๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร
๖ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ปิณฺโฑลภารทฺวาโช ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย อารญฺญโก ปิณฺฑปาติโก ปํสุกูลิโก เตจีวริโก อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ ปวิวิตฺโต อสํสฏฺโฐ อารทฺธวิริโย ธุตวาโท อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ฯ {๑๐๐.๑} อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺตํ ปิณฺโฑลภารทฺวาชํ อวิทูเร นิสินฺนํ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย อารญฺญกํ ปิณฺฑปาติกํ ปํสุกูลิกํ เตจีวริกํ อปฺปิจฺฉํ สนฺตุฏฺฐํ ปวิวิตฺตํ อสํสฏฺฐํ อารทฺธวิริยํ ธุตวาทํ อธิจิตฺตมนุยุตฺตํ ฯ {๑๐๐.๒} อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อนุปวาโท อนุปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปตฺถญฺจ สยนาสนํ อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสนนฺติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระปิณโฑล-*ภารทวาชะผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัดไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ผู้มีวาทะกำจัด หมั่นประกอบในอธิจิตนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง อยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระปิณโฑลภารัทวาชะ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ... อยู่ในที่ไม่ไกล ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า การไม่ว่าร้ายกัน ๑ การไม่เบียดเบียนกัน ๑ การสำรวม ในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในภัต ๑ ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๖. ปิณโฑลสูตร ๖. ปิณโฑลสูตร ว่าด้วยพระปิณโฑลภารทวาชเถระ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตรถือการนุ่งห่มไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร เป็นผู้กำจัดกิเลส และกล่าวถึงแต่เรื่องกำจัดกิเลสหมั่นประกอบอธิจิต นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงอยู่ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคพระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระปิณโฑลภารทวาชะผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการนุ่งห่มผ้าไตรจีวรเป็นวัตร มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร เป็นผู้กำจัดกิเลส และกล่าวถึงแต่เรื่องกำจัดกิเลสหมั่นประกอบอธิจิต นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความสำรวมในปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด การประกอบความเพียรในอธิจิต นี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ปิณโฑลสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๑๘๕ หน้า ๙๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๔๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปิณโฑลภารทวาชสูตร
ปิณโฑลภารทวาชสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปิณฺโฑลภารทฺวาโช ความว่า ชื่อว่าปิณโฑละ เพราะบวชเสาะแสวงหาก้อนข้าว.
ได้ยินว่า เขาเป็นพราหมณ์หมดสิ้นโภคะ เห็นลาภและสักการะเป็นอันมากของภิกษุสงฆ์จึงออกบวชเพื่อต้องการก้อนข้าว. เขาถือกระเบื้องแผ่นใหญ่ เข้าใจว่าเป็นบาตร เที่ยวดื่มข้าวยาคูเต็มกระเบื้องบริโภคภัตและกินขนมของเคี้ยว.
ลำดับนั้น พวกภิกษุกราบทูลความที่ท่านกินจุแด่พระศาสดา.
พระศาสดาจึงไม่ทรงอนุญาตให้เธอใช้ถลกบาตร. เธอจึงคว่ำบาตรวางไว้ใต้เตียง เธอแม้เมื่อจะวางเสือกผลักวางไว้. แม้เมื่อจะถือเอาก็ลากคร่าถือเอามา. เมื่อกาลล่วงไปล่วงไป กระเบื้องนั้นก็กร่อนไป เพราะการเสียดสี จุเพียงข้าวสุกทะนานเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น พวกภิกษุจึงกราบทูลแด่พระศาสดา.
ต่อมา พระศาสดาจึงทรงอนุญาตให้เธอมีถลกบาตรได้. สมัยต่อมา พระเถระเจริญอินทรีย์ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล. ดังนั้น เขาจึงเรียกท่านว่า ปิณโฑละ เพราะเมื่อก่อนท่านแสวงหาเศษอามิสเพื่อก้อนข้าวแต่โดยโคตรเรียกว่าภารทวาชะ เพราะรวมศัพท์ทั้ง ๒ ศัพท์เข้าด้วยกัน จึงเรียกว่า ปิณโฑลภารทวาชะ.
บทว่า อารญฺญโก ความว่า ชื่อว่า อารัญญกะ เพราะท่านอยู่ในป่าโดยห้ามเสนาสนะชายบ้านเสีย. บทว่า อารญฺญโก นี้ เป็นชื่อของภิกษุผู้ประพฤติสมาทานอรัญญิกธุดงค์.
อนึ่ง การตกลงแห่งก้อนอามิส คือภิกษาหาร ชื่อว่าบิณฑบาต. อธิบายว่า ก้อนข้าวที่คนอื่นให้ตกลงในบาตร. ภิกษุชื่อว่า ปิณฑปาติกะ เพราะแสวงหาบิณฑบาต คือเข้าไปแสวงหายังตระกูลนั้นๆ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปิณฺฑปาตี เพราะมีอันตกไป คือเที่ยวไปเพื่อบิณฑะเป็นวัตร. ปิณฺฑปาตี นั่นแหละเป็นปิณฑปาติกะ.
ผ้าชื่อว่าปังสุกูละ เพราะเป็นดุจจะเกลือกกลั้วด้วยฝุ่น เพราะอรรถว่าฟุ้งขึ้น เหตุตั้งอยู่บนฝุ่นในที่มีกองหยากเยื่อเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ผ้าชื่อว่าปังสุกุละ เพราะไป คือถึงความเป็นของน่าเกลียดดุจฝุ่น. การทรงผ้าบังสุกุล ชื่อว่าปังสุกุละ. การทรงผ้าบังสุกุลนั้นเป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าปังสุกูลิกะ.
จีวร ๓ ผืน คือสังฆาฏิ อุตราสงค์และอันตรวาสก ชื่อว่าไตรจีวร. การทรงผ้าไตรจีวร ชื่อว่าติจีวระ. การทรงผ้าไตรจีวรนั้น เป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าเตจีวริกะ.
อรรถแห่งบทว่า อปฺปิจฺโฉ เป็นต้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บุคคลผู้กำจัดกิเลส ท่านเรียกว่า ธุตะ ในบทว่า ธุตวาโท. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมเครื่องกำจัดกิเลส ท่านก็เรียกว่า ธุตะ.
ในสองอย่างนั้น ภิกษุชื่อว่ามีธุตะ แต่ไม่มีธุตวาทก็มี. ไม่มีธุตะ แต่มีธุตวาทก็มี. ไม่มีทั้งธุตะ ไม่มีทั้งธุตวาทก็มี. มีทั้งธุตะ มีทั้งธุตวาทก็มี
พึงทราบหมวด ๔ แห่งธุตะดังว่ามานี้.
ใน ๔ อย่างนั้น ภิกษุใดสมาทานประพฤติธุตธรรมด้วยตนเอง ไม่ชักชวนผู้อื่น เพราะการประพฤติสมาทานธุตธรรมนั้น นี้เป็นธุตะหมวดที่ ๑.
ส่วนภิกษุใดไม่ประพฤติสมาทานธุตธรรมด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่น นี้ชื่อว่าเป็นธุตธรรมที่ ๒.
ภิกษุใดเว้นทั้งสอง นี้เป็นธุตะที่ ๓.
ส่วนภิกษุใดสมบูรณ์ด้วยธุตะทั้ง ๒ นี้ชื่อว่าเป็นธุตะที่ ๔.
ก็ท่านปิณโฑลภารทวาชะก็เป็นผู้เช่นนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าธุตวาทะ. ก็นี้เป็นนิเทศว่าด้วยสมาสที่ท่านย่อศัพท์หนึ่งเหลือไว้ศัพท์หนึ่งเหมือนอย่างว่า นามญฺจ รูปญฺจ นามรูปญฺจ นามรูปํ แปลว่า นาม ๑ รูป ๑ นามรูป ๑ เป็นนามรูป.
ในบทว่า อธิจิตฺตมนุยุตฺโต นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
พึงทราบความที่จิตเป็นอธิจิต เพราะประกอบด้วยสมาบัติ ๘ หรือประกอบด้วยอรหัตผลสมาบัติ. แต่ในที่นี้ พึงทราบว่า อรหัตผลจิต. สมาธิในในสมาบัตินั้นๆ นั่นแล ชื่อว่าอธิจิต. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า อรหัตผลสมาธิ.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้หมั่นประกอบอธิจิต พึงมนสิการถึงนิมิต ๓ อย่างตามกาลเวลาเพราะฉะนั้น จิตที่ประกอบด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านประสงค์ในที่นี้ว่าอธิจิต เหมือนในอธิจิตตสูตรนี้. คำนั้นไม่ดี พึงถือเอาความในก่อนนั่นแล.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๔๒
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ซึ่งอรรถนี้ กล่าวคือ การประกอบอธิจิต อันสมบูรณ์ด้วยการอธิษฐานบริขาร และการไม่บกพร่องของท่านปิณโฑลภารทวาชะ. เมื่อจะทรงแสดงว่าการประกอบอธิจิต ก็คือการดำรงมั่นแห่งพระศาสนาของเรา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุปวาโท ได้แก่ ไม่เข้าไปว่าร้ายต่อใครๆ ด้วยวาจา. บทว่า อนุปฆาโต ได้แก่ ไม่กระทำการกระทบกระทั่งต่อใครๆ.
อรรถแห่งบทว่าปาฏิโมกข์ ในบทว่า ปาฏิโมกฺเข นี้ ท่านกล่าวโดยประการต่างๆ ในหนหลัง.
ธรรมอันมีการไม่ล่วงละเมิดกองอาบัติ ๗ ในพระปาฏิโมกข์นั้นเป็นลักษณะ ชื่อว่า สังวร.
ความรู้จักประมาณ ด้วยอำนาจการรับและการบริโภค ชื่อว่า มัตตัญญุตา.
บทว่า ปนฺตญฺจ สยนาสนํ ได้แก่ ที่นอนและที่นั่งอันสงัด คือเว้นการติดต่อกัน.
บทว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค ได้แก่ การประกอบภาวนา เพื่อบรรลุสมาบัติ ๘. อีกนัยหนึ่ง.
บทว่า อนุปวาโท ได้แก่ ไม่กล่าวคำว่าร้ายแม้ต่อใครๆ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงสงเคราะห์ศีลที่เป็นไปทางวาจาแม้ทั้งหมด.
บทว่า อนุปฆาโต ได้แก่ ไม่กระทำการกระทบกระทั่งต่อใครๆ คือการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงสงเคราะห์ศีลอันเป็นไปทางกายทั้งหมด ก็เพื่อจะทรงแสดงศีลทั้ง ๒ที่หยั่งลงในภายในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหมด จึงตรัสว่า ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร ดังนี้จ ศัพท์ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร ความว่า การไม่ไปว่าร้าย และการไม่เข้าไปทำร้าย อันเป็นเหตุสำรวมในพระปาฏิโมกข์. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปาฏิโมกฺเข เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถอธิกรณะ. สังวรเป็นที่อาศัยในปาฏิโมกข์.
ถามว่า ก็สังวรนั้นคืออะไร?
ตอบว่า คือการไม่เข้าไปว่าร้าย การไม่ทำร้าย.
จริงอยู่ ในเวลาอุปสมบท เมื่อว่าโดยไม่แปลกกัน ปาฏิโมกขศีล เป็นอันชื่อว่าอันภิกษุสมาทานแล้ว. เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในปาฏิโมกข์นั้น ต่อจากนั้น สังวรย่อมมีด้วยอำนาจการไม่ว่าร้าย และการไม่กระทำร้ายสังวรนั้น ท่านเรียกว่าการไม่ว่าร้ายและการไม่ทำร้าย.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปาฏิโมกฺเข เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่าพึงให้สำเร็จ เหมือนคำว่าการไม่สงบแห่งใจมีอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุใกล้. อธิบายว่า การไม่ว่าร้าย การไม่ทำร้าย อันปาฏิโมกข์พึงให้สำเร็จ คือการว่าร้ายและการทำร้ายสงเคราะห์เข้าในปาฏิโมกขสังวรเหมือนกัน.
ก็ด้วยคำว่า สํวโร จ นี้ ศัพท์แห่งสังวร ๔ เหล่านี้ คือ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วิริยสังวร ๑ สังวร ๔ หมวดนี้ มีการทำปาฏิโมกข์ให้สำเร็จ.
บทว่า มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ได้แก่ ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ด้วยอำนาจการแสวงหาการรับ การบริโภค และการสละ.
บทว่า ปนฺตญฺจ สยนาสนํ ได้แก่ ที่นอนและที่นั่งอันสงัด มีราวป่าและโคนไม้เป็นต้น อันอนุกูลแก่ภาวนา.
บทว่า จิตฺเต จ อาโยโค ความว่า เมื่อทำอรหัตผลจิต กล่าวคือ ชื่อว่าอธิจิต เพราะเป็นจิตยิ่งคือเพราะสูงสุดกว่าจิตทั้งปวงให้สำเร็จ ความพากเพียรย่อมมีด้วยอำนาจสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาเพื่อทำอรหัตผลจิตนั้นให้สำเร็จ.
บทว่า เอตํ พุทฺธาน สาสนํ ความว่า การไม่ว่าร้ายผู้อื่น ๑ การไม่ทำร้ายผู้อื่น ๑ การสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ๑การรู้จักประมาณในการแสวงหาและการรับเป็นต้น ๑ การอยู่ในที่อันสงัด ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งอธิจิตตามที่กล่าวแล้ว ๑ นี้เป็นคำสอน คือเป็นโอวาท อธิบายว่า เป็นคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
สิกขา ๓ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยพระคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปิณโฑลภารทวาชสูตรที่ ๖ ---------------------------------------------