อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๑๕

๘. ปสูรสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส อฏฺฐมํ ปสูรสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ปสูรสูตรที่ ๘

ข้อ ๔๑๕

|๔๑๕.๑๒๕๒| ๘ อิเธว สุทฺธี อิติ วาทยนฺติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ ยํ นิสฺสิตา ตตฺถ สุภํ วทานา ปจฺเจกสจฺเจสุ ปุถู นิวิฏฺฐา ฯ |๔๑๕.๑๒๕๓| เต วาทกามา ปริสํ วิคยฺห พาลํ ทหนฺตี มิถุ อญฺญมญฺญํ วทนฺติ เต อญฺญสิตา กโถชฺชํ ปสํสกามา กุสลา วทานา ฯ |๔๑๕.๑๒๕๔| ยุตฺโต กถายํ ปริสาย มชฺเฌ ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ อปาหตสฺมึ ปน มงฺกุ โหติ นินฺทาย โส กุปฺปติ รนฺธเมสี ฯ |๔๑๕.๑๒๕๕| ยมสฺส วาทํ ปริหีนมาหุ อปาหตํ ปญฺหวิมํสกาเส ปริเทวติ โสจติ หีนวาโท อุปจฺจคา มนฺติ อนุตฺถุนาติ ฯ |๔๑๕.๑๒๕๖| เอเต วิวาทา สมเณสุ ชาตา เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ โหติ เอตมฺปิ ทิสฺวา วิรเม กโถชฺชํ น หญฺญทตฺถตฺถิ ปสํสลาภา ฯ |๔๑๕.๑๒๕๗| ปสํสิโต วา ปน ตตฺถ โหติ อกฺขาย วาทํ ปริสาย มชฺเฌ โส หสฺสตี อุณฺณมติจฺจ เตน ปปฺปุยฺย ตํ อตฺถ ยถา มโน อหุ ฯ |๔๑๕.๑๒๕๘| ยา อุณฺณตี สาสฺส วิฆาตภูมิ มานาติมานํ วทเต ปเนโส เอตมฺปิ ทิสฺวา วิรเม กโถชฺชํ น เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ |๔๑๕.๑๒๕๙| สูโร ยถา ราชขาทาย ปุฏฺโฐ อภิคชฺชเมติ ปฏิสูรมิจฺฉํ เยเนว โส เตน ปเลหิ สูร ปุพฺเพว นตฺถี ยทิทํ ยุธาย ฯ |๔๑๕.๑๒๖๐| เย ทิฏฺฐิมุคฺคยฺห วิวาทยนฺติ อิทเมว สจฺจนฺติ จ วาทยนฺติ เต ตฺวํ วทสฺสุ น หิ เตธ อตฺถิ วาทมฺหิ ชาเต ปฏิเสนิกตฺตา ฯ |๔๑๕.๑๒๖๑| วิเสนิกตฺวา ปน เย จรนฺติ ทิฏฺฐีหิ ทิฏฺฐึ อวิรุชฺฌมานา เตสุ ตฺวํ กึ ลเภโถ ปสูร เยสีธ นตฺถี ปรมุคฺคหีตํ ฯ |๔๑๕.๑๒๖๒| อถ ตฺวํ ปวิตกฺกมาคมา มนสา ทิฏฺฐิคตานิ จินฺตยนฺโต โธเนน ยุคํ สมาคมา น หิ ตฺวํ สกฺขสิ สมฺปยาตเวติ ฯ ปสูรสุตฺตํ อฏฺฐมํ ฯ ------------

สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฐิ ย่อมกล่าวว่า ความบริสุทธิ์ว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความบริสุทธิ์ ในธรรมเหล่าอื่น สมณพราหมณ์เป็นอันมาก กล่าวความดี งามในศาสดาของตนเป็นต้นที่ตนอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ใน สัจจะเฉพาะอย่าง (มีคำว่าโลกเที่ยงเป็นต้น) สมณพราหมณ์ เจ้าทิฐิ ๒ พวกนั้น ประสงค์จะกล่าวโต้ตอบกัน เข้าไปสู่ บริษัทแล้ว ย่อมโต้เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลา สมณ- พราหมณ์เหล่านั้นต้องการแต่ความสรรเสริญ เป็นผู้มีความ สำคัญว่า เราทั้งหลายเป็นคนฉลาดอาศัยศาสดาของกันและ กันเป็นต้นแล้ว ย่อมกล่าวคำทะเลาะกัน บุคคลปรารถนาแต่ ความสรรเสริญ ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท กระทบกระเทียบ กันในท่ามกลางบริษัท แต่กลับเป็นผู้เก้อเขินในเพราะวาทะ อันผู้ตัดสินปัญหาไม่ทำให้เลื่อมใส บุคคลนั้นเป็นผู้แสวงหา โทษ ย่อมโกรธเพราะความนินทา ผู้พิจารณาปัญหาทั้งหลาย กล่าววาทะใดของบุคคลนั้นอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วว่าเป็น วาทะเสื่อมสิ้น บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมแล้วนั้น ย่อมคร่ำครวญ เศร้าโศก ทอดถอนใจว่า ท่านผู้นี้กล่าวสูงเกินเราไป ความ วิวาทเหล่านี้เกิดแล้วในพวกสมณะ ความกระทบกระทั่งกัน ย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้ บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึง เว้นความทะเลาะกันเสีย ความสรรเสริญและลาภ ย่อมไม่มี เป็นอย่างอื่นไปเลย ก็หรือบุคคลนั้นกล่าววาทะในท่ามกลาง บริษัท เป็นผู้อันบุคคลสรรเสริญแล้วในเพราะทิฐินั้น ย่อม รื่นเริงใจสูงขึ้นเพราะต้องการชัยชนะและมานะนั้นได้ถึงความ ต้องการชัยชนะนั้นสมใจนึก การยกตนของบุคคลนั้น เป็น พื้นแห่งความกระทบกัน และบุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงการ ถือตัวและการดูหมิ่นผู้อื่น บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงเว้น ความทะเลาะกันเสีย ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความ บริสุทธิ์ด้วยการทะเลาะกันนั้น บุคคลผู้เจ้าทิฐิปรารถนาพบ บุคคลเจ้าทิฐิผู้เป็นปฏิปักษ์กัน ย่อมคำราม เปรียบเหมือน ทหารผู้กล้าหาญ ซึ่งพระราชาทรงเลี้ยงแล้วด้วยราชขาทนียา- หาร ปรารถนาพบทหารผู้เป็นปฏิปักษ์กัน ย่อมคำราม ฉะนั้น ดูกรท่านผู้องอาจ บุคคลเจ้าทิฐิเป็นปฏิปักษ์ของท่านนั้น มีอยู่ ณ ที่ใด ท่านจงไป ณ ที่นั้นเถิด กิเลสชาติเพื่อการรบนี้ ไม่มีในกาลก่อนเลย (กิเลสชาตินั้นเราผู้ตถาคตละเสียแล้ว ณ ควงแห่งไม้โพธินั้นแล) สมณพราหมณ์เหล่าใดถือรั้น ทิฐิแล้ว ย่อมวิวาทกันและย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ท่านผู้กระทำความเป็นข้าศึกในวาทะ (ถ้อยคำ) ที่เกิดขึ้น จงกล่าวทุ่มเถียงกะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเถิด พราหมณ์เหล่า นั้นไม่มีในที่นี้เลย ส่วนพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย กำจัด เสนา คือกิเลสให้พินาศแล้ว ไม่กระทำความเห็นให้ผิดไป จากความเห็น เที่ยวไปอยู่ ดูกรปสุระ ท่านจะได้สู้รบโต้ ตอบอะไร ในพระอรหันต์ผู้ไม่มีความยึดถือว่าสิ่งนี้ประเสริฐ ในโลกนี้ ถ้าท่านคิดถึงทิฐิทั้งหลายอยู่ด้วยใจ ถึงความตรึกไป ต่างๆ ถือเอาความเป็นคู่แข่งขันกับพระพุทธะผู้กำจัดกิเลส ได้แล้วไซร้ ท่านจะสามารถเพื่อถือเอาความเป็นคู่แข่งขันให้ สำเร็จไม่ได้เลย ฯ จบปสูรสูตรที่ ๘

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. ปสูรสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าปสูระ (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ปสูรปริพาชกในท่ามกลางพุทธบริษัทดังนี้)

ข้อ ๘๓๑

สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมกล่าวความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น บุคคลอาศัยศาสดาใดก็กล่าวศาสดานั้นว่าดีงาม ในเพราะทิฏฐิของตนนั้น เป็นผู้ตั้งอยู่ในปัจเจกสัจจะ @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕๙-๖๙/๑๙๕-๒๑๖ @ ปัจเจกสัจจะ ในที่นี้หมายถึงสัจจะเฉพาะอย่าง เช่น สัจจะที่ว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕๙/๑๙๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๙๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๘. ปสูรสูตร

ข้อ ๘๓๒

สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นคนอยากพูด เข้าไปสู่บริษัทแล้ว จับคู่กล่าวหากันและกันว่า เป็นคนพาล สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน อยากได้ความสรรเสริญ ก็กล่าวยกตนว่า เป็นผู้ฉลาด

ข้อ ๘๓๓

คนผู้ประกอบถ้อยคำ(เพื่อกล่าว) ในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ เป็นผู้เก้อเขินในเมื่อถูกคัดค้านตกไป ย่อมโกรธเคืองเพราะคำนินทา แสวงหาข้อแก้ตัว

ข้อ ๘๓๔

บริษัทผู้พิจารณาปัญหากล่าววาทะของเขาว่า เลว ถูกคัดค้านให้ตกไปแล้ว เขาเสื่อมวาทะไปแล้ว ย่อมคร่ำครวญเศร้าโศก ทอดถอนใจว่า เขานำ(หน้า) เราไปแล้ว

ข้อ ๘๓๕

การวิวาทเหล่านี้เกิดแล้วในหมู่สมณะ ความยินดีและความยินร้าย มีอยู่ในการวิวาทเหล่านี้ บุคคลเห็นโทษนี้แล้ว พึงงดเว้นถ้อยคำขัดแย้งกัน เพราะว่าไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้ความสรรเสริญ

ข้อ ๘๓๖

ก็หรือว่า บุคคลกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท ได้รับความสรรเสริญเพราะทิฏฐิของตนนั้น เขาย่อมหัวเราะและฟูใจด้วยประโยชน์แห่งความชนะนั้น เพราะได้บรรลุถึงประโยชน์ตามที่ใจคิดไว้แล้ว

ข้อ ๘๓๗

ความลำพองตน ย่อมเป็นภูมิสำหรับย่ำยีของเขา เขาจึงกล่าวคำถือตัวและคำดูหมิ่นกัน บุคคลเห็นโทษนี้แล้ว ไม่ควรวิวาทกัน เพราะผู้ฉลาดทั้งหลาย ไม่กล่าวความหมดจด ด้วยความวิวาทกันนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสูตร

ข้อ ๘๓๘

คนกล้าที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยของเสวยของพระราชา เขาคึกคะนอง อยากพบคนกล้าฝ่ายตรงข้ามย่อมได้พบ ฉันใด (เจ้าลัทธิย่อมได้พบเจ้าลัทธิ ฉันนั้น) ผู้กล้าเอ๋ย เจ้าลัทธิอยู่ที่ใด เธอจงไปเสียจากที่นั้นเถิด เพราะกิเลสที่เคยมีแต่ก่อนของตถาคตมิได้มีเพื่อการรบ

ข้อ ๘๓๙

ชนเหล่าใดถือทิฏฐิแล้ววิวาทกัน และกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง เธอจงพูดกับชนเหล่านั้นว่า กิเลสที่เป็นข้าศึกกัน เมื่อวาทะเกิดไม่มีในธรรมวินัยนี้

ข้อ ๘๔๐

พระอรหันต์เหล่าใด กำจัดเสนาได้แล้ว ไม่เอาทิฏฐิไปกระทบทิฏฐิ เที่ยวไป พระอรหันต์เหล่าใดในธรรมวินัยนี้ ไม่มีความถือมั่นสิ่งนี้ว่า ยอดเยี่ยม ปสูระเอ๋ย เธอจะพึงได้อะไร ในพระอรหันต์เหล่านั้น

ข้อ ๘๔๑

อนึ่ง เธอตรึกอยู่มาแล้ว เธอคิดทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจ มาถึงการแข่งคู่กับเราผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดแล้ว ย่อมไม่สามารถเทียมทันได้เลย ปสูรสูตรที่ ๘ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปสูรสูตรที่ ๘

ปสูรสูตร มีคำเริ่มต้นว่า อิเธว สทฺธี สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ย่อมกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ดังนี้.

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี.

ปริพาชกชื่อว่า ปสูระ เป็นผู้มีวาทะจัดจ้าน. เขาพูดว่า ในชมพูทวีปทั้งสิ้นเราเป็นผู้เลิศด้วยวาทะ เพราะฉะนั้น ต้นชมพูปรากฏแก่ชมพูทวีปฉันใดแม้เราก็ควรเป็นฉันนั้น จึงเอากิ่งชมพูทำเป็นธง ทำให้ผู้โต้วาทะครั่นคร้ามไปทั่วชมพูทวีป. เขาเดินทางมาถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ก่อกองทรายไว้ที่ประตูเมือง ปักกิ่งชมพูไว้ที่กองทรายนั้นกล่าวว่าผู้ใดสามารถโต้วาทะกับเรา ผู้นั้นจงหักกิ่งไม้นี้แล้วเข้าเมืองไป.

มหาชนได้ยืนล้อมที่นั้น.

สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรกระทำภัตกิจเสร็จแล้วออกจากกรุงสาวัตถี เห็นกิ่งไม้นั้น จึงถามพวกเด็กๆ หลายคนว่า เจ้าหนูทั้งหลาย นี่อะไรกัน. พวกเด็กบอกเรื่องราวทั้งหมดให้ทราบ.

พระเถระกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงถอนกิ่งไม้นั้นแล้วเอาเท้าหักเสีย กล่าวว่า พวกเธอจงบอกเขาว่า ผู้ต้องการโต้วาทะ จงมายังวิหาร ดังนี้.

ปริพาชกเที่ยวบิณฑบาตทำภัตกิจเสร็จแล้วเดินกลับ เห็นกิ่งไม้ถูกถอนแล้วหักทิ้งจึงถามว่านี่ใครทำ เมื่อได้รับคำตอบว่า พระสารีบุตรผู้เป็นพุทธสาวกให้เด็กทำเขายินดีคิดว่าวันนี้พวกบัณฑิตจะได้เห็นความชนะของเราและความปราชัยของสมณะ จึงเข้าไปกรุงสาวัตถีเพื่อนำผู้รู้เหตุเป็นผู้ทดสอบปัญหาแล้วเที่ยวประกาศไปตามถนนและทางสี่แพร่งว่า ท่านทั้งหลายประสงค์จะฟังความเฉียบแหลมด้วยปัญญาในการโต้วาทะกับอัครสาวกของพระสมณโคดมจงพากันออกมา.

พวกมนุษย์เป็นอันมากที่เลื่อมใสบ้าง ไม่เลื่อมใสบ้างในพระศาสนาพากันออกไปด้วยคิดว่าจักฟังถ้อยคำของบัณฑิต.

ลำดับนั้น ปสูรปริพาชกแวดล้อมด้วยมหาชน ตรึกวาทะมีอาทิว่า เมื่อพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้ เราจักกล่าวอย่างนี้ ได้ไปยังวิหาร.

พระเถระดำริว่า เสียงเอ็ดอึงและรบกวนผู้คนอย่าได้มีในวิหารเลย จึงให้ปูอาสนะแล้วนั่งที่ซุ้มประตูพระเชตวัน. ปริพาชกเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า บรรพชิตผู้เจริญ ท่านให้เด็กหักธงกิ่งชมพูของเราหรือ?

เมื่อพระเถระตอบว่า เป็นความจริง ปริพาชก. เขาจึงกล่าวว่า ช่างเถิด ท่านผู้เจริญ เราทั้งสองเริ่มกล่าวอะไรๆ กันเถิด.

พระเถระรับว่า ตกลง ปริพาชก. เขากล่าวว่า สมณะท่านจงถาม ข้าพเจ้าจะแก้.

ครั้งนั้น พระเถระได้กล่าวกะปริพาชกว่า ดูก่อนปริพาชก ถามยากหรือแก้ยาก.

เขาตอบว่า บรรพชิตผู้เจริญ การแก้ยากกว่าถาม เพราะใครจะถามอย่างไรๆ ก็ได้.

พระเถระกล่าวว่า ปริพาชก ถ้าเช่นนั้นท่านถามเถิด เราจักแก้.

เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกคิดพิศวงว่า ภิกษุดูก็มีรูปงามให้เด็กเอาเท้าหักกิ่งไม้ได้ จึงถามพระเถระว่า อะไรเป็นกามของบุรุษ.

พระเถระตอบว่า ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของบุรุษ.

____________________________

องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๔

ปสูรปริพาชกฟังดังนั้นมีความสำคัญในพระเถระว่าพลาดไปแล้ว ประสงค์จะยกให้พระเถระเป็นผู้แพ้ จึงกล่าวว่า ท่านบรรพชิตผู้เจริญ ท่านมิได้กล่าวถึงอารมณ์อันงดงามวิจิตรว่าเป็นกามของบุรุษดอกหรือ.

พระเถระตอบว่า ถูกแล้วปริพาชก เราไม่กล่าวอย่างนั้น.

แต่นั้น ปริพาชกให้พระเถระรับรองตลอด ๓ ครั้งแล้วเรียกผู้ตัดสินปัญหามาว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงฟังความผิดในวาทะของสมณะเถิด แล้วกล่าวว่า บรรพชิตผู้เจริญ เพื่อนพรหมจรรย์ของท่านยังอยู่ในป่าหรือ.

พระเถระตอบว่า ถูกแล้ว ปริพาชก.

ถามว่า เพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้นอยู่ในป่า ยังตรึกถึงกามวิตกเป็นต้นอยู่หรือ.

ตอบว่า ถูกแล้ว ปริพาชก ปุถุชนทั้งหลายยังตรึกอยู่เป็นประจำ.

ถามว่า ผิว่าเป็นอย่างนั้น ความเป็นสมณะของเพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้นอยู่ที่ไหนเล่า นอกนั้นยังเป็นผู้บริโภคกามครองเรือนอยู่ มิใช่หรือ

ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

สิ่งสวยงามในโลกมิใช่กามของท่าน และ

ท่านกล่าวความกำหนัดเพราะความดำริว่าเป็น

กาม แม้ภิกษุของท่าน เมื่อดำริในอกุศลวิตก

ก็จักเป็นผู้บริโภคกาม.

ลำดับนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงความผิดในวาทะของปริพาชก จึงกล่าวว่า ปริพาชกท่านไม่กล่าวถึงความกำหนัดเพราะความดำริว่าเป็นของบุรุษ ท่านกล่าวถึงอารมณ์งดงามวิจิตรว่าเป็นกามหรือ.

ปสูรปริพาชกตอบว่า ถูกแล้ว บรรพชิตผู้เจริญ.

ลำดับนั้น พระเถระให้ปสูรปริพาชกรับรองตลอด ๓ ครั้งแล้วเรียกผู้ตัดสินปัญหามาว่า

ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พวกท่านจงฟังความผิดในวาทะของปริพาชกเถิด

แล้วกล่าวว่า

ดูก่อนอาวุโสปสูระ ศาสดาของท่านยังมีอยู่หรือ.

ปสูระตอบว่า ยังมีอยู่ บรรพชิต.

ถามว่า ศาสดานั้นย่อมเห็นรูปารมณ์ที่ควรรู้ได้ด้วยจักษุ หรือว่าเสพสัททารมณ์เป็นต้น.

ปริพาชกตอบว่า ใช่ ย่อมเสพ บรรพชิต.

ถามว่า ผิว่าเป็นอย่างนั้น ความเป็นศาสดาของศาสดานั้นอยู่ที่ไหน ศาสดานั้นยังเป็นผู้บริโภคกามครองเรือนอยู่มิใช่หรือ.

ครั้นพระเถระกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

ความงดงามในโลกเป็นกามของท่านแล

ท่านไม่กล่าวถึงความกำหนัดเพราะความดำริ

ว่าเป็นกาม เมื่อเห็นรูปน่ารื่นรมย์ เมื่อฟังเสียง

น่ารื่นรมย์ เมื่อดมกลิ่นน่ารื่นรมย์ เมื่อลิ้มรสน่า

รื่นรมย์ เมื่อถูกต้องผัสสะน่ารื่นรมย์ แม้ศาสดา

ของท่านก็จักเป็นผู้ยังบริโภคกามอยู่.

เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกจนปัญญาคิดว่า บรรพชิตนี้เป็นผู้มีวาทะน่านับถือเราจักบวชในสำนักของบรรพชิตนี้แล้วศึกษาตำราการพูด จึงเข้าไปยังกรุงสาวัตถีแสวงหาบาตรจีวรเข้าไปยังพระเชตวันเห็นพระโลฬุทายี ณ ที่นั้นมีกายสีทองน่าเลื่อมใสโดยตลอดในอาการ ร่างกายและมารยาทเข้าใจว่าภิกษุรูปนี้คงมีปัญญามาก คงเป็นนักพูด จึงบวชในสำนักของท่านแล้ว ข่มท่านด้วยวาทะ หลีกเข้าไปสู่ลัทธินั้นแหละพร้อมด้วยเพศ แล้วคิดว่าเราจักทำการโต้วาทะกับพระสมณโคดมอีก จึงประกาศในกรุงสาวัตถีโดยนัยก่อนนั้นแลแวดล้อมด้วยมหาชนกล่าวอยู่ว่าเราจักข่มพระสมณโคดมเป็นต้นได้ไปยังพระเชตวัน.

เทวดาที่สิงอยู่ ณ ซุ้มประตูพระเชตวันคิดว่า ผู้นี้ไม่ควรต้อนรับจึงได้บันดาลปิดปากเขาเสีย. ปสูระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเหมือนคนใบ้. พวกมนุษย์คิดว่า เดี๋ยวท่านปสูระคงจักถามต่างมองหน้าปสูระนั้น แล้วพากันตะโกนว่า ท่านปสูระพูดซิ ท่านปสูระพูดซิ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปสูระจะพูดได้อย่างไร เมื่อทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้.

ในคาถาต้นนั้น พึงทราบความสังเขปดังต่อไปนี้

สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฏฐิเหล่านี้ย่อมกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้นหมายถึงทิฏฐิของตน แต่ไม่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่น.

เมื่อเป็นอย่างนี้ สมณพราหมณ์เป็นอันมากกล่าวความดีงามในศาสดาเป็นต้นของตนที่ตนอาศัยแล้วเท่านั้นว่านี้เป็นวาทะอันดีงาม ยึดมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างมีว่าโลกเที่ยงเป็นต้น.

พึงทราบคาถาว่า ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นยึดมั่นอย่างนี้ ประสงค์จะกล่าวโต้ตอบกัน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า พาลํ ทหนฺติ มิถุ อญฺญมญฺญํ ย่อมโต้เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลา คือชนทั้งสองนั้นย่อมโต้เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลา ย่อมเห็นโดยความเป็นคนเขลาว่า คนนี้เป็นคนเขลา คนนี้เป็นคนเขลา ดังนี้.

บทว่า วทนฺติ เต อญฺญสิตา กโถชฺขํ คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัยศาสดาของกันและกันเป็นต้น ย่อมกล่าวคำทะเลาะกัน.

บทว่า ปสํสกามา กุสลาวทานา ปรารถนาความสรรเสริญสำคัญว่าเราเป็นคนฉลาด คือปรารถนาแต่ความสรรเสริญเป็นผู้มีความสำคัญว่า แม้เราทั้งสองก็เป็นผู้มีวาทะฉลาด มีวาทะเป็นบัณฑิต.

พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยุตฺโต กถายํ ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท โดยกำจัดวาทะหนึ่งในบรรดาวาทะเหล่านั้นอย่างนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺโต กถายํ คือ ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท.

บทว่า ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ ปรารถนาแต่ความสรรเสริญกระทบกระเทียบกันคือปรารถนาความสรรเสริญของตนกล่าวถ้อยคำกระทบกระเทียบกันมาก่อนโดยนัยมีอาทิว่าเราจักข่มได้อย่างไรหนอ.

บทว่า อปาหตสฺมึ ในเพราะวาทะอันผู้ตัดสินไม่ทำให้เสื่อมใส. ความว่า ในเพราะวาทะอันผู้ตัดสินปัญหาไม่ทำให้เลื่อมใสโดยนัยมีอาทิว่า ท่านกล่าวปราศจากอรรถ ท่านกล่าวปราศจากพยัญชนะ ดังนี้.

บทว่า นินฺทาย โส กุปฺปติ บุคคลนั้นย่อมโกรธ เพราะความนินทา คือบุคคลนั้นย่อมโกรธ เพราะความนินทาอันเกิดขึ้นในวาทะอันผู้ตัดสินไม่ทำให้เลื่อมใสอย่างนี้.

บทว่า รนฺธเมสี คือ ผู้แสวงหาโทษของคนอื่น.

พึงทราบคาถาต่อไปว่า ไม่แต่โกรธอย่างเดียว ยังกล่าววาทะของบุคคลนั้นว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้นอีกด้วย.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปริหีนมาหุ อปาหตํ ผู้ตัดสินปัญหาทั้งหลายกล่าววาทะของบุคคลอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้นคือกล่าววาทะอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วโดยอรรถและโดยพยัญชนะเป็นต้นว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้น.

บทว่า ปริเทวติ บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมย่อมคร่ำครวญ คือบุคคลนั้นย่อมบ่นเพ้อด้วยคำมีอาทิว่า เรานึกถึงวาทะอื่นแล้วอันมีวาทะที่ไม่ทำให้เลื่อมใสนั้นเป็นนิมิต.

บทว่า โสจติ บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมสิ้นย่อมเศร้าโศก คือย่อมเศร้าโศกปรารภคำมีอาทิว่า เขานั่นแหละเป็นผู้ชนะ.

บทว่า อุปจฺจคา มนฺติ อนุตฺถุนาติ ผู้มีวาทะเสื่อมย่อมทอดถอนใจว่าท่านผู้นี้กล่าวสูงเกินเราไป คือเขาบ่นเพ้อเป็นอย่างดีโดยนัยมีอาทิว่า มีวาทะเกินเราไป.

ปริพาชกภายนอกท่านเรียกว่า สมณะ ในบทนี้ว่า เอเต วิวาทา สมเณสุ ความวิวาทเกิดแล้วในพวกสมณะ.

บทว่า เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ โหติ ความกระทบกระทั่งกัน ย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้ คือมีจิตกระทบกระทั่งกันด้วยการชนะและการแพ้เป็นต้น ย่อมมีในวาทะเหล่านั้น.

บทว่า วิรเม กโถชฺชํ คือ พึงเว้นการทะเลาะกันเสีย.

บทว่า น หญฺญทตฺถตฺถิ ปสํสลาภา ความสรรเสริญและลาภย่อมไม่มีเป็นอย่างอื่นไปเลย คือไม่มีความต้องการอย่างอื่น นอกจากความสรรเสริญและลาภในวาทะนี้.

พึงทราบความคาถาที่หกต่อไป.

ก็เพราะความสรรเสริญและลาภย่อมไม่มีเป็นอย่างอื่นไป ฉะนั้น บุคคลนั้นแม้ได้ลาภอย่างยิ่งก็ยังกล่าววาทะนั้นในท่ามกลางบริษัท เป็นผู้อันบุคคลสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้นว่า ผู้นี้เป็นคนดีแต่นั้นบุคคลนั้นด้วยต้องการความชนะนั้นจึงถึงความยินดีหรือยิ้มแย้ม ย่อมรื่นเริงและเย่อหยิ่งด้วยมานะ. เพราะเหตุไร. เพราะได้ถึงความต้องการชัยชนะนั้นสมใจนึก.

พึงทราบคาถาว่า การยกตนของบุคคลผู้ยกตนเป็นอย่างนี้.

ในบทเหล่านั้น มานติมานํ วทเต ปเนโส บุคคลนั้นย่อมกล่าวถึงการถือตัวและการดูหมิ่น คือบุคคลนั้นไม่รู้ถึงการยกตนนั้นว่าเป็นพื้นแห่งความกระทบกัน ย่อมกล่าวถึงการถือตัวและการดูหมิ่นอยู่นั่นเอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงโทษในวาทะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อไม่ทรงรับวาทะของปสูรปริพาชกนั้น จึงตรัสคาถาว่า สูโร ผู้กล้าหาญ ดังนี้เป็นอาทิ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ราชขาทาย ได้แก่ ราชขาทนิยาหาร (อาหารที่พระราชาพระราชทานเลี้ยง). ท่านอธิบายว่า ด้วยค่าจ้างคือภัต.

____________________________

ม. บาลีว่า ภตฺตเวตเนน.

บทว่า อภิคชฺชเมติ ปฏิสูรมิจฺฉํ ปรารถนาพบทหารผู้เป็นปฏิปักษ์กันย่อมคำราม คือท่านแสดงว่าบุคคลผู้นั้นเป็นเจ้าทิฏฐิ ปรารถนาพบบุคคลผู้เป็นเจ้าทิฏฐิ เหมือนผู้กล้าหาญปรารถนาพบผู้เป็นปฏิปักษ์กัน ย่อมคำรามเข้าหากัน ฉะนั้น.

บทว่า เยเนว โส เตน ปเลหิ ได้แก่ ท่านจงไปยังที่ที่บุคคลผู้เป็นเจ้าทิฏฐิผู้เป็นปฏิปักษ์ของท่านอยู่เถิด.

บทว่า ปุพฺเพว นตฺถิ ยทิทํ ยุธาย กิเลสชาติเพื่อการรบนี้มิได้มีในกาลก่อนเลย คือท่านแสดงว่ากิเลสชาติเพื่อการรบนี้มิได้มีในกาลก่อนเลย กิเลสชาตินั้นเราตถาคตละเสียได้ ณ ควงแห่งต้นโพธิ์นั่นแล.

คาถาที่เหลือมีการเชื่อมกันชัดแล้ว.

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิวาทยนฺติ คือ วิวาทกัน.

บทว่า ปฏิเสนิกตฺตา ท่านผู้กระทำเป็นข้าศึก คือผู้ทำตรงกันข้าม.

บทว่า วิเสนิกตฺวา คือ กำจัดเสนาคือกิเลสให้พินาศไป.

บทว่า กึ ลเภถ ท่านจะได้อะไร คือท่านจักได้สู้รบโต้ตอบอะไร.

บทว่า ปสูร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกปริพาชกนั้น.

บทว่า เยสีธ นตฺถิ คือ ในพระอรหันต์ผู้ไม่มีความยึดถือในโลกนี้.

บทว่า ปวิตกฺกํ ความตรึกทั่วไป คือความตรึกมีอาทิว่า ความชนะจักมีแก่เราในที่นี้หรือไม่หนอ.

บทว่า โธเนน ยุคํ สมาคมา ถือความเป็นคู่แข่งกับท่านผู้กำจัดกิเลส คือถือความเป็นคู่แข่งกับพระพุทธเจ้าผู้กำจัดกิเลสได้แล้ว.

บทว่า น หิ ตวํ สกฺขสิ สมฺปยาตเว ท่านจะไม่อาจถือความเป็นคู่แข่งให้สำเร็จได้เลย. ความว่า ท่านไม่สามารถจะถือความเป็นคู่แข่งกับพระพุทธเจ้าผู้กำจัดกิเลส ให้สำเร็จได้แม้แต่บทเดียวหรือยังการถือความเป็นคู่แข่งให้ถึงพร้อมได้ เหมือนหมาไนเป็นต้นไม่สามารถแข่งกับราชสีห์เป็นต้นได้ฉะนั้น.

บทที่เหลือในบททั้งปวงปรากฏชัดแล้วด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาปสูรสูตรที่ ๘ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา