อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๒๐

๕. ธรรมสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. ธรรมสูตร

ข้อ ๒๒๐

๕ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ เทฺวเม ภิกฺขเว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ ปาเลนฺติ กตเม เทฺว หิริ จ โอตฺตปฺปํ จ ฯ อิเม เจ ภิกฺขเว เทฺว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ น ปาเลยฺยุํ นยิธ ปญฺญาเยถ มาตาติ วา มาตุจฺฉาติ วา มาตุลานีติ วา อาจริยภิริยาติ วา ครูนํ ทาราติ วา สมฺเภทํ โลโก อคมิสฺส ยถา อเชฬกา กุกฺกุฏสูกรา โสณสิงฺคาลา ฯ {๒๒๐.๑} ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว อิเม เทฺว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ ปาเลนฺติ ตสฺมา ปญฺญาเยถ มาตาติ วา มาตุจฺฉาติ วา มาตุลานีติ วา อาจริยภิริยาติ วา ครูนํ ทาราติ วาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ เยสํ เจ หิริโอตฺตปฺปํ สพฺพทา จ น วิชฺชติ โวกฺกนฺตา สุกฺกมูลา เต ชาติมรณคามิโน ฯ เยสญฺจ หิริโอตฺตปฺปํ สทา สมฺมา อุปฏฺฐิตา วิรูฬฺหพฺรหฺมจริยา เต สนฺโต ขีณปุนพฺภวาติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม ๒ ประการนี้ย่อมรักษาโลก ๒ ประการเป็นไฉนคือ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสุกกธรรม ๒ ประการนี้จะไม่พึงรักษาโลกไซร้ ในโลกนี้ก็ไม่พึงปรากฏว่า มารดา น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครู โลกจักถึงความปะปนกันไป เหมือนอย่างแพะแกะ ไก่ สุกร สุนัข สุนัขจิ้งจอกฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สุกกธรรม ๒ ประการนี้ยังรักษาโลกอยู่ ฉะนั้นจึงยังปรากฏว่า มารดา น้า ป้าภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครู ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ถ้าสัตว์เหล่าใด ไม่มีหิริและโอตตัปปะในกาลทุกเมื่อไซร้ สัตว์เหล่านั้นมีสุกกธรรมเป็นมูลปราศไปแล้ว เป็นผู้ถึงชาติ และมรณะ ส่วนสัตว์เหล่าใด เข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะ ไว้โดยชอบในกาลทุกเมื่อ สัตว์เหล่านั้นมีพรหมจรรย์งอก งาม เป็นผู้สงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้ ฯ จบสูตรที่ ๕

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๕. สุกกธัมมสูตร ๕. สุกกธัมมสูตร ว่าด้วยธรรมฝ่ายขาว

ข้อ ๔๒

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม ๒ ประการนี้ ย่อมคุ้มครองโลก สุกกธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. หิริ ๒. โอตตัปปะ ถ้าสุกกธรรม ๒ ประการนี้ไม่คุ้มครองโลก ในมนุษยโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏ ให้รู้ว่าหญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า หญิงนี้เป็นป้า หญิงนี้เป็นภรรยาของอาจารย์หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู มนุษยโลกก็จะประพฤติสำส่อนกันไปหมด เหมือนอย่างพวกแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข และสุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สุกกธรรม ๒ ประการนี้ยังคุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้นจึงยังปรากฏให้รู้ว่า หญิงนี้เป็นมารดา หญิงนี้เป็นน้า หญิงนี้เป็นป้า หญิงนี้เป็นภรรยาของอาจารย์ หรือหญิงนี้เป็นภรรยาของครู” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ สุกกธรรม หมายถึงกุศลธรรม คือธรรมที่เป็นฝ่ายขาว หรือ ธรรมบริสุทธิ์ (ขุ.อิติ.อ. ๔๒/๑๗๙)@ หิริ หมายถึงความละอายต่ออกุศลธรรม (ขุ.อิติ.อ. ๔๒/๑๗๙) @ โอตตัปปะ หมายถึงความกลัวต่ออกุศลธรรม (ขุ.อิติ.อ. ๔๒/๑๗๙) @ ไม่ปรากฏ หมายถึงไม่ปรากฏความเคารพยำเกรงต่อกัน (ขุ.อิติ.อ. ๔๒/๑๘๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๖. อชาตสูตร หากสัตว์เหล่าใดไม่มีหิริโอตตัปปะในกาลทุกเมื่อ สัตว์เหล่านั้นก็ชื่อว่าปราศจากสุกกธรรม เป็นผู้เข้าถึงชาติและมรณะ ส่วนสัตว์เหล่าใดเข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้โดยชอบ สัตว์เหล่านั้นมีพรหมจรรย์งอกงาม สงบ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลสุกกธรรมสูตรที่ ๕ จบ ๖. อชาตสูตร ว่าด้วยธรรมชาติที่ไม่เกิด

ข้อ ๔๓

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ อันปัจจัยไม่ทำ อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง มีอยู่จริง ภิกษุทั้งหลาย หากธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ อันปัจจัยไม่ทำอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง จะไม่มีอยู่จริงไซร้ ในโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏภาวะที่สลัดออกจากธรรมชาติที่เกิด ที่ปรากฏ อันปัจจัยทำ อันปัจจัยปรุงแต่งได้เลย ภิกษุทั้งหลายก็เพราะธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ อันปัจจัยไม่ทำ อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง มีอยู่จริงฉะนั้น จึงปรากฏภาวะที่สลัดออกจากธรรมชาติที่เกิด ที่ปรากฏ อันปัจจัยทำอันปัจจัยปรุงแต่ง” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๘๒/๕๑๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาธรรมสูตร

ในธรรมสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สกฺกา ชื่อว่า สุกธรรมเพราะเป็นธรรมขาว ก็สุกธรรมย่อมเป็นไปเพื่อความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง โดยความเป็นธรรมขาว เพราะเหตุนั้น ธรรมทั้งหลายชื่อว่าขาว เพราะเป็นธรรมขาวบริสุทธิ์. ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลทั้งปวง แม้โดยพร้อมด้วยรส ชื่อว่าธรรมขาว เพราะตรงข้ามกับความเป็นธรรมดำ ด้วยว่าเพราะธรรมขาวเกิดขึ้น จิตจึงเป็นประภัสสรบริสุทธิ์.

บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมเป็นกุศล.

บทว่า โลกํ ได้แก่ สัตวโลก.

บทว่า ปาเลนฺติ ได้แก่ วางขอบเขตรักษาด้วยการรองรับไว้ ทรงไว้.

ในบทว่า หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ นี้พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้

ชื่อว่าหิริ เพราะอันเขาละอาย หรือชื่อว่าหิริ เพราะเป็นเหตุละอาย. แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า ข้อที่อันบุคคลละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย คือละอายต่อความเกิดแห่งอกุศลธรรมอันลามก ท่านเรียกว่าหิริ.

ชื่อว่าโอตตัปปะ เพราะกลัว หรือชื่อว่าโอตตัปปะ เพราะเป็นเหตุกลัว แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า ข้อที่กลัวสิ่งที่ควรกลัว คือกลัวต่อความเกิดแห่งอกุศลธรรมอันลามก ท่านเรียกว่าโอตตัปปะ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๕

ในหิริและโอตตัปปะนั้น

หิริเกิดขึ้นในภายใน โอตตัปปะเกิดขึ้นในภายนอก. หิริถือตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะถือโลกเป็นใหญ่. หิริตั้งอยู่ในความละอายเป็นสภาพ โอตตัปปะตั้งอยู่ในความกลัวเป็นสภาพ. หิริมีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะเห็นภัยอันเป็นโทษที่น่ากลัว.

ในหิริและโอตตัปปะนั้น

หิริเกิดขึ้นในภายในย่อมเกิดด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ นึกถึงชาติ นึกถึงวัย นึกถึงความเป็นผู้กล้า นึกถึงความเป็นผู้คงแก่เรียน.

ถามว่า อย่างไร

ตอบว่า บุคคลนึกถึงชาติอย่างนี้ก่อนว่า ชื่อว่าการกระทำความชั่วนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำของคนผู้มีชาติเจริญ เป็นการกระทำของชาวประมงเป็นต้น ผู้มีชาติต่ำ ผู้เจริญด้วยชาติเช่นท่านไม่ควรกระทำกรรมนี้ดังนี้ แล้วไม่กระทำกรรมชั่ว เกิดหิริขึ้น.

อนึ่ง นึกถึงวัยอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำกรรมชั่วนี้เป็นกรรมที่คนหนุ่มๆ ควรกระทำ คนที่ตั้งอยู่ในวัยเช่นท่านไม่ควรทำกรรมนี้ แล้วไม่กระทำกรรมชั่วมีปาณาติบาตเป็นต้น เกิดหิริขึ้น.

อนึ่ง นึกถึงความเป็นผู้กล้าอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำ ความชั่วนี้เป็นการกระทำของผู้ที่มีกำลังอ่อนแอ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยกำลังเช่นท่านไม่ควรกระทำกรรมนี้ดังนี้แล้ว ไม่กระทำกรรมชั่วมีปาณาติบาตเป็นต้น เกิดหิริขึ้น.

อนึ่ง นึกถึงความเป็นผู้คงแก่เรียนอย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำความชั่วนี้เป็นการกระทำของอันธพาล มิใช่เป็นการกระทำของบัณฑิต ผู้เป็นบัณฑิตคงแก่เรียนเช่นท่านไม่ควรกระทำกรรมนี้ดังนี้แล้ว ไม่กระทำความชั่วมีปาณาติบาตเป็นต้น เกิดหิริขึ้น.

บุคคลยังหิริอันเกิดในภายในให้เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการอย่างนี้ ก็และครั้นให้เกิดแล้ว พิจารณาถึงหิริในจิตของตนแล้วไม่กระทำกรรมชั่ว.

หิริ ชื่อว่าเกิดขึ้นในภายในด้วยประการฉะนี้.

ถามว่า โอตตัปปะ ชื่อว่าเกิดในภายนอกเป็นอย่างไร

ตอบว่า บุคคลนึกอยู่ว่า หากว่าท่านจักกระทำกรรมชั่วนั้น ท่านจักได้รับความติเตียนในบริษัท ๔

วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่าน เหมือนชาวเมือง

รังเกียจของสกปรก ท่านถูกผู้มีศีลกำจัดเสียแล้ว จักเป็น

ภิกษุอยู่ได้อย่างไร ดังนี้.

ย่อมไม่กระทำกรรมชั่ว ด้วยโอตตัปปะอันเกิดแล้วในภายนอก.

โอตตัปปะ ชื่อว่าตั้งขึ้นในภายนอกด้วยประการฉะนี้.

ถามว่า หิริ ชื่อว่าถือตนเป็นใหญ่เป็นอย่างไร.

ตอบว่า กุลบุตรบางคนในโลกนี้กระทำตนให้เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า แล้วไม่ทำกรรมชั่วด้วยเห็นว่า ผู้บวชด้วยศรัทธาเป็นผู้คงแก่เรียน ผู้กล่าวสอนธุดงค์ เช่นท่านไม่ควรทำกรรมชั่วดังนี้.

หิริ ชื่อว่าถือตนเป็นใหญ่ด้วยประการฉะนี้.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

โส อตฺตานํเยว อธิปตึ กตฺวา อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ สาวชฺชํ ปชหติ อนวชฺชํ ภาเวติ สทฺธมตฺตานํ ปริหรติ

ความว่า บุคคลนั้นนึกทำตนเป็นใหญ่แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละสิ่งมีโทษ เจริญสิ่งไม่มีโทษ รักษาตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้.

ถามว่า โอตตัปปะ ชื่อว่าถือโลกเป็นใหญ่ เป็นอย่างไร.

ตอบว่า กุลบุตรบางคนในโลกนี้ นึกถึงโลกเป็นใหญ่เป็นผู้เจริญ แล้วไม่กระทำความชั่ว. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

โลกสันนิวาสนี้ใหญ่นักแล ในโลกสันนิวาสใหญ่มีสมณพราหมณ์ ผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น ท่านเหล่านั้นย่อมเห็นแต่ไกล ไม่เห็นแม้ในที่ใกล้ ย่อมรู้จิตด้วยจิต ท่านเหล่านั้นก็จักประกาศให้รู้จักเราอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธาออกบวชแล้วยังเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่อีก ดังนี้.

มีเทวดาผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของผู้อื่น เทวดาเหล่านั้นย่อมเห็นแม้แต่ไกล เขาไม่ปรากฏแม้ในที่ใกล้ ย่อมรู้จิตด้วยจิต เทวดาเหล่านั้นก็จักประกาศให้รู้จักเราอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้มีศรัทธาออกบวช แล้วยังเกลือกกลั้วด้วยอกุศลธรรมอันลามกอยู่อีกดังนี้. กุลบุตรนั้นกระทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วจึงละอกุศล ดังนี้.

โอตตัปปะถือโลกเป็นใหญ่ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๗๙

ในบทว่า สชฺชาสภาวสณฺฐิตา นี้ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้

อาการแห่งความละอายชื่อว่า ลชฺชา หิริตั้งอยู่โดยสภาพนั้น. ความกลัวในอบายชื่อว่า ภัย โอตตัปปะตั้งอยู่โดยสภาพนั้น. ทั้งสองอย่างนั้นเป็นอันปรากฏในการเว้นจากความชั่ว.

ในหิริและโอตตัปปะนั้นมีวินิจฉัยว่า

เหมือนอย่างว่า ก้อนเหล็ก ๒ ก้อน ก้อนหนึ่งแม้เย็นก็เปื้อนคูถ ก้อนหนึ่งร้อนจัด ใน ๒ ก้อนนั้น วิญญูชนเกลียดก้อนที่เย็นเพราะเปื้อนคูถจึงไม่จับ อีกก้อนหนึ่งไม่จับเพราะกลัวความร้อนฉันใด บัณฑิตเกลียด ไม่ทำความชั่วเพราะละอาย กลัวอบาย ไม่ทำความชั่วเพราะเกรงกลัว ก็ฉันนั้น.

หิริตั้งอยู่ในสภาพแห่งความละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาพแห่งความกลัว.

ถามว่า หิริมีลักษณะยำเกรง โอตตัปปะมีลักษณะเห็นภัยอันเป็นโทษที่น่ากลัวนั้น อย่างไร.

ตอบว่า จริงอยู่ บุคคลบางคนยังหิริอันมีลักษณะยำเกรงให้เกิดขึ้น ด้วยเคารพในผู้นั้น โดยอาการ ๔ อย่างคือ

นึกถึงความเป็นใหญ่โดยชาติ ๑

นึกถึงความเป็นใหญ่โดยเป็นผู้สอน ๑

นึกถึงความเป็นใหญ่ในมรดก ๑

นึกถึงความเป็นใหญ่ในทางประพฤติพรหมจรรย์ ๑

แล้วไม่ทำความชั่ว.

บางคนกลัวโดยความเป็นโทษ ด้วยเหตุ ๔ อย่างคือ

อัตตานุวาทภัย (กลัวถูกติเตียนตน) ๑

ปรานุวาทภัย (กลัวผู้อื่นติเตียน) ๑

ทัณฑภัย (กลัวถูกลงอาญา) ๑

ทุคติภัย (กลัวตกนรก) ๑

แล้วเกิดโอตตัปปะอันมีลักษณะเห็นภัยอันมีโทษน่ากลัว แล้วจึงไม่ทำกรรมชั่ว.

อนึ่ง ในข้อนี้เมื่อท่านกล่าวถึงหิริโอตตัปปะอันเกิดในภายในเป็นต้น โดยความเป็นสิ่งปรากฏในที่นั้นๆ บางครั้งหิริโอตตัปปะนั้นไม่พรากจากกันและกันเลย เพราะความละอายไม่มี กลัวย่อมมีไม่ได้ หรือความกลัวต่อบาปไม่มี ความละอายย่อมมีไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อิเม เจ ภิกฺขเว เทฺว สุกฺกา ธมฺมา โลกํ น ปาเลยฺยุํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผิว่า ธรรมไม่มีโทษ ๒ อย่างเหล่านี้ ไม่พึงรักษาโลก คือผิว่า ธรรมรักษาโลกไม่พึงมี.

ทว่า นยิธ ปญฺญาเยถ มาตา ความว่า ในโลกนี้มารดาผู้บังเกิดเกล้า ก็จะไม่พึงปรากฏด้วยความเคารพว่านี้มารดาของเราดังนี้ คือไม่พึงได้ชื่อว่านี้เป็นมารดา.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า มาตุจฺฉา ได้แก่ น้า.

บทว่า มาตุลานี ได้แก่ ภรรยาของลุง (ป้า).

บทว่า ครูนํ ได้แก่ ผู้อยู่ในฐานะควรเคารพมีลุง อา และพี่ชายใหญ่เป็นต้น.

บทว่า สมฺเภทํ ได้แก่ ปะปนกันหรือทำลายมารยาทอันดี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้ออุปมา ด้วยบทเป็นต้นว่า ยถา อเชฬกา ดังนี้.

จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมไม่รู้ด้วยความเคารพยำเกรงว่า นี้มารดาของเรา หรือน้าของเรา ดังนี้. สัตว์ทั้งหลายย่อมปฏิบัติผิดแม้ในวัตถุที่อาศัยเกิด. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงนำการเปรียบเทียบมา จึงได้นำแพะและแกะเป็นต้นมา.

ความย่อในข้อนี้มีดังนี้

สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายมีแพะแกะเป็นต้น เว้นจากหิริและโอตตัปปะ ไม่สำคัญมารดาเป็นต้น ทำลายประเพณีสมสู่กันได้ทุกหนแห่งฉันใด มนุษยโลกนี้ก็ฉันนั้น ผิว่าไม่มีธรรมคุ้มครองโลก ก็จะพึงสมสู่กันได้ทุกหนทุกแห่ง เพราะธรรมคุ้มครองโลกเหล่านี้ยังคุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้น จึงไม่มีการสมสู่กันด้วยประการฉะนี้.

ในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้

บทว่า เว ในบทว่า เยสํ เว หิริโอตฺตปฺปํ เป็นเพียงนิบาต ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่มี คือ ไม่ได้เข้าถึงหิริและโอตตัปปะ ในกาลทุกเมื่อ คือตลอดกาล.

บทว่า โวกฺกนฺตา สุกฺกมูลา เต ความว่า สัตว์เหล่านั้นก้าวล่วง คือพ้นจากกุศล เพราะทำกรรมอันตัดขาดกุศลมูล หรือเพราะไม่มีหิริและโอตตัปปะอันเป็นที่ตั้งแห่งกุศลกรรม มีสุกธรรมไปปราศแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นผู้ถึงชาติและมรณะ เพราะมีสภาพเกิดตายบ่อยๆ ย่อมไม่พ้นสงสารไปได้.

บทว่า เยสญฺจ หิริโอตฺตปฺปํ ความว่า ก็สัตว์เหล่าใดเข้าไปตั้งธรรมเหล่านี้ คือหิริและโอตตัปปะไว้โดยชอบ ในกาลเป็นนวกะ มัชฌิมะและเถระตลอดวันตลอดคืนในกาลทุกเมื่อ คือตลอดกาล สัตว์เหล่านั้นเกลียดกลัว ละบาป ด้วยตทังคปหานเป็นต้น

บทว่า วิรุฬฺหพฺรหฺมจริยา ความว่า สัตว์เหล่านั้นถึงความงอกงาม ด้วยศาสนพรหมจรรย์ และมรรคพรหมจรรย์ เป็นผู้สงบเพราะสงบกิเลส หรือมีคุณคือความสงบโดยประการทั้งปวง ด้วยการบรรลุมรรคชั้นสูง เป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว เพราะความสิ้นภพใหม่.

จบอรรถกถาธรรมสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา