมณะภายนอก ไม่มีสังขาร ที่เที่ยงแท้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความหวั่นไหว มลวรรคที่ ๑๘ จบ @เชิงอรรถ : @ ไม่มีสมณะภายนอก หมายถึงไม่มีสมณะผู้ดำรงอยู่ในอริยมรรคและอริยผลภายนอกพระพุทธศาสนา@(ขุ.ธ.อ. ๗/๔๐) @ ปปัญจธรรม หมายถึงกิเลสธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า คือตัณหา ทิฏฐิ และมานะ (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๐)@ สังขาร ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๑๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๘. มลวรรควรรณนา ๑. เรื่องบุตรของนายโคฆาตก์ [๑๘๒] ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุตรของนายโคฆาตก์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปณฺฑุปลาโสว ทานิสิ เป็นต้น.

นายโคฆาตก์สั่งให้ภรรยาปิ้งเนื้อ

ดังได้สดับมา นายโคฆาตก์คนหนึ่งในพระนครสาวัตถี ฆ่าโคแล้ว ถือเอาเนื้อล่ำให้ปิ้งแล้ว นั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเคี้ยวกินเนื้อ และขายด้วยราคา. เขาทำการงานของคนฆ่าโคอยู่อย่างนี้ตลอด ๕๕ ปี มิได้ถวายยาคูหรือภัต แม้มาตรว่าทัพพีหนึ่งในวันหนึ่งแด่พระศาสดา ซึ่งประทับอยู่ในวิหารใกล้. เขาเว้นจากเนื้อเสีย ย่อมไม่บริโภคภัต.

วันหนึ่ง เขาขายเนื้อในตอนกลางวันแล้ว ให้ก้อนเนื้อก้อนหนึ่งแก่ภริยา เพื่อปิ้งเพื่อประโยชน์แก่ตน แล้วได้ไปอาบน้ำ.

ลำดับนั้น สหายของเขามาสู่เรือนแล้ว พูดกะภริยาว่า "หล่อนจงให้เนื้อที่จะพึงขายแก่ฉันหน่อยหนึ่ง (เพราะ) แขกมาที่เรือนฉัน."

ภริยานายโคฆาตก์. เนื้อที่จะพึงขายไม่มี สหายของท่านขายเนื้อแล้ว บัดนี้ไปอาบน้ำ.

สหาย. อย่าทำอย่างนี้เลย ถ้าก้อนเนื้อมี ขอจงให้เถิด.

ภริยานายโคฆาตก์. เว้นก้อนเนื้อที่ฉันเก็บไว้เพื่อสหายของท่านแล้ว เนื้ออื่นไม่มี.

เขาคิดว่า "เนื้ออื่นจากเนื้อที่หญิงนี้เก็บไว้เพื่อประโยชน์แก่สหายของเราไม่มี, อนึ่ง สหายของเรานั้น เว้นจากเนื้อย่อมไม่บริโภค, หญิงนี้จักไม่ให้" จึงถือเอาเนื้อนั้นเองหลีกไป.

ฝ่ายนายโคฆาตก์อาบน้ำแล้วกลับมา เมื่อภริยานั้นคดภัตนำเข้าไปพร้อมกับผักต้มเพื่อตน, จึงพูดว่า "เนื้ออยู่ที่ไหน?"

ภริยา. นาย เนื้อไม่มี.

นายโคฆาตก์. เราให้เนื้อไว้เพื่อต้องการปิ้งแล้วจึงไป มิใช่หรือ?

ภริยา. สหายของท่านมาบอกว่า "แขกของฉันมา, หล่อนจงให้เนื้อที่จะพึงขายแก่ฉัน" เมื่อฉันแม้ตอบว่า "เนื้ออื่นจากเนื้อที่ฉันเก็บไว้ เพื่อสหายของท่านไม่มี อนึ่ง สหายของท่านนั้น เว้นจากเนื้อย่อมไม่บริโภค" ก็ถือเอาเนื้อนั้นโดยพลการเองทีเดียวไปแล้ว.

นายโคฆาตก์. เราเว้นจากเนื้อ ไม่บริโภคภัต, หล่อนจงนำภัตนั้นไป.

ภริยา. ฉันอาจทำอย่างไรได้ ขอจงบริโภคเถิด นาย.

นายโคฆาตก์ตัดลิ้นโคมาปิ้งบริโภค

นายโคฆาตก์นั้นตอบว่า "เราไม่บริโภคภัต" ให้ภริยานำภัตนั้นไปแล้ว, ถือมีดไปสู่สำนักโคตัวยืนอยู่ที่หลังเรือน แล้วสอดมือเข้าไปในปาก ดึงลิ้นออกมาเอามีดตัดที่โคน (ลิ้น) แล้วถือไปให้ปิ้งบนถ่านเพลิงแล้ว วางไว้บนภัต นั่งบริโภคก้อนภัตก้อนหนึ่ง วางก้อนเนื้อก้อนหนึ่งไว้ในปาก.

ในขณะนั้นเอง ลิ้นของเขาขาดตกลงในถาดสำหรับใส่ภัต. ในขณะนั้นแล เขาได้วิบากที่เห็นสมด้วยกรรม. แม้เขาแลเป็นเหมือนโค มีสายเลือดไหลออกจากปากเข้าไปในเรือน เที่ยวคลาน ร้องไป.

____________________________

ชนฺนุเกหิ วิจรนฺโต เที่ยวไปอยู่ด้วยเข่า.

บุตรนายโคฆาตก์หนี

สมัยนั้น บุตรของนายโคฆาตก์ยืนแลดูบิดาอยู่ในที่ใกล้. ลำดับนั้น มารดาพูดกะเขาว่า "ลูก เจ้าจงดูบิดานี้เที่ยวคลานร้องไปในท่ามกลางเรือนเหมือนโค ความทุกข์นี้จักตกบนกระหม่อมของเจ้า, เจ้าไม่ต้องห่วง แม้ซึ่งแม่ จงทำความสวัสดีแก่ตนหนีไปเถิด."

บุตรนายโคฆาตก์นั้นถูกมรณภัยคุกคาม ไหว้มารดาแล้วหนีไป. ก็แลครั้นหนีไปแล้ว ได้ไปยังนครตักกสิลา. แม้นายโคฆาตก์เป็นเหมือนโค เที่ยวร้องไปในท่ามกลางเรือน ทำกาละแล้วเกิดในอเวจี. แม้โคก็ได้ทำกาละแล้ว.

ฝ่ายบุตรของนายโคฆาตก์ไปนครตักกสิลา เรียนการงานของนายช่างทอง. ลำดับนั้น อาจารย์ของเขา เมื่อจะไปบ้านสั่งไว้ว่า "เธอพึงทำเครื่องประดับชื่อเห็นปานนี้" แล้วหลีกไป. แม้เขาก็ได้ทำเครื่องประดับเห็นปานนั้นแล้ว. ลำดับนั้น อาจารย์ของเขามาเห็นเครื่องประดับแล้ว ดำริว่า "ชายผู้นี้ไปในที่ใดที่หนึ่ง เป็นผู้สามารถจะเลี้ยงชีพได้" จึงได้ให้ธิดาผู้เจริญวัยของตน (แก่เขา). เขาเจริญด้วยบุตรธิดาแล้ว.

____________________________

อโนโลเกตฺวา ไม่แลดูแล้ว.

ลูกทำบุญให้พ่อ

ลำดับนั้น บุตรทั้งหลายของเขาเจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะ. ในกาลต่อมาไปพระนครสาวัตถี ดำรงฆราวาสอยู่ในพระนครนั้น ได้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส. ฝ่ายบิดาของพวกเขาไม่ทำกุศลอะไรๆ เลย ถึงความชราในนครตักกสิลาแล้ว.

ลำดับนั้น พวกบุตรของเขาปรึกษากันว่า "บิดาของพวกเราแก่" แล้วให้เรียกมายังสำนักของตน พูดว่า "พวกฉันจะถวายทานเพื่อประโยชน์แก่บิดา" แล้วนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.

วันรุ่งขึ้น พวกเขานิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้นั่งภายในเรือนแล้ว อังคาสโดยเคารพ ในเวลาเสร็จภัตกิจ กราบทูลพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ ถวายภัตนี้ให้เป็นชีวภัต (ภัตเพื่อบุคคลผู้เป็นอยู่) เพื่อบิดา. ขอพระองค์จงทรงทำอนุโมทนาแก่บิดาของพวกข้าพระองค์เถิด."

พระศาสดาทรงแสดงธรรม

พระศาสดาตรัสเรียกบิดาของพวกเขามาแล้ว ตรัสว่า "อุบาสก ท่านเป็นคนแก่ มีสรีระแก่หง่อมเช่นกับใบไม้เหลือง, เสบียงทาง คือกุศลเพื่อจะไปยังปรโลกของท่านยังไม่มี ท่านจงทำที่พึ่งแก่ตน จงเป็นบัณฑิต อย่าเป็นพาล" ดังนี้แล้ว

เมื่อจะทรงทำอนุโมทนา จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

๑. ปณฺฑุปลาโสว ทานิสิ ยมปุริสาปิ จ ตํ อุปฏฺฐิตา อุยฺโยคมุเข จ ติฏฺฐสิ ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ. โส กโรหิ ทีปมตฺตโน ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว นิทฺธนฺตมโล อนฺคโณ ทิพฺพํ อริยภูมิเมหิสิ. บัดนี้ ท่านเป็นดุจใบไม้เหลือง, อนึ่ง บุรุษแห่งพระยายม (คือความตาย) ปรากฏแก่ท่านแล้ว. ท่านตั้งอยู่ใกล้ปาก แห่งความเสื่อม, อนึ่ง แม้เสบียงทางของท่าน ก็ยังไม่มี. ท่านนั้น จงทำที่พึ่งแก่ตน, จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านกำจัดมลทินได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน จักถึง อริยภูมิอันเป็นทิพย์.

____________________________

อรรถกถา เป็น เต.

ปติฏฺฐสิ.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า ปณฺฑุปลาโสว ทานิสิ ความว่า อุบาสก บัดนี้ ท่านได้เป็นเหมือนใบไม้ที่เหลืองอันขาดตกลงบนแผ่นดิน.

ทูตของพระยายม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ยมปุริสา. แต่คำนี้ พระองค์ตรัสหมายถึงความตายนั่นเอง. อธิบายว่า ความตายปรากฏแก่ท่านแล้ว.

บทว่า อุยฺโยคมุเข ความว่า ก็ท่านเป็นผู้ตั้งอยู่แล้วใกล้ปากแห่งความเสื่อม คือใกล้ปากแห่งความไม่เจริญ.

บทว่า ปาเถยฺยํ ความว่า แม้เสบียงทาง คือกุศลของท่านผู้จะไปสู่ปรโลก ก็ยังไม่มี เหมือนเสบียงทางมีข้าวสารเป็นต้น ของบุคคลผู้เตรียมจะไป ยังไม่มีฉะนั้น.

สองบทว่า โส กโรหิ ความว่า ท่านนั้นจงทำที่พึ่ง คือกุศลแก่ตน เหมือนบุคคลเมื่อเรืออับปางในสมุทร ทำที่พึ่งกล่าวคือเกาะ (แก่ตน) ฉะนั้น,และท่านเมื่อทำ จงรีบพยายาม คือจงปรารภความเพียรเร็วๆ จงเป็นบัณฑิต ด้วยการทำที่พึ่งกล่าวคือกุศลกรรมแก่ตน. ด้วยว่า ผู้ใดทำกุศลในเวลาที่ตนยังไม่ถึงปากแห่งความตาย สามารถจะทำได้นั่นแล, ผู้นั้นชื่อว่าเป็นบัณฑิต. อธิบายว่า ท่านจงเป็นผู้เช่นนั้น อย่าเป็นอันธพาล.

สองบทว่า ทิพฺพํ อริยภูมึ ความว่า ท่านทำความเพียรอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าผู้กำจัดมลทินได้แล้ว เพราะความเป็นผู้นำมลทินมีราคะเป็นต้นออกเสียได้, ชื่อว่าไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน คือหมดกิเลส เพราะไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน จักถึงชั้นสุทธาวาสภูมิเป็นที่อยู่แห่งพระอริยบุคคลผู้หมดจดแล้ว ๕ ภูมิ.

ในกาลจบเทศนา อุบาสกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.

เทศนาได้มีประโยชน์ แม้แก่หมู่ชนผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.

____________________________

๕ ภูมิคือ อวิหา ๑ อตัปปา ๑ สุทัสสา ๑ สุทัสสี ๑ อกนิฏฐา ๑ ภูมิทั้ง ๕ นี้อยู่ในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส เป็นที่เกิดแห่งพระอนาคามี.

พวกบุตรถวายทานอีก

บุตรเหล่านั้นทูลนิมนต์พระศาสดา แม้เพื่อประโยชน์ในวันรุ่งขึ้น ถวายทานแล้ว ได้กราบทูลพระศาสดาผู้ทรงทำภัตกิจแล้ว ในเวลาทรงอนุโมทนาว่า "พระเจ้าข้า แม้ภัตนี้พวกข้าพระองค์ถวายให้เป็นชีวภัตเพื่อบิดาของปวงข้าพระองค์เหมือนกัน ขอพระองค์จงทรงทำอนุโมทนาแก่บิดานี้นี่แล."

พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนาแก่เขา ได้ตรัส ๒ พระคาถานี้ว่า :-

อุปนีตวโยว ทานิสิ สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา ปาเถยฺยมฺปิ จ เต น วิชฺชติ. โส กโรหิ ทีปมตฺตโน ขิปฺปํ วายม ปณฺฑิโต ภว นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ. บัดนี้ ท่านเป็นผู้มีวัยอันชรานำเข้าไปแล้ว, เป็น ผู้เตรียมพร้อม เพื่อจะไปสำนักของพระยายม, อนึ่ง แม้ที่พักในระหว่างทางของท่าน ก็ยังไม่มี, อนึ่ง ถึงเสบียงทางของท่าน ก็หามีไม่, ท่านนั้น จงทำที่พึ่งแก่ตน, จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านเป็นผู้มีมลทินอันกำจัดได้แล้ว ไม่มีกิเลส เพียงดังเนินจักไม่เข้าถึงชาติชราอีก.

แก้อรรถ

ศัพท์ว่า อุป ในบทว่า อุปนีตวโย ในพระคาถานั้น เป็นเพียงนิบาต.

ท่านมีวัยอันชรานำไปแล้ว คือมีวัยผ่านไปแล้ว ได้แก่มีวัยล่วงไปแล้ว. อธิบายว่า บัดนี้ ท่านล่วงวัยทั้งสามแล้ว ตั้งอยู่ใกล้ปากของความตาย.

บาทพระคาถาว่า สมฺปยาโตสิ ยมสฺส สนฺติกํ ความว่า ท่านตระเตรียมจะไปสู่ปากของความตายตั้งอยู่แล้ว.

บาทพระคาถาว่า วาโสปิ จ เต นตฺถิ อนฺตรา ความว่า พวกคนเดินทางย่อมพักทำกิจนั้นๆ ในระหว่างทางได้ฉันใด คนไปสู่ปรโลก ย่อมพักอยู่ฉันนั้นไม่ได้. เพราะคนไปสู่ปรโลกไม่อาจเพื่อจะกล่าวคำเป็นต้นว่า "ท่านจงรอสัก ๒-๓ วัน, ข้าพเจ้าจะให้ทานก่อน จะฟังธรรมก่อน" ก็บุคคลเคลื่อนจากโลกนี้แล้ว ย่อมเกิดในปรโลกทีเดียว,

คำนั่น พระศาสดาตรัสหมายเอาเนื้อความนี้.

บทว่า ปเถยฺยํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในหนหลังแล้วก็จริงแล ถึงอย่างนั้น พระศาสดาทรงถือเอาในพระคาถาแม้นี้ ก็เพื่อทรงทำให้มั่นบ่อยๆ แก่อุบาสก. แม้พยาธิและมรณะ ก็เป็นอันทรงถือเอาในบทว่า ชาติชรํ นี้เหมือนกัน.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนาคามิมรรค ด้วยพระคาถาในหนหลัง, ตรัสอรหัตมรรคในพระคาถานี้. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นอุบาสก เมื่อพระศาสดา แม้ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถแห่งมรรคเบื้องบน ก็บรรลุโสดาปัตติผลเบื้องต่ำ แล้วจึงบรรลุอนาคามิผลในเวลาจบอนุโมทนานี้ ตามกำลังอุปนิสัยของตน

เหมือน เมื่อพระราชาทรงปั้นพระกระยาหารขนาดเท่าพระโอษฐ์ของพระองค์ แล้วทรงนำเข้าไปแก่พระโอรส, พระกุมารทรงรับโดยประมาณพระโอษฐ์ของพระกุมารเท่านั้นฉะนั้น.

พระธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทที่เหลือ ดังนี้แล.

เรื่องบุตรของนายโคฆาตก์ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา