๖. สภิยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ฉฏฺฐํ สภิยสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สภิยสูตรที่ ๖
๖ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส ปุราณสาโลหิตาย เทวตาย ปญฺหา อุทิฏฺฐา โหนฺติ โย เต สภิย สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อิเม ปเญฺห ปุฏฺโฐ พฺยากโรติ ตสฺส สนฺติเก พฺรหฺมจริยํ จเรยฺยาสีติ ฯ {๓๖๔.๑} อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ตสฺสา เทวตาย สนฺติเก ปเญฺห อุคฺคเหตฺวา เย เต สมณพฺราหฺมณา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป มกฺขลิ โคสาโล อชิโต เกสกมฺพโล ปกุทฺโธ กจฺจายโน สญฺชโย เวฬฏฺฐปุตฺโต นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต เต อุปสงฺกมิตฺวา เต ปเญฺห ปุจฺฉติ ฯ เต สภิเยน ปริพฺพาชเกน ปเญฺห ปุฏฺฐา น สมฺปายนฺติ อสมฺปายนฺตา โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรนฺติ อปิ จ สภิยํ ปริพฺพาชกํ ปฏิปุจฺฉนฺติ ฯ {๓๖๔.๒} อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป ฯเปฯ นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต เต มยา ปเญฺห ปุฏฺฐา น สมฺปายนฺติ อสมฺปายนฺตา โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรนฺติ อปิ จ มญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉนฺติ ยนฺนูนาหํ หีนายาวตฺติตฺวา กาเม ปริภุญฺเชยฺยนฺติ ฯ อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ อยํ โข สมโณ โคตโม สงฺฆี เจว คณี จ คณาจริโย ญาโต ยสสฺสี ติตฺถกโร สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส ฯ ยนฺนูนาหํ สมณํ โคตมํ อุปสงฺกมิตฺวา อิเม ปเญฺห ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ {๓๖๔.๓} อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา ชิณฺณา วุฑฺฒา มหลฺลกา อทฺธคตา วโย อนุปฺปตฺตา เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป ฯเปฯ นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต เตปิ มยา ปเญฺห ปุฏฺฐา น สมฺปายนฺติ อสมฺปายนฺตา โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรนฺติ อปิ จ มญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉนฺติ ฯ กึ ปน เม สมโณ โคตโม อิเม ปเญฺห ปุฏฺโฐ พฺยากริสฺสติ ฯ สมโณ หิ โคตโม ทหโร เจว ชาติยา นโว จ ปพฺพชฺชายาติ ฯ {๓๖๔.๔} อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ สมโณ โข โคตโม ทหโรติ น อุญฺญาตพฺโพ น ปริโภตพฺโพ ทหโรปิ เจ สมโณ โหติ โส จ มหิทฺธิโก โหติ มหานุภาโว ฯ ยนฺนูนาหํ สมณํ โคตมํ อุปสงฺกมิตฺวา อิเม ปเญฺห ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ {๓๖๔.๕} อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก เยน ราชคหํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน ราชคหํ เวฬุวนํ กลนฺทกนิวาโป เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่าของสภิยปริพาชก ได้แสดงปัญหาขึ้นว่า ดูกรสภิยะ สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใด ท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วย่อมพยากรณ์ได้ ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นเถิด ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชกเรียนปัญหาในสำนักของเทวดานั้นแล เข้าไปหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณา-*จารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ สญชัยเวฬัฏฐ-*บุตร นิครนถ์นาฏบุตร แล้วจึงถามปัญหาเหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นอันสภิยปริพาชกถามปัญหาแล้ว แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดงความโกรธความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถามสภิยปริพาชกอีก ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป ฯลฯ นิครนถ์นาฏบุตร ถูกเราถามปัญหาแล้ว แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถามเราในปัญหาเหล่านี้อีก ถ้ากระไร เราพึงละเพศกลับมาบริโภคกามอีกเถิด ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า พระสมณโคดมนี้แลเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้เถิด ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้เก่าแก่ เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เป็นผู้เฒ่า รู้ราตรีนาน บวชมานาน เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศเป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป ฯลฯ นิครนถ์นาฏบุตรท่านสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้นถูกเราถามปัญหาแล้วแก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถามเราในปัญหาเหล่านี้อีก ส่วนพระสมณโคดมถูกเราทูลถามแล้วจักทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะพระสมณโคดมยังเป็นหนุ่มโดยพระชาติ ทั้งยังเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา ลำดับนั้น สภิยปริพาชกมีความดำริว่า พระสมณโคดมเราไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่า ยังเป็นหนุ่ม ถึงหากว่าพระสมณโคดมจะยังเป็นหนุ่มแต่ท่านก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้เถิด ลำดับนั้น สภิยปริพาชกได้หลีกจาริกไปทางพระนครราชคฤห์ เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังพระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้นแล้วปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
|๓๖๕.๙๓๗| กงฺขี เวจิกิจฺฉี อาคมํ (อิติ สภิโย) ปเญฺห ปุจฺฉิตุํ อภิกงฺขมาโน เตสนฺตกโร ภวาหิ ปเญฺห เม ปุฏฺโฐ อนุปุพฺพํ อนุธมฺมํ พฺยากโรหิ เม ฯ |๓๖๕.๙๓๘| ทูรโต อาคโตสิ สภิยาติ ภควา ปเญฺห ปุจฺฉิตุํ อภิกงฺขมาโน เตสนฺตกโร ภวามิ ปเญฺห เต ปุฏฺโฐ อนุปุพฺพํ อนุธมฺมํ พฺยากโรมิ เต ฯ |๓๖๕.๙๓๙| ปุจฺฉ มํ สภิย ปญฺหํ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ตสฺส ตสฺเสว ปญฺหสฺส อหํ อนฺตํ กโรมิ เตติ ฯ
ข้าพระองค์ผู้มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง มาหวังจะ ทูลถามปัญหา พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอ จงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ ธรรมเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ ท่านมาแต่ไกล หวังจะถามปัญหา เราอันท่านถาม ปัญหาแล้ว จะกระทำที่สุดแห่งปัญหาเหล่านั้น จะพยากรณ์ แก่ท่านตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ธรรม ดูกรสภิยะ ท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในใจ ก็เชิญถามเราเถิด เราจะกระทำที่สุดเฉพาะปัญหานั้นๆ แก่ท่าน ฯ
อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ ยํ วตาหํ อญฺเญสุ สมณพฺราหฺมเณสุ โอกาสกมฺม- มตฺตมฺปิ นาลตฺถํ ตมฺเม อิทํ สมเณน โคตเมน โอกาสกมฺมํ กตนฺติ อตฺตมโน ปมุทิโต อุทคฺโค ปีติโสมนสฺสชาโต ภควนฺตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๖.๙๔๐| กึปตฺตินมาหุ ภิกฺขุนํ (อิติ สภิโย) โสรตํ เกน กถญฺจ ทนฺตมาหุ พุทฺโธติ กถํ ปวุจฺจติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๖.๙๔๑| ปชฺเชน กเตน อตฺตนา (สภิยาติ ภควา) ปรินิพฺพานคโต วิติณฺณกงฺโข วิภวญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย วุสิตวา ขีณปุนพฺภโว ส ภิกฺขุ ฯ |๓๖๖.๙๔๒| สพฺพตฺถ อุเปกฺขโก สตีมา น โส หึสติ กญฺจิ สพฺพโลเก ติณฺโณ สมโณ อนาวิโล อุสฺสทา ยสฺส น สนฺติ โสรโต โส |๓๖๖.๙๔๓| ยสฺสินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก นิพฺพิชฺชิมํ ปรญฺจ โลกํ กาลํ กงฺขติ ภาวิโต ส ทนฺโต ฯ |๓๖๖.๙๔๔| กปฺปานิ วิเจยฺย เกวลานิ สํสารํ ทุภยํ จุตูปปาตํ วิคตรชมนงฺคณํ วิสุทฺธํ ปตฺตํ ชาติกฺขยํ ตมาหุ พุทฺธนฺติ ฯ
ลำดับนั้น สภิยปริพาชกดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมี มาเลยหนอ เราไม่ได้แม้เพียงให้โอกาสในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย พระสมณ-*โคดมได้ทรงให้โอกาสนี้แก่เราแล้ว สภิยปริพาชกมีใจชื่นชม เบิกบาน เฟื่องฟูเกิดปีติโสมนัส ได้กราบทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่าเป็นภิกษุ กล่าวบุคคลว่าผู้ สงบเสงี่ยมด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลว่าผู้ฝึกตนแล้ว อย่างไรและอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคลว่า ผู้รู้ ข้าแต่พระผู้ มีพระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัส พยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดถึงความดับกิเลสด้วยมรรคที่ตนอบรมแล้ว ข้ามความ สงสัยเสียได้ ละความไม่เป็นและความเป็นได้เด็ดขาด อยู่จบ พรหมจรรย์ มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าเป็นภิกษุ ผู้ใดวางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้งหมด มีสติ ไม่เบียด เบียนสัตว์ในโลกทั้งปวง ข้ามโอฆะได้แล้ว เป็นผู้สงบ ไม่ ขุ่นมัว ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้สงบ เสงี่ยม ผู้ใดอบรมอินทรีย์แล้ว แทงตลอดโลกนี้และโลก อื่น ทั้งภายในทั้งภายนอกในโลกทั้งปวง รอเวลาสิ้นชีวิตอยู่ อบรมตนแล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้ฝึกตนแล้ว ผู้พิจารณา สงสารทั้งสองอย่าง คือ จุติและอุปบัติ ตลอดกัปทั้งสิ้น แล้ว ปราศจากธุลี ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ผู้หมดจด ถึง ความสิ้นไปแห่งชาติ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้รู้ ฯ
อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อตฺตมโน ปมุทิโต อุทคฺโค ปีติโสมนสฺสชาโต ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๗.๙๔๕| กึปตฺตินมาหุ พฺราหฺมณํ (อิติ สภิโย) สมณํ เกน กถญฺจ นฺหาตโกติ นาโคติ กถํ ปวุจฺจติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๗.๙๔๖| พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ (สภิยาติ ภควา) วิมโล สาธุสมาหิโต ฐิตตฺโต สํสารมติจฺจ เกวลี โส อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ |๓๖๗.๙๔๗| สมิตาวิ ปหาย ปุญฺญปาปํ วิรโช ญตฺวา อิมํ ปรญฺจ โลกํ ชาติมรณํ อุปาติวตฺโต สมโณ ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๗.๙๔๘| นินฺนหาย สพฺพปาปกานิ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสสุ กปฺปิเยสุ กปฺปํ เนติ ตมาหุ นฺหาตโกติ ฯ |๓๖๗.๙๔๙| อาคุํ น กโรติ กิญฺจิ โลเก สพฺพสํโยเค วิสชฺช พนฺธนานิ สพฺพตฺถ น สชฺชตี วิปฺปมุตฺโต นาโค ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตาติ ฯ
ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มี พระภาคแล้ว มีใจชื่นชม เบิกบาน เฟื่องฟู เกิดปีติโสมนัส ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะพระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่าเป็นพราหมณ์ กล่าวบุคคลว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลผู้ล้างบาปอย่างไร และอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคลว่า เป็นนาค (ผู้ประเสริฐ) ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ผู้ใดลอยบาปทั้งหมดแล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่นดี ดำรงตนมั่น ก้าวล่วงสงสารได้แล้ว เป็นผู้สำเร็จกิจ (เป็น ผู้บริบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น) ผู้นั้นอันตัณหาและทิฐิไม่ อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ใดมี กิเลสสงบแล้ว ละบุญและบาปได้แล้ว ปราศจากกิเลสธุลี รู้โลกนี้และโลกหน้าแล้ว ล่วงชาติและมรณะได้ ผู้คงที่ เห็น ปานนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นสมณะ ผู้ใดล้างบาป ได้หมดใน โลกทั้งปวง คือ อายตนะภายในและภายนอกแล้ว ย่อม ไม่มาสู่กัปในเทวดาและมนุษย์ผู้สมควร ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว ว่าผู้ล้างบาป ผู้ใดไม่กระทำบาปอะไรๆ ในโลก สลัดออก ซึ่งธรรมเป็นเครื่องประกอบและเครื่องผูกได้หมด ไม่ข้องอยู่ ในธรรมเป็นเครื่องข้องมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง หลุดพ้นเด็ดขาด ผู้คงที่ เห็นปานนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นนาค ฯ
อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ฯเปฯ ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๘.๙๕๐| กํ เขตฺตชินํ วทนฺติ พุทฺธา (อิติ สภิโย) กุสลํ เกน กถญฺจ ปณฺฑิโตติ มุนิ นาม กถํ ปวุจฺจติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๘.๙๕๑| เขตฺตานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) ทิพฺพํ มานุสกญฺจ พฺรหฺมเขตฺตํ (สพฺพ) เขตฺตมูลพนฺธนา ปมุตฺโต เขตฺตชิโน ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๘.๙๕๒| โกสานิ วิเจยฺย เกวลานิ ทิพฺพํ มานุสกญฺจ พฺรหฺมโกสํ (สพฺพ) โกสมูลพนฺธนา ปมุตฺโต กุสโล ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๘.๙๕๓| ทุภยานิ วิเจยฺย ปณฺฑรานิ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สุทฺธปญฺโญ กณฺหสุกฺกํ อุปาติวตฺโต ปณฺฑิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๘.๙๕๔| อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโย โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ ฯ
ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไป กะพระผู้มีพระภาคว่า ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวใครว่าผู้ชนะเขต กล่าวบุคคลว่าเป็นผู้ ฉลาดด้วยอาการอย่างไร อย่างไรจึงกล่าวบุคคลว่าเป็นบัณฑิต และกล่าวบุคคลชื่อว่าเป็นมุนีด้วยอาการอย่างไร ข้าแต่พระผู้มี พระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้วขอจงตรัส พยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดพิจารณา (อายตนะหรือกรรม) เขตทั้งสิ้น คือ เขตที่ เป็นของทิพย์ เขตของมนุษย์และเขตของพรหมแล้ว เป็นผู้ หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้งหมด ผู้คงที่ เห็นปานนั้น ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นผู้ชนะเขต ผู้ ใดพิจารณากระเปาะฟอง (กรรม) ทั้งสิ้น คือ กระเปาะฟอง ที่เป็นของทิพย์ กระเปาะฟองของมนุษย์ และกระเปาะฟอง ของพรหมแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้า แห่งกระเปาะฟองทั้งหมด ผู้คงที่ เห็นปานนั้น ผู้นั้นท่านผู้รู้ ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ฉลาด ผู้ใดพิจารณาอายตนะทั้งสอง คือ อายตนะภายในและภายนอกแล้ว เป็นผู้มีปัญญาอัน บริสุทธิ์ ก้าวล่วงธรรมดำและธรรมขาวได้แล้ว ผู้คงที่ เห็น ปานนั้น ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นบัณฑิต ผู้ใดรู้ ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง คือ ใน ภายในและภายนอก แล้วดำรงอยู่ ผู้นั้นอันเทวดาและมนุษย์ บูชา ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและข่าย คือ ตัณหาและทิฐิ แล้ว ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นมุนี ฯ
อถ สภิโย โข ปริพฺพาชโก ฯเปฯ ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๙.๙๕๕| กึปตฺตินมาหุ เวทคุํ (อิติ สภิโย) อนุวิทิตํ เกน กถญฺจ วิริยวาติ อาชานิโย กินฺติ นาม โหติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๙.๙๕๖| เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) สมณานํ ยานิปตฺถิ พฺราหฺมณานํ สพฺพเวทนาสุ วีตราโค สพฺพํ เวทมติจฺจ เวทคู โส ฯ |๓๖๙.๙๕๗| อนุวิจฺจ ปปญฺจนามรูปํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ โรคมูลํ (สพฺพ) โรคมูลพนฺธนา ปมุตฺโต อนุวิทิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๙.๙๕๘| วิรโต สพฺพปาปเกหิ นิรยทุกฺขมติจฺจ วิริยวา โส โส วิริยวา ปธานวา ธีโร ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๙.๙๕๙| ยสฺสสฺสุ ลูนานิ พนฺธนานิ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สงฺคมูลํ สพฺพสงฺคมูลพนฺธนา ปมุตฺโต อาชานิโย ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ
ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะ พระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไร ว่าผู้ถึงเวท กล่าวบุคคลว่าผู้รู้ ตามด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลผู้มีความเพียร ด้วยอาการ อย่างไร และบุคคลบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้ชื่อว่าอาชาไนยด้วย อาการอย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดพิจารณาเวททั้งสิ้น อันเป็นของมีอยู่แห่งสมณะและ พราหมณ์ทั้งหลาย ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งปวง ผู้นั้นล่วงเวททั้งหมดแล้ว บัณฑิตกล่าวว่าผู้ถึงเวท ผู้ใด ใคร่ครวญธรรมอันเป็นเครื่องทำให้เนิ่นช้า และนามรูปอันเป็น รากเหง้าแห่งโรค ทั้งภายในทั้งภายนอกแล้ว เป็นผู้หลุดพ้น จากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งโรคทั้งปวง ผู้คงที่ เห็นปาน นั้น ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้รู้ตาม ผู้ใดงดเว้นจากบาปทั้งหมด ล่วงความทุกข์ในนรกได้แล้ว ดำรงอยู่ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า ผู้มีความเพียร ผู้นั้นมีความแกล้วกล้า มีความเพียร ผู้คงที่ เห็นปานนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ ผู้ใดตัดเครื่องผูก อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งภายในทั้งภายนอก ได้แล้ว หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งธรรม เป็นเครื่องข้องทั้งปวง ผู้คงที่ เห็นปานนั้น ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว ว่าเป็นผู้ชื่อว่าอาชาไนย
อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ฯเปฯ ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๗๐.๙๖๐| กึปตฺตินมาหุ โสตฺติยํ (อิติ สภิโย) อริยํ เกน กถญฺจ จรณวาติ ปริพฺพาชโก กินฺติ นาม โหติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๗๐.๙๖๑| สุตวา สพฺพธมฺมํ อภิญฺญาย โลเก (สภิยาติ ภควา) สาวชฺชานวชฺชํ ยทตฺถิ กิญฺจิ อภิภุํ อกถงฺกถึ วิมุตฺตํ อนีฆํ สพฺพธิมาหุ โสตฺติโยติ ฯ |๓๗๐.๙๖๒| เฉตฺวา อาลยานิ อาสวานิ วิทฺวา โส น อุเปติ คพฺภเสยฺยํ สญฺญํ ติวิธํ ปนุชฺช ปงฺกํ กปฺปํ เนติ ตมาหุ อริโยติ ฯ |๓๗๐.๙๖๓| โย อิธ จรเณสุ ปตฺติปตฺโต กุสโล สพฺพทา อชานิ ธมฺมํ สพฺพตฺถ น สชฺชตี วิมุตฺตจิตฺโต ปฏิฆา ยสฺส น สนฺติ จรณวา โส ฯ |๓๗๐.๙๖๔| ทุกฺขเวปกฺกํ ยทตฺถิ กมฺมํ อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ ปริพฺพาชยิตฺวา ปริญฺญจารี มายํ มานมโถปิ โลภโกธํ ปริยนฺตมกาสิ นามรูปํ ตํ ปริพฺพาชกมาหุ ปตฺติปตฺตนฺติ ฯ
ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะ พระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไร ว่าผู้ทรงพระสูตร กล่าว บุคคลว่าเป็นอริยะด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลว่าผู้มีจรณะ ด้วยอาการอย่างไร และบุคคลบัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ชื่อว่า ปริพาชกด้วยอาการอย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้ฟังแล้ว รู้ยิ่งธรรมทั้งมวล ครอบงำธรรม ที่มีโทษและไม่มีโทษอะไรๆ อันมีอยู่ในโลกเสียได้ ไม่มี ความสงสัย หลุดพ้นแล้ว ไม่มีทุกข์ในธรรมมีขันธ์และ อายตนะเป็นต้นทั้งปวง ว่าผู้ทรงพระสูตร บุคคลนั้นรู้แล้ว ตัดอาลัย (และ) อาสวะได้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงการนอนใน ครรภ์ บรรเทาสัญญา ๓ อย่าง และเปือกตม คือ กามคุณแล้ว ย่อมไม่มาสู่กัป บัณฑิตกล่าวว่าเป็นอริยะ ผู้ใดในศาสนานี้ เป็นผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะจรณะ เป็นผู้ฉลาด รู้ ธรรมได้ในกาลทุกเมื่อ ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์เป็นต้น ทั้งปวง มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีปฏิฆะ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า ผู้มีจรณะ ผู้ใดขับไล่กรรมอันมีทุกข์เป็นผล ซึ่งมีอยู่ ทั้งที่ เป็นอดีต อนาคต และเป็นปัจจุบันได้แล้ว มีปรกติกำหนด ด้วยปัญญาเที่ยวไป กระทำมายากับทั้งมานะ ความโลภ ความโกรธ และนามรูปให้มีที่สุดได้แล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว ว่าปริพาชก ผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุ ฯ
อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อตฺตมโน อุทคฺโค ปมุทิโต ปีติโสมนสฺสชาโต อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ สมฺมุขา สารุปฺปาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ |๓๗๑.๙๖๕| ยานิ จ ตีณิ ยานิ จ สฏฺฐิ สมณปฺปวาทนิสฺสิตานิ ภูริปญฺญ สญฺญกฺขรสญฺญนิสฺสิตานิ โอสรณานิ วิเนยฺย โอฆตมคา ฯ |๓๗๑.๙๖๖| อนฺตคูสิ ปารคูสิ ทุกฺขสฺส อรหาสิ (สมฺมาสมฺพุทฺโธ) ขีณาสวํ ตํ มญฺเญ ชุติมา มติมา ปหุตปญฺโญ ทุกฺขสฺสนฺตกรํ อตาเรสิ มํ ฯ |๓๗๑.๙๖๗| ยํ เม กงฺขิตมญฺญาสิ วิจิกิจฺฉํ มํ อตารยิ นโม เต (มุนิ) โมนปเถสุ ปตฺติปตฺต อขิลาทิจฺจพนฺธุ โสรโตสิ ฯ |๓๗๑.๙๖๘| ยา เม กงฺขา ปุเร อาสิ ตมฺเม พฺยากาสิ จกฺขุมา อทฺธา มุนีสิ สมฺพุทฺโธ นตฺถิ นีวรณา ตว ฯ |๓๗๑.๙๖๙| อุปายาสา จ เต สพฺเพ วิทฺธสฺตา วินฬีกตา สีติภูโต ทมปฺปตฺโต ธิติมา สจฺจนิกฺกโม ฯ |๓๗๑.๙๗๐| ตสฺส เต นาคนาคสฺส มหาวีรสฺส ภาสโต สพฺเพ เทวา อนุโมทนฺติ อุโภ นารทปพฺพตา ฯ |๓๗๑.๙๗๑| นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เต ปฏิปุคฺคโล ฯ |๓๗๑.๙๗๒| ตุวํ พุทฺโธ ตุวํ สตฺถา ตุวํ มาราภิภู มุนิ ตุวํ อนุสเย เฉตฺวา ติณฺโณ ตาเรสิมํ ปชํ ฯ |๓๗๑.๙๗๓| อุปธี เต สมติกฺกนฺตา อาสวา เต ปทาลิตา สีโหสิ อนุปาทาโน ปหีนภยเภรโว |๓๗๑.๙๗๔| ปุณฺฑรีกํ ยถา วคฺคุ โตเย น อุปลิมฺปติ เอวํ ปุญฺเญ จ ปาเป จ อุภเย ตฺวํ น ลิมฺปสิ ปาเท วีร ปสาเรหิ สภิโย วนฺทติ สตฺถุโนติ ฯ
ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล้ว มีใจชื่นชม เฟื่องฟู เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส ลุกจากอาสนะ กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้วประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มี-*พระภาคประทับอยู่ ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาอันสมควรในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฐิ ๓ และทิฐิ ๖๐ ที่อาศัยคัมภีร์อันเป็น วาทะเป็นประธานของสมณะผู้มีลัทธิอื่น ที่อาศัยอักขระคือ ความหมายรู้กัน (ว่าหญิงว่าชาย) และสัญญาอันวิปริต (ซึ่งเป็นที่ยึดถือ) ทรงก้าวล่วงความมืด คือ โอฆะได้แล้ว พระองค์เป็นผู้ถึงที่สุด ถึงฝั่งแห่งทุกข์ เป็นพระอรหันต์ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ) ทรงสำคัญพระองค์ว่าผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว มีความรุ่งเรือง มีความรู้ มีพระปัญญามาก ทรงช่วยข้าพระองค์ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ให้ข้ามได้แล้ว เพราะพระองค์ได้ทรง ทราบข้อที่ข้าพระองค์สงสัยแล้ว ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ข้ามพ้นความสงสัย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี ผู้ทรงบรรลุ ธรรมที่ควรบรรลุในทางแห่งมุนี ผู้ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นผู้สงบดีแล้ว พระองค์ผู้มีพระจักษุ ทรงพยากรณ์ ความสงสัยของข้าพระองค์ที่ได้มีแล้วในกาลก่อนแก่ข้าพระองค์ พระองค์เป็นมุนีผู้ตรัสรู้เองแน่แท้ พระองค์ไม่มีนิวรณ์ อนึ่ง อุปายาสทั้งหมด พระองค์ทรงกำจัดเสียแล้ว ถอนขึ้นได้แล้ว พระองค์เป็นผู้เยือกเย็น เป็นผู้ถึงการฝึกตน มีพระปัญญา เครื่องทรงจำ มีความบากบั่นเป็นนิตย์ในสัจจะ เทวดาทั้งปวง ทั้งสองพวก (คือ อากาสัฏฐเทวดา และภุมมัฏฐเทวดา) ที่อาศัยอยู่ในนารทบรรพต ย่อมชื่นชมต่อพระองค์ผู้ประเสริฐยิ่ง ผู้มีความเพียรใหญ่ ผู้แสดงธรรมเทศนา ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอันสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ บุคคลผู้เปรียบเสมอพระองค์ ไม่มีในโลก พร้อมทั้งเทวโลก พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นมุนีผู้ครอบงำมาร พระองค์ทรงตัดอนุสัย ข้ามโอฆะได้ เองแล้ว ทรงช่วยให้หมู่สัตว์นี้ข้ามได้ด้วย พระองค์ทรง ก้าวล่วงอุปธิ ทำลายอาสวะได้แล้ว พระองค์เป็นดังสีหะ ไม่มีอุปาทาน ทรงละความกลัวและความขลาดได้แล้ว ไม่ทรงติดอยู่ในบุญและบาปทั้งสองอย่าง เปรียบเหมือน ดอกบัวขาบที่งามไม่ติดอยู่ในน้ำฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มี ความเพียร ขอเชิญพระองค์โปรดเหยียบพระบาทออกมาเถิด สภิยะจะขอถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ฯ
อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ {๓๗๒.๑} โย โข สภิย อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อากงฺขติ ปพฺพชฺชํ อากงฺขติ อุปสมฺปทํ โส จตฺตาโร มาเส ปริวสติ จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน ปริวุฏฺฐปริวาสํ อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺติ อุปสมฺปาเทนฺติ ภิกฺขุภาวาย อปิ เจตฺถ ปุคฺคลเวมตฺตตา วิทิตาติ ฯ สเจ ภนฺเต อญฺญติตฺถิยปุพฺพา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อากงฺขนฺตา ปพฺพชฺชํ อากงฺขนฺตา อุปสมฺปทํ จตฺตาโร มาเส ปริวสนฺติ จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน ปริวุฏฺฐปริวาเส อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺติ อุปสมฺปาเทนฺติ ภิกฺขุภาวาย ฯ อหํ จตฺตาริ วสฺสานิ ปริวสามิ จตุนฺนํ วสฺสานํ อจฺจเยน ปริวุฏฺฐปริวาสํ อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺตุ อุปสมฺปาเทนฺตุ ภิกฺขุภาวายาติ ฯ อลตฺถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ {๓๗๒.๒} อจิรุปสมฺปนฺโน โข ปนายสฺมา สภิโย เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต น จิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร โข ปนายสฺมา สภิโย อรหตํ อโหสีติ ฯ สภิยสุตฺตํ ฉฏฺฐมํ ฯ -----------
ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชก หมอบลงแทบพระบาทของ พระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาค กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด ฯ พ. ดูกรสภิยะ ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวังบรรพชาหวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือนไปแล้วภิกษุทั้งหลายพอใจ จึงยังผู้นั้นผู้อยู่ปริวาสแล้ว ให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้ ฯ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวังบรรพชา หวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือนภิกษุทั้งหลายพอใจ จึงยังผู้นั้นผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส ๔ ปี เมื่อล่วง ๔ ปีแล้ว ภิกษุทั้งหลายพอใจขอจงยังข้าพระองค์ผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุเถิด ฯ สภิยปริพาชก ได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วครั้นท่านสภิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีกก็ท่านสภิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายฉะนี้แล ฯ จบสภิยสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร ๖. สภิยสูตร ว่าด้วยสภิยปริพาชกทูลถามปัญหา ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น เทวดาผู้เคยเป็นสาโลหิต ของสภิยปริพาชกได้ตั้งปัญหา พร้อมกล่าวว่า “สภิยะ สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใด ถูกท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้ว พยากรณ์ได้ ท่านควรประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นเถิด” ลำดับนั้น สภิยปริพาชกเรียนปัญหาเหล่านั้นในสำนักของเทวดานั้น แล้วเข้า ไปหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ เป็นผู้ที่คนส่วนมากยกย่องว่าดีเลิศ คือ ปูรณะ กัสสปะ มักขลิ โคสาล อชิตะ เกสกัมพล ปกุธะ กัจจานะ สัญชัย เวลัฏฐบุตร นิครนถ์ นาฏบุตร แล้วถามปัญหาเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นถูกถามแล้วไม่สามารถตอบได้ เมื่อตอบไม่ได้ก็แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏออกมา ทั้งยังกลับย้อนถามสภิยปริพาชก เสียอีก ต่อมา สภิยปริพาชกมีความคิดดังนี้ว่า “ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้า หมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ เป็นผู้ที่ คนส่วนมากยกย่องว่าดีเลิศ คือ ท่านปูรณะ กัสสปะ ฯลฯ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ถูกเราถามปัญหาแล้วไม่สามารถตอบได้ เมื่อตอบไม่ได้ก็แสดงความโกรธ ความ ขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏออกมา ทั้งยังกลับย้อนถามเราในข้อนั้นเสียอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็ เราเปลี่ยนเพศเป็นคฤหัสถ์ไปเสพกามเสียดีกว่า” @เชิงอรรถ : @ คำว่า “สาโลหิต” ในที่นี้มิใช่เป็นมารดา มิใช่เป็นบิดา แต่เป็นเหมือนมารดา เหมือนบิดา เพราะมี @อัธยาศัยเกื้อกูลต่อกัน (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร ต่อมา สภิยปริพาชกกลับคิดขึ้นได้ว่า “พระสมณโคดมนี้ก็เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ เป็นผู้ที่คนส่วนมากยกย่องว่าดี เลิศเช่นกัน อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปหาพระสมณโคดมแล้วถามปัญหาเหล่านี้” แต่แล้ว สภิยปริพาชกกลับคิดเช่นนี้ว่า “ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายล้วนเป็น ผู้เจริญทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เป็นพระเถระ เป็นรัตตัญญูบุคคล บวชมานาน เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ เป็นผู้ที่คนส่วนมากยกย่องว่าดีเลิศ คือ ท่านปูรณะ กัสสปะ ฯลฯ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ท่านเหล่านั้นถูกเราถามปัญหาแล้วก็ยังไม่สามารถ ตอบได้ เมื่อไม่สามารถตอบได้ ก็ยังแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความ ไม่พอใจให้ปรากฏออกมา ทั้งยังกลับย้อนถามเราในข้อนั้นเสียอีก พระสมณโคดม ถูกเราถามปัญหาเหล่านี้แล้ว จักพยากรณ์ตอบได้อย่างไร เพราะพระสมณโคดม ยังหนุ่มนัก และออกบวชก็ยังไม่นาน” หลังจากนั้น สภิยปริพาชกกลับคิดขึ้นได้ว่า “เราไม่ควรดูหมิ่น ไม่ควร ดูแคลนพระสมณโคดมว่า ยังหนุ่มนัก ความจริง แม้พระสมณโคดมจะยังหนุ่ม แต่ก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปหาพระสมณ- โคดมแล้วถามปัญหาเหล่านี้ดีกว่า” ต่อจากนั้น สภิยปริพาชกได้ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางกรุงราชคฤห์ เที่ยวจาริก ไปโดยลำดับ จนกระทั่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาป- สถาน เขตกรุงราชคฤห์ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลด้วยคาถาว่า
ข้าพระองค์มีความเคลือบแคลงสงสัย มุ่งหวังจะทูลถามปัญหา พระองค์โปรดตรัสตอบปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถามให้สิ้นสงสัย โปรดพยากรณ์ปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมไปตามลำดับ แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร (พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)
สภิยะ ท่านเดินทางมาไกล มุ่งหวังเพื่อจะถามปัญหา เราจะกล่าวเฉลยปัญหาที่ท่านถามให้สิ้นสงสัย เราจะพยากรณ์ปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมไปตามลำดับแก่ท่าน
สภิยะ ท่านปรารถนาจะถามปัญหาข้อใดข้อหนึ่งอยู่ในใจ ก็จงถามมาเถิด เราจะตอบปัญหานั้นๆ ให้หมดแก่ท่าน ทันใดนั้น สภิยปริพาชกคิดว่า “น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ เราไม่เคยได้โอกาสสักหน่อยในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย แต่พระสมณโคดมได้ทรงให้โอกาสนี้แก่เราแล้ว” เขาจึงดีใจ เบิกบาน แช่มชื่น เกิดปีติโสมนัส ได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคว่า
บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ภิกษุ บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้สงบเสงี่ยม บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้ฝึกตนแล้ว บุคคลรู้อย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า พุทธะ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสพยากรณ์ปัญหาที่ทูลถามด้วยเถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ด้วยพระคาถาดังนี้)
สภิยะ บุคคลใดควรแก่คำชมเชยว่า เป็นผู้ถึงนิพพานด้วยทางที่ตนทำแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ละความเสื่อมและความเจริญแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ สิ้นภพใหม่แล้ว บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ภิกษุ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๘/๘๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร
บุคคลผู้วางเฉยในอารมณ์ทั้งปวง มีสติ ไม่เบียดเบียนสัตว์ไรๆ ในโลกทั้งหมด เป็นผู้ข้ามโอฆะได้ เป็นผู้สงบ มีจิตไม่ขุ่นมัว ไม่มีกิเลสฟุ้งซ่าน บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้สงบเสงี่ยม
บุคคลใดอบรมอินทรีย์ทั้งหลายได้แล้วในโลกทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก รู้ชัดทั้งโลกนี้และโลกหน้า รอคอยอยู่แต่เวลาเท่านั้น บุคคลนั้นผู้อบรมตนแล้วเช่นนี้ บัณฑิตเรียกว่า ผู้ฝึกตนแล้ว
บุคคลผู้พิจารณากิเลสเครื่องกำหนดจิตทั้งสิ้น รู้ชัดสังสารวัฏทั้ง ๒ ส่วน คือจุติและอุบัติ ปราศจากธุลี ไม่มีกิเลสพอกพูน เป็นผู้หมดจด บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด บัณฑิตเรียกว่า พุทธะ ลำดับนั้น สภิยปริพาชกชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ดีใจเบิกบาน แช่มชื่น เกิดปีติโสมนัส ได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคต่อไปว่า
บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า พราหมณ์ บุคคลประพฤติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า สมณะ บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้ล้างบาปได้ บุคคลประพฤติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า นาคะ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสพยากรณ์ปัญหาที่ทูลถามด้วยเถิด @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๐/๒๘๒, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๘/๑๑๘ @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๘๕ ในเล่มนี้ และดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๘๐/๒๓๘, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๗/๑๔๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร (พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)
สภิยะ บุคคลผู้ลอยบาปทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน เป็นผู้ประเสริฐ มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ ดำรงตนมั่นคง ข้ามพ้นสังสารวัฏ เป็นผู้บริสุทธิ์ครบถ้วน ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้คงที่ บุคคลนั้นบัณฑิตเรียกว่า พราหมณ์
บุคคลผู้สงบ ละบุญและบาปได้ เป็นผู้ปราศจากธุลี รู้โลกนี้และโลกหน้า ล่วงพ้นชาติและมรณะได้แล้ว เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า สมณะ
บุคคลผู้ชำระล้างบาปได้ทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอก ในโลกทั้งปวง ไม่กลับมาสู่กัป ในเทวดาและมนุษย์ผู้ยังท่องเที่ยวอยู่ในกัป บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า ผู้ล้างบาปได้
บุคคลผู้ไม่ทำบาปแม้เล็กน้อยในโลก สลัดสังโยชน์และเครื่องผูกพันได้ทั้งหมด ไม่ติดข้องอยู่ในกิเลสเครื่องข้องทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้น เป็นผู้คงที่ ผู้ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า นาคะ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๕/๑๐๕, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๘/๑๔๗ @ โลกทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงอายตนะทั้งหมด (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๒๗/๒๕๓) @ กัป ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๒๗/๒๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคเป็นข้อ ต่อไปว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกบุคคลเช่นไรว่า ผู้ชนะเขต ตรัสเรียกบุคคลว่า ผู้ฉลาด ด้วยอาการอย่างไร อย่างไร จึงตรัสเรียกว่า บัณฑิต และอย่างไร ตรัสเรียกว่า มุนี ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสพยากรณ์ปัญหาที่ทูลถามด้วยเถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
สภิยะ บุคคลพิจารณาเขต ทั้งสิ้น คือ เขตเทวดา เขตมนุษย์ และเขตพรหมแล้ว ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกที่เป็นมูลเหตุแห่งเขต ทั้งมวล เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า ผู้ชนะเขต
บุคคลพิจารณากระเปาะฟอง ทั้งสิ้น คือ กระเปาะฟองเทวดา กระเปาะฟองมนุษย์ และกระเปาะฟองพรหมแล้ว ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกที่เป็นมูลเหตุแห่งกระเปาะฟองทั้งมวล เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า ผู้ฉลาด
บุคคลพิจารณาอายตนะทั้ง ๒ ประการ คือ อายตนะทั้งภายในและภายนอกแล้ว @เชิงอรรถ : @ เขต ในที่นี้หมายถึงอายตนะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๐/๒๕๓) @ เครื่องผูกที่เป็นมูลเหตุแห่งเขต หมายถึงอวิชชา ตัณหา และภพ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๐/๒๕๔)@ กระเปาะฟอง หมายถึงกรรม (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๑/๒๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร มีปัญญาบริสุทธิ์ ก้าวพ้นธรรมดำและธรรมขาว ได้แล้ว เป็นผู้คงที่ ผู้ดำรงตนอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า บัณฑิต
บุคคลรู้ธรรมทั้งของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ ทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวง ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจข่ายได้แล้ว ควรได้รับความเคารพบูชาจากเทวดาและมนุษย์ บุคคลนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า มุนี ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคเป็นข้อ ต่อไปว่า
บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้จบเวท บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้รู้ตาม บุคคลประพฤติตนอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้มีความเพียร และบุคคลตัดอะไรได้ บัณฑิตจึงเรียกว่า บุรุษอาชาไนย ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสพยากรณ์ปัญหาที่ทูลถามด้วยเถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
สภิยะ บุคคลเลือกเฟ้นเวท ทั้งสิ้น ของสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่มีอยู่ ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ก้าวล่วงเวททั้งปวงได้แล้ว บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้จบเวท @เชิงอรรถ : @ ธรรมดำและธรรมขาว หมายถึงบาปและบุญ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๒/๒๕๕) @ ดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๑/๑๒๙ @ เวท ในที่นี้หมายถึงศาสตร์ความรู้ของสมณพราหมณ์ทั้งหมด (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๕/๒๕๕)@ เวท ในที่นี้หมายถึงมัคคญาณ ๔ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๕/๒๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร
บุคคลพิจารณารู้เท่าทันกิเลสเครื่องเนิ่นช้า และนามรูปภายในตน และกิเลสอันเป็นมูลเหตุแห่งโรคในภายนอก เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นมูลเหตุแห่งโรคทั้งปวง เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้รู้ตาม
ในโลกนี้ บุคคลผู้งดเว้นบาปทั้งหมด ล่วงพ้นทุกข์ในนรก มีความเพียร เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีความเพียร มีความมุ่งมั่น เป็นนักปราชญ์
บุคคลตัดเครื่องผูก อันเป็นมูลเหตุแห่งกิเลสเครื่องข้อง ทั้งภายในและภายนอกได้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก อันเป็นมูลเหตุแห่งกิเลสเครื่องข้องทั้งปวง เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า บุรุษอาชาไนย ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคเป็นข้อต่อไปว่า
บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้มีสุตะ บัณฑิตเรียกบุคคลว่า อริยะ ด้วยอาการอย่างไร บุคคลประพฤติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ผู้มีจรณะ และบุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า ปริพาชก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสพยากรณ์ปัญหาที่ทูลถามด้วยเถิด @เชิงอรรถ : @ เครื่องผูก ในที่นี้หมายถึงกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๓๘/๒๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
สภิยะ บุคคลผู้สดับแล้ว รู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครอบงำธรรมทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษต่างๆ มีอยู่ในโลกได้ หมดความสงสัย มีจิตหลุดพ้น ไม่มีความทุกข์ในธรรมทั้งปวง บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีสุตะ
บุคคลผู้มีปัญญา ตัดอาลัยและอาสวะได้แล้ว ไม่ถือกำเนิดเกิดในครรภ์อีก ละสัญญา ๓ อย่าง และละเปือกตมคือกามได้ ไม่กลับมาสู่กัป อีก บัณฑิตเรียกว่า อริยะ
ในศาสนานี้ บุคคลผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะจรณะ เป็นผู้ฉลาด รู้ธรรมได้ในกาลทุกเมื่อ ไม่ข้องอยู่ในธรรมทั้งปวง มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีปฏิฆะ บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีจรณะ
บุคคลผู้กำจัดธรรมที่มีทุกข์เป็นวิบากซึ่งมีอยู่ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันได้แล้ว ประพฤติตนอยู่ด้วยปัญญาพิจารณา @เชิงอรรถ : @ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงขันธ์ และอายตนะ เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๔๐/๒๕๘)@ กัป ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๔๑/๒๕๘) @ จรณะ หมายถึงความประพฤติ,ปฏิปทา ในที่นี้หมายถึงจรณะ ๑๕ คือ (๑) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อม@ด้วยศีล) (๒) อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์) (๓) โภชเนมัตตัญญุตา (ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการ@บริโภค (๔) ชาคริยานุโยค (การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น) (๕) ศรัทธา (๖) หิริ@(๗) โอตตัปปะ (๘) ความเป็นพหูสูต (๙) วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) (๑๐) ความมีสติมั่นคง@(๑๑) ปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน@(ม.ม. (แปล) ๑๓/๒๓-๒๖/๒๖-๓๐, ขุ.สุ.อ. ๒/๕๔๒/๒๕๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร และละมายา มานะ โลภะ และโกธะได้หมดสิ้น ทำนามรูปให้สิ้นสุดลงได้ บัณฑิตเรียกว่า ปริพาชก ผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุ ลำดับนั้น สภิยปริพาชกชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ดีใจ เบิกบาน แช่มชื่น เกิดปีติโสมนัส ลุกจากที่นั่ง ทำผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประคองอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับ แล้วได้สดุดีพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาที่เหมาะสมเฉพาะพระพักตร์ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดมิจฉาทิฏฐิ ๓ และมิจฉาทิฏฐิ ๖๐ ที่อาศัยคัมภีร์เป็นหลักการของพวกสมณะลัทธิอื่น ซึ่งอาศัยอักษรสื่อความหมาย และสัญญาที่วิปริต ทรงก้าวพ้นความมืดคือโอฆะได้แล้ว
พระองค์ทรงเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นผู้ถึงฝั่ง ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระองค์ตระหนักในพระองค์ว่า มีอาสวะสิ้นแล้ว พระองค์ทรงมีความรุ่งเรือง มีความรู้ มีปัญญามาก ได้ทรงแนะนำข้าพระองค์ผู้ทำที่สุดทุกข์ให้ข้ามได้แล้ว
เพราะพระองค์ได้ทรงทราบปัญหาที่ข้าพระองค์สงสัย ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ข้ามพ้นความลังเลใจ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระมุนี ผู้ทรงบรรลุธรรมที่ควรบรรลุในแนวทางของมุนี ไม่มีกิเลสฝังแน่นพระทัย ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงสงบเสงี่ยมอย่างยิ่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร
พระองค์ผู้มีพระจักษุ ได้ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อสงสัย ที่เคยมีมาก่อนของข้าพระองค์จนหมดสิ้นแล้ว พระองค์ไม่มีนิวรณ์ จึงนับว่าเป็นพระมุนี ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองแน่แท้
อนึ่ง ความคับแค้นใจทั้งหมด พระองค์ทรงกำจัดตัดถอนได้แล้ว พระองค์จึงมีพระทัยเยือกเย็น มีการอบรมตนถึงที่สุดแล้ว มีพระปัญญาทรงจำมั่นคง มีความบากบั่นในสัจจะเป็นนิตย์
เทวดาทั้ง ๒ พวกที่อาศัยอยู่ ณ นารทบรรพตทั้งหมด พากันชื่นชมอนุโมทนาพระองค์ผู้ประเสริฐ ยิ่งใหญ่ในหมู่คนผู้ประเสริฐ ผู้ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์ ไม่มีผู้ใดเลยที่จะทรงคุณเสมอด้วยพระองค์ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระมุนีครอบงำมารได้ ทรงตัดอนุสัยกิเลสได้ ทรงข้ามห้วงน้ำใหญ่คือสงสารได้แล้ว ยังทรงช่วยหมู่สัตว์นี้ให้ข้ามตามไปได้ด้วย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๖. สภิยสูตร
พระองค์ทรงล่วงพ้นอุปธิกิเลสได้ ทำลายอาสวะได้แล้ว ไม่มีอุปาทาน (ความถือมั่น) ละความหวาดกลัวภัยได้ เหมือนพญาราชสีห์ไม่กลัวต่อหมู่เนื้อ
พระองค์ไม่ทรงติดอยู่ในบุญและบาปทั้งสอง เหมือนดอกบัวขาวที่สวยงามไม่ติดอยู่ในน้ำ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ขอพระองค์โปรดเหยียดพระบาทออกมาเถิด สภิยะจะขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระศาสดา ลำดับนั้น สภิยปริพาชกหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วย เศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนักพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมอย่างแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด โดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สภิยะ ผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์มาก่อน หวังจะบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาสเป็นเวลา ๔ เดือน เมื่อครบ ๔ เดือนแล้วภิกษุทั้งหลายพอใจจึงจะบรรพชาอุปสมบทให้เป็นภิกษุ แต่ในเรื่องการอยู่ปริวาสนี้เราก็ทราบความแตกต่างของแต่ละบุคคล” สภิยปริพาชกกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้เคยเป็นอัญเดียรถีย์มาก่อน หวังจะบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาสเป็นเวลา ๔ เดือนเมื่อครบ ๔ เดือนแล้ว ภิกษุทั้งหลายพอใจจึงจะบรรพชาอุปสมบทให้เป็นภิกษุข้าพระองค์ก็จะขออยู่ปริวาสเป็นเวลา ๔ ปี เมื่อครบ ๔ ปี หากภิกษุทั้งหลายพอใจก็ขอโปรดบรรพชาอุปสมบทให้ข้าพระองค์เป็นภิกษุด้วยเถิด” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๘๓๙-๘๔๐/๔๗๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๗. เสลสูตร ลำดับนั้น สภิยปริพาชกก็ได้รับการบรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเมื่อท่านพระสภิยะอุปสมบทได้ไม่นาน ก็จากไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป จึงเป็นอันว่า ท่านพระสภิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายสภิยสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสภิยสูตรที่ ๖
สภิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
การเกิดขึ้นนี้กล่าวไว้แล้วในนิทานของสูตรนั้น.
อนึ่ง สูตรนี้แม้ในลำดับแห่งการพรรณนาความก็พึงทราบว่าเช่นกับสูตรก่อน มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในสูตรก่อนนั่นแล. แต่บทใดยังไม่ได้กล่าวไว้ เราจักเรียบเรียงบทที่กล่าวไว้ไม่ชัดเจน พรรณนาบทนั้น.
บทว่า เวฬฺวนํ ในบทว่า เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป เป็นชื่อของสวนนั้น.
ได้ยินว่า สวนนั้นได้ล้อมไว้ด้วยไม้ไผ่ ทั้งมีสีเขียวน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยซุ้มประตูและป้อมตามกำแพง ๑๘ ศอก ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า เวฬุวัน. ที่สวนนั้น ชนทั้งหลายได้ให้เหยื่อแก่กระแต ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า กลันทกนิวาปะ. กระแตทั้งหลายท่านเรียกว่า กลันทกะ.
มีเรื่องเล่าว่า ครั้งก่อนพระราชาองค์หนึ่งเสด็จมาประพาสพระอุทยาน ณ ที่นั้น ทรงเมาด้วยฤทธิ์สุราบรรทมหลับในตอนกลางวัน. พวกบริวารของพระองค์รู้ว่าพระราชาบรรทมหลับ จึงเลี่ยงไปเก็บดอกไม้และผลไม้จากข้างโน้นข้างนี้.
ลำดับนั้น งูเห่าได้กลิ่นสุราจึงเลื้อยออกจากโพรงไม้ต้นหนึ่ง เลื้อยไปทางพระราชา. รุกขเทวดาเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเราจักให้ชีวิตพระราชาจึงแปลงเป็นกระแตกระซิบที่พระกรรณ. พระราชาทรงตื่นบรรทม งูเห่าเลื้อยกลับ พระราชาทอดพระเนตรเห็นกระแตนั้น ทรงดำริว่ากระแตนี้ให้ชีวิตเราจึงทรงให้จัดหาเหยื่อไว้ให้กระแตที่พระราชอุทยานนั้น และให้ประกาศพระราชอุทยานนั้นเป็นเขตให้อภัยแก่กระแตเพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมาพระราชอุทยานนั้นจึงชื่อว่า กลันทกนิวาปสถาน สถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต.
คำว่า สภิยะ ในบทว่า สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เป็นชื่อของปริพาชกนั้น.
บทว่า ปริพฺพาชโก ท่านกล่าวหมายถึงนักบวชภายนอก.
บทว่า โปราณสาโลหิตาย เทวตาย เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่า คือ ไม่ใช่มารดา ไม่ใช่บิดา แต่เป็นดุจมารดาและบิดา เทพบุตรนั้นท่านกล่าวว่าเป็นเทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่า เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยเกื้อกูล.
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะปรินิพพานแล้ว ได้ประดิษฐานสุวรรณเจดีย์ขึ้นแล้ว. กุลบุตร ๓ คนบวชในสำนักของสาวกซึ่งยังอยู่กันพร้อมหน้า เรียนกรรมฐานอันสมควรแก่ความประพฤติไปสู่ชนบทชายแดนบำเพ็ญสมณธรรมในราวป่า เข้าเมืองเป็นครั้งคราวเพื่อไหว้พระเจดีย์และเพื่อฟังธรรม.
ครั้นต่อมา ภิกษุเหล่านั้นไม่ชอบออกไปจากป่า จึงไม่ประมาท อยู่ในป่านั้นเอง. แม้อยู่อย่างนี้ก็ไม่สามารถบรรลุคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้.
ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงคิดกันว่า เราออกไปบิณฑบาตแล้วๆ เล่าๆ ชื่อว่าเป็นผู้มุ่งหวังในชีวิต อันผู้มุ่งหวังในชีวิตไม่สามารถจะบรรลุโลกุตรธรรมได้ การตายเมื่อยังเป็นปุถุชนเป็นทุกข์ เอาเถิด เราจะพาดบันไดขึ้นสู่ภูเขาไม่มุ่งหวังในร่างกายและชีวิต บำเพ็ญสมณธรรมดังนี้.
ภิกษุเหล่านั้นได้ทำอย่างนั้นแล้ว.
ครั้งนั้น บรรดาภิกษุเหล่านั้น พระมหาเถระเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยอภิญญา ๖ ในทันทีนั้นเองพระมหาเถระจึงไปสู่หิมวันตประเทศด้วยฤทธิ์ ล้างหน้าที่สระอโนดาต เที่ยวไปบิณฑบาตในอุตรกุรุฉันอาหารเสร็จแล้วได้ไปยังที่อื่นต่อไป ได้ภัตตาหารเต็มบาตรแล้ว เอาน้ำที่สระอโนดาต และแปรงสีฟันชื่ออนาคลดามาหาภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านจงดูอานุภาพยิ่งใหญ่ บิณฑบาตนี้นำมาจากแคว้นอุตรกุรุ น้ำและแปรงสีฟันนี้นำมาจากหิมวันตประเทศท่านทั้งหลายจงฉันภัตตาหารนี้บำเพ็ญสมณธรรมเถิด ผมจะอุปัฏฐากพวกท่านอย่างนี้ตลอดไป.
ภิกษุเหล่านั้นได้ฟังแล้วจึงกล่าวว่า พระคุณเจ้าขอรับ พระคุณเจ้าทำกิจเสร็จแล้วพวกกระผมแม้เพียงสนทนากับพระคุณเจ้าก็เสียเวลาอยู่แล้ว บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าอย่ามาหาพวกกระผมอีกเลย. พระมหาเถระนั้น เมื่อไม่สามารถจะให้ภิกษุเหล่านั้นยินยอมได้โดยวิธีไรๆ ก็หลีกไป.
แต่นั้นบรรดาภิกษุเหล่านั้นรูปหนึ่ง โดยล่วงไป ๒-๓ วันได้เป็นพระอนาคามีได้อภิญญา ๕. ภิกษุนั้นก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ครั้นถูกภิกษุอีกรูปหนึ่งห้ามก็กลับไปเช่นเดียวกัน. ภิกษุนั้นพยายามห้ามอยู่อย่างนั้น ครั้นถึงวันที่ ๗ จากวันที่ขึ้นไปสู่ภูเขาก็ยังไม่บรรลุคุณวิเศษไรๆ ครั้นมรณภาพแล้วก็ไปเกิดในเทวโลก. ฝ่ายพระเถระผู้เป็นขีณาสพก็ปรินิพพานในวันนั้นนั่นเอง. ท่านที่เป็นพระอนาคามีได้บังเกิดในสุทธาวาส. เทพบุตรเสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้นกลับไปกลับมา
ครั้นถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราได้จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในครรภ์ของปริพาชิกาผู้หนึ่ง นัยว่า ปริพาชิกาผู้นั้นเป็นราชธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง. พระชนกชนนีได้ทรงมอบราชธิดานั้นแก่ปริพาชกผู้หนึ่ง ด้วยตั้งพระทัยว่าธิดาของเราจงรู้เรื่องลัทธิเถิด. ปริพาชกผู้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของปริพาชกนั้น ประพฤติเมถุนกรรมกับราชธิดานั้น.
พระนางได้ตั้งครรภ์ ปริพาชิกาทั้งหลายเห็นราชธิดานั้นมีครรภ์จึงพากันไล่ออกไป. พระนางเสด็จไปในที่แห่งหนึ่ง ทรงคลอดที่หอประชุมในระหว่างทาง. ด้วยเหตุนั้น กุมารนั้นจึงมีชื่อว่า สภิยะ เกิดที่หอประชุม.
สภิยะนั้นครั้นเติบโตแล้วก็บวชเป็นปริพาชก เล่าเรียนศาสตร์ต่างๆ เป็นผู้มีวาทะมาก เที่ยวไปตลอดชมพูทวีป เพื่อโต้วาทะ ไม่เห็นนักพูดเช่นกับตนจึงให้สร้างอาศรมไว้ที่ประตูพระนคร สั่งสอนศิลปะแก่ขัตติยกุมารเป็นต้น อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหารกลันทกนิวาปสถาน. แต่สภิยปริพาชกไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว.
ลำดับนั้น สุทธาวาสพรหม ครั้นออกจากสมาบัติแล้วรำพึงว่า เราได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ด้วยอานุภาพของใครรำลึกถึงผู้ร่วมบำเพ็ญสมณธรรมและสหายเหล่านั้น ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะบรรดาสหายเหล่านั้นรูปหนึ่งปรินิพพานแล้ว รำพึงต่อไปว่า บัดนี้อีกรูปหนึ่งอยู่ที่ไหน ครั้นรู้แล้วว่า ภิกษุรูปนั้นจุติจากเทวโลกแล้วไปเกิดในชมพูทวีปและไม่รู้ว่าแม้พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว จึงคิดว่า เอาเถิดเราจะชักชวนเขาเพื่อเข้าถึงพระพุทธเจ้าจึงแต่งปัญหา ๒๐ ข้อตอนกลางคืน ได้มายังอาศรมของสภิยปริพาชกนั้นยืนอยู่บนอากาศ ร้องเรียกว่าสภิยะ ดังนี้.
สภิยปริพาชกกำลังหลับได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่ ๓ ครั้งจึงออกไป เห็นแสงสว่างจึงยืนประนมมือ. ลำดับนั้น พรหมได้กล่าวกะสภิยปริพาชกนั้นว่า ดูก่อนสภิยะ เรานำปัญหา ๒๐ ข้อมาเพื่อท่านท่านจงเรียนปัญหาเหล่านั้น สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดถูกท่านถามปัญหานี้แล้วพยากรณ์ได้ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของผู้นั้นเถิด.
บทว่า ปุราณสาโลหิตาย เทวตาย ปญฺหา อุทฺทิฏฺฐา โหนฺติ เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่าได้แสดงปัญหานี้ ท่านกล่าวหมายถึงเทพบุตรนี้.
บทว่า อุทฺทิฏฺฐา ท่านกล่าวเพียงหัวข้อแสดงเท่านั้นมิได้กล่าวโดยจำแนก.
เมื่อพรหมกล่าวอย่างนี้แล้ว สภิยะได้เรียนปัญหาเหล่านั้นตามลำดับบท ด้วยการกล่าวครั้งเดียวเท่านั้น. ครั้งนั้น พรหมแม้รู้อยู่ก็ยังไม่บอกว่า พระพุทธเจ้าเกิดแล้วแก่สภิยะนั้น.
พรหมกล่าวอย่างนี้ว่า โย เต สภิย ฯเปฯ จเรยฺยาสิ ดูก่อนสภิยะ สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดถูกท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วพยากรณ์ได้ ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของผู้นั้นเถิด ด้วยความประสงค์นี้ว่า สภิยปริพาชกเมื่อแสวงหาประโยชน์ จักรู้จักพระศาสดาด้วยตนเอง และความที่ภายนอกศาสนานี้ว่างจากสมณพราหมณ์ดังนี้.
แต่เกจิอาจารย์กล่าวพรรณนาเรื่องราวของพระสภิยเถระไว้ในเถรคาถาในจตุกกนิบาต ว่า มารดาของท่านสภิยเถระนั้นคิดถึงการปฏิบัติผิดของตน จึงรังเกียจการปฏิบัติผิดนั้น ยังฌานให้เกิดแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก มารดาผู้เป็นเทพชั้นพรหมได้แสดงปัญหาเหล่านั้นดังนี้.
____________________________
ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๒๕
บทว่า เย เต เป็นบทยกขึ้นแสดงถึงบุคคลที่ควรกล่าวถึงในบัดนี้.
บทว่า สมณพฺราหฺมณา ได้แก่ ผู้เป็นสมณะและพราหมณ์ด้วยการเข้าไปบรรพชาและด้วยโลกสมมติ.
บทว่า สงฺฆิโน คือ เป็นเจ้าหมู่.
บทว่า คณิโน เป็นเจ้าคณะ คือผู้ปฏิญญาอย่างนี้ว่า เราเป็นศาสดา เป็นสัพพัญญู.
บทว่า คณาจริยา เป็นคณาจารย์ คือเป็นอาจารย์ของคณะบรรพชิตและคฤหัสถ์ด้วยการเรียนการถามเป็นต้น.
บทว่า ญาตา มีชื่อเสียง คือรู้จักกันมาก. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ปรากฏ.
บทว่า ยสสฺสิโน มีเกียรติยศ คือสมบูรณ์ด้วยลาภและบริวาร.
บทว่า ติตฺถกรา เป็นเจ้าลัทธิ คือเป็นเจ้าทิฏฐิอันผู้ถึงทิฏฐานุคติคล้อยตาม.
บทว่า สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือชนส่วนมากยกย่องว่าท่านเหล่านี้เป็นคนดี คือเป็นสัตบุรุษ.
บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาตลงในความนี้ว่า หากมีคำว่า ท่านเหล่านั้น คือใคร.
คำว่า ปูรโณ เป็นชื่อ. คำว่า กสฺสโป เป็นโคตร. นัยว่าปูรณกัสสปนั้น โดยชาติเป็นทาสคือเป็นทาสมา ๙๙ ชาติ เกิดแล้วยังความเป็นทาส ๙๙ ชาติ ให้เต็ม (๑๐๐) เพราะเหตุนั้นเขาจึงได้ชื่อว่า ปูรณะ แต่หนีไปบวชในสำนักชีเปลือยแสดงโคตรว่า เราเป็นกัสสปโคตรและได้ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า มกฺขลิ เป็นชื่อ. เรียกว่าโคสาละบ้าง เพราะเกิดในโรงโค. นัยว่า มักขลิโคศาลนั้นโดยชาติเป็นทาสเหมือนกัน หนีไปบวชและได้ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า อชิโต เป็นชื่อ. เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยจึงนุ่งห่มผ้าเกสกัมพล (ผ้าทำด้วยผมคน) เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกกันว่า เกสกัมพล. อชิตะนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า ปกุโธ เป็นชื่อ. บทว่า กจฺจายโน เป็นโคตร. ด้วยความเป็นผู้มักน้อย และด้วยสำคัญว่าในน้ำมีสัตว์มีชีวิต จึงไม่อาบน้ำไม่ล้างหน้าเป็นต้น. ปกุธะนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า สญฺชโย เป็นชื่อ. บิดาของเขาชื่อเวลัฏฐะ. เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เวลัฏฐบุตร. สัญชัยนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู.
บทว่า นิคฺคณฺโฐ ได้แก่ เรียกชื่อเมื่อบวช. บทว่า นาฏปุตฺโต เรียกชื่อบิดา. นัยว่า บิดาของเขาชื่อนาฏะ. ชื่อว่า นาฏบุตร เพราะเป็นบุตรของนาฏะ. นาฏบุตรนั้นก็ประกาศความเป็นสัพพัญญู. ทั้งหมดนั้นมีศิษย์เป็นบริวารคนละ ๕๐๐.
บทว่า เต ได้แก่ ศาสดาทั้ง ๖. บทว่า เต ปญฺเห ได้แก่ ปัญหา ๒๐ ข้อเหล่านั้น. บทว่า เนว สมฺปายนฺติ คือ แก้ไม่ได้.
บทว่า โกปํ โกรธ คือความที่จิตและเจตสิกขุ่นมัว. บทว่า โทสํ ความเคือง คือความเป็นผู้มีจิตประทุษร้าย. แม้ทั้งสองบทนั้นก็เป็นชื่อของความโกรธทั้งอย่างอ่อนและรุนแรง.
บทว่า อปฺปจฺจยํ ได้แก่ ความไม่พอใจ. ท่านกล่าวว่า ได้แก่ความเสียใจ.
บทว่า ปาตุกโรนฺติ คือ แสดงกายวิการและวจีวิการให้ปรากฏ.
บทว่า หีนาย เพื่อความเป็นคนเลว คือความเป็นคฤหัสถ์. จริงอยู่ คฤหัสถ์ท่านกล่าวว่าเลว เพราะเทียบกับบรรพชาแล้วเลวจากคุณมีศีลเป็นต้นหรือเพราะเสพกามสุขอันเลว. บรรพชาเป็นของสูง.
บทว่า อาวตฺติตฺวา เวียนมา คือถอยหลัง. บทว่า กาเม ปริภุญฺเชยฺยํ ได้แก่ เสพกาม.
ได้ยินว่า สภิยะนั้นได้เห็นพวกนักบวชแม้ปฏิญญาความเป็นสัพพัญญูก็เหลวเปล่าทั้งนั้น. ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกผู้มาด้วยความปริวิตกที่เกิดขึ้นแล้วพิจารณาอยู่บ่อยๆ ได้มีความดำริว่า พระสมณโคดมนี้แลว่า สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น และไม่ควรดูหมิ่นสมณะว่ายังเป็นหนุ่มดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ชิณฺณา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า เถรา ได้แก่ ผู้ถึงความมั่นคงในสมณธรรมของตน. บทว่า รตฺตญฺญู รู้ราตรีนาน คือรู้รัตนะ หรือรู้ราตรีมากที่โลกสมมติด้วยปฏิญญาของตนอย่างนี้ว่า เรารู้รัตนะคือนิพพาน. ชื่อว่า จิรปพฺพชิตา เพราะบวชมานาน.
บทว่า น อุญฺญาตพฺโพ คือ ไม่ควรดูหมิ่น. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรดูหมิ่นว่าเป็นคนชั้นต่ำ.
บทว่า น ปริโภตพฺโพ คือ ไม่ควรดูแคลน. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรถืออย่างนี้ว่าท่านผู้นี้จักรู้อะไร.
บทว่า กงฺขี เวจิกิจฺฉี มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง. ความว่า สภิยปริพาชกชื่นชมอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า สรรเสริญความเป็นสัพพัญญู อันสมบูรณ์ด้วยพระรูป มีความสงบและสะอาดของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้เป็นผู้ปราศจากความฟุ้งซ่าน จึงกล่าวว่า กงฺขี เวจิกิจฺฉี ดังนี้.
ในสองบทนั้น ชื่อว่า กฺงขี เพราะสงสัยในการพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายอย่างนี้ว่า เราจะพึงได้การพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้หรือหนอ. ชื่อว่า เวจิกิจฺฉี เพราะเคลือบแคลงอย่างนี้ว่า ความของปัญหานี้ๆ จะเป็นอย่างไรหนอ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กงฺขี เพราะสงสัยความของปัญหาเหล่านั้นด้วยความสงสัยอย่างอ่อน. ชื่อว่า เวจิกิจฺฉี เพราะค้นคว้าด้วยความสงสัยอย่างแรงกล้าก็ยังลำบากอยู่นั่นเอง คือไม่สามารถจะตกลงใจได้.
บทว่า อภิกงฺขมาโน คือ ปรารถนาอย่างยิ่ง. บทว่า เตสนฺตกโร ได้แก่ กระทำปัญหาเหล่านั้นให้ถึงที่สุด.
สภิยปริพาชกเมื่อจะแสดงว่า ภวนฺโตว เอวํ ภวาหิ พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้วจึงทูลว่า ปญฺเห เม ปุฏฺโฐ ฯเปฯ พฺยากโรหิ เม ข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับให้สมควรแก่ธรรมเถิด.
บทว่า อนุปุพฺพํ คือ ตามลำดับแห่งปัญหา. บทว่า อนุธมฺมํ ได้แก่ อ้างบาลีให้เหมาะแก่ความ. บทว่า พฺยากโรหิ เม คือ ขอทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด.
บทว่า ทูรโต แต่ไกล. นัยว่า สภิยปริพาชกนั้นท่องเที่ยวไปเมืองโน้น เมืองนี้มาแต่ทาง ๗๗ โยชน์ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ท่านมาแต่ไกล. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะสภิยปริพาชกว่า ท่านมาแต่ไกล เพราะมาแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ.
บทว่า ปุจฺฉ มํ จงถามเราเถิด คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาซึ่งสัพพัญญูปวารณาแก่สภิยะด้วยคาถานี้. บทว่า มนสิจฺฉสิ ได้แก่ ปรารถนาด้วยใจ.
บทว่า ยํ วตาหํ ตัดบทเป็น ยํ วต อหํ. บทว่า อตฺตมโน มีใจชื่นชม คือมีจิตอันปีติปราโมทย์และโสมนัสถูกต้องแล้ว. บทว่า อุทคฺโค ฟูขึ้น คือฟูขึ้นทางกายและทางจิต. แต่บทนี้ ใช่มีในปาฐะทั้งหมด.
บัดนี้ สภิยปริพาชก เมื่อจะแสดงธรรมที่ตนชื่นชม จึงกล่าวว่า ปมุทิโต ปีติโสมนสฺสชาโต เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส.
บทว่า กึ ปตฺตินํ คือภิกษุถึงอะไร บรรลุอะไร. คำว่า โสรตํ คือ ผู้สงบระงับด้วยดี. ปาฐะว่า สุรตํ บ้าง. อธิบายว่าเข้าไปยินดีด้วยดี. บทว่า ทนฺตํ ผู้ฝึกตนแล้ว คือทรมานตน. บทว่า พุทฺโธ คือ ผู้รู้แจ้ง หรือผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า.
สภิยปริพาชกกระทำคาถาหนึ่งๆ ให้เป็นอย่างละสี่ๆ แล้วทูลถามปัญหา ๒๐ ข้อด้วย ๕ คาถา. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำปัญหาหนึ่งๆ ของสภิยปริพาชก ด้วยคาถาหนึ่งๆ แล้วทรงพยากรณ์ด้วยคาถา ๒๐ คาถาด้วยยอดธรรมคือพระอรหัต.
วินิจฉัยในคาถานั้นว่า
เพราะภิกษุผู้ทำลายกิเลสได้แล้วเป็นภิกษุชั้นยอดและภิกษุนั้นเป็นผู้ถึงพระนิพพานแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหานี้ของสภิยปริพาชกว่า
กึ ปตฺตินมาหุ ภิกฺขูนํ บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่าเป็นภิกษุ ดังนี้
จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปชฺเชน ด้วยมรรค.
บทนั้นมีความว่า
บุคคลใดถึงปรินิพพานด้วยมรรคที่ตนอบรมแล้ว คือบรรลุถึงการดับกิเลส เพราะถึงปรินิพพาน จึงชื่อว่าเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยละความไม่เป็นและความเป็น อันมีประเภทเป็นวิบัติสมบัติ ความเสื่อมความเจริญ ความสูญความเที่ยงบาปและบุญอยู่ด้วยมรรค เป็นผู้ควรแก่คำชมว่า ขีณปุนพฺภโว มีภพใหม่สิ้นแล้วดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ.
ก็ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สงบเสงี่ยม เพราะความเป็นผู้สงบเสงี่ยมด้วยดีจากการปฏิบัติผิด และเพราะสงบจากกิเลสมีประการต่างๆ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงตรัสพยากรณ์ปัญหาที่สอง โดยนัยมีอาทิว่า สพฺพตฺถ อุเปกฺขโก วางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้งหมด.
บทนั้นมีความว่า
ผู้ใดวางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้งหมด ด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ อันเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า เห็นรูปด้วยจักษุ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ. ชื่อว่ามีสติ เพราะสติถึงความไพบูลย์ ไม่เบียดเบียนสัตว์อันมีประเภทที่มีความสะดุ้งกลัวและมั่นคงเป็นต้นไรๆเป็นผู้ข้ามได้แล้วเพราะข้ามโอฆะในโลกทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะสงบจากบาป ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ขุ่นมัว เพราะละความดำริในความขุ่นมัวเสียได้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสทุกชนิด ทั้งอย่างหยาบหรืออย่างละเอียด.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๙๕
ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้สงบเสงี่ยมด้วยความสงบด้วยดีจากการปฏิบัติผิด เพราะมีธรรมเป็นเครื่องอยู่คืออุเบกขา เพราะมีสติไพบูลย์และเพราะไม่เบียดเบียนและด้วยการสงบกิเลสมีประการต่างๆ มีโอฆะเป็นต้นนี้.
ก็เพราะผู้มีอินทรีย์อบรมแล้ว ไม่มีภัย ไม่วิการ เป็นผู้ฝึกตนแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ด้วยคาถาว่า ยสฺสินทฺริยานิ ผู้ใดอบรมอินทรีย์แล้วดังนี้.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้
ผู้ใดยกอินทรีย์ทั้ง ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ด้วยโคจรภาวนาแล้วถือเอากลิ่นคือสติสัมปชัญญะด้วยวาสนาภาวนา เจริญแล้วแทงตลอด คือรู้ ตรัสรู้โลกนี้และโลกอื่น อันได้แก่โลกคือขันธ์อันเป็นไปในสันดานของตนและโลกคือขันธ์อันเป็นไปในสันดานของผู้อื่นด้วยโคจรภาวนาทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวงว่าความบกพร่องของอินทรีย์ทั้งหลายก็ดี ความเกิดจากความบกพร่องก็ดีในอารมณ์ใดๆ อบรมอินทรีย์แล้วด้วยการไม่เพ่งเป็นต้นในอารมณ์นั้นๆ ดังนี้ แล้วประสงค์จะตายช้าๆ หวังถึงกาลคือรอคอยเวลาสิ้นชีวิต ไม่กลัวต่อความตาย.
ดังที่พระเถระกล่าวไว้ว่า
มรณํ เม ภยํ นตฺถิ นิกฺกนฺติ นตฺถิ ชีวิเต
นาภิกงฺขามิ มรณํ นาภิกงฺขามิ ชีวิตํ
กาลํ จ ปฏิกงฺขามิ นิพฺพิสํ ภตโก ยถา.
เราไม่กลัวความตาย ความใคร่ในชีวิตไม่มี
เราไม่ปรารถนาความตาย เราไม่ปรารถนา
ชีวิต แต่เรารอความตาย เหมือนคนรับจ้าง
รอคอยค่าจ้าง ฉะนั้น.
____________________________
ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๑๕๗
ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๗๗
บทว่า ภาวิโต ส ทนฺโต คือ ผู้ที่อบรมอินทรีย์แล้ว ผู้นั้น บัณฑิตกล่าวว่าผู้ฝึกตนแล้ว.
เพราะธรรมดาพระพุทธเจ้า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา มีกิเลสหลับและทรงรู้แจ้ง ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาข้อที่ ๔ ด้วยคาถาว่า กปฺปานิ ตลอดกัป ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กปฺปานิ ได้แก่ กัปคือตัณหาและทิฏฐิ. จริงอยู่ ตัณหาและทิฏฐิท่านเรียกว่า กัป เพราะกำหนดเอาอย่างนั้นๆ. บทว่า วิเจยฺย คือ พิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า เกวลานิ คือ ทั้งสิ้น. บทว่า สํสารํ ได้แก่ พิจารณาสงสารทั้งสิ้นอันได้แก่ลำดับขันธ์เป็นต้น อย่างนี้ว่า
ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ
อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานา สํสาโรติ ปวุจฺจติ.
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย
ยังเป็นไปอยู่ ไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่าสงสาร.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ท่านกล่าวถึงวิปัสสนาในวัฏฏะแม้ ๓ อย่างนี้ คือในกรรมวัฏและกิเลสวัฏอันเป็นมูลเหตุแห่งขันธ์ทั้งหลาย และในขันธ์ทั้งหลาย.
บทว่า ตทุภยํ จุตูปปาตํ ได้แก่ พิจารณาคือรู้ทั้งจุติและอุปบัติทั้งสองนี้ของสัตว์ทั้งหลาย. ท่านกล่าวถึงจุตูปปาตญาณ ด้วยบทว่า จุตูปปาตํ นี้.
บทว่า วิคตรชมนงฺคณํ วิสุทฺธํ ปราศจากธุลีไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ผู้หมดจด.
ความว่า ชื่อว่าปราศจากธุลีไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ผู้หมดจด เพราะปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น เพราะไม่มีกิเลสเครื่องยียวน เพราะปราศจากมลทิน.
บทว่า ปตฺตํ ชาติกฺขยํ ถึงความสิ้นไปแห่งชาติความเกิด ได้แก่บรรลุถึงพระนิพพาน.
บทว่า ตมาหุ พุทฺธํ ผู้นั้น บัณฑิตกล่าวว่าผู้รู้.
ความว่า ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้รู้ถึงความสิ้นชาติ เพราะถึงพร้อมด้วยความรู้ คือส่วนแห่งจุตูปปาตญาณ ด้วยโลกุตรวิปัสสนานี้ และเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์จากความหลับคือกิเลส เพราะปราศจากกิเลสมีธุลีเป็นต้นนี้ด้วยปฏิปทานั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กปฺปานิ วิเจยฺย เกวลานิ พิจารณาตลอดกัปทั้งสิ้น.
ความว่า พิจารณาโดยนัยเป็นต้นว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป อมุตฺราสึ ความว่า ไม่พ้นสังวัฏกัปและวิกัฏกัปไม่น้อย. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงวิชชาต้น (คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ).
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๓ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๙๘ ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗๙
บทว่า สํสารํ ตทุภยํ จุตูปปาตํ พิจารณาสงสารทั้งสองอย่าง.
ความว่า พิจารณาสงสารทั้งสองอย่างนี้ คือจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า อิเม วต โภนฺโต สตฺตา สัตว์ทั้งหลายผู้เจริญเหล่านี้หนอดังนี้. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงวิชชาที่สอง คือจุตูปปาตญาณ
ด้วยบทที่เหลือ ท่านกล่าวถึงวิชชาที่สาม (คืออาสวักขยญาณ) ความเป็นผู้ปราศจากธุลีเป็นต้น และการบรรลุพระนิพพานย่อมมีได้ด้วยอาสวักขยญาณ.
บทว่า ตมาหุ พุทฺธํ ผู้นั้น เรากล่าวว่าเป็นพระพุทธเจ้า.
ความว่า เรากล่าวผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาคือวิชชาสามอย่างนี้ว่า เป็นพระพุทธเจ้า.
แม้ในปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาที่พราหมณ์ถามด้วยคาถาแรกอย่างนี้แล้ว จึงตรัสด้วยคาถาที่สอง เพราะผู้ที่ถึงความเป็นพรหม ความเป็นผู้ประเสริฐ เป็นพราหมณ์ชั้นยอด เป็นผู้ลอยบาปทั้งหมดได้แล้วฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาแรกด้วยคาถาว่า พาหิตฺวา ลอยแล้ว ดังนี้.
บทนั้นมีความว่า
ผู้ใดลอยบาปทั้งหมดได้แล้วด้วยมรรคที่สี่ ดำรงตนมั่น อธิบายว่ามั่นคง เป็นผู้ปราศจากมลทินเพราะลอยบาปได้แล้วถึงความเป็นผู้ไม่มีมลทิน ความเป็นพรหม ความเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยดีด้วยอรหัตผลสมาธิเพราะสงบมลทินคือกิเลสอันทำให้สมาธิซัดส่าย ก้าวล่วงสงสารได้แล้วด้วยการก้าวล่วงเหตุแห่งสงสารเป็นผู้สำเร็จกิจเพราะทำกิจเสร็จแล้ว ผู้นั้นท่านกล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีสิ่งอาศัย เพราะอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้วและเป็นผู้คงที่ เพราะไม่ทำให้ผิดปรกติไปด้วยโลกธรรม ด้วยประการฉะนี้ ผู้นั้นท่านกล่าวว่าเป็นพรหม เป็นพราหมณ์ ควรแก่สรรเสริญ.
เพราะท่านกล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ล้างบาป เพราะล้างบาปได้แล้ว ชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ทำความชั่วทั้งหลาย ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถา ๓ คาถาอื่นอีก.
บทว่า สมิตาวี เป็นผู้สงบกิเลส คือสงบกิเลสด้วยอริยมรรคตั้งอยู่ ท่านกล่าวว่าเป็นสมณะเพราะเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นผู้เป็นอย่างนั้นจึงเรียกว่าสมณะ.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันทรงพยากรณ์ปัญหาแล้ว. คำที่เหลือเป็นคำสรรเสริญ เพื่อให้สภิยปริพาชกเกิดความนับถือในสมณะนั้นให้มาก.
จริงอยู่ ผู้ใดเป็นผู้มีความสงบ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี เพราะปราศจากกิเลสดุจธุลีเพราะละบุญและบาปได้ด้วยไม่กระทำการสืบต่อบุญและบาป เป็นผู้ก้าวล่วงชาติและมรณะได้เพราะรู้โลกนี้และโลกอื่นด้วยสามารถแห่งลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น และเป็นผู้คงที่.
อนึ่ง ในคาถานี้ว่า นินฺนฺหาย ฯเปฯ นฺหาตโก ผู้ใดล้างบาปได้หมดในอายตนโลกทั้งปวง คือในภายในและภายนอกแล้ว ย่อมไม่มาสู่กัป ในเทวดาและมนุษย์ผู้สมควรกับกัปคือตัณหาและทิฏฐิ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้ล้างบาป.
พึงทราบความอย่างนี้ว่า ผู้ใดล้างคือชำระบาปทั้งหมดอันควรจะเกิดด้วยอารมณ์ภายในและภายนอกในอายตนโลกแม้ทั้งหมด กล่าวคือทั้งภายในและภายนอกด้วยมรรคญาณไม่มาสู่กัป ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้สมควรด้วยกัปคือตัณหาและทิฏฐิ เพราะล้างบาปได้แล้วนั้น บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่า เป็นผู้ล้างบาป.
แม้ในคาถาที่สี่ก็พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อาคุํ น กโรติ กิญฺจิ โลเก ผู้ใดไม่กระทำบาปอะไรๆ ในโลก.
ความว่า ผู้ใดไม่ทำบาป อันเป็นความชั่วแม้มีประมาณน้อยในโลก ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นนาค เพราะเหตุดังนั้น.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาแล้ว. คำที่เหลือเป็นคำสรรเสริญโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแหละ
จริงอยู่ ผู้ใดไม่ทำความชั่วเพราะละความชั่วได้ด้วยมรรค ผู้นั้นสลัดออกคือละเครื่องผูกทั้งหมด อันได้แก่สังโยชน์ ๑๐ ในสังโยชน์ทั้งหมดมีกามราคะเป็นต้น ไม่ข้องอยู่ด้วยความข้องไรๆ ในขันธ์เป็นต้นทั้งปวง และหลุดพ้นได้เด็ดขาดด้วยวิมุตติทั้งสอง และเป็นผู้คงที่.
แม้ในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่พราหมณ์ถามด้วยคาถาที่สองอย่างนี้แล้วจึงตรัสด้วยคาถาที่สามต่อไป เพราะอายตนะทั้งหลายท่านกล่าวว่า เขตฺตานิเหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า จกฺขุเปตํ จกฺขฺวายตนมุเปตํ ฯเปฯ เขตฺตมฺเปตํ วตฺถุมฺเปตํนี่ก็เป็นจักษุ นี่ก็เป็นจักขวายตนะ ฯลฯ นี่ก็เป็นเขต นี่ก็เป็นวัตถุ. ผู้ใดชนะ คือครอบงำเขตเหล่านั้น.
____________________________
อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๕๑๖
อีกอย่างหนึ่ง พิจารณาคือกำหนดเขตทั้งสิ้น คือไม่มีเหลือโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แต่โดยความต่างกัน เขตที่เป็นของทิพย์ เขตของมนุษย์และเขตของพรหม มีการเกี่ยวข้องกันเป็นเหตุ เขตใดเป็นของทิพย์มี ๑๒ ประเภท เขตที่เป็นของมนุษย์ก็เหมือนอย่างนั้น
อนึ่ง เขตใดเป็นเขตของพรหมมีประเภทคืออายตนะ ๑๒ มีจักขวายนตะเป็นต้น ในอายตนะ ๖ พึงปราบปรามหรือพึงพิจารณาเขตทั้งหมดนั้น แต่นั้นเป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้งหมดมีอวิชชา ตัณหาและภพเป็นต้นเป็นเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเขตทั้งปวง เพราะเขตเหล่านั้นอันตนชนะได้แล้วหรือพิจารณาแล้วอย่างนี้
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ปัญหาแรกด้วยคาถานี้ว่า เขตฺตานิ ดังนี้.
ในบทว่า เขตฺตานิ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กรรมทั้งหลายชื่อว่าเป็นเขต (เนื้อนา) เพราะบาลีว่า กมฺมํ เขตฺตํ วิญฺญาณํ พีชํ ตณฺหา สิเนโห. กรรมเป็นเนื้อนา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยางเหนียว.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๑๖
อนึ่ง ในบทว่า ทิพฺพํ มานุสกญฺจ พฺรหฺมกฺเขตฺตํ นี้ ท่านพรรณนาไว้ว่า กรรมอันเป็นเขตของทิพย์เข้าถึงเทวโลก กรรมอันเป็นเขตของมนุษย์เข้าถึงมนุษย์ กรรมอันเป็นเขตของพรหมเข้าถึงพรหมดังนี้.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ก็เพราะกรรมทั้งหลายท่านกล่าวโกสะ เพราะคล้ายกะเปาะฟองที่ตั้งในตน ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาด เพราะตัดคือตัดขาดกะเปาะฟองเหล่านั้นได้ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สองด้วยคาถาว่า โกสานิ กะเปาะฟอง ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้
ผู้ใดพิจารณากะเปาะฟอง (กรรม) ทั้งสิ้นอันได้แก่กุศลกรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น โดยอารมณ์และโดยกิจด้วยโลกิยวิปัสสนาและโลกุตรวิปัสสนา แต่โดยความต่างกันออกไป พิจารณากะเปาะฟองที่เป็นของทิพย์ และกะเปาะฟองของมนุษย์มีต่างด้วยกามาวจรกุศลเจตนา ๘ อันเป็นเหตุเกี่ยวข้องกัน และกะเปาะฟองของพรหมอันต่างด้วยมหัตคตกุศลเจตนา ๙แต่นั้นหลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งกะเปาะฟองทั้งหมดมีประเภทคืออวิชชาและภวตัณหาเป็นต้น ด้วยมรรคภาวนา. ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด เพราะกำจัดกะเปาะฟองเหล่านั้นได้ด้วยประการฉะนี้ และเป็นผู้คงที่เห็นปานนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบภพ ๓ และอายตนะ ๑๒ ว่าเป็นโกสะ เพราะเป็นเช่นกับฝักดาบ ด้วยอรรถว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์และธรรมทั้งหลาย.
ในบทนี้พึงประกอบด้วยคาถาด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เพราะท่านกล่าวว่าเป็นบัณฑิตด้วยบทนี้ว่า น เกวลํ ปณฺฑติ มิใช่ฉลาดอย่างเดียว. แต่โดยที่แท้ ท่านกล่าวว่าบัณฑิต เพราะถึงคือเข้าถึงอายตนะทั้งหลาย ยึดอยู่ด้วยปัญญาเป็นเครื่องค้นคว้าฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถาว่า ทุภยานิ อายตนะทั้งสอง ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้
ผู้ใดพิจารณาอายตนะทั้งสองอย่างนี้ คือทั้งภายในและภายนอก โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ปณฺฑรานิ ได้แก่ อายตนะทั้งหลาย. ท่านกล่าวอย่างนั้น เพราะบริสุทธิ์โดยปรกติและเพราะงอกงามผู้พิจารณาอายตนะเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ เพราะกำจัดมลทินออกเสียได้ด้วยการปฏิบัตินี้ ท่านกล่าวว่าเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้น. เพราะเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งอายตนะเหล่านั้นด้วยปัญญา.
บทที่เหลือเป็นคำสรรเสริญของพราหมณ์นั้น ผู้นั้นเป็นผู้ก้าวล่วงธรรมดำและธรรมขาว อันได้แก่บาปและบุญได้แล้วและเป็นผู้คงที่ ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะญาณท่านเรียกว่า โมนะ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ยา ปญฺญาปชานนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิมุนีประกอบด้วยปัญญาความรู้ ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงความนั้นจึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่ด้วยคาถาว่า อสตญฺจ ธรรมของอสัตบุรุษ ดังนี้.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๖๗
บทนั้นมีความดังนี้
ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษทั้งที่เป็นอกุศลและกุศลในโลกทั้งปวงนี้คือในภายในและภายนอกดำรงอยู่ล่วงคือก้าวล่วงธรรมอันเป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างโดยประเภทมีราคะเป็นต้น และข่ายสองอย่างโดยประเภทคือตัณหาและทิฏฐิเพราะผู้นั้นได้รู้แล้ว ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องค้นคว้าอันได้แก่โมนะนั้น.
บทว่า เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโย อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว นี้เป็นคำสรรเสริญของพราหมณ์นั้น.
จริงอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้ควรแก่การบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็นมุนีสิ้นอาสวะแล้ว ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่พราหมณ์ถามด้วยคาถาที่สาม พระองค์จึงตรัสด้วยคาถาที่สี่ เพราะผู้นั้นทำความสิ้นกิเลสถึงแล้วด้วยเวท คือมรรคญาณ ๔ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ถึงเวทโดยปรมัตถ์.
อนึ่ง ผู้ใดพิจารณาเวททั้งหลายที่รู้ว่าเป็นศาสตร์ของสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นโดยกิจด้วยมรรคภาวนานั้นเอง ก้าวล่วงเวททั้งปวงนั้น ด้วยการละความพอใจและความกำหนัดในเวทนั้น เวทนาใดเกิดขึ้นเพราะเวทเป็นปัจจัย หรือโดยประการอื่นเป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาเหล่านั้น คือในเวทนาทั้งหมด ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้นมิได้ตรัสว่า อิทํ ปตฺตินํ นี้ของผู้บรรลุเวท ดังนี้ แต่ทรงพยากรณ์ปัญหาที่หนึ่งด้วยคาถาว่า เวทานิ เวททั้งหลาย ดังนี้. เพราะผู้พิจารณาเวททั้งหลายด้วยปัญญาเป็นเครื่องค้นคว้านั้น ก้าวล่วงเวททั้งปวง ด้วยการละความพอใจและความกำหนัดในเวทนั้นผู้นั้นถึงรู้และก้าวล่วงเวททั้งหลายที่รู้กันว่าเป็นศาสตร์ ผู้ใดปราศจากราคะในเวทนาทั้งหลายแม้ผู้นั้นถึงและก้าวล่วงเวททั้งหลายที่รู้อยู่ว่าเป็นเวทนา ผู้นั้นชื่อว่าเวทคู เพราะเป็นไปแล้วสู่เวททั้งหลาย ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความแม้นั้นมิได้ตรัสว่า อิทํ ปตฺตินํ แล้วทรงพยากรณ์ปัญหาที่หนึ่งด้วยคาถานี้.
ก็เพราะในปัญหาที่สองท่านกล่าวว่า อนุวิทิโต ได้แก่ ผู้รู้ตาม ผู้นั้นใคร่ครวญนามรูปที่ทำให้เนิ่นช้า อันเป็นภายใน อันได้แก่ธรรมอันทำให้เนิ่นช้า อันต่างด้วยตัณหามานะและทิฏฐิในสันดานของตนและนามรูปอันมีธรรมที่ทำให้เนิ่นช้านั้นเป็นปัจจัย ด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น มิใช่ใคร่ครวญธรรมที่เป็นภายในอย่างเดียวยังใคร่ครวญธรรมที่เป็นมูลรากแห่งโรคในภายนอกด้วย ได้แก่ใคร่ครวญธรรมอันเป็นมูลรากมีอวิชชาและภวตัณหาเป็นต้นของนามรูปและโรคนี้ ในสันดานของคนอื่น หรือเป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งโรคทั้งหลายทั้งปวงด้วยภาวนานั้นหรือจากเครื่องผูกอันเป็นมูลรากทั้งปวงแห่งโรคทั้งหลาย หรือจากธรรมอันทำให้เนิ่นช้า ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สองด้วยคาถาว่า อนุวิจฺจ ใคร่ครวญแล้วดังนี้.
ก็ในบทว่า กถญฺจ วิริยวา บุคคลผู้มีความเพียรด้วยอาการอย่างไรนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เพราะผู้ใดเว้นจากบาปทั้งปวงด้วยอริยมรรค. อนึ่ง เพราะเป็นผู้เว้นอย่างนั้นได้ จึงก้าวล่วงทุกข์ในนรก เพราะไม่มีปฏิสนธิต่อไปดำรงอยู่ อยู่ด้วยความเพียร มีความเพียรเป็นที่อาศัย ผู้นั้นเป็นขีณาสพ ย่อมควรที่จะกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีความเพียรดังนี้ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถาว่า วิรโต เป็นผู้งดเว้นดังนี้.
บทว่า ปธานวา ธีโร ตาทิ บุคคลนั้นมีความเพียร มีปัญญา ผู้คงที่ นี้เป็นคำสรรเสริญของพราหมณ์นั้นเพราะผู้นั้นชื่อว่าผู้มีความเพียร เพราะความเพียรพยายามในมรรคและฌาน ชื่อว่าผู้มีปัญญา เพราะสามารถกำจัดกิเลสเป็นต้นได้ ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะไม่ทำให้แปลกออกไป ฉะนั้น พราหมณ์จึงสรรเสริญด้วยประการฉะนี้.
บทที่เหลือควรกล่าวประกอบกัน.
ในบทว่า อาชานิโย กินฺติ นาม โหติ บุคคลเป็นอาชาไนยด้วยอาการอย่างไร นี้พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า ม้าก็ดี ช้างก็ดี รู้เหตุอันควรและไม่ควรท่านกล่าวว่าเป็นอาชาไนยในโลก แต่อาชาไนยนั้นยังละโทษไม่หมดสิ้นเชิงทีเดียวแต่พระขีณาสพละโทษเหล่านั้นได้หมด ฉะนั้น จึงควรที่จะกล่าวว่าเป็นอาชาไนยโดยปรมัตถ์ดังนี้.
ทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่ด้วยคาถาว่า ยสฺส ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้
บทว่า อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ ทั้งภายในภายนอก. ความว่า ผู้ใดตัดเครื่องผูกอันได้แก่สังโยชน์ทั้งภายในภายนอกได้แล้ว คือตัดทำลายด้วยศัสตราคือปัญญา.
บทว่า สงฺคมูลํ รากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้อง. ความว่า เครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าด้วยการเกี่ยวข้อง ไม่ก้าวล่วงธรรมอันเป็นเครื่องข้องในวัตถุเหล่านั้นๆ.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดตัดเครื่องผูกมีราคะเป็นต้น อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งภายในและภายนอกได้แล้วผู้นั้นหลุดพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวง อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้อง หรืออันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งปวงท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นอาชาไนยและเป็นผู้คงที่เห็นปานนั้น.
แม้ในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่ตรัสไว้แล้ว ในคาถาที่สี่แล้วตรัสด้วยคาถาที่ห้าเพราะจินตกวีทั้งหลายพรรณนาความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ ด้วยเหตุเพียงการเชี่ยวชาญในฉันท์ผู้นั้นเป็นผู้สมบูรณ์เพียงโวหารสุตะ แต่พระอริยะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปรมัตถสุตะ เพราะเป็นพหูสูตและเพราะไม่มีสุตะอันลามก ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงไม่ตรัสว่า อิทํ ปตฺตินํ ทรงพยากรณ์ปัญหาแรกด้วยคาถาว่า สุตฺวา ผู้ฟังแล้ว ดังนี้.
บทนั้นมีความดังนี้
ผู้ใดฟังด้วยกิจคือสุตมยปัญญาในโลกนี้ หรือฟังด้วยกิจที่ควรทำ รู้ยิ่งธรรมทั้งปวงอันเข้าถึงวิปัสสนาด้วยความไม่เที่ยงเป็นต้นครอบงำธรรมอันมีโทษและไม่มีโทษอะไรๆ และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสด้วยปฏิปทานี้นับได้ว่า อภิภู ผู้ครอบงำฟังดังนั้นแล้วรู้ยิ่งธรรมทั้งปวงครอบงำธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษอะไรๆ ท่านเรียกผู้นั้นว่าผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ เพราะเป็นผู้สดับแล้ว.
อนึ่ง เพราะผู้ใดไม่มีความสงสัย พ้นแล้วจากเครื่องผูกคือกิเลส และเป็นผู้ไม่มีทุกข์ด้วยทุกข์ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นในที่ทั้งปวงคือในธรรมทั้งปวงมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผู้นั้นผู้ไม่มีความสงสัย ผู้หลุดพ้นแล้วผู้ไม่มีทุกข์ในธรรมทั้งปวงว่าเป็น โสตติยะ ผู้สมบูรณ์ด้วยสุตะ ดังนี้แล.
ก็เพราะผู้ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะอันชนผู้ใคร่ประโยชน์เกื้อกูลพึงบูชา.
อธิบายว่า ควรเข้าถึงฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงคุณที่เป็นอริยะ จึงพยากรณ์ปัญหาที่สองด้วยคาถาว่า เฉตฺวา ตัดแล้ว.
บทนั้นมีความว่า
บุคคลนั้นเป็นผู้รู้ เป็นผู้มีรัศมี เป็นผู้รู้มรรค ๔ ตัดแล้วคือทำลายอาสวะ ๔ อาลัย ๒ ด้วยศัสตราคือปัญญาย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์ด้วยอำนาจภพใหม่ คือไม่เข้าถึงกำเนิดไรๆ บรรเทาสัญญา ๓ อย่างมีกามเป็นต้น และเปือกตม คือกามคุณย่อมไม่มาสู่กัปอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งตัณหากัปและทิฏฐิกัป ท่านกล่าวผู้นั้นผู้ประกอบด้วยคุณมีการตัดอาสวะเป็นต้นอย่างนี้ว่าเป็นอริยะหรือว่าชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากบาปทั้งหลาย และชื่อว่าอนริยะ เพราะไม่มีการเคลื่อนไหวด้วยความทุกข์ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความแม้นั้น จึงทรงพยากรณ์ด้วยปัญหาที่สองแห่งคาถานี้.
จริงอยู่ ธรรมลามกมีอาสวะเป็นต้น สมมติว่าเป็นทุกข์ ธรรมลามกเหล่านั้นอันเขาตัดแล้วบรรเทาแล้วทั้งไม่หวั่นไหวด้วยธรรมลามกเหล่านั้น จึงชื่อว่าเขาเป็นผู้ไกลธรรมเหล่านั้นและไม่เคลื่อนไปในธรรมเหล่านั้นฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผู้นั้นว่าเป็นอริยะด้วยแนวนี้ว่า เขาเป็นผู้ไกลจากธรรมอันลามก ด้วยแนวนี้ว่า เขาไม่เคลื่อนไหวไปในความทุกข์.
ในบทนี้พึงทราบว่าโยชนาแก้ไว้อย่างนี้.
บทว่า วิทวา โส น อุเปติ คพฺภเสยฺยํ เขารู้แล้วย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์นี้ เป็นคำสรรเสริญในการกำหนดความนี้.
ก็และในบทนี้ว่า จรณวา ผู้มีจรณะ เป็นอย่างไร. เพราะผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุด้วยจรณะทั้งหลาย ย่อมควรที่จะพึงกล่าวว่า จรณวา ผู้มีจรณะ ดังนี้ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงบทว่า จรณวา นั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สามด้วยคาถาว่า โย อิธ ผู้ใดในศาสนานี้ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โย อิธ คือ ผู้ใดในศาสนานี้. บทว่า จรเณสุ เพราะธรรม ๑๕ อย่างที่ท่านกล่าวไว้แล้วในเหมวตสูตร มีศีลเป็นต้น. บทว่า จรเณสุ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๖๗
บทว่า ปตฺติปตฺโต คือ บรรลุธรรมที่ควรบรรลุ. ท่านอธิบายว่า ผู้ใดบรรลุพระอรหัตที่ควรบรรลุ เพราะมีจรณะเป็นนิมิต มีจรณะเป็นเหตุ มีจรณะเป็นปัจจัย. บทว่า จรณวา โส ผู้นั้นท่านกล่าวว่ามีจรณะ เพราะบรรลุธรรมที่ควรบรรลุนี้ด้วยจรณะทั้งหลาย.
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพยากรณ์ปัญหา. บทที่เหลือเป็นคำสรรเสริญของพราหมณ์นั้น.
อธิบายว่า ผู้ใดในศาสนาเป็นผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะมีจรณะผู้นั้นเป็นผู้ฉลาด ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมคือนิพพานในกาลทุกเมื่อ เพราะมีจิตน้อมไปในนิพพาน ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง มีจิตพ้นแล้วด้วยวิมุตติทั้งสอง และไม่มีปฏิฆะ ดังนี้.
ก็เพราะผู้ชื่อว่าเป็นปริพาชก เพราะขับไล่กรรมเป็นต้นออกไปได้.
ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงทรงพยากรณ์ปัญหาที่สี่แห่งคาถาว่า ทุกฺขเวปกฺกํ กรรมมีทุกข์เป็นผล ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนั้นดังนี้
วิบากนั่นแหละชื่อว่า เวปกฺกํ. ที่ชื่อว่า ทุกฺขเวปกฺกํ เพราะมีทุกข์เป็นผล. ทุกข์แม้ทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กรรมอันประกอบด้วยธาตุ ๓ เพราะเหตุเกิดแห่งทุกข์ในปวัตติ.
บทว่า อุทฺธํ คือ อดีต. บทว่า อโธ คือ อนาคต. บทว่า ติริยํ วาปิ มชฺเฌ คือ ปัจจุบัน.
ก็บทว่า ติริยํ วาปิ มชฺเฌ ได้แก่ ไม่ใช่เบื้องบน ไม่ใช่เบื้องต่ำ ท่านกล่าวว่าขวาง ในระหว่างเบื้องบนเบื้องต่ำทั้งสองนั้น ท่านกล่าวว่าในท่ามกลาง.
บทว่า ปริพฺพาชยิตฺวา ขับไล่ คือให้ออกไป กำจัดเสีย.
บทว่า ปริญฺญาจารี ได้แก่ กำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป.
นี้เป็นเพียงพรรณนาบทที่ยังไม่เคยมีมา แต่โยชนาอธิบายบทนี้ดังนี้
ผู้ใดยังความเยื่อใยคือตัณหาและอวิชชาให้เหี่ยวแห้งไป ด้วยอริยมรรค ขับไล่กรรมอะไรๆ ทั้งหมดที่ทำให้เกิดทุกข์ แม้เนื่องด้วยกาล ๓ โดยกระทำไม่ให้ปฏิสนธิ.
อนึ่ง ครั้นขับไล่ไปแล้วชื่อว่ามีปรกติกำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป เพราะกำหนดกรรมนั้นเที่ยวไป ไม่ใช่กรรมอย่างเดียว กำหนดการละธรรมแม้เหล่านี้ คือ มายา มานะ โลภ โกรธ ก็ชื่อว่าเป็นผู้กำหนดด้วยปัญญาเที่ยวไป ได้กระทำนามรูปให้ถึงที่สุดและกระทำที่สุดแห่งนามรูป คือขับไล่ไป มีความด้วยประการฉะนี้แล ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็นปริพาชก เพราะขับไล่กรรมเป็นต้นเหล่านี้เสียได้.
บทว่า ปตฺติปตฺตํ บรรลุธรรมที่ควรบรรลุนี้ เป็นคำสรรเสริญของสภิยปริพาชกนั้น.
ในคาถาสรรเสริญมีอาทิว่า ยานิ จ ตีณิ ทิฏฐิ ๓ ของสภิยปริพาชกผู้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหาอย่างนี้.
บทว่า โอสรณานิ ได้แก่ หยั่งลงสู่ลัทธิ.
อธิบายว่า ทิฏฐิทั้งหลาย. เพราะทิฏฐิเหล่านั้นรวมกันเป็น ๖๓ เพราะถือเอาทิฏฐิ ๖๓ ที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรกับสักกายทิฏฐิและเพราะทิฏฐิเหล่านั้นเป็นวาทะของสมณะผู้เป็นเดียรถีย์อื่น อาศัยคัมภีร์ด้วยการอ้าง มิใช่ด้วยการเกิดแต่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน คือมีชื่อเรียกว่าหญิงชายโดยการเกิด. สัญญาวิปริตย่อมเกิดแก่คนพาลทั้งหลายว่า ตนควรเป็นเช่นนี้ดังนี้ ด้วยมิจฉาปริวิตก และได้ยินว่า ทิฏฐิที่อาศัยทั้งสองอย่างนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมณะผู้เป็นเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ไม่ใช่เห็นด้วยตนเอง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำจัดคือนำออกซึ่งทิฏฐิเหล่านั้น ทรงก้าวล่วงความมืดคือโอฆะได้แล้ว. พระองค์ทรงก้าวล่วงที่สุดแห่งโอฆะได้แล้ว ฉะนั้น จึงตรัสว่า ยานิ จ ตีณิ ฯเปฯ ตมคา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฏฐิ ๓ และ ๖๐ ที่อาศัยคัมภีร์อันเป็นวาทะ เป็นประธานของสมณะผู้ถือลัทธิอื่น ที่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน (ว่าหญิง ว่าชาย) และสัญญาอันวิปริต ทรงก้าวล่วงความมืด.
ต่อจากนั้น สภิยปริพาชกกล่าวว่า อนฺตคูสิ ปารคู ทุกฺขสฺส พระองค์เป็นผู้ถึงที่สุด ถึงฝั่งแห่งทุกข์ดังนี้ หมายถึงที่สุดและฝั่งแห่งทุกข์ในวัฏฏะคือนิพพาน เพราะไม่เกิด เพราะไม่มีทุกข์และเพราะตรงกันข้ามกับทุกข์ในวัฏฏะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ควรทราบการผูกในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง เพราะถึงพระนิพพานแล้ว.
สภิยปริพาชก เมื่อจะกราบทูลกะพระองค์ จึงกราบทูลว่า ปารคู อนฺตคูสิ ทุกฺขสฺส พระองค์ถึงฝั่งคือถึงที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้.
ชื่อว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะตรัสรู้โดยชอบ และตรัสรู้เอง.
บทว่า ตํ ตํ มญฺเญ สำคัญพระองค์ว่ามีอาสวะสิ้นแล้ว. ความว่า อาจารย์บางพวกกล่าวด้วยความเคารพยิ่งว่าตเมว มญฺญามิ น อญฺญํ ข้าพเจ้าสำคัญพระองค์เท่านั้น ไม่สำคัญผู้อื่น.
บทว่า ชุติมา มีความรุ่งเรือง คือถึงพร้อมด้วยความสว่างโดยกำจัดความมืดของผู้อื่น. บทว่า มติมา มีความรู้ คือถึงพร้อมด้วยความรู้คือปัญญาสามารถรู้สิ่งที่ควรรู้ อันเป็นปัจจัยแห่งความรู้อื่นๆ. บทว่า ปหูตปญฺโญ มีพระปัญญามาก คือมีพระปัญญาหาที่สุดมิได้.
ในบทนี้ ท่านประสงค์เอาสัพพัญญุตญาณ.
บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกรา ทรงช่วยข้าพระองค์ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ สภิยปริพาชกกราบทูลเรียกจึงกล่าวดังนั้น. บทว่า อตาเรสิ มํ พระองค์ยังข้าพระองค์ให้ข้ามได้แล้ว คือยังข้าพระองค์ให้ข้ามพ้นจากความสงสัย.
สภิยปริพาชกกล่าวถึงการกระทำความนอบน้อมด้วยกึ่งคาถาว่า ยมฺเม ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า กงฺขิตํ พ้นความสงสัย สภิยปริพาชกกล่าวหมายถึงความอันอาศัยปัญหา ๒๐ ข้อ เพราะสภิยปริพาชกนั้นได้มีความสงสัยด้วยความนั้น.
บทว่า โมนปเถสุ ในทางแห่งมุนี คือในทางแห่งญาณ.
บทว่า วินฬีกตา ผู้ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ. คือปราศจากกิเลสเพียงดังหลักตอ. ท่านอธิบายว่า ตัดขาดแล้ว.
บทว่า นาคนาคสฺส พระองค์ผู้เป็นพระนาคผู้ประเสริฐยิ่ง นี้เป็นคำร้องเรียกอย่างหนึ่ง สัมพันธ์ด้วยคำนี้ว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐตรัสอยู่พวกปริพาชกย่อมชื่นชม. บาลีว่า ธมฺมเทสนํ เป็นบาลีเกิน.
บทว่า สพฺเพ เทวา เทวดาทั้งปวง ได้แก่อากาสัฏฐเทวดาและภุมมัฏฐเทวดา.
บทว่า นารทปพฺพตา นัยว่า หมู่เทวดาทั้งสองนั้นแม้นั้นเป็นผู้มีปัญญา ก็ยังอนุโมทนา เพราะเหตุนั้น สภิยปริพาชกจึงกล่าวทำความนอบน้อมด้วยความเลื่อมใสทั้งหมด
สภิยปริพาชกสดับความสมบูรณ์แห่งพยากรณ์อันสมควรแก่การอนุโมทนา จึงประคองอัญชลีกล่าวว่า นโม เต ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ดังนี้.
บทว่า ปุริสาชญฺญา ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย คือ ข้าแต่พระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติในบรรดาบุรุษทั้งหลาย.
บทว่า ปฏิปุคฺคโล ได้แก่ บุคคลผู้มีส่วนเปรียบเสมอพระองค์. พระองค์ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะแทงตลอดอริยสัจ ๔พระองค์ชื่อว่าเป็นพระศาสดา เพราะทรงพร่ำสอน และเพราะนำคำสอนมาให้ พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำมารเพราะครอบงำมาร ๔ พระองค์ชื่อว่าเป็นมุนี คือเป็นมุนีผู้ตรัสรู้แล้ว.
บทว่า อุปธิ ได้แก่ อุปธิ ๔ อย่าง คือ ขันธ์ กิเลส กาม และอภิสังขาร.
บทว่า วคฺคุ คือ มีรูปงาม.
บทว่า ปญฺเญ จ ได้แก่ โลกิยปัญญา พระองค์ไม่ทรงติดอยู่ในบุญและบาป เพราะไม่ทำบุญและบาปเหล่านั้นบ้าง เพราะไม่มีการเสวยผลของบุญและบาปที่ทำในกาลก่อนต่อไปบ้าง เพราะฉาบทาด้วยตัณหาและทิฏฐิอันมีบุญและบาปนั้นเป็นนิมิตบ้าง.
สภิยปริพาชกกล่าวอย่างนี้ว่า วนฺท ติ สตฺถุโน สภิยะขอถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้วหมอบลง ณ ข้อพระบาท ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์
บทว่า อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ คือ อัญญเดียรถีย์นั่นเอง. บทว่า อากงฺขติ แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่า อารทฺธจิตฺตา พอใจ คือยินดีแล้ว.
บทว่า อปิจ เมตฺถ ปุคฺคลเวมตฺตตา วิทิตา ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้.
ความว่า เรารู้ความต่างแห่งบุคคลในการอยู่ปริวาสนี้ของอัญญเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่ใช่ควรอยู่ปริวาสทั้งหมด.
ก็เพราะเหตุไร จึงไม่ควรอยู่ปริวาสทั้งหมด.
อันชฎิลผู้บูชาไฟ และอันเจ้าศากยะโดยชาติ ละเพศมาแล้ว.
อนึ่ง ผู้ใดแม้ยังไม่ละเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุเพื่อได้มรรคและผล แม้มาแล้วเช่นสภิยปริพาชกนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนสภิยะ ท่านไม่มีเหตุจะต้องอยู่ปริวาสเพื่อบำเพ็ญวัตรของเดียรถีย์ ท่านต้องการประโยชน์ สมบูรณ์ด้วยเหตุเพื่อได้มรรคผล ข้อนั้นเรารู้แล้ว.
เมื่อจะทรงอนุญาตให้สภิยปริพาชกบรรพชา จึงตรัสว่า อปิจ เมตฺถ ปุคฺคลเวมตฺตา วิทิตา ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้ ดังนี้.
ฝ่ายสภิยะ เมื่อจะแสดงความเคารพของตน จึงกราบทูลว่า สเจ ภนฺเต ดังนี้.
บททั้งหมดและบทอื่นจะไม่พรรณนาในที่นี้ เพราะมีความง่าย และเพราะมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหนก่อน พึงทราบอย่างเดียวกับที่กล่าวแล้วในหนก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาสภิยสูตรที่ ๖ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------