๗. ธาตุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. ธาตุสูตร
๗ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ เทฺวมา ภิกฺขเว นิพฺพานธาตุโย กตมา เทฺว สอุปาทิเสสา จ นิพฺพานธาตุ อนุปาทิเสสา จ นิพฺพานธาตุ ฯ {๒๒๒.๑} กตมา จ ภิกฺขเว สอุปาทิเสสา นิพฺพานธาตุ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ โหติ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสํโยชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ตสฺส ติฏฺฐนฺเตว ปญฺจินฺทฺริยานิ เยสํ อวิฆาตตฺตา มนาปามนาปํ ปจฺจนุโภติ สุขทุกฺขํ ปฏิสํเวทยติ ตสฺส โย ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สอุปาทิเสสา นิพฺพานธาตุ ฯ {๒๒๒.๒} กตมา จ ภิกฺขเว อนุปาทิเสสา นิพฺพานธาตุ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ โหติ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสํโยชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ตสฺส อิเธว ภิกฺขเว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีติภวิสฺสนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนุปาทิเสสา นิพฺพานธาตุ ฯ อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว นิพฺพานธาตุโยติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ เทฺว อิมา จกฺขุมตา ปกาสิตา นิพฺพานธาตู อนิสฺสิเตน ตาทินา เอกา หิ ธาตุ อิธ ทิฏฺฐธมฺมิกา สอุปาทิเสสา ภวเนตฺติสงฺขยา อนุปาทิเสสา ปน สมฺปรายิกา ยมฺหิ นิรุชฺฌนฺติ ภวานิ สพฺพโส ฯ เย เอตทญฺญาย ปทํ อสงฺขตํ วิมุตฺตจิตฺตา ภวเนตฺติสงฺขยา เต ธมฺมสาราธิคมกฺขเย รตา ปหํสุ เต สพฺพภวานิ ตาทิโนติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ สตฺตมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ ๒ ประการเป็นไฉน คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพนี้สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียวดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบเวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ พระตถาคต ผู้มีจักษุผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ประกาศไว้แล้ว อันนิพพานธาตุ อย่างหนึ่งมีในปัจจุบันนี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสส เพราะสิ้นตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพ ส่วนนิพพานธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) เป็นที่ ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง อันมีในเบื้องหน้า ชื่อว่าอนุปาทิเสส ชนเหล่าใดรู้บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้วนี้ มีจิตหลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ ชน เหล่านั้นยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นกิเลสเพราะบรรลุธรรม อันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพได้ทั้งหมด ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. นิพพานธาตุสูตร ว่าด้วยนิพพานธาตุ
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ นิพพานธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๒. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๗. นิพพานธาตุสูตร สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภว- สังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ เพราะอินทรีย์ ๕ ที่ยังคงอยู่ ไม่ดับไป ภิกษุ นั้นจึงประสบอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เสวยสุขและทุกข์อยู่ ภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะของภิกษุนั้น เราเรียกว่า สอุปาทิเสส- นิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจ ที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภว- สังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ภิกษุทั้งหลาย เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้ นั่นแลของภิกษุนั้น อันตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินไม่ได้ต่อไปแล้ว จักระงับดับสนิท ภิกษุทั้งหลาย สภาวะดังกล่าวนี้ เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ตถาคตผู้มีพระจักษุ ไม่ทรงอิงอาศัยสิ่งใดๆ ผู้คงที่ ทรงประกาศนิพพานธาตุไว้ ๒ ประการนี้ คือ @เชิงอรรถ : @ ปลงภาระได้แล้ว หมายถึงปลงขันธภาระได้ ปลงกิเลสภาระได้ และปลงอภิสังขารภาระได้ (ขุ.อิติ.อ. ๔๔/๑๘๙)@ สิ้นภวสังโยชน์ หมายถึงสิ้นกิเลสที่เป็นเครื่องผูกสัตว์ คร่าสัตว์มาไว้ในภพทั้งหลาย (ขุ.อิติ.อ. ๔๔/๑๘๙)@ หมายถึงจักษุ ๕ ประการ คือ (๑) พุทธจักษุ (ตาพระพุทธเจ้า) (๒) มังสจักษุ (ตาเนื้อ) (๓) ทิพพจักษุ (ตาทิพย์)@(๔) ปัญญาจักษุ (ตาปัญญา) (๕) สมันตจักษุ (ตาเห็นรอบ) (ดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๖/๔๒๔, ขุ.อิติ.อ. ๔๔/๑๙๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๘. ปฏิสัลลานสูตร นิพพานธาตุประการหนึ่ง เป็นสภาวะมีให้เห็นในอัตภาพนี้ ชื่อว่าสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาที่นำไปสู่ภพ ส่วนนิพพานธาตุอีกประการหนึ่ง เป็นสภาวะมีในภายภาคหน้า ชื่อว่าอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นที่ดับสนิทแห่งภพทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิง ชนทั้งหลายผู้รู้ที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งนี้แล้ว มีจิตหลุดพ้นเพราะความสิ้นไปแห่งภวเนตติ ยินดียิ่งในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลส เพราะบรรลุธรรมเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละภพทั้งปวงได้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล นิพพานธาตุสูตรที่ ๗ จบ ๘. ปฏิสัลลานสูตร ว่าด้วยการหลีกเร้น
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้พอใจในการหลีกเร้น ยินดีในการ หลีกเร้น หมั่นประกอบความสงบแห่งจิตภายใน ไม่ห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนเรือนว่าง เถิด @เชิงอรรถ : @ ภวเนตติ เป็นชื่อของตัณหา หมายถึงเชือกผูกสัตว์ไว้ในภพ(ภวรชฺชุ) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑/๒๗๙)@ เพิ่มพูนเรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงการเรียนสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้วไปยังเรือนว่าง นั่งอยู่@ตลอดวันและคืน เจริญอธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา (องฺ.ทสก.อ. ๓/๗๑/๓๕๗, ม.มู.อ. ๑/๖๕/๑๖๙,@ขุ.อิติ.อ. ๔๕/๑๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธาตุสูตร
ในธาตุสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เทฺวมา ตัดบทเป็น เทฺว อิมา ตัณหา ท่านเรียกว่าวานะ ชื่อว่านิพพาน เพราะออกจากตัณหา หรือเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือเมื่อบรรลุนิพพานแล้ว ตัณหาไม่มี. ชื่อว่านิพพานธาตุ เพราะนิพพานนั้นชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีชีวะ และเพราะอรรถว่าเป็นสภาพทั่วไป.
แม้ผิว่า นิพพานธาตุนั้นไม่ต่างกันโดยปรมัตถ์ แต่ปรากฏโดยปริยาย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เทฺวมา ภิกฺขเว นิพฺพานธาตุโย ดังนี้ ทรงหมายถึงความต่างกันโดยปริยายนั้น เพื่อทรงแสดงถึงประเภทตามพระประสงค์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สอุปาทิเสสา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ขันธบัญจกชื่อว่า อุปาทิ เพราะให้เกิดโดยความเป็นผลจากกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น อุปาทิที่เหลือชื่อว่าอุปาทิเสสะ. ชื่อว่าอุปาทิเสสา เพราะพร้อมกับอุปาทิเสสะ. เพราะความไม่มีสอุปาทิเสสะนั้น จึงชื่อว่า อนุปาทิเสสา.
บทว่า อรหํ ได้แก่ ไกลจากกิเลส อธิบายว่า มีกิเลสอยู่ไกล.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ โหติ อารกาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สํกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณิยาเอวํ โข ภิกฺขเว อรหํ โหติ
ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันต์นั้นอย่างไร.
ภิกษุนั้นเป็นผู้ไกลจากอกุศลธรรมอันลามก ความเศร้าหมอง การมีภพใหม่ ความกระวนกระวาย วิบากแห่งทุกข์ ชาติชรามรณะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันต์.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๗๘
บทว่า ขีณาสโว ความว่า ชื่อว่าขีณาสพ เพราะอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้นของพระอรหันต์สิ้นแล้ว ตัดขาดแล้ว ละได้แล้ว สงบแล้ว ไม่ควรจะเกิด ถูกไฟคือญาณเผาแล้ว.
บทว่า วุสิตวา ความว่า ชื่อว่าอยู่จบแล้ว เพราะอยู่แล้ว อยู่อาศัยแล้ว อาศัยแล้ว สะสมจรณะแล้วในครุสังวาสบ้าง ในอริยมรรคบ้าง ในอริยวาส ๑๐ บ้าง.
บทว่า กตกรณีโย ความว่า ชื่อว่าทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว เพราะพระเสกขะ ๗ ตั้งแต่กัลยาณชนผู้เป็นปุถุชน ชื่อว่าทำกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ กิจที่ควรทำทั้งหมด พระขีณาสพทำเสร็จ คือเสร็จสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำเพื่อบรรลุความสิ้นทุกข์ยิ่งกว่านี้ไม่มี.
แม้ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า
ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ กรณียํ น วิชฺชติ ภิกษุผู้มีจิตสงบแล้ว พ้นแล้วโดยชอบนั้น กระทำเสร็จแล้ว ไม่มีการสะสม กิจที่ควรทำไม่มี ดังนี้. ____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๔ องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๒๖
บทว่า โอหิตภาโร ได้แก่ ภาระ ๓ อย่างคือ ขันธภาระ ๑ กิเลสภาระ ๑ อภิสังขารภาระ ๑ ภาระแม้ ๓ อย่างนี้เหล่านี้ อันภิกษุนั้นปลงแล้ว คือยกลงแล้ว วางแล้ว ทำให้ตกไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โอหิตภาโร (ปลงภาระลงได้แล้ว).
บทว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ได้แก่ บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว. ท่านกล่าวว่า สกตฺถํ (ประโยชน์ของตน) ก็มี เปลี่ยน ท เป็น ก.
ชื่อว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ เพราะประโยชน์ของตนอันภิกษุบรรลุแล้ว พึงทราบพระอรหัตว่า สทฺตโถ.
จริงอยู่ พระอรหัตนั้นชื่อว่าเป็นประโยชน์ตน เพราะเป็นประโยชน์ตน ด้วยอรรถว่าเนื่องด้วยตน ด้วยอรรถว่าไม่ละตน และด้วยเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของตน.
บทว่า ปริกฺขีณภวสํโยชโน ได้แก่ ชื่อว่าสังโยชน์ ในภพ เพราะสังโยชน์เหล่านี้ คือกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ภวราคะ อิสสา มัจฉริยะ และอวิชชาสังโยชน์ย่อมประกอบ คือเข้าไปผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ในภพ หรือภพด้วยภพ.
ชื่อว่ามีสังโยชน์ในภพสิ้นแล้ว เพราะสังโยชน์เหล่านั้นของพระอรหันต์สิ้นแล้ว คือท่านละได้แล้ว ถูกไฟคือญาณเผาแล้ว.
บทว่า สมฺมทญฺญา ในบทว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต นี้ได้แก่ เพราะรู้โดยชอบ ข้อนี้ท่านอธิบายไว้ว่า เพราะรู้ คือพิจารณา ไตร่ตรอง แจ่มแจ้ง ทำให้ชัดตามความเป็นจริงโดยชอบ ซึ่งการตั้งอยู่แห่งขันธ์ทั้งหลายโดยเป็นขันธ์ แห่งอายตนะทั้งหลายโดยเป็นอายตนะ แห่งธาตุทั้งหลายโดยเป็นของสูญแห่งทุกข์โดยการบีบคั้น แห่งสมุทัยโดยเป็นที่เกิดแห่งทุกข์ แห่งนิโรธโดยเป็นความสงบแห่งมรรคโดยเป็นทัสสนะ หรือซึ่งประเภทมีอาทิอย่างนี้ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้.
บทว่า วิมุตฺโต ได้แก่ วิมุตติ ๒ อย่าง คือ จิตวิมุตติและนิพพาน.
จริงอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าพ้นด้วยจิตวิมุตติบ้าง ชื่อว่าพ้นในนิพพานบ้าง เพราะพ้นจากกิเลสทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต (พ้นเพราะรู้โดยชอบ).
บทว่า ตสฺส ติฏฺฐนฺเตว ปญฺจินฺทริยานิ ความว่า อินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นของพระอรหันต์นั้น ยังตั้งอยู่ตราบเท่ากรรมอันเป็นเหตุให้เกิดในภพสุดท้าย ยังไม่สิ้นไป.
บทว่า อวิคตตฺตา ได้แก่ เพราะยังไม่ดับด้วยการดับคือความไม่เกิด.
บทว่า มนาปามนาปํ ได้แก่ อารมณ์มีรูปที่น่าพอใจ และไม่น่าพอใจเป็นต้น.
บทว่า ปจฺจนุโภติ ได้แก่ ย่อมเสวย คือย่อมได้.
บทว่า สุขทุกฺขํ ปฏิสํเวเทติ ได้แก่ ย่อมเสวยสุขและทุกข์อันเป็นวิบาก คือย่อมได้ด้วยไตรทวาร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอุปาทิเสสะด้วยเหตุเพียงนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตสฺส โย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ยังมีสอุปาทิเสสะนั้น.
บทว่า โย ราคกฺขโย ได้แก่ ความสิ้นไป คืออาการสิ้นไป ความไม่มี ความไม่เกิดในที่สุดแห่งราคะ แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ เป็นอันแสดงถึงสอุปาทิเสสนิพพานธาตุอันสิ้นราคะเป็นต้น ด้วยเหตุเพียงนี้.
บทว่า อิเธว ได้แก่ ในอัตภาพนี้แล
บทว่า สพฺพเวทยิตานิ ได้แก่ เวทนาทั้งหมดมีสุขเวทนาเป็นต้น อัพยากตเวทนา กุสลากุสลเวทนา ท่านละได้ก่อนแล้ว.
บทว่า อนภินนฺทิตานิ ได้แก่ อันกิเลสมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินไม่ได้แล้ว
บทว่า สีติภวิสฺสนฺติ ได้แก่ จักเย็นด้วยความสงบส่วนเดียว ได้แก่ความสงบระงับความกระวนกระวายในสังขาร คือจักดับด้วยการดับอันไม่มีปฏิสนธิ. มิใช่เพียงเวทนาอย่างเดียวเท่านั้นจักดับ แม้ขันธ์ ๕ ทั้งหมดในสันดานของพระขีณาสพก็จักดับ.
ท่านใช้เทศนาด้วยหัวข้อว่า เวทยิตะ.
ในคาถาทั้งหลายพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
บทว่า จกฺขุมตา ได้แก่ ผู้มีจักษุด้วยจักษุทั้งหลาย ๕ คือ พุทธจักษุ ธรรมจักษุ ทิพจักษุ ปัญญาจักษุ สมันตจักษุ.
บทว่า อนิสฺสิเตน ได้แก่ ไม่อาศัยธรรมไรๆ โดยเป็นที่อาศัยของตัณหาและทิฏฐิ หรือไม่ผูกพันด้วยเครื่องผูกคือราคะเป็นต้น.
บทว่า ตาทินา ได้แก่ ผู้คงที่อันมีลักษณะคงที่ กล่าวคือความเป็นผู้มีสภาพเป็นหนึ่งในอารมณ์ทั้งปวงมีอิฏฐารมณ์เป็นต้นด้วยอุเบกขามีองค์ ๖.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกา ได้แก่ นิพพานธาตุอันมีคือเป็นไปในอัตภาพนี้.
บทว่า ภวเนตฺติสงฺขยา ได้แก่ เพราะสิ้นตัณหาอันนำไปสู่ภพ.
บทว่า สมฺปรายิกา ได้แก่ อันมีในเบื้องหน้า คือในส่วนอื่นจากทำลายขันธ์.
บทว่า ยมฺหิ ได้แก่ ในอนุปาทิเสสนิพพาน.
บทว่า ภวานิ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส.
อุบัติภพไม่เหลือโดยประการทั้งปวงย่อมดับ คือย่อมไม่เป็นไป.
บทว่า เต ได้แก่ ชนเหล่านั้นมีจิตพ้นแล้วอย่างนี้.
บทว่า ธมฺมสาราธิคมา ได้แก่ เพราะเป็นผู้มีวิมุตติเป็นสาระ คือเพราะบรรลุพระอรหัตอันเป็นสาระในธรรมทั้งหลายแห่งธรรมวินัยนี้.
บทว่า ขเย ได้แก่ยินดี ยินดียิ่งแล้วในนิพพานอันเป็นที่สิ้นกิเลสมีราคะเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง อันเป็นสาระในธรรมทั้งหลายโดยความเป็นของเที่ยง และโดยความเป็นของประเสริฐที่สุด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามีธรรมเป็นสาระ คือนิพพาน.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ
วิราคะประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย และวิราคะ ท่านกล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ชนทั้งหลายยินดีแล้วในอนุปาทิเสสนิพพานเป็นที่สิ้นสังขารทั้งปวง เพราะเหตุบรรลุธรรมอันเป็นสาระนั้น.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗๐ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๔
บทว่า ปหํสุ คือ ละแล้ว. บทว่า เต เป็นเพียงนิบาต.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาธาตุสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------