อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๖๘

๙. มลสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. มลสูตร

ข้อ ๒๖๘

๙ ตโยเม ภิกฺขเว อนฺตรา มลา อนฺตรา อมิตฺตา อนฺตรา สปตฺตา อนฺตรา วธกา อนฺตรา ปจฺจตฺถิกา กตเม ตโย โลโภ ภิกฺขเว อนฺตรา มโล อนฺตรา อมิตฺโต อนฺตรา สปตฺโต อนฺตรา วธโก อนฺตรา ปจฺจตฺถิโก ฯ โทโส ภิกฺขเว อนฺตรา มโล อนฺตรา อมิตฺโต อนฺตรา สปตฺโต อนฺตรา วธโก อนฺตรา ปจฺจตฺถิโก ฯ โมโห ภิกฺขเว อนฺตรา มโล อนฺตรา อมิตฺโต อนฺตรา สปตฺโต อนฺตรา วธโก อนฺตรา ปจฺจตฺถิโก ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อนฺตรา มลา อนฺตรา อมิตฺตา อนฺตรา สปตฺตา อนฺตรา วธกา อนฺตรา ปจฺจตฺถิกาติ ฯ อนตฺถชนโน โลโภ โลโภ จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โลโภ สหเต นรํ ฯ โย จ โลภํ ปหนฺตฺวาน โลภเนยฺเย น ลุพฺภติ โลโภ ปหิยฺยเต ตมฺหา อุทพินฺทุว โปกฺขรา ฯ อนตฺถชนโน โทโส โทโส จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ ทุฏฺโฐ อตฺถํ น ชานาติ ทุฏฺโฐ ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โทโส สหเต นรํ ฯ โย จ โทสํ ปหนฺตฺวาน โทสเนยฺเย น ทุสฺสติ โทโส ปหิยฺยเต ตมฺหา ตาลปกฺกํว พนฺธนา ฯ อนตฺถชนโน โมโห โมโห จิตฺตปฺปโกปโน ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ มูโฬฺห อตฺถํ น ชานาติ มูโฬฺห ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ ฯ โย จ โมหํ ปหนฺตฺวาน โมหเนยฺเย น มุยฺหติ โมหํ วิหนฺติ โส สพฺพํ อาทิจฺโจวุทยํ ตมนฺติ ฯ นวมํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทินในภายใน ๓ ประการนี้ เป็นอมิตร เป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึกในภายใน ๓ ประการเป็นไฉน คือ โลภะ ๑โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทินในภายใน ๓ ประการนี้แล เป็นอมิตร เป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึกในภายใน ฯ โลภะให้เกิดความฉิบหายโลภะทำจิตให้กำเริบชนไม่รู้สึกโลภะ นั้นอันเกิดแล้วในภายในว่าเป็นภัย คนโลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โลภะย่อมครอบงำนรชนในขณะนั้น ความ มืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็ผู้ใดละความโลภได้ขาด ย่อมไม่โลภ ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ความโลภอันอริยมรรคย่อม ละเสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบเหมือนหยดน้ำตกไปจาก ใบบัวฉะนั้น โทสะให้เกิดความฉิบหาย โทสะทำจิต ให้กำเริบ ชนไม่รู้จักโทสะนั้นอันเกิดในภายในว่าเป็นภัย คนโกรธย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โทสะ ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะ นั้น ก็บุคคลใดละโทสะได้ขาด ย่อมไม่ประทุษร้ายใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย โทสะอันอริยมรรค ย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบเหมือนผลตาลสุกหลุด จากขั้วฉะนั้น โมหะให้เกิดความฉิบหาย โมหะทำจิต ให้กำเริบ ชนไม่รู้สึกโมหะนั้นอันเกิดในภายในว่าเป็นภัย คนหลงย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โมหะ ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะ นั้น ก็บุคคลใดละโมหะได้ขาด ย่อมไม่หลงในอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความหลง บุคคลนั้นย่อมกำจัดความหลงได้ ทั้งหมด เปรียบเหมือนพระอาทิตย์อุทัยขจัดมืดฉะนั้น ฯ จบสูตรที่ ๙

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๙. อันตรามลสูตร ๙. อันตรามลสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นมลทินภายใน

ข้อ ๘๘

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทินภายใน เป็นอมิตรภายในเป็นศัตรูภายใน เป็นเพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โลภะเป็นมลทินภายใน เป็นอมิตรภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็น เพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ๒. โทสะเป็นมลทินภายใน เป็นอมิตรภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็น เพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ๓. โมหะเป็นมลทินภายใน เป็นอมิตรภายใน เป็นศัตรูภายใน เป็น เพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นมลทินภายใน เป็นอมิตรภายในเป็นศัตรูภายใน เป็นเพชฌฆาตภายใน เป็นข้าศึกภายใน” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า โลภะก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ โลภะทำให้จิตกำเริบ โลภะเป็นภัยที่เกิดภายใน คน(ส่วนมาก)ไม่รู้จักภัยนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๙. อันตรามลสูตร คนโลภไม่รู้จักผล คนโลภไม่รู้จักเหตุ ความโลภครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดบอดย่อมมีเมื่อนั้น ส่วนผู้ใดละโลภะได้ ไม่ทะยานอยากในอารมณ์ที่เป็นเหตุแห่งความโลภ โลภะจะถูกอริยมรรคละได้เด็ดขาดไปจากผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกจากใบบัว ฉะนั้น โทสะก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ โทสะทำให้จิตกำเริบ โทสะเป็นภัยที่เกิดภายใน คน(ส่วนมาก)ไม่รู้จักภัยนั้น คนโกรธไม่รู้จักผล คนโกรธไม่รู้จักเหตุ ความโกรธครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดบอดย่อมมีเมื่อนั้น ส่วนผู้ใดละโทสะได้ ไม่ขัดเคืองในอารมณ์ที่เป็นเหตุแห่งความขัดเคือง โทสะจะถูกอริยมรรคละได้เด็ดขาดไปจากผู้นั้น เหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้ว ฉะนั้น โมหะก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ โมหะทำจิตให้กำเริบ โมหะเป็นภัยที่เกิดภายใน คน(ส่วนมาก)ไม่รู้จักภัยนั้น คนหลงไม่รู้จักผล คนหลงไม่รู้จักเหตุ ความหลงครอบงำนรชนเมื่อใด ความมืดบอดย่อมมีเมื่อนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๑๐. เทวทัตตสูตร ส่วนผู้ใดละโมหะได้ ไม่ลุ่มหลงในอารมณ์ที่เป็นเหตุแห่งความหลง ผู้นั้นย่อมกำจัดโมหะทั้งหมดได้เด็ดขาด เหมือนดวงอาทิตย์กำจัดความมืด ฉะนั้น แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลอันตรามลสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัตถูกอสัทธรรมครอบงำ

ข้อ ๘๙

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตถูกอสัทธรรม ๓ ประการครอบงำย่ำยีจิต ต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ อสัทธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เทวทัตถูกความปรารถนาชั่วครอบงำย่ำยีจิต ต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ ๒. เทวทัตถูกความมีมิตรชั่วครอบงำย่ำยีจิต ต้องไปเกิดในอบาย ต้องไป เกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ ๓. เมื่อยังมีมรรคผลที่ควรทำให้สูงขึ้นไป เทวทัตกลับมาถึงความเสื่อม เสียกลางคัน เพราะบรรลุคุณวิเศษขั้นต่ำ ภิกษุทั้งหลาย เทวทัตถูกอสัทธรรม ๓ ประการนี้แล ครอบงำย่ำยีจิต ต้องไปเกิดในอบาย ต้องไปเกิดในนรก ดำรงอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๕/๒๐, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๘/๔๒๗-๔๒๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามลสูตร

ในมลสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

อนฺตราศัพท์ในบทว่า อนฺตรามลา นี้ มาในเหตุ เช่นในประโยคมีอาทิว่า

ชนทั้งหลาย ย่อมประชุมสนทนากันที่

ฝั่งแม่น้ำ ในโรงที่พัก ในสภา และในถนน

ส่วนเราและท่าน มีอะไรเป็นเหตุ.

มีมาในขณะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หญิงคนใดคนหนึ่งกำลังล้างภาชนะอยู่ ได้เห็นข้าพระองค์ในขณะฟ้าแลบ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง มีมาในช่อง เช่นในประโยคมีอาทิว่า ธารน้ำร้อนไหลมาจากช่องนรกใหญ่ ๒ ขุม.

มีมาในผ้าห่ม เช่นในประโยคมีอาทิว่า

ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งผ้าห่มและ

ธงอันล้วนแล้วแต่สีเหลือง ประดับประดาด้วย

เครื่องอลังการสีเหลือง เธอถึงจะไม่ได้ตกแต่ง

ด้วยผ้าสีเหลืองเลยก็งดงามตามธรรมชาติ.

มีมาในจิต เช่นในประโยคมีอาทิว่า จิตของผู้ใดไม่มีความกำเริบ ดังนี้.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๘๑

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๗๖

วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๒๙๖

ขุ. วิมาน. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๖

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๖๕

แม้ในที่นี้ พึงทราบว่า อันตราศัพท์ได้ความหมายว่า ในจิตนั่นเอง เพราะฉะนั้น อกุศลธรรมเหล่านั้นชื่อว่าอนฺตรา เพราะมีอยู่ในภายใน คือจิต ชื่อว่าเป็นมลทิน เพราะทำความมัวหมองให้แก่สันดานที่มันเกิดขึ้น.

ขึ้นชื่อว่ามลทิน ในบทว่า อนฺตรามลา นั้นมี ๒ อย่าง คือมลทินของร่างกาย ๑ มลทินของใจ ๑.

ในมลทิน ๒ อย่างนั้น มลทินของร่างกาย ได้แก่ เหงื่อไคลเป็นต้น เกิดแล้วในร่างกาย และละอองธุลีที่ปลิวมาจับอยู่ในร่างกายนั้น มลทินนั้นจะนำออกไปได้ก็ด้วยน้ำ (แต่) สังกิเลสหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ (เพราะ) สังกิเลสมีราคะเป็นต้นที่เป็นมลทินของจิต จะนำออกไปได้ด้วยพระอริยมรรคเท่านั้น.

สมจริงดังที่พระโบราณาจารย์กล่าวคำนี้ไว้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นมหาฤษีมิได้ตรัสไว้ว่า

เมื่อรูปเศร้าหมองแล้ว คนทั้งหลายก็จะเศร้าหมอง

เมื่อรูปบริสุทธิ์แล้ว คนทั้งหลายก็จะบริสุทธิ์

แต่พระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ว่า

เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว คนทั้งหลายก็จะเศร้าหมอง

เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว คนทั้งหลายก็จะบริสุทธิ์.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจะเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง จะบริสุทธิ์เพราะจิตผ่องแผ้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่าพึงปฏิบัติเพื่อชำระมลทินแห่งจิต จึงตรัสไว้ในพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มลทินแห่งจิตเหล่านี้มี ๓ อย่างดังนี้.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๕๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ก็อกุศลมูลมีโลภะเป็นต้นเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในจิตของสัตว์ทั้งหลาย จะทำความเศร้าหมองให้ คือจะเสริมสร้างความเศร้าหมองนานัปการ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นมลทินของใจฉันใดโลภะเป็นต้นเหล่านั้นก็ฉันนั้น ครั้นเกิดขึ้นในสัตว์นั่นเอง จะนำอนัตถะนานาชนิดมาให้ จะให้เกิดทุกข์นานัปการแก่สัตว์ทั้งหลาย เหมือนอมิตร และศัตรูที่กินร่วมกัน นอนร่วมกัน ก็คอยหาโอกาสอยู่ฉะนั้น จึงตรัสคำมีอาทิไว้ว่า อนฺตรา อมิตฺตา ดังนี้.

ในบรรดาอมิตรเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า อมิตร เพราะตรงข้ามกับมิตร ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะทำหน้าที่ของศัตรู. ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาต เพราะเบียดเบียน. ชื่อว่าเป็นข้าศึก เพราะเป็นข้าศึกโดยตรง.

ในบทว่า อนฺตรา อมิตฺตา นั้นพึงทราบความที่กิเลสมีโลภะเป็นอาทิ เป็นอมิตรเป็นต้น โดยอาการ ๒ อย่าง.

อธิบายว่า บุคคลผู้มีเวร เมื่อได้โอกาสก็จะตัดศีรษะของคู่เวรด้วยศาสตราบ้าง ยังอนัตถะอย่างใหญ่หลวงให้เกิดขึ้นโดยอุบายบ้าง. และโลภะเป็นต้นเหล่านี้จะยังอนัตถะเช่นนั้น หรือมีกำลังมากกว่านั้นให้เกิดขึ้นโดยการตัดรอนศีรษะ คือปัญญา ๑ โดยการมอบกำเนิดให้ ๑ อย่างไร?

อธิบายว่า เมื่ออิฏฐารมณ์เป็นต้นมาสู่คลองในจักษุทวาร ความโลภเป็นต้นจะปรารภอิฏฐารมณ์เป็นต้นเหล่านั้นเกิดตามควรด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ศีรษะคือปัญญาของเรา ก็จะชื่อว่าถูกบั่นทอนแล้ว แม้ในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกันพึงทราบความคล้ายคลึงกันแห่งอมิตรเป็นต้น โดยการบั่นทอนศีรษะคือปัญญา ด้วยประการดังพรรณนามานี้ก่อนแต่โลภะเป็นต้นที่เป็นอกุศลมีกรรมเป็นเหตุ จะนำเข้าไปสู่กำเนิดทั้ง ๔ มีอัณฑชะกำเนิดเป็นต้นเป็นประเภทภัยอย่างใหญ่หลวง ๒๕ ประการที่มีการเข้าไปสู่กำเนิดเป็นมูลและกรรมกรณ์ ๓๒ ประการจะมาถึงเขาทีเดียวความคล้ายคลึงกันแห่งอมิตรเป็นต้น ของกิเลสมีโลภะเป็นต้นเหล่านั้น พึงทราบแม้โดยการมอบกำเนิด ๔ ให้โดยประการอย่างนี้

ดังนั้นจึงเป็นอันว่าโลภะเป็นต้น พระองค์ได้ตรัสไว้แล้วด้วยคำมีอาทิว่า อนฺตรา อมิตฺตา เพราะความคล้ายคลึงกันแห่งอมิตรเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในจิต.

อีกอย่างหนึ่ง ความโลภเป็นต้นย่อมกระทำได้ซึ่งสิ่งที่อมิตรไม่สามารถจะกระทำได้ และความเป็นอมิตรเป็นต้นก็เกิดจากความโลภเป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงทราบความที่อกุศลธรรมเหล่านั้นเป็นอมิตรเป็นต้น.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

จอมโจรเห็นจอมโจร หรือคู่เวรเห็นคู่เวรแล้ว

พึงกระทำความพินาศอันใดให้กัน จิตที่ตั้งไว้ผิด

พึงทำให้เขาเลวร้ายปยิ่งกว่านั้น ดังนี้.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๓ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๙๒

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้

ความโลภ ชื่อว่า อนตฺถชนโน เพราะยังอนัตถะให้เกิดขึ้นแก่ตนและผู้อื่น.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

คนโลภก่อกรรมแม้ใดด้วยกายวาจาใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นอกุศล คนโลภถูกความโลภครอบงำแล้ว มีจิตถูกความโลภกลุ้มรุมแล้ว ย่อมก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นโดยไม่เป็นจริง ด้วยการฆ่า ด้วยการจองจำด้วยการให้เสื่อมเสีย ด้วยการติเตียน หรือด้วยการขับไล่ ด้วยการอวดอ้างว่า ฉันเป็นคนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง แม้ใด แม้ข้อนั้นก็เป็นอกุศล อกุศลธรรมอันลามกเป็นอันมากที่เกิดจากความโลภ มีความโลภเป็นเหตุ มีความโลภเป็นแดนเกิด มีความโลภเป็นปัจจัยเหล่านี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๐๙

แม้คำอื่นก็ตรัสไว้มีอาทิว่า

ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ที่กำหนัดแล้วแล ถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูกราคะกลุ้มรุมแล้ว คิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นบ้าง ย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส แม้ทางใจ ดังนี้.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๙๓

บทว่า จิตฺตปฺปโกธโน ความว่า ยังจิตให้สะเทือน. อธิบายว่า ความโลภเมื่อเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ จะยังจิตให้สะเทือน ให้หวั่นไหว ให้เปลี่ยนแปลงไป ให้ถึงความพิการเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใสเป็นต้น.

บทว่า ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ความว่า พาลมหาชนนี้จะไม่รู้สึก คือไม่รู้จัก สิ่งนั้นกล่าวคือโลภะที่เกิดขึ้นในระหว่าง คือในภายใน ได้แก่ในจิตของตนนั่นเองว่าเป็นภัย คือเป็นเหตุแห่งภัยมีการเกิดอนัตถะและความกำเริบแห่งจิตเป็นต้น.

บทว่า ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ความว่า คนผู้โลภแล้วย่อมไม่รู้อัตถะ คือประโยชน์เกื้อกูลมีประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นเป็นต้นตามความจริง.

บทว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ ความว่า คนผู้โลภแล้ว คือถูกความโลภครอบงำแล้ว มีจิตถูกความโลภกลุ้มรุมแล้ว ย่อมไม่เห็น คือไม่รู้โดยประจักษ์ แม้ซึ่งธรรมอันเป็นทางแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐ จะป่วยกล่าวไปไยถึงจะได้เห็นอุตตริมนุสสธรรม (ธรรมอันยอดเยี่ยมของมนุษย์).

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ คนผู้กำหนัดแล้วแล อันราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูกราคะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตนตามความจริงบ้าง ย่อมไม่รู้ประโยชน์ผู้อื่นตามความจริงบ้าง ย่อมไม่รู้ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นทั้งสองอย่างตามความจริงบ้าง ดังนี้.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๙๔

บทว่า อนฺธตมํ ได้แก่ ความมืดอันกระทำความบอด.

บทว่า ยํ เท่ากับ ยตฺถ แปลว่า ในที่ใด.

จริงอยู่ ก็บทว่า ยํ นี้ เป็นปฐมาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ในเวลาใดความโลภครอบงำคือหุ้มห่อนรชน ในเวลานั้นจะมีความมืดมน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นตติยาวิภัตติ มีการประกอบความว่า เพราะเหตุที่ความโลภ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมครอบงำ คือหุ้มห่อนรชน ฉะนั้นเมื่อนั้นจะมีความมืดมน ดังนี้ เพราะ ย ต ศัพท์มีความเกี่ยวเนื่องกันโดยส่วนเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นกิริยาปรามาส. ในบทว่า โลโภ สหเต นี้มีความว่า การครอบงำ คือการเผชิญแห่งโลภะนี้ใด. อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว การครอบงำ คือการเผชิญนี้นั้น คือการดำเนินไป ได้แก่การเกิดขึ้นแห่งความมืด อันกระทำความบอด.

อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ความโลภย่อมครอบงำคือเผชิญนรชนใด ในเวลานั้น ความมืดบอดย่อมมีแก่นรชนนั้น และต่อแต่นั้น คนโลภแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภแล้วย่อมไม่เห็นธรรม.

บทว่า โย จ โลภํ ปหนฺตฺวาน ความว่า ในชั้นต้น บุคคลผู้ใดละโลภะได้ด้วยสมถวิปัสสนาตามสมควร ด้วยสามารถแห่งตทังคปหานและวิกขัมภนปหาน แล้วจะไม่โลภในรูปเป็นต้นที่เป็นทิพย์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภที่ปรากฏแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งวิปัสสนาที่มีกำลัง เพราะเหตุที่ละได้อย่างนั้น.

บทว่า โลโภ ปหียเต ตมฺหา ความว่า ความโลภอันอริยมรรคละได้ คือสลัดไปได้ ได้แก่สละไปโดยส่วนเดียวจากพระอริยบุคคลนั้น

เหมือนอะไร?

บทว่า อุทพินฺทุว โปกฺขรา ความว่า เหมือนหยาดน้ำที่กลิ้งออกจากใบบัว.

แม้บรรดาคาถาที่เหลือ ก็พึงทราบความตามนัยนี้.

อนึ่ง พึงทราบความที่โทสะให้เกิดอนัตถะ และความที่โทสะเป็นเหตุแห่งความเสื่อมประโยชน์ ตามแนวแห่งสุตตบทที่มาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า

ผู้ที่ถูกโทสะประทุษร้ายแล้ว ทำกรรมแม้ใดด้วยกาย วาจาและใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นอกุศล ผู้ที่ถูกโทสะประทุษร้ายแล้ว อันโทสะครอบงำแล้ว มีจิตถูกโทสะกลุ้มรุมแล้ว ยังทุกข์แม้ใดให้เกิดแก่ผู้อื่น โดยไม่เป็นจริง ด้วยการฆ่า การจองจำ ด้วยการให้เสื่อมเสีย ด้วยการติเตียน หรือด้วยการขับไล่ว่า ฉันมีกำลัง ฉันตั้งอยู่ในกำลังดังนี้ แม้ทุกข์นั้นก็เป็นอกุศล

อกุศลธรรมทั้งหลายที่ลามกมากอย่างที่เกิดแต่โทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย มีโทสะเป็นปัจจัยเหล่านี้ จะเกิดมีขึ้นแก่เขาดังนี้.

อนึ่ง ดูก่อนพราหมณ์ ผู้อันโทสะประทุษร้ายแล้วแล อันโทสะครอบงำแล้ว ผู้มีจิตอันโทสะหุ้มห่อแล้ว คิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง เสวยทุกข์ โทมนัส ทางใจบ้าง ดังนี้.

อนึ่ง ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ที่ถูกโทสะประทุษร้ายแล้วแล ถูกโทสะครอบงำแล้ว ผู้มีจิตอันโทสะหุ้มห่อแล้ว ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตนตามเป็นจริงบ้าง ไม่รู้ประโยชน์ผู้อื่นตามความเป็นจริงบ้าง ไม่รู้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง ตามความเป็นจริงบ้าง ดังนี้.

อนึ่ง พึงทราบความที่โมหะให้เกิดอนัตถะ และความที่โมหะเป็นเหตุแห่งความเสื่อมจากประโยชน์ ตามแนวแห่งสุตตบทที่มาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ผู้หลงแล้ว ทำกรรมแม้ได้ด้วยกาย วาจา ใจ ดังนี้

และโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนพราหมณ์ ผู้หลงแล้วแล ถูกโมหะครอบงำแล้ว ผู้มีจิตถูกโมหะหุ้มห่อแล้ว คิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ดังนี้

และโดยนัยมีอาทิว่า ผู้หลงลืม ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตน ตามความเป็นจริงบ้าง ดังนี้

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๐๙

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๙๓

บทว่า ตาลปกฺกํว พนฺธนา ความว่า โทสะอันพระโยคาวจรนั้นละได้ คือสลัดออกได้จากจิต เพราะการเกิดขึ้นแห่งมรรคญาณที่ ๓ เหมือนผลตาลหล่นจากขั้ว เพราะไออุ่นเกิดขึ้น.

บทว่า โมหํ วิหนฺติ โส สพฺพํ ความว่า พระอริยบุคคลนั้น ฆ่าคือกำจัด ได้แก่ตัดขาดซึ่งโมหะทั้งหมด คือไม่ให้เหลือด้วยมรรคที่ ๔.

บทว่า อาทิจฺโจ วุทยํ ตมํ ความว่า เหมือนพระอาทิตย์ อุทัยคือโผล่ขึ้น กำจัดความมืดคืออันธการ ฉะนั้น.

จบอรรถกถามลสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา