อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๔

๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔–๖๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร

ข้อ ๖๔

๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา อนุปิยายํ วิหรติ อมฺพวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ภทฺทิโย กาฬิโคธาย ปุตฺโต อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสิ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ ฯ อสฺโสสุํ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู อายสฺมโต ภทฺทิยสฺส กาฬิโคธาย ปุตฺตสฺส อรญฺญคตสฺสปิ รุกฺขมูลคตสฺสปิ สุญฺญาคารคตสฺสปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนนฺตสฺส อโห สุขํ อโห สุขนฺติ ฯ สุตฺวาน เตสํ เอตทโหสิ นิสฺสํสยํ โข อาวุโส อายสฺมา ภทฺทิโย กาฬิโคธาย ปุตฺโต อนภิรโต พฺรหฺมจริยํ จรติ ยํส ปุพฺเพ อคาริกภูตสฺส รชฺชสุขํ โส ตมนุสฺสรมาโน อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสิ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อายสฺมา ภนฺเต ภทฺทิโย กาฬิโคธาย ปุตฺโต อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสิ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ นิสฺสํสยํ โข ภทฺทิโย กาฬิโคธาย ปุตฺโต อนภิรโต ฯเปฯ อโห สุขนฺติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ก็สมัยนั้นแลท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชาเทวีพระนามว่า กาฬิโคธา อยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี ได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอภิกษุเป็นอันมากได้ฟังท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธาอยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้นได้พากันปริวิตกว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านพระ-*ภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ต้องสงสัย ท่านอยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี คงหวนระลึกถึงความสุขในราชสมบัติเมื่อเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน จึงได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่าสุขหนอ สุขหนอ ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราช-*เทวีกาฬิโคธา คงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่ต้องสงสัย ท่านอยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี คงหวนระลึกถึงความสุขในราชสมบัติ เมื่อเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน จึงได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ฯ

ข้อ ๖๕

อถ โข ภควา อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ ภิกฺขุ มม วจเนน ภทฺทิยํ ภิกฺขุํ อามนฺเตหิ สตฺถา ตํ อาวุโส ภทฺทิย อามนฺเตตีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา ภทฺทิโย กาฬิโคธาย ปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ภทฺทิยํ กาฬิโคธาย ปุตฺตํ เอตทโวจ สตฺถา ตํ อาวุโส ภทฺทิย อามนฺเตตีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา ภทฺทิโย กาฬิโคธาย ปุตฺโต ตสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๖๕.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ ภทฺทิยํ กาฬิโคธาย ปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภทฺทิย อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสิ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ ฯ กํ ปน ตฺวํ ภทฺทิย อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสิ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ ฯ ปุพฺเพ เม ภนฺเต อคาริกภูตสฺส รชฺชสุขํ กาเรนฺตสฺส อนฺโตปิ อนฺเตปุเร รกฺขา สํวิทหิตา อโหสิ พหิปิ อนฺเตปุเร รกฺขา สํวิทหิตา อโหสิ อนฺโตปิ นคเร รกฺขา สํวิทหิตา อโหสิ พหิปิ นคเร รกฺขา สํวิทหิตา อโหสิ อนฺโตปิ ชนปเท รกฺขา สํวิทหิตา อโหสิ พหิปิ ชนปเท รกฺขา สํวิทหิตา อโหสิ ฯ {๖๕.๒} โส โข อหํ ภนฺเต เอวํ รกฺขิโต โคปิโต สนฺโต ภีโต อุพฺพิคฺโค อุสฺสงฺกี อุตฺราสี วิหาสึ เอตรหิ โข ปนาหํ ภนฺเต อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ เอกโก อภีโต อนุพฺพิคฺโค อนุสฺสงฺกี อนุตฺราสี อปฺโปสฺสุกฺโก ปนฺนโลโม ปรทวุตฺโต มิคภูเตน เจตสา วิหรามิ ฯ อิมํ โข อหํ ภนฺเต อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน อรญฺญคโตปิ รุกฺขมูลคโตปิ สุญฺญาคารคโตปิ อภิกฺขณํ อุทานํ อุทาเนสึ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา อิติ ภวาภวตญฺจ วีติวตฺโต ตํ วิคตภยํ สุขึ อโสกํ เทวา นานุภวนฺติ ทสฺสนายาติ ฯ ทสมํ ฯ มุจฺจลินฺทวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ มุจฺจลินฺโท ราชา ทณฺเฑน สกฺกาโร อุปาสเกน จ คพฺภินี เอกปุตฺโต จ สุปฺปวาสา วิสาขา จ กาฬิโคธาย ภทฺทิโยติ ฯ -------------

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า ดูกรภิกษุ เธอจงไปเรียกภัททิยะภิกษุมาตามคำของเราว่า ภัททิยะผู้มีอายุ พระศาสดาตรัสสั่งให้หาท่าน ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธาว่า ดูกรอาวุโสภัททิยะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่านท่านพระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธา รับคำภิกษุนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่าน พระภัททิยะพระโอรสของพระราชเทวีกาฬิโคธาว่าดูกรภัททิยะ ได้ยินว่า ท่านอยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้จริงหรือ ท่านพระภัททิยะทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า พ. ดูกรภัททิยะ ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไรเล่า อยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี จึงเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ฯ ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อนเสวยสุขในราชสมบัติอยู่ ได้มีการรักษาอันพวกราชบุรุษจัดแจงดีแล้ว ทั้งภายในพระราชวัง ทั้งภายนอกพระราชวัง ทั้งภายในพระนคร ทั้งภายนอกพระนครทั้งภายในชนบท ทั้งภายนอกชนบท ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแลเป็นผู้อันราชบุรุษรักษาแล้วคุ้มครองแล้วอย่างนี้ ยังเป็นผู้กลัว หวาดเสียวระแวง สะดุ้งอยู่ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้เดียวอยู่ป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี ไม่กลัว ไม่หวาดเสียว ไม่ระแวง ไม่สะดุ้ง มีความขวนขวายน้อยมีขนตก เป็นไปอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจดุจเนื้ออยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์นี้แล อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่เรือนว่างก็ดี จึงได้เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่ง-*อุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความกำเริบ (ความโกรธ) ย่อมไม่มีภายในพระอริยบุคคล ผู้ก้าวล่วงความเจริญและความเสื่อมมีประการอย่างนั้น เทวดา ทั้งหลาย ย่อมไม่สามารถเพื่อจะเห็นพระอริยบุคคลนั้น ผู้ปราศจากภัย มีความสุข ไม่มีความโศก ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบมุจลินทวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มุจจลินทสูตร ๒. ราชสูตร ๓. ทัณฑสูตร ๔. สักการสูตร ๕. อุปาสกสูตร ๖. คัพภินีสูตร ๗. เอกปุตตสูตร ๘. สุปปวาสาสูตร ๙. วิสาขาสูตร ๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๒. มุจจลินทวรรค] ๑๐. ภัททิยสูตร ๑๐. ภัททิยสูตร ว่าด้วยพระภัททิยเถระ

ข้อ ๒๐

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน สมัยนั้น ท่าน พระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตร เมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดีก็เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ’ ภิกษุจำนวนมากได้ฟังท่านพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรเมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี ก็เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ’ ภิกษุเหล่านั้น ครั้นได้ฟังแล้ว จึงมีความคิดอย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตร ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์แน่ๆ เพราะเคยได้รับ ความสุขในราชสมบัติเมื่อครั้งเป็นฆราวาสแล้ว ท่านคงหวนระลึกถึงความสุขนั้น เมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี ก็เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ” ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรเมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี ก็เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระภัททิยะไม่ยินดี ประพฤติพรหมจรรย์แน่ๆ เพราะเคยได้รับความสุขในราชสมบัติ เมื่อครั้งเป็น ฆราวาสแล้ว ท่านคงหวนระลึกถึงความสุขนั้น เมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี ก็เปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสว่า “ภิกษุ เธอจง ไปเรียกภิกษุชื่อภัททิยะมาหาเราว่า ท่านภัททิยะ พระศาสดามีรับสั่งหาท่าน” ภิกษุ @เชิงอรรถ : @ พระภัททิยะ เป็นพระโอรสของพระนางกาฬิโคธาซึ่งเป็นเจ้าหญิงสากิยาราชเทวี ท่านบวชได้ไม่นานก็@บำเพ็ญวิปัสสนาจนได้บรรลุอภิญญา ๖ สมาทานธุดงค์ ๑๓ ประการ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านเกิด@ในตระกูลสูง (ขุ.อุ.อ. ๒๐/๑๖๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๒. มุจจลินทวรรค] ๑๐. ภัททิยสูตร นั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว เข้าไปหาท่านพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับท่านพระภัททิยะดังนี้ว่า “ท่านภัททิยะ พระศาสดามีรับสั่งหาท่าน” ท่านพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรรับคำของภิกษุนั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านดังนี้ว่า “ภัททิยะ ทราบว่า เธอเมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี ก็เปล่งอุทานว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ’ จริงหรือ” ท่านพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรทูลตอบว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภัททิยะ ก็เธอมองเห็นประโยชน์อะไร เมื่ออยู่ ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี จึงเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอสุขหนอ” ท่านพระภัททิยะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยเมื่อข้าพระองค์เป็น ฆราวาส เสวยความสุขในราชสมบัติ ได้รับการอารักขาคุ้มครองอย่างดีทั้งภายในวังได้รับการอารักขาคุ้มครองอย่างดีทั้งภายนอกวัง ได้รับการอารักขาคุ้มครองอย่างดีทั้งภายในเมือง ได้รับการอารักขาคุ้มครองอย่างดีทั้งภายนอกเมือง ได้รับการ อารักขาคุ้มครองอย่างดีทั้งในชนบท ได้รับการอารักขาคุ้มครองอย่างดีทั้งนอกชนบทข้าพระองค์นั้นถึงจะได้รับการอารักขาคุ้มครองอย่างดีเช่นนี้ ก็ยังกลัว ยังหวาดหวั่นระแวง สะดุ้งอยู่ แต่เวลานี้ ข้าพระองค์เมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ ในเรือนว่างก็ดี เพียงผู้เดียวก็ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น ไม่ระแวง ไม่สะดุ้ง มีความ ปรารถนาน้อย ไม่ขนลุกขนพอง ดำรงชีวิตด้วยปัจจัยที่ผู้อื่นให้ มีจิตอิสระดุจมฤค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นประโยชน์อย่างนี้ เมื่ออยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ ควงไม้ก็ดี หรืออยู่ในเรือนว่างก็ดี จึงเปล่งอุทานเนืองๆ ว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ’ พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า @เชิงอรรถ : @ มีจิตอิสระดุจมฤค หมายถึงมีความโล่งใจ เหมือนเนื้อทรายที่อยู่ในป่าห่างไกลจากมนุษย์ จะยืน เดิน นั่ง@นอน ก็โล่งใจ (ขุ.อุ.อ. ๒๐/๑๗๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๒. มุจจลินทวรรค] รวมพระสูตรที่มีในวรรค พุทธอุทาน ผู้ใดไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้กำเริบ ภายในจิต และล่วงพ้นความเป็นภพและอภพ ต่างๆ ได้แล้ว ทวยเทพไม่สามารถจะมองเห็นผู้นั้น ผู้ปราศจากภัย มีความสุข ไม่เศร้าโศก ภัททิยสูตรที่ ๑๐ จบ มุจจลินทวรรคที่ ๒ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มุจจลินทสูตร ๒. ราชสูตร ๓. ทัณฑสูตร ๔. สักการสูตร ๕. อุปาสกสูตร ๖. คัพภินีสูตร ๗. เอกปุตตกสูตร ๘. สุปปวาสาสูตร ๙. วิสาขาสูตร ๑๐. ภัททิยสูตร @เชิงอรรถ : @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งแสดงอานุภาพวิเวกสุขที่ล่วงวิสัยของปุถุชน ว่าเป็นสุขที่ปราศจากภัยและความ@โศกเศร้า (ขุ.อุ.อ. ๒๐/๑๗๑) @ กิเลสเป็นเหตุให้กำเริบ หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ (ขุ.อุ.อ. ๒๐/๑๗๒) @ ภพ หมายถึงสมบัติ(ความถึงพร้อม) วุฑฒิ(ความเจริญ) สัสสตะ(ความเที่ยงแท้) ปุญญะ(บุญ) สุคติ(ภูมิที่ไปดี)@ขุททกะ(สิ่งเล็กน้อย) อภพหมายถึงวิปัตติ(ความวิบัติ) หานิ(ความเสื่อม) อุจเฉทะ(ความขาดสูญ) บาป(ความชั่ว)@มหันตะ(สิ่งใหญ่ๆ) (ขุ.อุ.อ. ๒๐/๑๗๒) @ ดูเทียบ วิ.จู. (แปล) ๗/๓๓๒/๑๗๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๐๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากาฬิโคธาภัททิยสูตร

กาฬิโคธาภัททิยสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อนุปิยายํ ได้แก่ ใกล้พระนครอันมีชื่ออย่างนี้.

บทว่า อมฺพวเน ความว่า ในที่ไม่ไกลแต่นครนั้น เจ้ามัลละทั้งหลายได้มีสวนมะม่วงแห่งหนึ่ง ในสวนมะม่วงนั้น เจ้ามัลละทั้งหลายได้สร้างวิหารถวายแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า วิหารนั้นเขาเรียกกันว่าอัมพวัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอนุปิยนครให้เป็นโคจรคาม ประทับอยู่ในอัมพวันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุปิยายํ วิหรติ อมฺพวเน.

บทว่า ภทฺทิโย เป็นชื่อของพระเถระนั้น.

บทว่า กาฬิโคธาย ปุตฺโต ความว่า สักยราชเทวี สากิยานี พระนามว่ากาฬิโคธา เป็นพระอริยสาวิกา บรรลุอริยผลแล้ว เข้าใจศาสนาแจ่มแจ้งแล้ว พระเถระนี้เป็นบุตรของพระนาง. บรรพชาวิธีของพระเถระนั้นมาในขันธกะนั่นแล.

พระเถระนั้น ครั้นบรรพชาแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้อภิญญา ๖ ท่านสมาทานประพฤติธุดงค์แม้ทั้ง ๑๓. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาท่านไว้ในเอตทัคคะในทางผู้มีสกุลสูงกว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้มีสกุลสูง บุตรของพระนางกาฬิโคธา ชื่อว่าภัททิยะ เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในจำนวนพระสาวก ๘๐ องค์.

ด้วยบทว่า สุญฺญาคารคโต ท่านกล่าวว่า เว้นบ้านและอุปจารบ้าน นอกนั้นชื่อว่าป่า เว้นป่าและโคนไม้เสีย ที่อยู่อาศัยอย่างอื่นมีซอกภูเขาเป็นต้นอันสมควรแก่บรรพชิต ท่านประสงค์เอาว่าสุญญาคารในที่นี้ เพราะไม่แออัดด้วยหมู่ชน.

อีกอย่างหนึ่ง แม้เรือนหลังใดหลังหนึ่งที่สงัด ก็พึงทราบว่าสุญญาคารเพราะไม่มีเสียงที่เป็นข้าศึกต่อฌาน. ผู้เข้าถึงสุญญาคารนั้น.

บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่า มากหลาย.

บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า เพราะท่านผู้มีอายุนั้นแม้เข้าพักผ่อนกลางวันก็ดี เข้าพักผ่อนตอนกลางคืนก็ดี โดยมากให้กาลผ่านไปด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ และสุขอันเกิดแต่นิโรธ ฉะนั้น ท่านหมายเอาสุขนั้น จึงเกลียดสุขในราชสมบัติอันมีภัย มีความเร่าร้อน อันตนเคยเสวยในกาลก่อนจึงเปล่งถึงสุขอันเกิดพร้อมด้วยโสมนัส มีญาณเป็นสมุฏฐาน มีปิติเป็นสมุฏฐานว่า สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ ดังนี้.

บทว่า สุตฺวาน เตสํ เอตทโหสิ ความว่า ภิกษุเป็นอันมากเหล่านั้น ครั้นได้ฟังอุทานของท่านผู้มีอายุเปล่งว่า สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ ก็ได้มีปริวิตกดังนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ เบื่อหน่ายประพฤติพรหมจรรย์ โดยไม่ต้องสงสัยจริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้นเป็นปุถุชน เมื่อไม่รู้อุทานอันหมายถึงสุขอันเกิดแต่วิเวกของท่านผู้มีอายุนั้น จึงได้ดูหมิ่นอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า นิสฺสํสยํ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสฺสํสยํ คือ โดยไม่ต้องสนเท่ห์. อธิบายว่า โดยแท้จริง.

อาจารย์บางพวกกล่าวบาลีเป็นต้นว่า ยํ โส ปุพฺเพ อคาริยภูโต สมาโน(ท่านเป็นผู้ครองเรือนในกาลก่อน เสวยสุขใด) แล้วพรรณนาอรรถด้วยคำที่เหลือว่า อนุภวิ (เสวย)อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ยํส. แต่บาลีเป็น ยํส ปุพฺเพ อคาริยภูตสฺส. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํส ตัดเป็น ยํ อสฺส, เพราะลบ อ อักษรและ ส อักษรด้วยอำนาจสนธิ เหมือนในประโยคมีอาทิว่า เอวํส เต และว่า ปุปฺผํสา อุปฺปชฺชติ.

พึงทราบความหมายของคำนั้นดังต่อไปนี้ ท่านพระภัททิยะนั้น ก่อนแต่บวช เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเสวยสุขในราชสมบัติใด.

บทว่า โส ตมนุสฺสรมาโน ความว่า บัดนี้ ท่านหวนระลึกถึงสุขนั้น ด้วยความเบื่อหน่าย.

บทว่า เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ ความว่า ภิกษุเป็นอันมากเหล่านั้นตั้งอยู่ในสภาพกล่าวอวด จึงได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยประสงค์จะอนุเคราะห์ท่าน ไม่ใช่ประสงค์จะยกโทษ.

บทว่า อญฺญตรํ ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ปรากฏนามและโคตร.

บทว่า อามนฺเตสิ ได้แก่ มีพระประสงค์จะให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าใจ จึงมีพระบัญชา.

บทว่า เอวํ ได้แก่ ในการรับพระดำรัส. อธิบายว่า ดังข้าพระองค์ขอวโรกาส.

บทว่า เอวํ ได้แก่ ด้วยการปฏิญญาอีก.

บทว่า อภิกฺขณํ อโห สุขํ อโห สุขนฺติ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า รับรู้อุทานของตนว่า ข้อนั้น จงเป็นอย่างนั้น คือจงเป็นโดยประการที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าว.

บทว่า กึ ปน ตฺวํ ภทฺทิย ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถาม พระองค์ไม่ทรงทราบจิตของท่านหรือ?

ตอบว่า ไม่ทรงทราบ ก็หามิได้ ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสถาม เพื่อให้กล่าวเรื่องนั้น แล้วให้ภิกษุเหล่านั้นยินยอม. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า พระตถาคตทั้งหลายทั้งที่รู้ตรัสถามก็มี ทั้งที่รู้ไม่ตรัสถามก็มี.

บทว่า อตฺถวสํ แปลว่า เหตุ.

บทว่า อนฺเตปุเร ได้แก่ ในภายในพระราชตำหนักอันเป็นที่สัญจรของสาวชาววัง อันเป็นที่ทรงสนาน ทรงเสวยและเป็นที่บรรทมเป็นต้น ของพระราชา.

บทว่า รกฺขา สุสํวิหิตา ได้แก่ การคุ้มครองอันพวกราชบุรุษกระทำการรักษาอย่างกวดขัน ได้จัดแจงไว้โดยรอบอย่างดี.

บทว่า พหิปิ อนฺเตปุเร ได้แก่ ในราชตำหนักอันเป็นภายนอกจากภายในพระราชวัง มีหอคอยเป็นต้น.

บทว่า เอวํ รกฺขิโต โคปิโต สนฺโต ความว่า ข้าพระองค์นั้นเป็นผู้อันราชบุรุษหลายร้อยรักษา คุ้มครอง เพื่อความปลอดภัย เพื่อความอยู่สำราญของข้าพระองค์เอง ด้วยการจัดแจง การรักษาป้องกัน และคุ้มครองอย่างดีในที่มากมาย ทั้งภายในและภายนอกพระตำหนักราชธานี ราชอาณาเขต ด้วยประการอย่างนี้.

บทว่า ภีโต เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกัน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภีโต ได้แก่ อันราชศัตรูเกรงกลัว.

บทว่า อุพฺพิคฺโค ได้แก่ เป็นผู้หวาดหวั่นไหวด้วยความหวาดภัยอันเกิดจากการก่อความกำเริบตามปกติ แม้ในราชสีมาอาณาจักร.

บทว่า อุสฺสงฺกี ได้แก่ ระแวงอยู่เป็นเบื้องหน้า ด้วยการไม่วางใจในที่ทุกแห่ง และด้วยความระแวงถึงกิจและกรณียะนั้น เพราะคำพูดว่า ธรรมดาพระราชาไม่ควรไว้วางใจทุกๆ เวลา.

บทว่า อุตฺราสี ได้แก่ สะดุ้งด้วยความสะดุ้งอันสามารถทำให้เกิดตัวสั่นอันเกิดขึ้นว่า ในกาลบางคราว ความพินาศพึงมีแก่เราผู้ไม่รู้ตัวเลย แม้เพราะคนใกล้ชิด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุตฺราโส ดังนี้ก็มี.

บทว่า วิหาสึ ได้แก่ เราเป็นอย่างนี้อยู่.

บทว่า เอตรหิ ได้แก่ บัดนี้ นับตั้งแต่เวลาที่บวชมา.

บทว่า เอโก ได้แก่ ไม่มีเพื่อน. ด้วยบทว่า เอโก นั้น ท่านแสดงถึงความเป็นผู้มีตนหลีกออกแล้ว. พึงทราบอรรถแห่งบทว่า อภีโต เป็นต้น โดยปริยายตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้ว.

ท่านแสดงถึงจิตวิเวกด้วยคำมีอาทิว่า ความที่ท่านไม่มีความกลัวเป็นต้น เพราะไม่มีการกำหนดจับนิมิตมีภัยเป็นต้น และภัยคือกิเลสอันมีการกำหนดนั้นเป็นนิมิต.

บทว่า อปฺโปสฺสุกฺโก ได้แก่ ปราศจากความขวนขวายในการคุ้มครองร่างกาย.

บทว่า ปนฺนโลโม ได้แก่ ไม่มีขนชูชัน เพราะไม่มีความหวาดเสียวอันทำให้เกิดขนชูชันเป็นต้น. ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงถึงการอยู่อย่างเสรี.

บทว่า ปรทวุตฺโต ความว่า เป็นไปอยู่ด้วยจีวรเป็นต้นที่คนอื่นให้. ด้วยบทนั้น ท่านแสดงถึงการเว้นจากเหตุแห่งภัยโดยเด็ดขาด ด้วยมุขคือความไม่มีความติดขัดโดยประการทั้งปวง.

บทว่า มิคภูเตน เจตสา ได้แก่ มีจิตเกิดเป็นเหมือนมฤค เพราะอยู่อย่างโล่งใจ.

จริงอยู่ มฤคอยู่ในป่าอันเป็นถิ่นที่ไม่มีมนุษย์ จะยืนนั่งนอนก็โล่งใจ และก้าวไปตามความปรารถนา เที่ยวไปโดยไม่ติดขัด ท่านแสดงว่า แม้เราก็อยู่อย่างนั้น.

สมจริงดังที่พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

วิญญูชนมุ่งถึงความเสรีภาพ เป็นผู้เดียวเที่ยวไป

เหมือนนอแรด เปรียบเหมือนมฤคในป่าไม่ถูกมัดไว้

เที่ยวหากินไปตามความปรารถนา.

บทว่า อิมํ โข อหํ ภนฺเต อตฺถวสํ ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์เมื่อพิจารณาเห็นเหตุคือสุขอันเกิดแต่วิเวก และสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติอันยอดเยี่ยมนี้เท่านั้น จึงเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ.

บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า ทรงทราบโดยทุกประการถึงความนี้ กล่าวคือสุขอันเกิดแต่วิเวกอันล่วงวิสัยปุถุชน ของพระภัททิยเถระ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสนฺตรโต น สนฺติ โกปา ความว่า กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่าทำจิตให้กำเริบ เพราะเป็นเหตุทำจิตให้ฟุ้งขึ้นตามเวลา (และ) ความโกรธมีหลายประเภท ต่างโดยเหตุมีอาฆาตวัตถุเป็นต้น ย่อมไม่มีในภายใน คือในจิตของตน จากจิตของพระอริยบุคคลใดชื่อว่าย่อมไม่มี เพราะพระอริยบุคคลละได้ด้วยมรรค.

จริงอยู่ อันตรศัพท์นี้ ปรากฏในเหตุ ในประโยคมีอาทิว่า ส่วนเราและท่านเป็นเพราะอะไร. ปรากฏในท่ามกลาง ในประโยคมีอาทิว่า ในสมัยหิมะตกอันตั้งอยู่ในท่ามกลาง. ปรากฏในระหว่าง ในประโยคมีอาทิว่า ระหว่างพระวิหารเชตวันกับกรุงสาวัตถี. ปรากฏในจิต ในประโยคมีอาทิว่า ภัยเกิดจากจิตดังนี้ ก็จริง

แม้ในที่นี้ พึงเห็นอันตรศัพท์ ใช้ในจิตเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนฺตรโต อตฺตโน จิตฺเต จากจิต คือในจิตของตน.

บทว่า อิติ ภวาภวตญฺจ วีติวตฺโต ความว่า เพราะเหตุที่สมบัติ ชื่อว่าภพ วิบัติชื่อว่าอภพ. อนึ่ง ความเจริญชื่อว่าภพ ความเสื่อมชื่อว่าอภพ. อนึ่ง ความเที่ยงชื่อว่าภพ ความขาดสูญชื่อว่าอภพ. อนึ่ง บุญชื่อว่าภพ บาปชื่อว่าอภพ. อนึ่ง สุคติชื่อว่าภพ ทุคติชื่อว่าอภพ. อนึ่ง ภพเล็ก ชื่อว่าภพ ภพใหญ่ ชื่อว่าอภพ. ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าเป็นภวาภวะ ภพ อภพ มีประการเป็นอเนก คือ สมบัติ วิบัติ ความเจริญ ความเสื่อม ความเที่ยง ความขาดสูญ บุญ บาป สุคติ ทุคติและอุปบัติภพน้อยใหญ่. พระอริยบุคคลผ่านพ้น คือก้าวล่วงความโกรธนั้น และภพ อภพ ดังกล่าวมาในนัยนั้นๆ ตามความเป็นจริง ด้วยอริยมรรคทั้ง ๔. พึงเปลี่ยนวิภัตติไปตามอรรถ.

บทว่า ตํ วิคตภยํ ความว่า ซึ่งพระขีณาสพนั่น คือเห็นปานนั้น ผู้ประกอบด้วยคุณดังกล่าวแล้ว. ชื่อว่าผู้ปราศจากภัย เพราะปราศจากเหตุแห่งภัยโดยไม่มีความกำเริบแห่งจิต และโดยก้าวล่วงภวาภวะดังกล่าวแล้ว. ชื่อว่ามีความสุข ด้วยสุขอันเกิดแต่วิเวก และสุขอันเกิดแต่มรรคจิตและผลจิต. ชื่อว่าผู้ไม่มีความโศก เพราะปราศจากภัยนั่นเอง.

บทว่า เทวานานุภวนฺติ ทสฺสนาย ความว่า อุปบัติเทพแม้ทั้งหมด เว้นผู้บรรลุมรรค แม้พยายามอยู่ก็ไม่ได้ ไม่อาจ ไม่สามารถ เพื่อจะเห็น คือแลเห็น ด้วยการเห็นโดยการท่องเที่ยวไปแห่งจิต จะป่วยกล่าวไปไยถึงพวกมนุษย์เล่าก็แม้พระเสขะทั้งหลาย ก็ไม่รู้ความเป็นไปแห่งจิตของพระอรหันต์ได้ เหมือนปุถุชนไม่รู้ความเป็นไปแห่งจิตของพระเสขะแล.

จบอรรถกถากาฬิโคธาภัททิยสูตรที่ ๑๐ จบมุจลินทวรรควรรณนาที่ ๒ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มุจจลินทสูตร

๒. ราชสูตร

๓. ทัณฑสูตร

๔. สักการสูตร

๕. อุปาสกสูตร

๖. คัพภินีสูตร

๗. เอกปุตตสูตร

๘. สุปปวาสาสูตร

๙. วิสาขาสูตร

๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร ฯ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา