๕. จุนทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. จุนทสูตร
๕ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา มลฺเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน ปาวา ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ปาวายํ วิหรติ จุนฺทสฺส กมฺมารปุตฺตสฺส อมฺพวเน ฯ อสฺโสสิ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต ภควา กิร มลฺเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปาวมนุปฺปตฺโต ปาวายํ วิหรติ มยฺหํ อมฺพวเนติ ฯ อถ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข จุนฺทํ กมฺมารปุตฺตํ ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อธิวาเสตุ เม ภนฺเต ภควา สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ ฯ อธิวาเสติ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ อถ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน สเก นิเวสเน ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปตฺวา ปหูตํ จ สูกรมทฺทวํ ภควโต กาลํ อาโรเจสิ กาโล ภนฺเต นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ {๑๖๒.๑} อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน จุนฺทสฺส กมฺมารปุตฺตสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ นิสชฺช โข ภควา จุนฺทํ กมฺมารปุตฺตํ อามนฺเตสิ ยนฺเต จุนฺท สูกรมทฺทวํ ปฏิยตฺตํ เตน มํ ปริวีสิ ยํ ปนญฺญํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยตฺตํ เตน ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวีสาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ยํ อโหสิ สูกรมทฺทวํ ปฏิยตฺตํ เตน ภควนฺตํ ปริวีสิ ยํ ปนญฺญํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยตฺตํ เตน ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวีสติ ฯ อถ โข ภควา จุนฺทํ กมฺมารปุตฺตํ อามนฺเตสิ ยนฺเต จุนฺท สูกรมทฺทวํ อวสิฏฺฐํ ตํ โสพฺเภ นิขณาหิ นาหนฺตํ จุนฺท ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ยสฺส ตํ ปริภุตฺตํ สมฺมา ปริณามํ คจฺเฉยฺย อญฺญตฺร ตถาคตสฺสาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข จุนฺโท กมฺมารปุตฺโต ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ยํ อโหสิ สูกรมทฺทวํ อวสิฏฺฐํ โสพฺเภ นิขณิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข จุนฺทํ กมฺมารปุตฺตํ ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในมัลลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้เสด็จถึงเมืองปาวา ได้ยินว่า ในที่นั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ อัมพวันของนายจุนทกรรมมารบุตรใกล้เมืองปาวา นายจุนทกรรมมารบุตรได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในมัลลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จมาถึงเมืองปาวาแล้ว ประทับอยู่ ณ อัมพวันของเราใกล้เมืองปาวาลำดับนั้นแล นายจุนทกรรมมารบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นายจุนท-*กรรมมารบุตรเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ลำดับนั้นแลนายจุนทกรรมมารบุตร อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ลำดับนั้นแลนายจุนทกรรมมารบุตร ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว ลุกจากอาสนะถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้น เมื่อล่วงราตรีนั้นไปนายจุนทกรรมมารบุตรสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีต และเนื้อสุกรอ่อนเป็นอันมากในนิเวศน์ของตน แล้วให้กราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว ภัตสำเร็จแล้ว ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระ-*ภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของนายจุนทกรรมมาร-*บุตร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูลาดถวาย ครั้นแล้วตรัสกะนายจุนทกรรมมารบุตรว่า ดูกรจุนทะ เนื้อสุกรอ่อนอันใดท่านได้ตกแต่งไว้ ท่านจงอังคาสเราด้วยเนื้อสุกรอ่อนนั้น ส่วนขาทนียโภชนียาหารอื่นใดท่านได้ตกแต่งไว้ ท่านจงอังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยขาทนียโภชนียาหารนั้นเถิด นายจุนท-*กรรมมารบุตรทูลรับพระผู้มีพระภาค แล้วอังคาสพระผู้มีพระภาคด้วยเนื้อสุกรอ่อนที่ได้ตกแต่งไว้ และอังคาสภิกษุสงฆ์ด้วยขาทนียโภชนียาหารอย่างอื่นที่ได้ตกแต่งไว้ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะนายจุนทกรรมมารบุตรว่า ดูกรจุนทะท่านจงฝังเนื้อสุกรอ่อนที่เหลืออยู่นั้นเสียในบ่อ เราไม่เห็นบุคคลผู้บริโภคเนื้อสุกรอ่อนนั้นแล้วพึงให้ย่อยไปโดยชอบ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ นอกจากตถาคต นายจุนท-*กรรมมารบุตรทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฝังเนื้อสุกรอ่อนที่ยังเหลือเสียในบ่อแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นายจุนทกรรมมารบุตรเห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา เสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป ฯ
อถ โข ภควโต จุนฺทสฺส กมฺมารปุตฺตสฺส ภตฺตํ ภุตฺตาวิสฺส ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชิ โลหิตปกฺขนฺทิกา พาฬฺหา เวทนา วตฺตนฺตี มรณนฺติกา ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ อวิหญฺญมาโน ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อายามานนฺท เยน กุสินารา เตนุปสงฺกมิสฺสามาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ จุนฺทสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา กมฺมารสฺสาติ เม สุตํ อาพาธํ สมฺผุสิ ธีโร ปพาฬฺหํ มรณนฺติกํ ฯ ภุตฺตสฺส จ สูกรมทฺทเวน พฺยาธิ ปพาโฬฺห อุทปาทิ สตฺถุโน วิริจฺจมาโน ภควา อโวจ คจฺฉามหํ กุสินารํ นครนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเสวยภัตของนายจุนทกรรม- *มารบุตรแล้ว เกิดอาพาธกล้า เวทนากล้า มีการลงพระโลหิต ใกล้ต่อนิพพานได้ยินว่า ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นไม่ทุรนทุราย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถิดอานนท์ เราจักไปเมืองกุสินารา ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนักปราชญ์ เสวย ภัตตาหารของนายจุนทกรรมมารบุตรแล้ว อาพาธกล้า ใกล้ต่อ นิพพาน เกิดพยาธิกล้าขึ้นแก่พระศาสดาผู้เสวยเนื้อสุกร อ่อน พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายพระโลหิตอยู่ได้ตรัสว่า เรา จะไปนครกุสินารา ฯ
อถ โข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม เยนญฺญตรํ รุกฺขมูลํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อิงฺฆ เม ตฺวํ อานนฺท จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญาเปหิ กิลนฺโตสฺมิ นิสีทิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญาเปติ ฯ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อิงฺฆ เม ตฺวํ อานนฺท ปานียํ อาหร ปิปาสิโตสฺมิ อานนฺท ปิวิสฺสามีติ ฯ {๑๖๔.๑} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อิทานิ ภนฺเต ปญฺจมตฺตานิ สกฏสตานิ อติกฺกนฺตานิ ตํ จกฺกจฺฉินฺนํ อุทกํ ปริตฺตํ ลุฬิตํ อาวิลํ สนฺทติ อยํ ภนฺเต กุกุฏา นที อวิทูเร อจฺโฉทกา สาโตทกา สีโตทกา เสโตทกา สุปติตฺถา รมณียา เอตฺถ ภควา ปานียญฺจ ปิวิสฺสติ คตฺตานิ จ สีตํ กริสฺสตีติ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อิงฺฆ เม ตฺวํ อานนฺท ปานียํ อาหร ปิปาสิโตสฺมิ อานนฺท ปิวิสฺสามีติ ฯ {๑๖๔.๒} ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อิทานิ ภนฺเต ปญฺจมตฺตานิ สกฏสตานิ อติกฺกนฺตานิ ตํ จกฺกจฺฉินฺนํ อุทกํ ปริตฺตํ ลุฬิตํ อาวิลํ สนฺทติ อยํ ภนฺเต กุกุฏา นที อวิทูเร อจฺโฉทกา สาโตทกา สีโตทกา เสโตทกา สุปติตฺถา รมณียา เอตฺถ ภควา ปานียญฺจ ปิวิสฺสติ คตฺตานิ จ สีตํ กริสฺสตีติ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อิงฺฆ เม ตฺวํ อานนฺท ปานียํ อาหร ปิปาสิโตสฺมิ อานนฺท ปิวิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา เยน สา นที เตนุปสงฺกมิ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงแวะออกจากทางแล้วเสด็จเข้าไปยังโคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ครั้นแล้วตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เร็วเถิด เธอจงปูลาดผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นแก่เรา เราเหน็ดเหนื่อยนัก จักนั่ง ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นถวาย พระผู้มีพระ-*ภาคประทับนั่งเหนืออาสนะที่ท่านพระอานนท์ปูถวาย ครั้นแล้วตรัสกะท่านพระ-*อานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เร็วเถิด เธอจงไปนำน้ำดื่มมาให้เรา เรากระหาย จักดื่มน้ำ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้-*มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มผ่านไปแล้วน้ำนั้นถูกล้อเกวียนบดแล้ว ขุ่นมัวหน่อยหนึ่ง ไหลไปอยู่ แม่น้ำกุกุฏานทีนี้มีน้ำใสจืดเย็นสนิท มีท่าราบเรียบ ควรรื่นรมย์ อยู่ไม่ไกลนัก พระผู้มีพระภาคจักเสวยน้ำและจักสรงชำระพระกายให้เย็นในแม่น้ำกุกุฏานทีนี้ แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เร็วเถิดเธอจงไปนำน้ำดื่มมาให้เรา เรากระหาย จักดื่มน้ำ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้-*มีพระภาคแล้ว ถือบาตรเข้าไปยังแม่น้ำนั้น ฯ
อถ โข สา นที จกฺกจฺฉินฺนา ปริตฺตา ลุฬิตา อาวิลา สนฺทมานา อายสฺมนฺเต อานนฺเท อุปสงฺกมนฺเต อจฺฉา วิปฺปสนฺนา อนาวิลา สนฺทติ ฯ อถ โข อายสฺมโต อานนฺทสฺส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ ตถาคตสฺส มหิทฺธิกตา มหานุภาวกตา อยญฺหิ สา นที จกฺกจฺฉินฺนา ปริตฺตา ลุฬิตา อาวิลา สนฺทมานา มยิ อุปสงฺกมนฺเต อจฺฉา วิปฺปสนฺนา อนาวิลา สนฺทตีติ ฯ ปตฺเตน ปานียํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ตถาคตสฺส มหิทฺธิกตา มหานุภาวกตา อยญฺหิ ภนฺเต สา นที จกฺกจฺฉินฺนา ปริตฺตา ลุฬิตา อาวิลา สนฺทมานา มยิ อุปสงฺกมนฺเต อจฺฉา วิปฺปสนฺนา อนาวิลา สนฺทติ ปิวตุ ภควา ปานียํ ปิวตุ สุคโต ปานียนฺติ ฯ อถ โข ภควา ปานียํ อปาสิ ฯ
ครั้งนั้นแล แม่น้ำนั้นถูกล้อเกวียนบดแล้ว ขุ่นมัวหน่อยหนึ่ง ไหลไปอยู่ เมื่อท่านพระอานนท์เดินเข้าไปใกล้ ใสแจ๋วไม่ขุ่นมัวไหลไปอยู่ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ดำริว่า ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์หนอ ท่านผู้เจริญไม่เคยมีมาแล้วหนอ ความที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก แม่น้ำนี้แลถูกล้อเกวียนบดแล้ว ขุ่นมัวหน่อยหนึ่งไหลไปอยู่ เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ ใสแจ๋วไม่ขุ่นมัวไหลไปอยู่ ท่านพระอานนท์เอาบาตรตักน้ำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว ความที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก แม่น้ำนี้แล ถูกล้อเกวียนบดแล้ว ขุ่นมัวหน่อยหนึ่งไหลไปอยู่เมื่อข้าพระองค์เดินเข้าไปใกล้ ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวไหลไปอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเสวยน้ำเถิด ขอพระสุคตเสวยน้ำเถิด ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้เสวยน้ำ ฯ
อถ โข ภควา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน กุกุฏา นที เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กุกุฏํ นทึ อชฺโฌคาเหตฺวา นหาตฺวา จ ปิวิตฺวา จ ปจฺจุตฺตริตฺวา เยน อมฺพวนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ จุนฺทกํ อามนฺเตสิ อิงฺฆ เม ตฺวํ จุนฺทก จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญาเปหิ กิลนฺโตสฺมิ จุนฺทก นิปชฺชิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา จุนฺทโก ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญาเปติ ฯ อถ โข ภควา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ ปาเท ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ฯ อายสฺมา ปน จุนฺทโก ตตฺเถว ภควโต ปุรโต นิสีทิ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปยังแม่น้ำกุกุฏานที ครั้นแล้วเสด็จลงแม่น้ำกุกุฏานที ทรงสรงและเสวยเสร็จแล้วเสด็จขึ้นแล้วเสด็จเข้าไปยังอัมพวัน ครั้นแล้วตรัสเรียกท่านพระจุนทกะว่า ดูกรจุนทกะ เธอจงปูลาดผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นแก่เราเถิด เราเหน็ดเหนื่อยจักนอน ท่านพระจุนทกะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นถวาย ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ มนสิการอุฏฐานสัญญา ส่วนท่านพระจุนทกะนั่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ณ ที่สำเร็จสีหไสยานั้นเอง ฯ ครั้นกาลต่อมา พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รจนาคาถาเหล่านี้ไว้ว่า
คนฺตฺวาน พุทฺโธ นทิกํ กุกุฏํ อจฺโฉทกํ สาโตทกํ วิปฺปสนฺนํ โอคาหิ สตฺถา สุกิลนฺตรูโป ตถาคโต อปฺปฏิโมธ โลเก นหาตฺวา ปิวิตฺวา จ อุตฺตาริ สตฺถา ปุรกฺขโต ภิกฺขุคณสฺส มชฺเฌ ฯ สตฺถา ปวตฺตา ภควา อิธ ธมฺเม อุปาคมิ อมฺพวนํ มเหสี ฯ อามนฺตยิ จุนฺทกํ นาม ภิกฺขุํ จตุคฺคุณํ สนฺถร เม นิปชฺชํ ฯ โส โจทิโต ภาวิตตฺเตน จุนฺโท จตุคฺคุณํ ปตฺถริ ขิปฺปเมว ฯ นิปชฺชิ สตฺถา สุกิลนฺตรูโป ฯ จุนฺโทปิ ตตฺถ ปมุเข นิสีทีติ ฯ
พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังแม่น้ำกุกุฏานที มีน้ำใสแจ๋วจืดสนิท เสด็จลงไปแล้ว พระตถาคตผู้ศาสดาผู้ไม่มีบุคคลเปรียบใน โลกนี้ มีพระกายเหน็ดเหนื่อยนักแล้ว ทรงสรงและเสวย แล้วเสด็จขึ้น พระศาสดาผู้อันโลกพร้อมทั้งเทวโลกห้อม ล้อมแล้วในท่ามกลางแห่งหมู่ภิกษุ พระผู้มีพระภาคผู้ศาสดา ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ทรงเป็นไปแล้วในพระธรรมนี้ เสด็จ ถึงอัมพวันแล้ว ตรัสเรียกภิกษุชื่อจุนทกะว่า เธอจงปูลาด สังฆาฏิ ๔ ชั้นแก่เราเถิด เราจักนอน ท่านพระจุนทกะนั้น อันพระผู้มีพระภาคผู้มีพระองค์ทรงอบรมแล้ว ทรงตักเตือน แล้ว รีบปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้นทีเดียว พระศาสดามีพระกาย เหน็ดเหนื่อยนัก ทรงบรรทมแล้ว ฝ่ายพระจุนทกะก็ได้นั่ง อยู่เบื้องพระพักตร์ ณ ที่นั้น ฯ
อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ สิยา โข ปนานนฺท จุนฺทสฺส กมฺมารปุตฺตสฺส โกจิ วิปฺปฏิสารํ อุปฺปาทเหยฺย ตสฺส เต อาวุโส จุนฺท อลาภา ตสฺส เต ทุลฺลทฺธํ ยสฺส เต ตถาคโต ปจฺฉิมํ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิตฺวา ปรินิพฺพุโตติ ฯ {๑๖๘.๑} จุนฺทสฺส อานนฺท กมฺมารปุตฺตสฺส วิปฺปฏิสาโร ปฏิวิโนเทตพฺโพ ตสฺส เต อาวุโส จุนฺท ลาภา ตสฺส เต สุลทฺธํ ยสฺส เต ตถาคโต ปจฺฉิมํ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิตฺวา ปรินิพฺพุโต สมฺมุขา เม ตํ อาวุโส จุนฺท ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ เทฺวเม ปิณฺฑปาตา สมสมปฺผลา สมสมวิปากา อติวิย อญฺเญหิ ปิณฺฑปาเตหิ มหปฺผลตรา จ มหานิสํสตรา จาติ กตเม เทฺว ยญฺจ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิตฺวา ตถาคโต อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌติ ยญฺจ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิตฺวา อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ อิเม เทฺว ปิณฺฑปาตา สมสมปฺผลา สมสมวิปากา อติวิย อญฺเญหิ ปิณฺฑปาเตหิ มหปฺผลตรา จ มหานิสํสตรา จ อายุสํวตฺตนิกํ อายสฺมตา จุนฺเทน กมฺมารปุตฺเตน กมฺมํ อุปจิตํ วณฺณสํวตฺตนิกํ อายสฺมตา จุนฺเทน กมฺมารปุตฺเตน กมฺมํ อุปจิตํ สุขสํวตฺตนิกํ อายสฺมตา จุนฺเทน กมฺมารปุตฺเตน อุปจิตํ สคฺคสํวตฺตนิกํ อายสฺมตา จุนฺเทน กมฺมารปุตฺเตน กมฺมํ อุปจิตํ ยสสํวตฺตนิกํ อายสฺมตา จุนฺเทน กมฺมารปุตฺเตน กมฺมํ อุปจิตํ อธิปเตยฺยสํวตฺตนิกํ อายสฺมตา จุนฺเทน กมฺมารปุตฺเตน กมฺมํ อุปจิตนฺติ ฯ จุนฺทสฺส อานนฺท กมฺมารปุตฺตสฺส เอวํ วิปฺปฏิสาโร ปฏิวิโนเทตพฺโพติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ สญฺญมโต เวรํ น จียติ กุสโล จ ชหาติ ปาปกํ ราคโทสโมหกฺขยา ปรินิพฺพุโตติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกร อานนท์ ข้อนี้จะพึงมีบ้าง ใครๆ จะพึงทำความเดือดร้อนให้เกิดแก่นายจุนทกรรม-*มารบุตรว่า ดูกรอาวุโสจุนทะ ไม่เป็นลาภของท่าน ท่านได้ไม่ดีแล้ว ที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วปรินิพพาน ดังนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงระงับความเดือดร้อนของนายจุนทกรรมมารบุตรว่า ดูกรอาวุโสจุนทะ เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วปรินิพพาน ดูกรอาวุโสจุนทะ ข้อนี้เราได้ฟังมา ได้รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า บิณฑบาตทั้ง ๒ นี้มีผลเสมอกันๆ กัน มีวิบากเท่าๆ กันมีผลมากและมีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตเหล่าอื่นมากนัก บิณฑบาต ๒ เป็นไฉนคือ บิณฑบาตที่พระตถาคตเสวยแล้วได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑บิณฑบาตที่พระตถาคตเสวยแล้วเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑บิณฑบาตทั้ง ๒ นี้มีผลเสมอๆ กัน มีวิบากเท่าๆ กัน มีผลมากและมีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตเหล่าอื่นมากนัก นายจุนทกรรมมารบุตรก่อสร้างกรรมที่เป็นไปเพื่ออายุ เพื่อวรรณะ เพื่อสวรรค์ เพื่อยศ เพื่ออธิปไตย ดูกรอานนท์ เธอพึงระงับความเดือดร้อนของนายจุนทกรรมมารบุตรด้วยประการอย่างนี้ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า บุญย่อมเจริญแก่บุคคลผู้ให้ทาน บุคคลผู้สำรวมย่อมไม่ก่อ เวร ส่วนท่านผู้ฉลาดย่อมละบาป ครั้นละบาปแล้วปรินิพพาน เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะและโมหะ ฯ จบสูตรที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๕. จุนทสูตร ๕. จุนทสูตร ว่าด้วยนายจุนทกัมมารบุตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นมัลละพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ ได้เสด็จไปถึงเมืองปาวา ได้ยินว่า ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณสวนอัมพวันของนายจุนทกัมมารบุตร นายจุนทกัมมารบุตรได้ฟังว่า “ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปใน แคว้นมัลละพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้เสด็จถึงเมืองปาวาแล้วประทับอยู่ ณสวนอัมพวันของเรา” นายจุนทกัมมารบุตรจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นายจุนท-กัมมารบุตรเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้งนั้น นายจุนทกัมมารบุตรผู้อันพระผู้มีพระภาคตรัสชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์โปรดรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยพระอาการดุษณี ครั้งนั้น นายจุนทกัมมารบุตรทราบอาการที่พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วจากไป ครั้นคืนนั้นผ่านไป นายจุนทกัมมารบุตรสั่งให้คนจัดของขบฉันอย่างประณีต และสูกรมัททวะ@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๘๙-๑๙๗/๑๓๗-๑๔๗ @ บุตรของนายช่างทอง (ขุ.อุ.อ. ๗๔/๔๒๖) @ สูกรมัททวะ พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ดังนี้ คือ (๑) (สูกรมทฺทวนฺติ สูกรสฺส มุทุสินิทฺธํ ปวตฺตมํสํ)@หมายถึงเนื้อสุกรทั่วไปที่อ่อนนุ่ม (๒) (สูกเรหิ มทฺทิตวํสกฬีโร) หมายถึงหน่อไม้ชนิดหนึ่งที่สุกรแทะดุน@(๓) (สูกเรหิ มทฺทิตปฺปเทเส ชาตํ อหิฉตฺตกํ) หมายถึงเห็ดชนิดหนึ่งที่เกิดในถิ่นที่สุกรแทะดุน@(๔) (สูกรมทฺทวํ นาม เอกํ รสายตนํ) หมายถึงรสอาหารชนิดหนึ่งชื่อว่า สูกรมัททวะ (ขุ.อุ.อ. ๗๕/๔๒๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๕. จุนทสูตร จำนวนเพียงพอไว้ในนิเวศน์ของตน แล้วส่งคนไปให้กราบทูลภัตตกาลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้เวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของนายจุนทกัมมารบุตรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ ได้รับสั่งเรียกนายจุนทกัมมารบุตรมาตรัสว่า “จุนทะ ท่านจงประเคนเราด้วยสูกรมัททวะที่เตรียมไว้ ประเคนภิกษุสงฆ์ด้วยของขบฉันอย่างอื่นที่เตรียมไว้เถิด” นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ประเคนพระผู้มีพระภาคด้วยสูกรมัททวะที่เตรียมไว้ ประเคนของขบฉันอย่างอื่นที่เตรียมไว้แด่ภิกษุสงฆ์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกนายจุนทกัมมารบุตรมาตรัสว่า “จุนทะ ท่านจงฝังสูกรมัททวะที่เหลือในหลุม เรายังไม่เห็นใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะบริโภค สูกรมัททวะนั้นแล้วพึงถึงการย่อยไปด้วยดี ยกเว้นตถาคต” นายจุนทกัมมารบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว นำสูกรมัททวะที่เหลือนั้นไปฝังไว้ในหลุมเสร็จแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นายจุนทะเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากพุทธอาสน์เสด็จจากไป หลังจากที่พระผู้มีพระภาคเสวยพระกระยาหารของนายจุนทกัมมารบุตรเสร็จแล้วได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรง มีทุกขเวทนาเกิดจากโรคลงพระบังคนหนักเป็นโลหิตจวนเจียนจะปรินิพพาน ได้ยินว่า ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมีสติ-สัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นเวทนานั้นไว้มิได้ทรงพรั่นพรึง ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “มาเถิด อานนท์ เราไปยังกรุงกุสินารากันเถิด” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัส พระผู้มีพระภาคทันที
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๕. จุนทสูตร ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงมีพระปรีชา เสวยพระกระยาหารของนายจุนทะกัมมารบุตรแล้ว ทรงพระประชวรหนักจวนเจียนจะปรินิพพาน เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยสูกรมัททวะแล้ว ได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรงลงพระบังคนหนัก ตรัสว่า เราจะไปยังกรุงกุสินารา รับสั่งขอน้ำดื่ม ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแวะลงข้างทาง เสด็จเข้าไปยังควงไม้ต้นหนึ่งแล้วรับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ เธอจงปูสังฆาฏิ ๔ ชั้นแก่เราเราเหน็ดเหนื่อย จะนั่ง” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้วจึงปูสังฆาฏิ๔ ชั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนพุทธอาสน์นั้นแล้วตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ เธอจงนำน้ำดื่มมาเพื่อเรา เรากระหายจะดื่มน้ำ” เมื่อพระผู้มีพระภาครับสั่งอย่างนี้ ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มผ่านไปเมื่อสักครู่นี้เอง น้ำนั้นถูกล้อเกวียนย่ำจนขุ่นเป็นตมไหลไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่น้ำกุกุฏานี้อยู่ไม่ไกล มีน้ำใส รสจืด เย็นฉ่ำ สะอาด มีท่าขึ้นลงสะดวก น่ารื่นรมย์ พระผู้มีพระภาคจักทรงดื่ม และทรงสนานพระวรกายให้ชุ่มชื่นได้ ณ แม่น้ำนั้น” แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ เธอจงนำน้ำดื่มมาเพื่อเรา เรากระหายจะดื่มน้ำ” ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มผ่านไปเมื่อสักครู่นี้เอง น้ำนั้นถูกล้อเกวียนย่ำ จนขุ่นเป็นตมไหลไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่น้ำกุกุฏานี้อยู่ไม่ไกล มีน้ำใส รสจืด เย็นฉ่ำ สะอาด มีท่าขึ้นลงสะดวก น่ารื่นรมย์ พระผู้มีพระภาคจักทรงดื่ม และทรงสนานพระวรกายให้ชุ่มชื่นได้ณ แม่น้ำนั้น”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๕. จุนทสูตร แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์ เธอจงนำน้ำดื่มมาเพื่อเรา เรากระหายจะดื่มน้ำ” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้วถือบาตรเดินไปที่แม่น้ำนั้น ครั้งนั้น แม่น้ำซึ่งถูกล้อเกวียนย่ำจนขุ่นเป็นตมไหลไปอยู่นั้น เมื่อท่านพระ อานนท์เดินเข้าไปถึง ก็พลันใสสะอาด ไม่ขุ่น ไหลไปตามปกติ ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดดังนี้ว่า “น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากจริง แม่น้ำนี้มีน้ำน้อย ถูกล้อเกวียนย่ำจนขุ่นเป็นตมไป เมื่อเราเดินมาถึงก็พลันใส สะอาด ไม่ขุ่น ไหลไป” ท่านพระอานนท์จึงใช้บาตรตักน้ำแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญน่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากจริงข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่น้ำนี้มีน้ำน้อย ถูกล้อเกวียนย่ำจนขุ่นเป็นตมไหลไป เมื่อข้าพระองค์เดินเข้าไปถึง ก็พลันใสสะอาด ไม่ขุ่นไหลไป ขอพระผู้มีพระภาคทรงดื่มน้ำเถิด ขอพระสุคตทรงดื่มน้ำเถิด พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงดื่มน้ำแล้วเสด็จไปที่แม่น้ำกุกุฏา พร้อมกับ สงฆ์หมู่ใหญ่ พอเสด็จถึงก็เสด็จลงแม่น้ำนั้น ทรงสรงและทรงดื่มแล้วเสด็จขึ้น เสด็จกลับไปยังสวนอัมพวันแล้วรับสั่งเรียกท่านพระจุนทกะมาตรัสว่า “จุนทกะ เธอจงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นแก่เรา เราเหน็ดเหนื่อย จะนอน” ท่านพระจุนทกะทูลรับสนองพระดำรัสแล้วปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ทรงกำหนดพระทัยว่าจะเสด็จลุกขึ้น ส่วนท่านพระจุนทกะก็นั่งเฝ้าอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ ในที่นั้นเอง ภายหลัง พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้รจนาคาถาสรุปดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้ตถาคตศาสดา หาผู้เปรียบมิได้ในโลกนี้ ทรงมีพระวรกายเหน็ดเหนื่อยมาก เสด็จถึงแม่น้ำกุกุฏาซึ่งมีน้ำใส รสจืด สะอาด เสด็จลงไปสู่แม่น้ำนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๕. จุนทสูตร พระศาสดาผู้อันชาวโลกทั้งหมดบูชา เสด็จอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงสรงและทรงดื่มน้ำแล้วเสด็จขึ้นจากแม่น้ำ พระผู้มีพระภาคบรมศาสดา ผู้ทรงแสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ทรงประกาศเผยแผ่ธรรมวินัยไว้ในพุทธศาสนานี้ เสด็จเข้าไปยังสวนอัมพวันแล้ว รับสั่งเรียกพระจุนทกะมาตรัสว่า เธอจงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้นให้เป็นที่นอนแก่เรา ท่านพระจุนทกะนั้น อันพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงฝึกฝนอบรมพระองค์แล้วตรัสเตือน จึงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ทันที พระบรมศาสดาทรงมีพระวรกายเหน็ดเหนื่อย ทรงบรรทมแล้ว ฝ่ายพระจุนทกะก็นั่งเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ในที่นั้น บิณฑบาตทาน ๒ คราว มีผลเสมอกัน ครั้นต่อมา พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ หากจะมีใครมากล่าวให้นายจุนทกัมมารบุตรเดือดร้อนใจว่า ‘ท่านจุนทะ การที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน ไม่ใช่ลาภของท่าน ท่านได้ชั่วแล้ว อานนท์ เธอพึงระงับความเดือดร้อนใจของนายจุนท-กัมมารบุตรอย่างนี้ว่า ท่านจุนทะ การที่พระตถาคตเสวยบิณฑบาตของท่านเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ท่านจุนทะ ความข้อนี้ อาตมภาพได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคว่า บิณฑบาต ๒ คราวมีผลเสมอกัน มีวิบากเสมอกัน มีผลมากกว่าและมีอานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอื่นอย่างมาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๕. จุนทสูตร บิณฑบาต ๒ คราว อะไรบ้าง คือ ๑. บิณฑบาตที่พระตถาคตเสวยแล้วตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม ๒. บิณฑบาตที่พระตถาคตเสวยแล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ บิณฑบาต ๒ คราวนี้ มีผลเสมอกัน มีวิบากเสมอกัน มีผลมากกว่าและมี อานิสงส์มากกว่าบิณฑบาตอื่นอย่างมาก นายจุนทกัมมารบุตรได้สั่งสมกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้มีอายุยืน มีผิวพรรณ ผ่องใส มีความสุข เกิดในสวรรค์ เจริญด้วยลาภยศ เป็นใหญ่ยิ่งแล้ว อานนท์เธอพึงระงับความเดือดร้อนใจของนายจุนทกัมมารบุตรอย่างนี้” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ผู้ให้ทาน ย่อมเพิ่มพูนบุญ ผู้สำรวม (ในศีล) ย่อมไม่ก่อเวร ส่วนผู้ฉลาด ย่อมละบาปได้ เพราะสิ้นราคะ โทสะ และโมหะ ผู้นั้นจึงชื่อว่าปรินิพพานแล้ว จุนทสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจุนทสูตร
จุนทสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มลฺเลสุ ได้แก่ ในชนบท มีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน ได้แก่ ชื่อว่า ใหญ่ เพราะใหญ่โดยคุณและใหญ่โดยจำนวน.
จริงอยู่ ภิกษุสงฆ์นั้น ชื่อว่าใหญ่ แม้โดยประกอบด้วยคุณพิเศษมีศีลเป็นต้น เพราะในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ล้าหลังเขาทั้งหมดก็เป็นพระโสดาบัน ชื่อว่าใหญ่ ด้วยการใหญ่โดยจำนวน เพราะกำหนดจำนวนไม่ได้. จริงอยู่ จำเดิมตั้งแต่เวลาปลงอายุสังขาร ภิกษุทั้งหลายผู้มาแล้ว มาแล้วไม่ได้หลีกไปเลย.
บทว่า จุนฺทสฺส ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า กมฺมารปุตฺตสฺส ได้แก่ บุตรของนายช่างทอง.
เล่ากันมาว่า บุตรของนายช่างทองนั้น เป็นคนมั่งคั่ง เป็นกุฏุมพีใหญ่ เป็นพระโสดาบัน โดยการเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นครั้งแรกนั่นเองจัดแจงพระคันธกุฎี อันควรแก่การประทับอยู่ของพระศาสดา และที่พักกลางคืน และที่พักกลางวันแก่ภิกษุสงฆ์ และจัดโรงฉัน กุฏิ มณฑปและที่จงกรม แก่ภิกษุสงฆ์ ในสวนอัมพวันของตน แล้วสร้างวิหาร อันประกอบด้วยซุ้มประตู ล้อมด้วยกำแพง มอบถวายแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่าได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในอัมพวันของนายจุนทะบุตรของช่างทอง ใกล้เมืองปาวานั้น ดังนี้.
บทว่า ปฏิยาทาเปตฺวา ความว่า ให้จัดแจง คือ ให้หุงต้ม.
บทว่า สูกรมทฺทวํ นี้ท่านกล่าวไว้ในมหาอรรถกถาว่า เนื้อสุกรทั่วไป ที่อ่อนนุ่มสนิท. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า สูกรมทฺทวํ ความว่า ไม่ใช่เนื้อสุกร แต่เป็นหน่อไม้ไผ่ ที่พวกสุกรแทะดุน. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า เห็ด ที่เกิดในถิ่นที่พวกสุกรแทะดุน. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า บ่อเกิดแห่งรสชนิดหนึ่ง อันได้นามว่า สุกรอ่อน.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ก็นายจุนทะบุตรของนายช่างทอง สดับคำนั้นว่า วันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จปรินิพพานแล้ว คิดว่า ไฉนหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงเสวยเนื้อสุกรอ่อนนี้แล้ว พึงดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ดังนี้แล้ว จึงได้ถวายเพื่อประสงค์จะให้พระศาสดา ดำรงพระชนมายุได้ตลอดกาลนาน.
บทว่า เตน มํ ปริวิส ได้แก่ จงให้เราบริโภคด้วยเนื้อสุกรอ่อนนั้น.
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น?
เพราะทรงมีความเอ็นดูแก่สัตว์อื่น. ก็เหตุนั้นพระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว ในพระบาลีนั่นแล. ด้วยเหตุนั้น เป็นอันพระองค์ทรงแสดงว่า ควรจะกล่าวอย่างนั้น เพราะภิกษาเขานำมาเฉพาะ และคนอื่นไม่ควรจะบริโภค.
ได้ยินว่า เทวดาในมหาทวีปทั้ง ๔ ซึ่งมีทวีปละ ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร ใส่โอชารสลงในสุกรอ่อนนั้น. เพราะฉะนั้น ใครๆ อื่นไม่อาจจะให้เนื้อสุกรอ่อนนั้นย่อยได้โดยง่าย.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความนั้น เพื่อจะปลดเปลื้องความว่าร้ายของคนอื่น จึงทรงบันลือสีหนาท โดยนัยมีอาทิว่า จุนทะ เราไม่เห็นเนื้อสุกรอ่อนนั้น. จริงอยู่ เพื่อจะปลดเปลื้องการว่าร้ายของชนอื่นผู้ว่าร้ายว่า ไม่ให้ของที่เหลือจากที่ตนบริโภคแก่ภิกษุ ไม่ให้แก่คนเหล่าอื่น ให้ฝังไว้ในบ่อ ทำให้พินาศ ด้วยคำว่า โอกาสแห่งคำนั้น จงอย่ามี ดังนี้ พระองค์จึงทรงบันลือสีหนาท.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า สเทวเก เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่าสเทวกะ เพราะเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย. ชื่อว่าสมารกะ เพราะเป็นไปกับด้วยมาร. ชื่อว่าสพรหมกะ เพราะเป็นไปกับด้วยพรหม. ชื่อว่าสัสสมณพราหมณี เพราะเป็นไปกับด้วยสมณพราหมณ์. ชื่อว่าปชา เพราะเป็นสัตว์เกิด. ชื่อว่าสเทวมนุสสา เพราะเป็นไปกับด้วยเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ในโลกนั้น พร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์.
ในคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า สเทวกะ หมายเอาเทวดาชั้นปัญจกามาวจร. ด้วยคำว่า สมารกะ หมายเอาเทวดาชั้นกามาวจรที่ ๖. ด้วยคำว่า สพรหมกะ หมายเอาพรหมชั้นพรหมกายิกาเป็นต้น. ด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณี หมายเอาสมณะผู้เป็นข้าศึก และพราหมณ์ผู้เป็นศัตรูต่อพระศาสนา และหมายเอาสมณะผู้สงบบาป และพราหมณ์ผู้ลอยบาป. ด้วยคำว่า ปชา หมายเอาสัตวโลก. ด้วยคำว่า สเทวมนุสสะ หมายเอาเทวดาโดยสมมติ และมนุษย์ที่เหลือ.
ในบทเหล่านั้น ด้วย ๓ บท พึงทราบว่า ท่านถือเอาสัตวโลก โดยโอกาสโลก ด้วย ๒ บท พึงทราบว่า ท่านถือเอาสัตวโลก โดยหมู่สัตว์. พึงทราบอีกนัยหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วยคำว่า สเทวกะ ท่านหมายเอาเทวโลกชั้นอรูปาวจร. ด้วยคำว่า สมารกะ ท่านหมายเอาเทวโลกชั้นฉกามาวจร. ด้วยคำว่า สพรหมกะ ท่านหมายเอาพรหมโลกชั้นรูปาวจรด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณ์เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านหมายเอามนุษยโลกพร้อมด้วยเทพโดยสมมติ ด้วยอำนาจบริษัท ๔ หรือพึงทราบว่า ท่านหมายเอาสัตวโลกที่เหลือ.
บทว่า ภุตฺตาวิสฺส ได้แก่ ผู้บริโภคอยู่.
บทว่า ขโร แปลว่า หยาบ.
บทว่า อาพาโธ ได้แก่ โรคอันไม่ถูกส่วนกัน.
บทว่า พาฬฺหา ได้แก่ มีกำลัง.
บทว่า มรณนฺติกา ได้แก่ กำลังจะตาย คือสามารถจะให้ผู้ป่วยถึงเวลาใกล้ตาย.
บทว่า สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ ความว่า ตั้งสติไว้ด้วยดี กำหนดด้วยญาณยับยั้งอยู่.
บทว่า อวิหญฺญมาโน ความว่า ไม่กระทำให้เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา เหมือนธรรมที่ไม่ได้กำหนด โดยอนุวัตตามเวทนา ยับยั้งอยู่ เหมือนไม่ถูกรบกวน ไม่ได้รับความลำบาก.
จริงอยู่ เวทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในหมู่บ้านเวฬุวคามนั่นเอง แต่ถูกพลังแห่งสมาบัติข่มไว้ จึงไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งวันปรินิพพาน เพราะให้สมาบัติน้อมไปเฉพาะทุกๆ วัน. แต่พระองค์ประสงค์จะปรินิพพานในวันนั้น จึงไม่เข้าสมาบัติ เพื่อให้สัตว์เกิดความสังเวชว่า แม้ทรงพลังช้าง ๑,๐๐๐ โกฏิเชือกมีกายเสมอกับด้วยเรือนเพชรมีบุญสมภารที่สั่งสมตลอดกาลประมาณมิได้ เมื่อภพยังมีอยู่ เวทนาเห็นปานนี้ก็ย่อมเป็นไป จะป่วยกล่าวไปไยถึงสัตว์เหล่าอื่นเล่า เพราะเหตุนั้น เวทนาจึงเป็นไปอย่างแรงกล้า.
บทว่า อายาม แปลว่า มาไปกันเถอะ.
ภายหลัง พระธรรมสังคาหกาจารย์ได้ตั้งคาถา ซึ่งมีอาทิว่า จุนฺทสฺส ภตฺตํ ภุญฺชิตฺวา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุตฺตสฺส จ สูกรมทฺทเวน ความว่า เกิดพยาธิอย่างแรงกล้าแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวย เพราะไม่ใช่ทรงเสวยพระกระยาหารเป็นปัจจัย. เพราะถ้าโรคอย่างแรงกล้าจักเกิด คือจักได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มิได้เสวยพระกระยาหารแล้วไซร้ แต่เพราะพระองค์เสวยพระกระยาหารอันสนิท เวทนาจึงได้เบาบางลงด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงไม่สามารถจะเสด็จไปได้ด้วยพระบาท. พระองค์จึงทรงแสดงสีหนาท ที่พระองค์ทรงบันลือว่า กระยาหารที่ผู้ใดบริโภคแล้วพึงถึงความย่อยไปโดยชอบ ฯลฯ เว้นพระตถาคต ดังนี้ ให้เป็นประโยชน์.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า เสียงที่กระหึ่มในฐานะที่ไม่สมควร ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะเหตุที่พระกระยาหารที่พระองค์ทรงเสวยแล้ว ไม่ทำวิการอะไรๆ ให้เกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระกระยาหารซึ่งเป็นสิ่งแสลง ที่กรรมอันได้ช่องแล้วเข้าไปยึดถือ สงบไปโดยประมาณน้อย จึงทำพลังให้เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งเป็นเหตุให้ประโยชน์ ๓ อย่างตามที่จะกล่าวให้สำเร็จ ฉะนั้น พระกระยาหารนั้นจึงถึงความย่อยไปโดยชอบทีเดียว แต่เพราะเวทนาถึงปางตายที่ใครๆ ไม่รู้แล้วไม่ปรากฏแล้ว จึงได้มี ฉะนี้แล.
บทว่า วิริจฺจมาโน ได้แก่ เป็นผู้ทรงพระบังคนหนักเป็นพระโลหิตเป็นไปเนืองๆ.
บทว่า อโวจ ความว่า พระองค์ได้ตรัสอย่างนั้น เพื่อประโยชน์แก่ปรินิพพานในที่ที่พระองค์ทรงปรารถนา.
ถามว่า ก็เพราะเหตุที่เมื่อโรคเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จไปยังกรุงกุสินารา เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่สามารถปรินิพพานในที่อื่น?
ตอบว่า เพราะพระองค์ไม่สามารถจะปรินิพพานในที่ไหนๆ หามิได้ แต่พระองค์ทรงดำริอย่างนี้ว่า เมื่อเราไปยังกรุงกุสินารา อัตถุปัตติเหตุในการแสดงมหาสุทัสสนสูตร ก็จักมีสมบัติอันใด อันเช่นกับสมบัติที่เราพึงเสวยในเทวโลก ด้วยอัตถุปปัตติเหตุนั้น เราก็ได้เสวยแล้วในมนุษยโลก เราจักประดับสมบัตินั้นด้วยภาณวารทั้ง ๒ แล้ว จักแสดงธรรม ชนเป็นอันมากได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็จักสำคัญถึงกุศลที่ตนควรกระทำ
ในที่นั้น แม้สุภัททะก็จักมาเฝ้าเรา ถามปัญหา ในที่สุดการแก้ปัญหาจึงตั้งอยู่ในสรณะ ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เจริญกัมมัฏฐาน บรรลุพระอรหัต ในเมื่อเรายังทรงชีพอยู่นั่นแล จักเป็นผู้ชื่อว่าปัจฉิมสาวก
เมื่อเราปรินิพพานในที่อื่นเสีย ความทะเลาะก็จักมี เพราะธาตุเป็นเหตุ โลหิตจักไหลไปเหมือนแม่น้ำ แต่เมื่อเราปรินิพพานในกรุงกุสินารา โทณพราหมณ์ก็จักสงบวิวาทนั้น แบ่งธาตุทั้งหลายให้ไปดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเห็นเหตุ ๓ ประการดังว่ามานี้ จึงได้เสด็จไปยังกรุงกุสินารา ด้วยความอุตสาหะใหญ่.
ศัพท์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตใช้ในโจทนัตถะ.
บทว่า กิลนฺโตสฺมิ ความว่า เราเป็นผู้ซูบซีด.
ด้วยบทนั้น ทรงแสดงเฉพาะเวทนาตามที่กล่าวแล้วว่ามีกำลังรุนแรงทีเดียว.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จดำเนินไปในกาลนั้น ด้วยอานุภาพของพระองค์ ก็เวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อน เป็นไปโดยประการที่คนเหล่าอื่นไม่สามารถทำการยกเท้าขึ้นได้ เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า เราจักนั่ง ดังนี้.
บทว่า อิทานิ แปลว่า ในกาลนี้.
บทว่า ลุลิตํ ได้แก่ อากูล เหมือนถูกย่ำยี.
บทว่า อาวิลํ แปลว่า ขุ่นมัว.
บทว่า อจฺโฉทกา ได้แก่ น้ำที่ใสน้อย.
บทว่า สาโตทกา ได้แก่ น้ำที่มีรสอร่อย.
บทว่า สีโตทกา ได้แก่ น้ำเย็น.
บทว่า เสโตทกา ได้แก่ น้ำปราศจากเปือกตม.
จริงอยู่ น้ำ โดยสภาวะมีสีขาว แต่กลายเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจพื้นที่ และขุ่นมัวไปด้วยเปือกตม. แม่น้ำ แม้ขาว มีทรายหยาบสะอาด เกลื่อนกล่นมีสีขาวไหลไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เสโตทกา น้ำขาว.
บทว่า สุปติฏฺฐา แปลว่า ท่าดี.
บทว่า รมณียา ความว่า อันบุคคลพึงยินดี โดยเป็นส่วนภูมิภาคอันเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ และชื่อว่าเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ เพราะสมบูรณ์ด้วยน้ำตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า กิลนฺโตสฺมิ จุนฺท นิปชฺชิสฺสามิ ความว่า ในบรรดาตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูลที่พระตถาคตตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ช้าง ๑๐ เชือกเหล่านี้ คือ ช้างตระกูลกาฬาวกะ ๑
ช้างตระกูลคังเคยยะ ๑ ช้างตระกูลปัณฑระ ๑
ช้างตระกูลตัมพะ ๑ ช้างตระกูลปิงคละ ๑
ช้างตระกูลคันธะ ๑ ช้างตระกูลมังคละ ๑
ช้างตระกูลเหมะ ๑ ช้างตระกูลอุโบสถ ๑
ช้างตระกูลฉัททันต์ ๑.
กำลังแห่งช้างตามปกติ ๑๐ เชือก กล่าวคือช้างตระกูลกาฬาวกะ ตามที่กล่าวแล้วอย่างนี้ เป็นกำลังของช้างตระกูลคังเคยยะ ๑ เชือก รวมความว่าโดยการคำนวณที่คูณด้วย ๑๐ แห่งช้างตามปกติ กำลังกายพระตถาคตซึ่งมีประมาณกำลัง ๑,๐๐๐ โกฏิเชือกทั้งหมดนั้นถึงซึ่งความสิ้นไป เหมือนน้ำที่เขาใส่ไว้ในกระบอกกรองน้ำ ตั้งแต่ภายหลังภัตรในวันนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจากเมืองปาวา ๓ คาวุต จากกุสินารา ประทับนั่งในระหว่างนี้ ในที่ ๒๕ (คาวุต) กระทำความอุตสาหะใหญ่ เสด็จมาถึงกรุงกุสินาราในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคต. พระองค์ทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าโรคย่อมมาย่ำยีบุคคลผู้ไม่มีโรคทั้งหมดได้ ด้วยประการฉะนี้ เมื่อจะตรัสพระวาจาอันกระทำความสังเวชแก่สัตวโลก พร้อมทั้งเทวโลก จึงตรัสว่า จุนทะ เราเป็นผู้เหน็ดเหนื่อย จักนอนละ ดังนี้.
การนอนในคำว่า สีหเสยฺยํ นี้ มี ๔ อย่าง คือ
การนอนของบุคคลผู้บริโภคกาม ๑
การนอนของพวกเปรต ๑
การนอนของพระตถาคต ๑
การนอนของพวกสีหะ ๑.
ในบรรดาการนอน ๔ อย่างนั้น การนอนที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้บริโภคกาม โดยมากย่อมนอนตะแคงซ้าย นี้ชื่อว่า การนอนของผู้บริโภคกาม. การนอนที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเปรตโดยมากย่อมนอนหงาย นี้ชื่อว่า การนอนของพวกเปรต. ฌานที่ ๔ ชื่อว่าการนอนของพระตถาคต. การนอนที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย พระยาราชสีห์ย่อมนอนตะแคงขวา นี้ชื่อว่าการนอนของสีหะ.
จริงอยู่ การนอนของสีหะนี้ ชื่อว่าเป็นการนอนอย่างสูงสุด เพราะมีอิริยาบถอันสูงขึ้นเพราะเดช. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมสำเร็จการนอนอย่างสีหะโดยตะแคงขวา ดังนี้.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔๖
บทว่า ปาเท ปาทํ ได้แก่ ซ้อนพระบาทซ้ายเหลื่อมพระบาทขวา.
บทว่า อจฺจาธาย แปลว่า ซ้อน คือวางข้อเท้าให้เหลื่อม.
จริงอยู่ เมื่อข้อเท้าต่อข้อเท้า เมื่อเข่าต่อเข่าเบียดเสียดกัน เวทนาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ การนอนย่อมไม่ผาสุก. แต่เมื่อวางข้อเท้าให้เหลื่อมกันโดยที่ไม่เบียดเสียดกัน เวทนาย่อมไม่เกิด การนอนก็ผาสุก. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงบรรทมอย่างนี้.
คาถาเหล่านี้ว่า คนฺตฺวาน พุทฺโธ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายรจนาขึ้นภายหลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทิกํ ได้แก่ ซึ่งแม่น้ำ.
บทว่า อปฺปฏิโมธ โลเก ได้แก่ ไม่มีผู้เปรียบปานในโลกนี้ คือในโลก พร้อมด้วยเทวโลกนี้.
บทว่า นหาตฺวา ปิวิตฺวา อุทตาริ ได้แก่ ทรงสรงสนานโดยกระทำให้พระวรกายเย็น และทรงดื่มน้ำแล้วเสด็จขึ้นจากน้ำ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรงสนาน สิ่งทั้งหมด คือปลาและเต่าภายในแม่น้ำ น้ำ ไพรสณฑ์ที่ฝั่งทั้งสองและภูมิภาคทั้งหมดนั้น ได้กลายเป็นดังสีทองไปทั้งนั้น.
บทว่า ปุรกฺขโต ความว่า อันโลกพร้อมทั้งเทวโลก ชื่อว่ากระทำไว้ในเบื้องหน้า โดยการบูชาและการนับถือ เพราะพระองค์เป็นครูผู้สูงสุดแก่สัตว์ โดยพิเศษด้วยคุณ.
บทว่า ภิกฺขุคณสฺส มชฺเฌ แปลว่า ในท่ามกลางของภิกษุสงฆ์.
ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้รับเวทนาเกินประมาณ จึงไปแวดล้อมอยู่โดยรอบอย่างใกล้ชิด.
บทว่า สตฺถา ความว่า ชื่อว่าศาสดา เพราะทรงโปรยปรายอนุศาสนีแก่เหล่าสัตว์ ด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายภพ และปรมัตถประโยชน์.
บทว่า ปวตฺตา ภควาธ ธมฺเม ความว่า พระศาสดา ชื่อว่าภควา เพราะเป็นผู้มีภาคยธรรมเป็นต้น ทรงประกาศศาสนธรรมมีศีลเป็นต้น ในพระศาสนานี้ คือทรงขยายพระธรรมหรือพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ให้แพร่หลาย.
บทว่า อมฺพวนํ ได้แก่ สวนอัมพวัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั่นเอง.
บทว่า อามนฺตยิ จุนฺทกํ ความว่า ได้ยินว่า ในขณะนั้น ท่านพระอานนท์มัวบิดผ้าอาบน้ำอยู่จึงล่าช้า พระจุนทกเถระได้อยู่ใกล้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกท่านมา.
บทว่า ปมุเข นิสีทิ ได้แก่ นั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา โดยยกวัตรขึ้นเป็นประธาน. ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า เพราะเหตุไรหนอ พระศาสดาจึงตรัสเรียก ดังนี้ พระอานนท์ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก ก็มาถึงตามลำดับ. ครั้นท่านพระอานนท์มาถึงตามลำดับอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกมา.
บทว่า อุปฺปาทเหยฺย แปลว่า พึงให้เกิดขึ้น. อธิบายว่า ใครๆ ผู้ทำความเดือดร้อนให้เกิดขึ้น จะพึงมีบ้าง.
บทว่า อลาภา ความว่า ข้อที่บุคคลเหล่าอื่นให้ทาน จะจัดว่าเป็นลาภ กล่าวคืออานิสงส์แห่งทานหาได้ไม่.
บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า ความได้เป็นอัตภาพเป็นมนุษย์ แม้ที่ได้ด้วยบุญพิเศษ จัดว่าเป็นการได้โดยยาก.
บทว่า ยสฺส เต แก้เป็น ยสฺส ตว แปลว่า ของท่านใด. ใครจะรู้ บิณฑบาตนั้นว่า หุงไว้ไม่สุก หรือเปียกเกินไป. พระตถาคตทรงเสวยบิณฑบาตครั้งสุดท้ายแม้เช่นไร จึงเสด็จปรินิพพาน จักเป็นอันท่านถวายไม่ดีแน่แท้.
บทว่า ลาภา ได้แก่ ลาภ กล่าวคืออานิสงส์แห่งทานที่มีในปัจจุบัน และสัมปรายภพ.
บทว่า สุลทฺธํ ความว่า ความเป็นมนุษย์ ท่านได้ดีแล้ว.
บทว่า สมฺมุขา แปลว่า โดยพร้อมหน้า ไม่ใช่โดยได้ยินมา อธิบายว่า ไม่ใช่โดยเล่าสืบๆ กันมา.
บทว่า เมตํ ตัดเป็น เม เอตํ หรือ มยา เอตํ แปลว่า ข้อนั้นเราได้รับทราบแล้ว.
บทว่า เทฺวเม ตัดเป็น เทฺว อิเม แปลว่า บิณฑบาตสองอย่างนี้.
บทว่า สมปฺผลา ได้แก่ มีผลเสมอกันด้วยอาการทั้งปวง.
พระตถาคตทรงเสวยบิณฑบาตที่นางสุชาดาถวายแล้ว จึงตรัสรู้ ทานนั้นจัดเป็นทานในกาลที่พระองค์ยังละกิเลสไม่ได้ แต่ทานของนายจุนทะนี้เป็นทานในกาลที่พระองค์หมดอาสวะแล้ว มิใช่หรือ แต่เพราะเหตุไร ทานเหล่านี้จึงมีผลเสมอกัน.
เพราะมีการปรินิพพานเสมอกัน เพราะมีสมาบัติเสมอกัน และเพราะมีการระลึกเสมอกัน.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยบิณฑบาตที่นางสุชาดาถวายแล้ว ปรินิพพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ทรงเสวยบิณฑบาตที่นายจุนทะถวาย แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ รวมความว่า ทานเหล่านั้นมีผลเสมอกัน เพราะมีการปรินิพพานเสมอกัน.
ในวันตรัสรู้ พระองค์ทรงเข้าสมาบัติ นับได้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ โกฏิ แม้ในวันปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงเข้าสมาบัติเหล่านั้นทั้งหมด ทานเหล่านั้นจึงชื่อว่ามีผลเสมอกัน เพราะมีการเสมอกันด้วยการเข้าสมาบัติ ด้วยประการฉะนี้.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่บริโภคบิณฑบาตของผู้ใด แล้วเข้าเจโตสมาธิหาประมาณมิได้อยู่ ความหลั่งไหลแห่งบุญ ความหลั่งไหลแห่งกุศล ของผู้นั้นหาประมาณมิได้ ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๕๑
ครั้นต่อมา นางสุชาดาได้สดับว่า ข่าวว่า เทวดานั้นไม่ใช่รุกขเทวดา ข่าวว่า ผู้นั้นเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์บริโภคบิณฑบาตนั้นแล้ว ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้น ได้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑบาตนั้นสิ้น ๗ สัปดาห์. เมื่อนางสุชาดาได้ฟังคำนี้แล้ว หวนระลึกว่า เป็นลาภของเราหนอ จึงเกิดปิติโสมนัสอย่างรุนแรง.
ครั้นต่อมา เมื่อนายจุนทะสดับว่า ข่าวว่า เราได้ถวายบิณฑบาตครั้งสุดท้าย ข่าวว่า เราได้รับยอดธรรม ข่าวว่า พระศาสดาทรงเสวยบิณฑบาตของเรา แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุที่พระองค์ทรงปรารถนาอย่างยิ่งตลอดกาลนาน จึงหวนระลึกว่า เป็นลาภของเราหนอ จึงเกิดปิติโสมนัสอย่างรุนแรงแล.
พึงทราบว่า บิณฑบาตทาน ๒ อย่างชื่อว่า มีผลเสมอกัน แม้เพราะมีการระลึกถึงเสมอกัน อย่างนี้.
บทว่า อายุสํวตฺตนิกํ แปลว่า เป็นทางให้อายุยืนนาน.
บทว่า อุปจิตํ แปลว่า สั่งสมแล้ว คือให้เกิดแล้ว.
บทว่า ยสสํวตฺตนิกํ แปลว่า เป็นทางให้มีบริวาร.
บทว่า อาธิปเตยฺยสํวตฺตนิกํ แปลว่า เป็นทางแห่งความเป็นผู้ประเสริฐ.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ถึงอรรถทั้ง ๓ อย่างนี้ คือความที่ทานมีผลมาก ๑ ความที่พระองค์ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลอย่างยอดเยี่ยม โดยพระคุณมีศีลเป็นต้น ๑ อนุปาทาปรินิพพาน ๑ แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททโต ปญฺญํ ปวฑฺฒติ ความว่า บุคคลผู้ให้ทาน ชื่อว่าย่อมก่อบุญอันสำเร็จด้วยทาน เพราะเพียบพร้อมด้วยจิต และเพียบพร้อมด้วยทักขิไณยบุคคล ย่อมมีผลมากกว่า มีอานิสงส์มากกว่า.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถในบทว่า ททโต ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ นี้ อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้ไม่มากไปด้วยอาบัติ ในที่ทุกสถานย่อมสามารถเพื่อจะรักษาศีลให้หมดจดด้วยดี แล้วบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาโดยลำดับ เพราะผู้บริจาคไทยธรรม ย่อมกระทำให้มาก ด้วยเจตนาเป็นเครื่องบริจาค เพราะเหตุนั้น บุญทั้ง ๓ อย่างนี้มีทานเป็นต้น ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น.
บทว่า สญฺญมโต ได้แก่ ผู้สำรวมด้วยการสำรวมในศีล. อธิบายว่า ผู้ตั้งอยู่ในสังวร.
บทว่า เวรํ น จียติ ความว่า เวร ๕ อย่างย่อมไม่เกิด.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้มีศีลหมดจดด้วยศีล ผู้สำรวมด้วยกาย วาจา และจิต เพราะอธิศีล มีอโทสะเป็นประธาน ย่อมไม่ก่อเวรด้วยใครๆ เพราะเป็นผู้มากด้วยขันติ ผู้นั้นจักเป็นผู้ชื่อว่าก่อเวรแต่ที่ไหน เพราะฉะนั้น ผู้สำรวมคือผู้ระวังนั้น ย่อมไม่ก่อเวร เพราะเหตุมีความสำรวม.
บทว่า กุสโล จ ชหาติ ปาปกํ ความว่า ก็บุคคลผู้ฉลาด คือผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดี กำหนดกัมมัฏฐาน อันเหมาะสมแก่ตนในอารมณ์ ๓๘ ประการ ย่อมยังฌานต่างด้วยอุปจาระและอัปปนาให้สำเร็จ ชื่อว่าละ คือสละอกุศล มีกามฉันทะเป็นต้น อันชั่วช้าลามก ด้วยวิกขัมภนปหาน. ผู้นั้นทำฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาท เริ่มตั้งความสิ้นไปและเสื่อมไปในสังขารทั้งหลาย บำเพ็ญวิปัสสนา ทำวิปัสสนาให้เกิด ย่อมละอกุศลอันชั่วช้าลามกได้อย่างเด็ดขาด ด้วยอริยมรรค.
บทว่า ราคโทสโมหกฺขยา ปรินิพฺพุโต ความว่า ผู้นั้นละอกุศลอันลามกอย่างนี้แล้ว ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสไม่มีส่วนเหลือ เพราะสิ้นราคะเป็นต้น ต่อแต่นั้น ย่อมปรินิพพานด้วยการดับขันธ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยทักขิณาสมบัติของนายจุนทะ และทรงอาศัยทักขิไณยสมบัติของพระองค์ จึงทรงเปล่งอุทานอันซ่านออกด้วยกำลังแห่งปิติ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาจุนทสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------