อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๖๐

๓. สัททสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๐1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๓. สัททสูตร

ข้อ ๒๖๐

๓ ตโยเม ภิกฺขเว เทเวสุ เทวสทฺทา นิจฺฉรนฺติ สมยา สมยํ อุปาทาย กตเม ตโย ๑ ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวโก เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย เจเตติ ตสฺมึ สมเย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ เอโส อริยสาวโก มาเรน สทฺธึ สงฺคามาย เจเตตีติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ สมยา สมยํ อุปาทาย ฯ {๒๖๐.๑} ๒ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย อริยสาวโก สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ เอโส อริยสาวโก มาเรน สทฺธึ สงฺคาเมตีติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ สมยา สมยํ อุปาทาย ฯ {๒๖๐.๒} ๓ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย อริยสาวโก อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ เอโส อริยสาวโก วิชิตสงฺคาโม ตเมว สงฺคามสีสํ อภิวิชิย อชฺฌาวสตีติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ สมยา สมยํ อุปาทาย ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย เทเวสุ เทวสทฺทา นิจฺฉรนฺติ สมยา สมยํ อุปาทายาติ ฯ ทิสฺวา วิชิตสงฺคามํ สมฺมาสมฺพุทฺธสาวกํ เทวตาปิ นมสฺสนฺติ มหนฺตํ วีตสารทํ นโม เต ปุริสาชญฺญ โย ตฺวํ ทุชฺชยมชฺฌภู เชตฺวาน มจฺจุโน เสนํ วิโมกฺเขน อนาวรํ อิติเหตํ นมสฺสนฺติ เทวตา ปตฺตมานสํ ตญฺหิ ตสฺส นมสฺสนฺติ เยน มจฺจุวสํ วเชติ ฯ ตติยํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียง (ที่เกิดขึ้นเพราะปีติ) ของเทวดา ๓ อย่างนี้ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ๓ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระอริยสาวกย่อมคิดเพื่อจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนี้ย่อมคิดเพื่อทำสงครามกับมาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๑ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ฯ อีกประการหนึ่ง ในสมัยใด พระอริยสาวกประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ ประการ ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนั้นทำสงครามกับมาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดา ข้อที่ ๒ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย อีกประการหนึ่ง ในสมัยใด พระอริยสาวกกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนี้พิชิตสงคราม ชนะแดนแห่งสงครามนั้นแล้วครอบครองอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๓ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงของเทวดา ๓ ประการนี้แลย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ฯ แม้เทวดาทั้งหลาย เห็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชนะสงครามแล้ว เป็นผู้ใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้าม ย่อมนอบน้อมด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ขอ นอบน้อมแด่ท่านผู้ครอบงำกิเลสที่เอาชนะได้ยาก ชนะเสนา แห่งมัจจุ ผู้กางกั้นไว้มิได้ด้วยวิโมกข์เทวดาทั้งหลาย ย่อม นอบน้อมพระขีณาสพผู้มีอรหัตผลอันบรรลุแล้วนี้ ด้วย ประการฉะนี้ เพราะเทวดาทั้งหลายไม่เห็นเหตุแม้มีประมาณ น้อย ของพระขีณาสพผู้เป็นบุรุษอาชาไนยนั้นอันเป็นเหตุ ให้ท่านเข้าถึงอำนาจของมัจจุได้ ฉะนั้น จึงพากันนอบน้อม พระขีณาสพนั้น ฯ จบสูตรที่ ๓

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. เทวสัททสูตร ว่าด้วยการเปล่งเสียงของเทวดา

ข้อ ๘๒

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เทวดาอาศัยโอกาส ๓ โอกาส จึงเปล่งเสียงออกไปในหมู่เทวดา โอกาส ๓ โอกาส อะไรบ้าง คือ ๑. โอกาสที่อริยสาวกปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เทวดาย่อมเปล่งเสียงออกไปในหมู่ เทวดาว่า ‘อริยสาวกนี้ตั้งใจจะทำสงครามกับกิเลสมาร’ นี้เป็นเสียง ของเทวดาข้อที่ ๑ ที่เปล่งออกไปเพราะอาศัยโอกาส @เชิงอรรถ : @ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน หมายถึงอรหัตตผลอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน ๔ ประการ คือ@(๑) กามุปาทาน (ความยึดมั่นในกาม) (๒) ทิฏฐุปาทาน (ความยึดมั่นในทิฏฐิ) (๓) สีลัพพตุปาทาน@(ความยึดมั่นในศีลและวัตร) (๔) อัตตวาทุปาทาน (ความยึดมั่นในอัตตวาทะ) (ขุ.อิติ.อ. ๘๑/๒๘๖)@และดู ที.ปา. ๑๑/๓๑๒/๒๐๕ ประกอบ @ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๑๐-๑๐๑๑/๕๐๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๓. เทวสัททสูตร ๒. โอกาสที่อริยสาวกบำเพ็ญเพียรด้วยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวดเทวดาย่อมเปล่งเสียงออกไปในหมู่เทวดาว่า ‘อริยสาวกนี้ กำลังผจญ กับกิเลสมาร’ นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๒ ที่เปล่งออกไปเพราะ อาศัยโอกาส ๓. โอกาสที่อริยสาวกทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เทวดา ย่อมเปล่งเสียงออกไปในหมู่เทวดาว่า ‘อริยสาวกนี้ชนะสงครามแล้ว เอาชนะได้ขาด จึงครอบครองตำแหน่งความเป็นใหญ่ในสงครามนั้น นั่นแล’ นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๓ ที่เปล่งออกไปเพราะอาศัยโอกาส ภิกษุทั้งหลาย เทวดาอาศัยโอกาส ๓ โอกาสนี้แล จึงเปล่งเสียงออกไปในหมู่เทวดา” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า แม้เทวดาเห็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชนะสงครามกิเลส ทรงคุณธรรมยิ่งใหญ่ ปราศจากความสะทกสะท้าน ย่อมนอบน้อมพร้อมกับกล่าวว่า ท่านบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ผู้ครอบงำกิเลสที่ชนะได้ยาก เอาชนะเสนาของมัจจุราชอันไม่มีใครกั้นไว้ได้ ด้วยวิโมกข์ เทวดาย่อมนอบน้อมท่านผู้มีจิตบรรลุอรหัตตผลแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล เพราะท่านไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งมัจจุราช เทวดาจึงนอบน้อมต่อท่าน แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลเทวสัททสูตรที่ ๓ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสัททสูตร

ในสัททสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า เทเวสุ ความว่า เว้นเทพที่เป็นอรูปาวจร และเทพที่เป็นอสัญญีทั้งหลาย ในอุบัติเทพอื่นจากนั้น.

บทว่า เทวสทฺทา ได้แก่ เสียงที่ประมวลมาจากปีติของเทวดาทั้งหลาย.

บทว่า นิจฺฉรนฺติ ได้แก่ เปล่งออกไปด้วยสามารถแห่งการสนทนาปราศรัยกัน.

บทว่า สมยา สมยํ อุปาทาย ความว่า อาศัยสมัยที่เหมาะสม. มีคำอธิบายว่า เทวดาทั้งหลายดำรงอยู่ในกาลใด อาศัยกาลนั้น เห็นอริยสาวกนั้น ต่อจากนั้นอาศัยสมัย คือเวลาที่ประจวบเข้านั้น. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า หมายเอาทุกสมัย. อธิบายว่า อาศัยสมัยนั้นๆ ของท่านเหล่านั้น.

บทว่า ยสฺมึ สมเย ความว่า ในสมัยที่พระอริยสาวกเห็นโทษในกามทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า กามทั้งหลายอุปมาด้วยร่างกระดูกและโทษในการครองเรือน. โดยนัยมีอาทิว่า การอยู่ครองเรือนคับแคบเป็นอย่างยิ่งและเห็นอานิสงส์ในการออกบวชโดยนัยที่ตรงข้ามกับการอยู่ครองเรือนนั้นเป็นอย่างดี. เพราะว่าเมื่อนั้นแหละ จิตของพระอริยสาวกนั้นจะน้อมไปในบรรพชาโดยส่วนเดียว.

____________________________

วิ. มหาวิ. เล่ม ๒/ข้อ ๖๖๒ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๗๔

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๕๒๓

บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ สาวกของท่านผู้ประเสริฐคือพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า คืออริยสาวกผู้ประสงค์จะเข้าถึงความเป็นสาวก หรือผู้จะเป็น (อริยสาวก) โดยแน่แท้. คำปรารภนี้ (เทวดากล่าว) หมายเอาพระสาวกและพระโพธิสัตว์ผู้มีภพสุดท้าย.

บทว่า เกสมสฺสุํ โอหาเรตวา ความว่า ปลงผมและหนวด คือนำออกไป.

บทว่า กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา ความว่า นุ่งห่มผ้าอันเหมาะสมแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ชื่อว่ากาสายะ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาด.

บทว่า อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย เจเตติ ความว่า ตั้งใจคือหมายใจบวชว่า เราออกจากอาคาร คือเรือนบวชเป็นบรรพชิตไม่มีเหย้าเรือน. อธิบายว่า จักบวช ก็เพราะเหตุที่กสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น ที่เป็นประโยชน์แก่การครองเรือน ท่านเรียกว่าอคาริยะ และกสิกรรมและพาณิชยกรรมนั้นไม่มีในการบรรพชา.

ฉะนั้น การบรรพชาพึงทราบว่าเป็นอนาคาริยะ ในคำว่า อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย เจเตติ นี้.

บทว่า มาเรน ได้แก่ กิเลสมาร.

บทว่า สงฺคามาย เจเตติ ความว่า ยังความคิดให้เกิดขึ้นเพื่อต้องการรบ คือเตรียมการเพื่อเอาชัยชนะมาร ก็เพราะเหตุที่ แม้เทวบุตรมาร ย่อมพยายามเพื่อ (ทำ) อันตรายแก่บุคคลผู้ปฏิบัติเห็นมานั้น ฉะนั้นพึงทราบอรรถาธิบาย ในบทว่า มาเรน ว่าได้แก่เทวบุตรมารบ้าง ถึงเทวบุตรมารนี้ ก็จักทำการขัดขวางความปรารถนาของผู้ปฏิบัตินั้นเหมือนกัน ก็เริ่มแต่วันบรรพชา หรือปลงผมแล้ว เธอสมาทานศีล รักษาศีลให้บริสุทธิ์ บำเพ็ญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ชื่อว่าสกัดกิเลสมารไว้ด้วยสามารถแห่งตทังคปหานและวิกขัมภนปหานตามสมควร ยังไม่ชื่อว่ารบ เพราะยังไม่มีการประจันบาน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า คิดทำสงครามกับมาร ดังนี้.

บทว่า สตฺตนฺนํ ความว่า โดยหมวดมี ๗ แต่โดยข้อ (ประเภท) โพธิปักขิยธรรมนั้นมี ๓๗ ข้อ คืออะไรบ้าง? คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘. ดังนั้น ว่าโดยประเภท (ข้อ) จึงมี ๓๗ โดยโกฏฐาส (หมวด) จึงมี ๗ เท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สตฺตนฺนํ ดังนี้.

บทว่า โพธิปกฺขิยานํ ความว่า แห่งโพธิปักขิยธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งอริยบุคคล หรือมรรคญาณนั้นเอง ที่ได้นามว่า โพธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุตรัสรู้.

อธิบายว่า ได้แก่ ธรรมที่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งพระโพธิญาณ.

ปาฐะว่า โพธิปกฺขิกานํ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิ หรือประกอบในธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิ.

บทว่า ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต ความว่า ประกอบความเพียรเนืองๆ ในการเจริญอริยมรรค ให้วิปัสสนาเขยิบขึ้น เพราะว่า ในขณะแห่งวิปัสสนาญาณ สติปัฏฐานเป็นต้นชื่อว่าเป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิโดยอ้อม แต่ในขณะแห่งมรรคเท่านั้น สติปัฏฐานเป็นต้นเหล่านั้นจึงชื่อว่าเป็นโพธิปักขิยธรรมโดยตรง.

บทว่า อาสวานํ ขยา ความว่า เพราะสิ้นอาสวะทั้งหมดมีกามาสวะเป็นต้น. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายเมื่อสิ้นไปแล้ว กิเลสแม้ทั้งหมดก็เป็นอันสิ้นไปด้วยเหมือนกัน. ด้วยคำว่า อาสวานํ ขยา นั้น เป็นอันตรัสถึงพระอรหัตด้วย.

บทว่า อนาสวํ ความว่า (เจโตวิมุตติ) ที่เว้นจากอาสวะ ด้วยคำว่า เจโต ในบทว่า เจโตวิมุตฺตึ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล และด้วยคำว่าปัญญาในบทว่า ปญฺญาวิมุตฺตึ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัญญาที่สัมปยุตด้วยอรหัตผลนั้น.

บรรดาเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ๒ อย่างนั้น สมาธิพึงทราบว่าชื่อว่าเจโตวิมุตติ เพราะพ้นจากสาคร ปัญญาพึงทราบว่าชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะพ้นจากอวิชชา.

สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิของอริยสาวกนั้นเป็นสมาธินทรีย์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาของพระอริยสาวกนั้นเป็นปัญญินทรีย์ ด้วยประการฉะนี้แล ภิกษุทั้งหลาย เจโตวิมุตติมีได้เพราะการสำรอกราคะ ปัญญาวิมุตติมีได้เพราะการสำรอกอวิชชา.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๐๒๑

อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญวิมุตฺตึ นี้ ผลของสมถะพึงทราบว่าเป็นเจโตวิมุตติ. ผลของวิปัสสนาพึงทราบว่าเป็นปัญญาวิมุตติ.

บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม ความว่า ในอัตภาพนี้เอง.

บทว่า สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกิตฺวา ความว่า กระทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาอันพิเศษยิ่ ด้วยตนเองนั่นแหละ คือรู้โดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย.

บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหรติ ความว่า ถึงคือให้ถึงพร้อมแล้วอยู่.

บทว่า ตเมว สงฺคามสีสํ อภิวิชิย อชฺฌาวสติ ความว่า ชนะมารแล้ว ครอบครองตำแหน่งแห่งความเป็นใหญ่ คืออรหัตผลสมาบัติ อันเป็นประธานของอริยมรรค กล่าวคือสงครามอันพระอริยสาวกนั้นทำเสร็จแล้ว. อธิบายว่า เข้าสมาบัตินั่นเอง. ก็เสียงของทวยเทพเหล่านี้กระฉ่อนไปในหมู่เทพผู้เห็นความจริงแล้วโดยพิเศษแล้ว พึงทราบว่า ได้แก่ทวยเทพชั้นสุทธาวาส.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.

บทว่า มหนฺตํ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะใหญ่ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.

บทว่า วีตสารทํ ความว่า ปราศจากความครั่นคร้าม คือปราศจากความเก้อเขิน เพราะไม่มีกิเลสที่จะทำให้สะทกสะท้าน.

บทว่า ปุริสาชญฺญ ความว่า ดูก่อนบุรุษผู้สูงสุด ผู้เป็นชาติอาชาไนยในบุรุษทั้งหลาย เหมือนม้าที่เป็นชาติอาชาไนยเป็นต้นในสัตว์ทั้งหลายมีม้าเป็นต้น.

บทว่า ทุชฺชยมชฺฌภู ความว่า ครอบงำ คือยึดครองกองทัพคือกิเลส อันคนส่วนมากก็ไม่สามารถเพื่อจะชนะได้. บางอาจารย์กล่าวว่า อชฺชยิ ดังนี้ก็มี. ความหมายก็คือ เอาชนะไม่ได้.

บทว่า เชตฺวา มจฺจุโน เสนํ วิโมกฺเขน อนาวรํ ความว่า ชนะเสนาแห่งมัจจุคือมาร ผู้ชื่อว่าไม่มีใครกั้นไว้ได้ เพราะชนเหล่าอื่นไม่สามารถที่จะขัดขวาง ทัดทานได้ เพราะเป็นเสนามีจำนวนมาก โดยครอบไว้ได้ทั้ง ๓ โลก และโดยจำแนกออกไปถึงหนึ่งพันห้าร้อยเป็นต้น. เชื่อมความว่า ข้าแต่บุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้ได้ชัยชนะมาร ที่ชนะได้โดยยากดังนี้.

บทว่า อิติ ความว่า ด้วยประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเนื้อความที่ตรัสไว้แล้วนั่นแหละด้วยสามารถแห่งนิคมพจน์ (คำลงท้าย) ว่าเทวดาทั้งหลายย่อมนมัสการพระขีณาสพผู้สมประสงค์นั้น คือผู้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิติ ได้แก่ ด้วยเหตุนี้ ก็เหตุนั้นคืออะไร? คือข้อที่พระอริยบุคคลมีมานัส (อรหัต) อันบรรลุแล้วด้วยการชนะเสนาของนมุจิมาร. อธิบายว่า เทวดาทั้งหลายย่อมนมัสการพระขีณาสพนั้น.

ด้วยเหตุนี้ เมื่อจะทรงแสดงเหตุนั้นโดยผล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตญฺหิ ตสฺส นมสฺสนฺติ เยน มจฺจุวสํ วเช ดังนี้.

บาทพระคาถานั้น มีอธิบายว่า เพราะเหตุที่เทวดาทั้งหลาย แม้แสวงหาอยู่ก็ไม่เห็นเหตุของพระขีณาสพนั้นผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ผู้ประณีต แม้ประมาณเท่าอณู ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านประสบ คือเข้าถึงอำนาจแห่งมัจจุคือความตาย ฉะนั้น วิสุทธิเทพทั้งหลายจึงนมัสการ.

จบอรรถกถาสัททสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา