๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร
๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข อายสฺมโต อุปเสนสฺส วงฺคนฺตปุตฺตสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม สตฺถา จ เม ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สฺวากฺขาเต จมฺหิ ธมฺมวินเย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สพฺรหฺมจาริโน จ เม สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา สีเลสุ จมฺหิ ปริปูริการี สุสมาหิโต จมฺหิ เอกคฺคจิตฺโต อรหา จมฺหิ ขีณาสโว มหิทฺธิโก จมฺหิ มหานุภาโว ภทฺทกํ เม ชีวิตํ ภทฺทกํ มรณนฺติ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมโต อุปเสนสฺส วงฺคนฺตปุตฺตสฺส เจตโส เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ยํ ชีวิตํ น ตปติ มรณนฺเต น โสจติ สเจ ทิฏฺฐปโท ธีโร โสกมชฺเฌ น โสจติ อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ฯ นวมํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทก-*นิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอเราได้ดีแล้วหนอ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เราออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เพื่อนพรหมจรรย์ของเรามีศีล มีธรรมอันงาม เราเป็นผู้กระทำบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแน่วแน่เป็นอันดี เราเป็นพระอรหันตขีณาสพ และเราเป็นผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ชีวิตของเราเจริญ ความตายของเราเจริญ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของท่านพระ-*อุปเสนวังคันตบุตรด้วยพระหฤทัยแล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ชีวิตย่อมไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อน ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศกในที่ สุดแห่งมรณะ ถ้าว่าผู้นั้นมีบทอันเห็นแล้วไซร้ เป็น นักปราชญ์ ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่งสัตว์ผู้มีความ โศก ภิกษุผู้มีภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว มีจิตสงบ มีชาติ- สงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่ ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อุปเสนสูตร ว่าด้วยพระอุปเสนวังคันตบุตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร หลีกเร้นอยู่ในที่สงัดเกิดความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า “เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เรามีพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เรามีเพื่อนพรหมจารีล้วนแต่มีศีลมีกัลยาณธรรม เราบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์แล้ว เรามีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นพระอรหันตขีณาสพ เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ชีวิตของเราชื่อว่ามีความเจริญ ความตายของเราก็ชื่อว่าเป็นความตายดี” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบความคิดคำนึงของท่านพระอุปเสน- วังคันตบุตรด้วยพระทัยแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๑๐. สารีปุตตอุปสมสูตร พุทธอุทาน บุคคลผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่โดยไม่เดือดร้อน ในเวลาจวนจะตายก็ไม่เศร้าโศก ชื่อว่าพบนิพพานแล้ว เป็นปราชญ์ แม้จะอยู่ท่ามกลางคนที่เศร้าโศก ก็ไม่เศร้าโศก ภิกษุผู้ตัดภวตัณหา ได้เด็ดขาด มีจิตสงบ มีชาติสงสาร สิ้นแล้ว เธอย่อมไม่มีภพใหม่ อุปเสนสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. สารีปุตตอุปสมสูตร ว่าด้วยการระงับกิเลสของพระสารีบุตรเถระ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงพิจารณาถึงการระงับกิเลสลงได้หมดสิ้นของตน อยู่ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารีบุตรผู้กำลังนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง พิจารณาถึงการระงับกิเลสได้หมดสิ้นของตนอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า @เชิงอรรถ : @ ภวตัณหา หมายถึงความกำหนัดแห่งจิตที่สหรคตด้วยภวทิฏฐิ (อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๖/๕๗๓)@ ชาติสงสาร ในที่นี้หมายถึงความเกิด (ขุ.อุ.อ. ๓๙/๒๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๕๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตสูตร
อุปเสนวังคันตปุตตสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปเสโน ในบทว่า อุปเสนสฺส นี้ เป็นชื่อของพระเถระนั้น. ก็เพราะท่านเป็นบุตรของท่านวังคันตพราหมณ์ เขาจึงเรียกว่าวังคันตบุตร.
ความพิสดารว่า พระเถระนี้เป็นน้องชายของท่านพระสารีบุตร บวชในพระศาสนา เมื่อยังไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทอุปสมบทได้ ๒ พรรษา เป็นพระอุปัชฌาย์ให้อุปสมบทภิกษุรูปหนึ่งพร้อมกับภิกษุนั้นไปอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ภิกษุนั้นเป็นสัทธิวิหาริกของเธอแล้วทรงติเตียนโดยนัยอันมาในขันธกะว่าดูก่อนโมฆบุรุษ เธอเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากเร็วเกินไป คือการเนื่องด้วยคณะ
เป็นผู้มีใจสลด เหมือนม้าที่ถูกตีด้วยแส้ จึงเกิดอุตสาหะขึ้นว่าแม้ถ้าบัดนี้เราอาศัยบริษัทถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนและก็เพราะอาศัยบริษัทเหมือนกัน จึงได้รับการสรรเสริญดังนี้แล้วจึงสมาทานธุตธรรมทั้งหมดประพฤติเริ่มวิปัสสนา.
ไม่นานนักก็ได้อภิญญา ๖ บรรลุปฏิสัมภิทา เป็นพระมหาขีณาสพให้นิสิตของตนทรงธุดงค์เหมือนกัน พร้อมกับนิสิตเหล่านั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้รับการสรรเสริญจากสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเนื่องด้วยบริษัทโดยนัยที่มาแล้ว ในสันถตสิกขาบทว่า อุปเสน บริษัทนี้ของเธอน่าเลื่อมใสแล จึงทรงสถาปนาไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้มีความเลื่อมใสรอบด้าน คืออุปเสนวังคันตบุตรเป็นเอตทัคคะในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐ รูป ท่านก็จัดเข้าในภายในรูปหนึ่ง.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๙๐
วิ. มหาวิ. เล่ม ๒/ข้อ ๙๑
องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๘
วันหนึ่ง ท่านกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เมื่อพวกอันเตวาสิกไปสู่ที่พักกลางวันของตนๆจึงถือเอาน้ำจากหม้อน้ำล้างเท้าแล้ว ลูบตัวให้เย็นลาดท่อนหนัง แล้วนั่งพักผ่อนกลางวัน นึกถึงคุณความดีของตน. พวกนิสิตของท่านหลายร้อยหลายพันรูปช่วยกันบำรุงท่านไม่ขาดสาย. ท่านส่งมนสิการมุ่งตรงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อันดับแรกคุณความดีของสาวกเรายังมีประมาณถึงเพียงนี้พระคุณของพระศาสดาของเราจะเป็นเช่นไรหนอ. พวกนิสิตเหล่านั้น หลายพันโกฏิ พากันบำรุงท่านตามสมควรแก่พลังญาณ.
ท่านระลึกถึงพระคุณของพระศาสดา อันเหมาะสมแก่ภาวะที่ปรากฏแจ่มแจ้ง โดยนัยมีอาทิว่าพระศาสดาของเราทรงมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ และโดยนัยมีอาทิว่า แม้เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ
แต่นั้นจึงระลึกถึงคุณของพระธรรมโดยนัยมีอาทิว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว และคุณของพระอริยสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่าพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เมื่อคุณของพระรัตนตรัยปรากฏแจ่มแจ้งด้วยอาการอย่างนี้พระมหาเถระจึงมีใจชื่นชมเบิกบาน นั่งเสวยปิติและโสมนัสอันโอฬาร มีโวการมีอาการเป็นอเนก. เพื่อจะแสดงถึงเนื้อความนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรอยู่ในที่ลับ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโหคตสฺส แปลว่า อยู่ในที่ลับ. บทว่า ปฏิสลฺลีนสฺส ได้แก่ เป็นผู้โดดเดี่ยว. บทว่า เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ความว่า ความวิตกแห่งจิต ซึ่งมีอาการที่จะกล่าวในบัดนี้เกิดขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ลาภา วต เม ความว่า ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า การมีศรัทธา และการบรรลุมรรคผลเป็นต้นเหล่านั้นจัดเป็นลาภของเราอันน่าอัศจรรย์จริงหนอ. บทว่า สุลทฺธํ วต เม ความว่า การบรรพชาอุปสมบทและการเข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัยเป็นต้น เราได้แล้วในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น เราได้ดีแล้วจริงเชียวหนอ. ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้น โดยนัยมีอาทิว่า สตฺถา จ เม ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สตฺถา วต เม เป็นต้นนั้น ชื่อว่า สตฺถา เพราะพร่ำสอนเหล่าสัตว์ตามสมควรด้วยประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ในภพหน้า และปรมัตถประโยชน์. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุมีความเป็นผู้มีภาคยธรรมเป็นต้น. ชื่อว่า อรหํ (พระอรหันต์) เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย ๑ เพราะกำจัดซี่กำแห่งสังสารจักร ๑เพราะกำจัดข้าศึกคือกิเลส ๑ เพราะเป็นผู้สมควรแก่สักการะมีปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะไม่มีที่ลับในการทำบาป ๑. ชื่อว่า สัมมาสัมพุทธ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง. ในข้อนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารควรค้นดูในพุทธานุสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเถิด.
บทว่า สฺวากฺขาเต แปลว่า ตรัสดีแล้ว คือตรัสให้นำสัตว์ออกจากทุกข์โดยส่วนเดียว. บทว่า ธมฺมวินเย ได้แก่ ปาพจน์. จริงอยู่ ปาพจน์นั้น ท่านเรียกว่า ธรรมวินัย เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติตามที่พร่ำสอน จากการตกไปในสังสารทุกข์และเพราะกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า สพฺรหฺมจาริโน ความว่า ชื่อว่า สพรหมจารี เพราะประพฤติ คือปฏิบัติสม่ำเสมอ ซึ่งพระศาสนาคือพรหม เพราะอรรถว่าประเสริฐ ได้แก่อริยมรรคสัจจะของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้มีศีล คือศีลในมรรคและศีลในผล. บทว่า กลฺยาณธมฺมา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกัลยาณธรรม เพราะมีธรรมอันงาม คือดีเช่น สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะเป็นต้น. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติอันดีแก่พระสงฆ์.
ด้วยบทว่า สีเลสุ จมฺหิ ปริปูริการี นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้เราบวชแล้ว ก็มิได้กล่าวติรัจฉานกถาเป็นผู้มากไปด้วยความเพียรอันมั่นคงอยู่ โดยที่แท้ เราบำเพ็ญศีลทั้ง ๔ มีปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น ไม่ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อย ให้เป็นไท ให้เป็นศีลอันวิญญูชนสรรเสริญ ให้เป็นศีลอันตัณหาและทิฎฐิแตะต้องไม่ได้ ให้บรรลุเฉพาะอริยมรรคเท่านั้น. ด้วยคำนี้ทรงแสดงถึงความเพียบพร้อมด้วยอริยผลทั้งสองเบื้องต่ำของพระองค์. จริง พระโสดาบันและพระสกทาคามี เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย.
บทว่า สุสมาหิโต จมฺหิ เอกคฺคจิตฺโต ความว่า เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิต่างโดยอุปจารและอัปปนา และเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน แม้โดยประการทั้งปวง. ด้วยคำคือความเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธินี้ ทรงแสดงถึงความเพียบพร้อมด้วยอริยผลที่ ๓ ของพระองค์. จริงอยู่ พระอนาคามีเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ.
บทว่า อรหา จมฺหิ ขีณาสโว ความว่า เราเป็นผู้ชื่อว่าขีณาสพ เพราะอาสวะมีกามาสวะเป็นต้น สิ้นไปโดยประการทั้งปวงเพราะเหตุนั้นนั่นแล เราจึงเป็นผู้ชื่อว่าสิ้นกิเลสเครื่องพยุงสัตว์ไว้ในภพและชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงความที่พระองค์ทรงกระทำกรณียกิจเสร็จแล้ว.
บทว่า มหิทฺธิโก จมฺหิ มหานุภาโว ความว่า เราชื่อว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยความเป็นผู้มีความชำนาญมากในฤทธิ์มีการอธิฏฐานและมีการกระทำให้เป็นต่างๆ เป็นต้นและชื่อว่ามีอานุภาพมาก เพราะเพียบพร้อมด้วยบุญญานุภาพ และคุณานุภาพอันโอฬาร. ด้วยคำนี้ พระองค์ทรงแสดงถึงการประกอบด้วยโลกิยอภิญญา และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ของพระองค์.
จริงอยู่ พระสาวกชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะเป็นผู้ชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก เพราะยังสิ่งตามที่ตนปรารถนาให้สำเร็จ และชื่อว่ามีอานุภาพมาก เพราะชำระสันดานให้หมดจด ด้วยอุปนิสัยสมบัติในปางก่อน และด้วยวิหารสมาบัติต่างๆ แล.
บทว่า ภทฺทกํ เม ชีวิตํ ความว่า กายนี้ของเราผู้ประกอบคุณมีศีลอย่างนี้เป็นต้น ยังทรงอยู่เพียงใด ประโยชน์สุขนั่นแล ก็ยังเจริญอยู่แก่หมู่สัตว์เพียงนั้น ถึงชีวิตของเรา ก็ชื่อว่าเจริญ คือดีงาม เพราะว่าเป็นบุญเขต.
ด้วยบทว่า ภทฺทกํ มรณํ นี้ พระองค์ทรงแสดงถึงความเป็นผู้คงที่ ในอรรถทั้ง ๒ ว่า ก็ถ้าเบญจขันธ์นี้จะดับไปในวันนี้ หรือในขณะนี้แหละ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น แม้มรณะ คือปรินิพพานอันหาปฏิสนธิมิได้ของเรานั้น ก็จัดเป็นความดี. ดังนั้น พระมหาเถระจึงตรึกถึงความที่ตนมีโสมนัสอย่างโอฬาร ด้วยความนับถือมากในธรรม และด้วยการเสวยปีติอันเกิดแต่ธรรมเพราะตนยังละความหนาไปด้วยความเย่อหยิ่งในโสมนัสไม่ได้.
พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั้นแล ทรงทราบเรื่องนั้นด้วยพระสัพพัญญุตญาณจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันประกาศความเป็นผู้คงที่ของท่านทั้งในชีวิต และมรณะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ภควา ฯเปฯ อุทาเนสิ ดังนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ชีวิตํ น ตปติ ความว่า ชีวิตย่อมทำบุคคลผู้เป็นพระขีณาสพ ไม่ให้เดือดร้อนคือไม่ให้ลำบากเพราะความเกิดขึ้นแห่งขันธ์ต่อไป ไม่มีโดยประการทั้งปวง. อีกอย่างหนึ่ง ชีวิตที่เป็นปัจจุบันนั่นแล ย่อมไม่เบียดเบียน เพราะประกอบด้วยสติสัมปชัญญะในที่ทุกสถานเหตุถึงความไพบูลย์ด้วยสติปัญญา เพราะชีวิตนั้นเป็นสังขตธรรมโดยประการทั้งปวง.
จริงอยู่ อันธปุถุชนผู้คบหาคนชั่ว มากไปด้วยอโยนิโสมนสิการ ไม่บำเพ็ญกุศล ไม่บำเพ็ญบุญย่อมเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนมีอาทิว่า เราไม่ได้ทำกรรมดีไว้หนอ เพราะเหตุนั้นชีวิตของเขาจึงทำให้เขาเดือดร้อน. ฝ่ายบุคคลนอกนี้ ผู้ไม่ทำบาป ทำแต่บุญ หรือพระเสขบุคคล ๗ จำพวกกับกัลยาณปุถุชนย่อมไม่เดือดร้อน ด้วยความเดือดร้อนในภายหลัง เพราะเว้นจากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนและเพราะประกอบด้วยธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน เพราะเหตุนั้น ชีวิตของเขาเหล่านั้น จึงไม่เดือดร้อน. ส่วนในพระขีณาสพ ไม่จำต้องกล่าวถึงเลย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแต่งอรรถวรรณนา ด้วยอำนาจปวัตติทุกข์.
บทว่า มรณนฺเต น โสจติ ความว่า ในที่สุด คือในที่สุดรอบ กล่าวคือมรณะ หรือในเวลาใกล้จะตายเขาย่อมไม่เศร้าโศก เพราะถอนความโศกขึ้นได้ด้วยอนาคามิมรรคนั้นเอง.
บทว่า สเว ทิฏฺฐปโท ธีโร โสกมชฺเฌ น โสจติ ความว่า เขาชื่อว่าเห็นบทเพราะเห็นบทธรรม ๔ มีอนภิชฌาเป็นต้น หรือเห็นพระนิพพานนั่นเอง ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ คือพระขีณาสพ เพราะเพียบพร้อมด้วยปัญญาแม้ตั้งอยู่ในท่ามกลางแห่งสัตว์ ผู้ยังไม่ปราศจากราคะ อันได้นามว่าโสกะ เพราะมีความโศกเป็นธรรมหรือในท่ามกลางแห่งโลกธรรมอันเป็นเหตุแห่งความโศก ย่อมไม่เศร้าโศก.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงความที่ภิกษุนั้นไม่มีเหตุแห่งความโศกโดยประการทั้งปวง จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส ดังนี้.
ในคำว่า อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ภวตัณหาอันผู้ใดตัดขาดแล้วโดยประการทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ผู้นั้นชื่อว่ามีภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว. ภิกษุนั้น คือภิกษุผู้ขีณาสพ ชื่อว่าผู้มีจิตสงบ เพราะสงบกิเลสที่เหลือได้เด็ดขาด.
บทว่า วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร ความว่า สงสารมีความเกิดเป็นต้น ซึ่งมีลักษณะดังกล่าวแล้วว่าลำดับแห่งขันธ์ธาตุและอายตนะ เป็นไปไม่ขาด
สาย ท่านเรียกว่า สงสาร ดังนี้สิ้นแล้วโดยพิเศษ.
เพราะเหตุไร?
เพราะภพใหม่ของภิกษุนั้นไม่มี อธิบายว่า เพราะเหตุที่พระอริยบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ไม่เกิดอีกต่อไป ฉะนั้นสงสารคือความเกิดของท่าน จึงสิ้นไป.
ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่เกิดอีก? ควรพูดอีกว่า เพราะท่านตัดภวตัณหาได้เด็ดขาด และเป็นผู้มีจิตสงบ. อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบความว่า สงสารคือชาติสิ้นแล้ว เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึงไม่เกิดอีก.
จบอรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------