๑. กามสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต จตุตฺโถ อฏฺฐกวคฺโค ปฐมํ กามสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สุตตนิบาต อัฏฐกวรรคที่ ๔ กามสูตรที่ ๑
|๔๐๘.๑๑๙๔| ๑ กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ อทฺธา ปีติมโน โหติ ลทฺธา มจฺโจ ยทิจฺฉติ ฯ |๔๐๘.๑๑๙๕| ตสฺส เจ กามยานสฺส ฉนฺทชาตสฺส ชนฺตุโน เต กามา ปริหายนฺติ สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ ฯ |๔๐๘.๑๑๙๖| โย กาเม ปริวชฺเชติ สปฺปสฺเสว ปทา สิโร โสมํ วิสตฺติกํ โลเก สโต สมติวตฺตติ ฯ |๔๐๘.๑๑๙๗| เขตฺตํ วตฺถุํ หิรญฺญญฺจ ควาสฺสํ ทาสโปริสํ ถิโย พนฺธู ปุถู กาเม โย นโร อนุคิชฺฌติ |๔๐๘.๑๑๙๘| อพลา นํ พลียนฺติ มทฺทนฺเต นํ ปริสฺสยา ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ นาวํ ภินฺนมิโวทกํ ฯ |๔๐๘.๑๑๙๙| ตสฺมา ชนฺตุ สทา สโต กามานิ ปริวชฺชเย เต ปหาย ตเร โอฆํ นาวํ สิตฺวาว ปารคูติ ฯ กามสุตฺตํ ปฐมํ ฯ ------------
ถ้าว่าวัตถุกามจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่ไซร้ สัตว์ ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้มีใจเอิบอิ่มแน่แท้ ถ้าเมื่อสัตว์นั้นปรารถนาอยู่ เกิดความอยากได้แล้ว กาม เหล่านั้นย่อมเสื่อมไปไซร้ สัตว์นั้นย่อมย่อยยับเหมือนถูก ลูกศรแทง ฉะนั้น ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย เหมือนอย่าง บุคคลเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าว ล่วงตัณหาในโลกนี้ได้ นรชนใดย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาสกรรมกร เหล่าสตรีและพวก พ้อง กิเลสทั้งหลายอันมีกำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีนรชน นั้นได้ อันตรายทั้งหลายก็ย่อมย่ำยีนรชนนั้น แต่นั้นทุกข์ ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกอันตรายครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่ เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติ ทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสีย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้แล้ว พึงข้ามโอฆะได้เหมือนบุรุษวิดเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น ฯ จบกามสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑. กามสูตร ๔. อัฏฐกวรรค หมวดว่าด้วยการไม่ติดอยู่ในกาม ๑. กามสูตร ว่าด้วยเรื่องกาม (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พราหมณ์ผู้เป็นชาวนา ณ กรุงสาวัตถีดังนี้)
ถ้ากาม นั้นสำเร็จด้วยดีแก่สัตว์นั้น ผู้อยากได้กามอยู่ สัตว์นั้นได้กามตามที่ต้องการแล้ว ย่อมเป็นผู้อิ่มใจแน่แท้
ถ้าเมื่อสัตว์นั้นอยากได้กามอยู่ เกิดความพอใจแล้ว กามเหล่านั้นเสื่อมไป สัตว์นั้นย่อมเจ็บปวด เหมือนถูกลูกศรแทง
ผู้ใดละกามได้ เหมือนคนเดินเลี่ยงหัวงู ผู้นั้นมีสติ ล่วงพ้นตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา นี้ในโลก
นรชนใดปรารถนาเนืองๆ ซึ่งไร่นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส บุรุษ สตรี พวกพ้อง หรือกามเป็นอันมาก
กิเลสทั้งหลายอันไม่มีกำลังครอบงำนรชนนั้น อันตรายทั้งหลาย ย่ำยีนรชนนั้น @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑-๖/๑-๒๓ @ กาม ในที่นี้หมายถึงวัตถุกาม (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๗๓/๓๔๖) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ หน้า ๘๙ ในเล่มนี้ @ อันตราย มี ๒ อย่าง (๑) อันตรายที่ปรากฏ คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง เป็นต้น (๒) อันตรายที่ไม่ปรากฏ คือ@กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงอันตรายที่ไม่ปรากฏ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕/๑๖-๑๗,@ขุ.สุ.อ. ๒/๗๗๗/๓๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๒. คุหัฏฐกสูตร เพราะอันตรายนั้น ทุกข์จึงติดตามนรชนนั้นไป เหมือนน้ำไหลเข้าเรือรั่ว ฉะนั้น
เพราะฉะนั้น สัตว์เกิด พึงมีสติทุกเมื่อ ละกามทั้งหลายได้ ครั้นละกามเหล่านั้นได้แล้ว พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนคนวิดน้ำเรือแล้วไปถึงฝั่งได้ ฉะนั้น กามสูตรที่ ๑ จบ ๒. คุหัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้ข้องอยู่ในถ้ำ (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ณ กรุงสาวัตถีดังนี้)
นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำ ถูกกิเลสมากหลายปิดบังไว้ เมื่อดำรงตนอยู่(อย่างนี้) ก็จมลงในเหตุให้ลุ่มหลง ผู้เป็นเช่นนั้นแล ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก เพราะกามทั้งหลายในโลกไม่เป็นของที่นรชนละได้ง่ายเลย
สัตว์เหล่านั้นมีความปรารถนาเป็นต้นเหตุ ติดพันอยู่กับความพอใจในภพ มุ่งหวัง(กาม) ในกาลภายหลัง(อนาคต)หรือในกาลก่อน(อดีต) ปรารถนากามเหล่านี้และกามที่มีอยู่ก่อน ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก(และ)ทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นไม่ได้เลย @เชิงอรรถ : @ สัตว์เกิด หมายถึงนรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เป็นไปตามกรรม (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๖/๒๓)@ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗-๑๔/๒๘-๖๗ @ ถ้ำ ในที่นี้หมายถึงร่างกาย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๗๙/๓๕๐) @ เหตุให้ลุ่มหลง ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗/๓๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรคที่ ๔ อรรถกถากามสูตรที่ ๑
กามสูตรที่ ๑ มีคำเริ่มต้นว่า กามํ กามยนฺตสฺส หากวัตถุกามสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่ไซร้ ดังนี้.
การเกิดขึ้นของพระสูตรนี้เป็นอย่างไร?
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี พราหมณ์ผู้หนึ่งคิดว่า เราจักหว่านข้าวเหนียวใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ในระหว่างกรุงสาวัตถีและพระเชตวันมหาวิหารจึงไถนา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตเห็นพราหมณ์นั้นทรงรำพึงเห็นว่าข้าวเหนียวของพราหมณ์นั้นจักเสียหาย จึงทรงรำพึงถึงอุปนิสัยสมบัติของพราหมณ์นั้นต่อไปได้ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของพราหมณ์นั้น ทรงรำพึงว่าพราหมณ์นี้จักบรรลุเมื่อไร ได้ทรงเห็นว่าเมื่อข้าวกล้าเสียหาย พราหมณ์จะถูกความโศกครอบงำเพราะฟังพระธรรมเทศนา. ทรงดำริต่อไปว่า หากเราจักเข้าไปหาพราหมณ์ในตอนนั้น พราหมณ์จักไม่สำคัญโอวาทของเราที่ควรจะฟังเพราะพราหมณ์ทั้งหลายมีความชอบต่างๆ กัน เอาเถิด เราจักสงเคราะห์ตั้งแต่บัดนี้ทีเดียวพราหมณ์มีจิตอ่อนในเราอย่างนี้ก็จักฟังโอวาทของเราในตอนนั้นแล้ว เสด็จเข้าไปหาพราหมณ์ตรัสถามว่า พราหมณ์ท่านทำอะไร.
พราหมณ์คิดว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีตระกูลสูงยังทรงทำการปฏิสันถารกับเรา จึงมีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ทันใดนั้นเองกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์กำลังไถนา จักหว่านข้าวเหนียว พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระสารีบุตรเถระคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำการปฏิสันถารกับพราหมณ์พระตถาคตทั้งหลาย ไม่มีเหตุปัจจัยแล้วจะไม่ทรงทำอย่างนั้น เอาเถิดแม้เราก็จะทำปฏิสันถารกับพราหมณ์นั้นจึงเข้าไปหาพราหมณ์แล้วได้ทำการปฏิสันถารอย่างนั้นเหมือนกัน. พระมหาโมคคัลลานเถระและพระมหาสาวก ๘๐ ก็ทำอย่างนั้น. พราหมณ์พอใจเป็นอย่างยิ่ง.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อข้าวกล้าสมบูรณ์ วันหนึ่งเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว เสด็จจากกรุงสาวัตถีไปสู่พระเชตวันแวะแยกทางเข้าไปหาพราหมณ์ตรัสว่า พราหมณ์นาข้าวเหนียวของท่านดีอยู่หรือ.
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ หากนาข้าวเหนียวสมบูรณ์ดีอยู่อย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักแบ่งถวายแด่พระองค์บ้างพระเจ้าข้า. ครั้นต่อมาล่วงไปได้ ๔ เดือน ข้าวเหนียวของพราหมณ์ได้ผลิตผลบริบูรณ์. เมื่อพราหมณ์กำลังขวนขวายว่า เราจักเกี่ยววันนี้หรือพรุ่งนี้ มหาเมฆตั้งขึ้นแล้วฝนได้ตกตลอดคืน. แม่น้ำอจิรวดีเต็มเปี่ยมไหลพัดพาข้าวเหนียวไปหมด.
พราหมณ์เสียใจตลอดคืน พอสว่างก็ไปยังฝั่งแม่น้ำเห็นข้าวกล้าเสียหายหมดเกิดความโศกอย่างแรงว่า เราฉิบหายแล้ว บัดนี้ เราจักมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร.
ตอนใกล้รุ่งของคืนนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุทรงทราบว่า วันนี้ ถึงเวลาแสดงธรรมแก่พราหมณ์แล้ว จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีประทับยืนใกล้ประตูเรือนของพราหมณ์.
พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วคิดว่า พระสมณโคดมมีพระประสงค์จะปลอบใจเราผู้ถูกความโศกครอบงำ จึงเสด็จมาแล้วปูอาสนะ รับบาตรทูลนิมนต์ให้ประทับนั่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่จึงตรัสถามพราหมณ์ว่า พราหมณ์ท่านเสียใจเรื่องอะไรหรือ. พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถูกแล้วพระเจ้าข้า นาข้าวเหนียวของข้าพระองค์ถูกน้ำพัดพาเสียหายหมดพระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์เมื่อถึงคราววิบัติ ก็ไม่ควรเสียใจ และเมื่อถึงคราวสมบูรณ์ ก็ไม่ควรดีใจ เพราะชื่อว่ากามทั้งหลาย ย่อมสมบูรณ์บ้าง ย่อมวิบัติบ้างดังนี้ ทรงรู้ธรรมเป็นที่สบายของพราหมณ์นั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้ ด้วยอำนาจการแสดงธรรม.
ในสูตรนั้น เราจักพรรณนาเพียงเชื่อมความของบทโดยสังเขปเท่านั้น. ส่วนความพิสดารพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทส นั้นแล. ในสูตรทั้งหมดนอกเหนือไปจากนี้ก็เหมือนในสูตรนี้.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๑
ในบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ได้แก่ วัตถุกามคือธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ มีรูปที่น่ารักเป็นต้น. บทว่า กามยมานสฺส คือ ปรารถนา. บทว่า ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ ความว่า หากวัตถุกามนั้นจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนานั้น. ท่านอธิบายว่า หากเขาได้วัตถุกามนั้น. บทว่า อทฺธา ปีติมโน โหติ ได้แก่ ย่อมเป็นผู้มีใจยินดีโดยส่วนเดียว. บทว่า ลทฺธา แปลว่า ได้แล้ว. บทว่า มจฺโจ คือ สัตว์.
บทว่า ยทิจฺฉติ ตัดบทเป็น ยํ อิจฺฉติ ย่อมปรารถนาสิ่งใด.
บทว่า ตสฺส เจ กามยมานสฺส คือ แก่บุคคลนั้นผู้ปรารถนากาม หรือชื่นชมด้วยกาม. บทว่า ฉนฺทชาตสฺส เกิดความพอใจ คือเกิดความอยาก. บทว่า ชนฺตุโน คือ สัตว์. บทว่า เต กามา ปริหายนฺติ คือ หากกรรมเหล่านั้นย่อมเสื่อมไปไซร้. บทว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ สัตว์นั้นย่อมย่อยยับเหมือนถูกลูกศรแทงคือ ต่อแต่นั้น สัตว์ย่อมย่อยยับเหมือนถูกลูกศรทำด้วยเหล็กเป็นต้นแทง.
ในคาถาที่ ๓ มีความสังเขปดังต่อไปนี้.
ผู้ใดเว้นกามเหล่านี้ด้วยการข่มความกำหนัดด้วยความพอใจ หรือด้วยการตัดเด็ดขาดในกามนั้นเหมือนเว้นศีรษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหานี้คือความอยากในโลกได้ เพราะไม่ระลึกถึงโลกแล้ว.
ต่อแต่นี้ไปเป็นความย่อแห่งคาถาที่แสดงแล้ว.
บุคคลใด ยินดีนามีนาข้าวเหนียวเป็นต้น ที่ดินมีที่ปลูกเรือนเป็นต้น เงินคือกหาปณะ โค ม้า ประเภทโคและม้าหญิงที่รู้กันว่าเป็นหญิง พวกพ้องมีพวกพ้องของญาติเป็นต้น หรือกามเป็นอันมากมีรูปน่ารักเป็นต้นเหล่าอื่น กิเลสทั้งหลายมีกำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีบุคคลนั้นได้.
อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายมีกำลังน้อยย่อมครอบงำบุคคลนั้นผู้มีกำลังน้อย เพราะเว้นจากกำลังศรัทธาเป็นต้น หรือเพราะไม่มีกำลัง. เมื่อเป็นเช่นนั้นอันตรายที่ปรากฏมีราชสีห์เป็นต้น และอันตรายที่ไม่ปรากฏมีกายทุจริตเป็นต้น ย่อมย่ำยีบุคคลนั้นผู้อยากในกามรักษากาม และแสวงหากาม.
แต่นั้น ทุกข์มีชาติเป็นต้น ย่อมติดตามบุคคลนั้นผู้ถูกอันตรายไม่ปรากฏครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้วฉะนั้นเพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อด้วยการเจริญกายคตาสติเป็นต้น เมื่อเว้นกิเลสกามแม้ทั้งหมดในวัตถุกามมีรูปเป็นต้นด้วยการข่มไว้และการตัดเด็ดขาดพึงเว้นกามทั้งหลาย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้อย่างนี้แล้ว พึงข้ามคือสามารถข้ามโอฆะแม้ ๔ อย่างด้วยมรรคอันทำการละกามนั้นเสียได้.
แต่นั้น พึงวิดเรือคืออัตภาพอันหนักด้วยน้ำคือกิเลสแล้วพึงถึงฝั่งด้วยอัตภาพอันเบา พึงถึงนิพพานอันเป็นฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงและพึงถึงด้วยการบรรลุพระอรหัต ย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เหมือนอย่างบุรุษวิดเรือที่เต็มด้วยน้ำแล้วพึงถึงฝั่งคือไปถึงฝั่งด้วยเรือที่เบาด้วยความลำบากเล็กน้อยเท่านั้น ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา พราหมณ์และพราหมณีตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
จบอรรถกถากามสูตรที่ ๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------