อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๖๓

๕. โลกสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๓1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. โลกสูตร

ข้อ ๒๖๓

๕ ตโยเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ กตเม ตโย {๒๖๓.๑} ๑ อิธ ภิกฺขเว ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ปุคฺคโล โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ {๒๖๓.๒} ๒ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ตสฺเสว สตฺถุโน สาวโก อรหํ โหติ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสํโยชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ อยมฺปิ ภิกฺขเว ทุติโย ปุคฺคโล โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ {๒๖๓.๓} ๓ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ตสฺเสว สตฺถุโน สาวโก เสกฺโข โหติ ปาฏิปโท พหุสฺสุโต สีลวตูปปนฺโน โสปิ ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ อยมฺปิ ภิกฺขเว ตติโย ปุคฺคโล โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ สตฺถา หิ โลเก ปฐโม มเหสี ตสฺสนฺวโย สาวโก ภาวิตตฺโต อถาปโร ปาฏิปโทปิ เสกฺโข พหุสฺสุโต สีลวตูปปนฺโน ฯ เอเต ตโย เทวมนุสฺสเสฏฺฐา ปภงฺกรา ธมฺมมุทีริยนฺตา อปาปุรนฺติ อมตสฺส ทฺวารํ โยคา ปโมจนฺติ พหุชนํ เต ฯ เย สตฺถวาเหน อนุตฺตเรน สุเทสิตํ มคฺคมนุกฺกมนฺติ อิเธว ทุกฺขสฺส กโรนฺติ อนฺตํ เย อปฺปมตฺตา สุคตสฺส สาสเนติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระตถาคตพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ ๑ นี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ อีกประการหนึ่ง พระสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้นแหละเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้วมีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ สาวกนั้นแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้บุคคลที่ ๒ นี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลกย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ อีกประการหนึ่ง พระสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้นแหละ ยังเป็นผู้ศึกษาปฏิบัติอยู่ มีพระปริยัติธรรมสดับมามาก ประกอบด้วยศีลและวัตร แม้พระสาวกนั้นก็แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลที่ ๓ นี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลก อุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ พระศาสดาแล ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เป็นบุคคลที่ ๑ ในโลก พระสาวกผู้เกิดตามพระศาสดานั้น ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ต่อมาพระสาวกอื่นอีกแม้ยังศึกษาปฏิบัติอยู่ ได้สดับมามาก ประกอบด้วยศีลและวัตร บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น เป็นผู้ ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ บุคคล ๓ จำพวกเหล่า นั้น ส่องแสงสว่าง แสดงธรรมอยู่ ย่อมเปิดประตูแห่ง อมตนิพพาน ย่อมช่วยปลดเปลื้องชนเป็นอันมากจากโยคะ ชนทั้งหลายผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคที่พระศาสดาผู้นำพวก ผู้ ยอดเยี่ยมทรงแสดงดีแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนา ของพระสุคต ย่อมกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้ ได้แท้ ฯ จบสูตรที่ ๕

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. พหุชนหิตสูตร ว่าด้วยบุคคลเกื้อกูลชาวโลก

ข้อ ๘๔

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวก คือ ๑. พระตถาคตเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วย พระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค ตถาคตพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความ งามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ @เชิงอรรถ : @ โลก มี ๓ คือ (๑) สัตวโลก โลกคือหมู่สัตว์ (๒) สังขารโลก โลกคือสังขาร (ขันธ์ ๕) (๓) โอกาสโลก@โลกคือแผ่นดิน ในที่นี้หมายถึงสัตวโลก (ขุ.อิติ.อ. ๘๔/๒๙๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๕. พหุชนหิตสูตร พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน นี้คือบุคคล จำพวกที่ ๑ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๒. สาวกของพระตถาคตศาสดาพระองค์นั้นนั่นเอง เป็นพระอรหันต- ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระ ได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ สาวกนั้นแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน นี้คือบุคคล จำพวกที่ ๒ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คน หมู่มาก เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๓. สาวกของพระตถาคตศาสดาพระองค์นั้นนั่นเอง ยังเป็นพระเสขะ กำลังปฏิบัติอยู่ เป็นพหูสูต ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตร แม้สาวกนั้น ก็แสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมี ความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน นี้คือบุคคลจำพวกที่ ๓ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้น ในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่คน หมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๕. พหุชนหิตสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า พระศาสดาผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ จัดเป็นบุคคลจำพวกที่ ๑ ในโลก พระสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระศาสดาพระองค์นั้น ผู้อบรมตนแล้ว จัดเป็นบุคคลจำพวกที่ ๒ พระสาวกอื่นๆ นอกจากนั้น ผู้ยังเป็นพระเสขะ กำลังปฏิบัติอยู่ เป็นพหูสูต ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตร จัดเป็นบุคคลจำพวกที่ ๓ บุคคล ๓ จำพวกนี้เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ส่องแสงสว่าง เผยแผ่สัจธรรมอยู่ ย่อมเปิดประตูเข้าสู่นิพพาน ท่านเหล่านั้นช่วยปลดเปลื้องชนจำนวนมากออกจากโยคะ ชนทั้งหลายผู้ปฏิบัติตามอริยมรรค ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงนำหมู่เวไนยชนออกจากภพ ผู้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนธรรมของพระสุคต ย่อมทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้ได้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล พหุชนหิตสูตรที่ ๕ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาโลกสูตร

ในโลกสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

โลกในบทว่า โลเก นี้ มี ๓ คือ สัตวโลก ๑ สังขารโลก ๑ โอกาสโลก ๑.

ในโลกทั้ง ๓ นั้น หมู่สัตว์ทั้งหลายที่เนื่องด้วยอินทรีย์ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งการสืบต่อแห่งรูปธรรม อรูปธรรม และทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม ชื่อว่าสัตวโลก. โลกที่แยกประเภทออกไปเป็น พื้นดินและภูเขาเป็นต้น ชื่อว่าโอกาสโลก. ขันธ์ทั้งหลายในโลกทั้งสอง ชื่อว่าสังขารโลก.

ในโลกทั้ง ๓ นั้น ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาสัตวโลก. เพราะฉะนั้น บทว่า โลเก จึงได้แก่สัตวโลก.

แม้ในโลกเหล่านั้น บุคคล ๓ ประเภทไม่อุบัติในเทวโลก ไม่อุบัติในพรหมโลก (แต่) อุบัติในมนุษยโลก. ถึงในมนุษยโลกก็ไม่อุบัติในจักรวาลอื่น อุบัติขึ้นในจักรวาลนี้เท่านั้น ถึงแม้ในจักรวาลนี้ ก็ไม่อุบัติขึ้นในที่ทั่วไปพระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในมัชฌิมประเทศ (ที่มีอาณาเขต) ยาว ๓๐๐ โยชน์ กว้าง ๒๕๐ โยชน์ รอบด้าน ๙๐๐ โยชน์ ที่กำหนดไว้อย่างนี้ คือด้านทิศบูรพามีนิคมชื่อกชังคละ ถัดจากนั้นไปมีบ้าน ชื่อว่ามหาสารคาม ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ด้านทิศอีสานมีแม่น้ำชื่อว่าสัลลวดี ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ด้านทักษิณมีนิคมชื่อว่าเสตกัณณะ ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ. ด้านทิศเหนือมีภูเขาชื่อว่าอุสีรธชะ ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ.

มิใช่แต่พระตถาคตเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาเถระ พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา พระเจ้าจักรพรรดิ และพราหมณ์คฤหบดีผู้มีหลักฐาน ย่อมบังเกิดในมัชฌิมประเทศนี้เหมือนกัน.

____________________________

วิ. มหา. ๕/๒๓

ก็ในพระสูตรนี้ได้นัยนี้ในตถาคตวาระอย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งสัพพัตถกนัย ในพระสูตรนอกนี้ ได้นัยด้วยสามารถแห่งเอกเทศนัย.

ก็แม้คำทั้งสองว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ เป็นคำที่กล่าวให้แปลกไปเท่านั้น พึงทราบอรรถาธิบายในคำนี้อย่างนี้ว่า บุคคล ๓ ประเภทเมื่อเกิด ย่อมเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน มิใช่เกิดขึ้นด้วยเหตุอื่น เพราะในคำว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ ใครๆ ไม่สามารถจะเปลี่ยน (ห้าม) ลักษณะแห่งศัพท์แบบนี้โดยเป็นลักษณะแห่งศัพท์แบบอื่นไปได้.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลประเภทนั้น ชื่อว่าจะอุบัติ ชื่อว่ากำลังอุบัติ ชื่อว่าอุบัติแล้ว เพราะฉะนั้น พึงทราบความแตกต่างแห่งกาล ดังนี้.

พระตถาคตเจ้า เมื่อทรงบำเพ็ญมหาภินิหาร ทรงแสวงหาพุทธการกธรรม ทรงบำเพ็ญบารมี ทรงบริจาคมหาบริจาคทั้ง ๕ ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยา ยังโลกัตถจริยา พุทธัตถจริยาให้ถึงที่สุดแล้วบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย สถิตอยู่ในดุสิตพิภพ จุติจากดุสิตพิภพนั้นแล้ว ทรงถือปฏิสนธิในภพสุดท้าย ประทับอยู่ท่ามกลางเรือน เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญความเพียรอย่างใหญ่หลวงมีพระญาณแก่กล้าเสด็จขึ้นสู่โพธิมณฑล ทรงกำจัดมารและพลแห่งมาร ในปฐมยามทรงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยมาในก่อน ในมัชฌิมยามทรงชำระทิพยจักษุ ในปัจฉิมยามทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจสมุปบาททรงพิจารณาสังขารทั้งปวงโดยอเนกประการ ทรงแทงตลอดโสดาปัตติมรรคจนถึงกระทำให้แจ้งพระอนาคามิผล ชื่อว่าจะอุบัติ ในขณะแห่งอรหัตมรรคจิต ชื่อว่ากำลังอุบัติ แต่ในขณะแห่งอรหัตผลจิต ชื่อว่าเสด็จอุบัติแล้ว.

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีกิจคือการยังอิทธิวิธีญาณเป็นต้นให้เกิดขึ้นตามลำดับ เหมือนพระสาวกทั้งหลาย แต่ว่าประมวล (กอง) พระพุทธคุณแม้ทั้งหมด ชื่อว่าหลั่งไหลมาแล้ว พร้อมด้วยอรหัตมรรคนั่นเอง เพราะฉะนั้น บุคคลทั้ง ๓ ประเภทเหล่านั้น จึงชื่อว่า อุบัติขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผลจิต เพราะกิจทุกอย่างบังเกิดแล้ว.

ในพระสูตรนี้ ตรัสว่า อุปฺปชฺชติ ทรงหมายถึงขณะแห่งอรหัตผลจิต. นี้เป็นอรรถาธิบายในคำว่า อุปฺปนฺโน โหติ นี้.

ถึงพระสาวกผู้ขีณาสพสร้างสมบุญสมภารที่เป็นเหตุแห่งสาวกโพธิญาณ บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอันเป็นบุรพประโยค บุรพจริยา บังเกิดในภพสุดท้าย รู้เดียงสาตามลำดับแล้ว เห็นโทษในสงสาร ตั้งใจบรรพชายังบรรพชาให้ถึงสุดยอด บำเพ็ญศีลาทิคุณเป็นต้นอยู่ ประพฤติสมาทานธุดงคธรรม หมั่นประกอบความเพียรเครื่องตื่น ยังญาณทั้งหลายให้เกิดแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา แม้เมื่อบรรลุซึ่งมรรคเบื้องต่ำ ชื่อว่าจะอุบัติ ในขณะแห่งอรหัตมรรคจิต จึงจะชื่อว่ากำลังอุบัติ แต่ในขณะแห่งอรหัตผลจิต ชื่อว่าอุบัติแล้ว.

ส่วนพระเสกขะตั้งแต่บุรพูปนิสัยจนถึงโคตรภูญาณ ชื่อว่าจะอุบัติ. ในขณะแห่งปฐมมรรคจิต ชื่อว่ากำลังอุบัติ. จำเดิมแต่ขณะแห่งปฐมผล ชื่อว่าอุบัติแล้ว.

ด้วยคำเพียงเท่านี้เป็นอันข้าพเจ้ากล่าวเนื้อความแห่งบททั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ เมื่อจะอุบัติย่อมอุบัติขึ้นในโลกดังนี้ ไว้สมบูรณ์แล้ว.

บัดนี้ ข้าพเจ้าจะวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า พหุชนหิตาย ต่อไป.

บทว่า พหุชนหิตาย ความว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน.

บทว่า พหุชนสุขาย ความว่า เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน.

บทว่า โลกานุกมฺปาย ความว่า อาศัยความอนุเคราะห์สัตวโลก.

ถามว่า สัตวโลก ประเภทไหน?

ตอบว่า ประเภทที่สดับพระธรรมเทศนาของพระตถาคตเจ้าแล้ว แทงตลอดธรรมดื่มน้ำอมฤต.

พรหม ๑๘ โกฏิมีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุข แทงตลอดธรรมด้วยการแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แทงตลอดธรรมจนถึงการทรงแนะนำสุภัททปริพาชก (ให้ได้บรรลุ) ด้วยอาการอย่างนี้ นับไม่ถ้วน.

สัตว์ที่ได้บรรลุธัมมาภิสมัยในฐานะทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ ในเวลาทรงแสดงมหาสมยสูตร ในเวลาทรงแสดงมงคลสูตร จูฬราหุโลวาทสูตร และสมจิตตสูตร ไม่มีกำหนดจำนวน ทั้งนี้ก็ด้วยความอนุเคราะห์สัตวโลกหาประมาณมิได้นั้น. การบังเกิดขึ้นแห่งพระอรหันตสาวกและพระเสขบุคคล ก็เพื่อจะอนุเคราะห์สัตวโลก พึงทราบอรรถาธิบายเช่นนี้ ด้วยสามารถแห่งสัตว์ผู้บรรลุปฏิเวธด้วยเทศนาที่พระธรรมเสนาบดีเป็นต้น และพระเถระทั้งหลายผู้เป็นคลังแห่งพระธรรมแสดงแล้วบ้างด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้แทงตลอดด้วยเทศนาที่พระมหินทเถระเป็นต้นแสดงแล้วในกาลต่อมาบ้าง ด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยคำสอน ดำรงอยู่ในทางแห่งสวรรค์และพระนิพพาน ในอนาคตกาลจนถึงวันนี้ คือต่อแต่นี้ไป.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พหุชนหิตาย ความว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก. อธิบายว่า ทรงชี้หิตสุขทั้งที่เป็นปัจจุบันและสัมปรายิกภพแก่ชนเหล่านั้น ด้วยพระปัญญาสมบัติ.

บทว่า พหุชนสุขาย ความว่า เพื่อประโยชน์สุขแก่คนเป็นอันมาก. อธิบายว่า ทรงมอบให้ซึ่งอุปกรณ์แห่งความสุขด้วยจาคสมบัติ.

บทว่า โลกานุกมฺปาย ความว่า เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่สัตวโลก. อธิบายว่า อันชาวโลกได้รับการรักษาคุ้มครองดุจมารดาบิดา ด้วยเมตตาสมบัติและกรุณาสมบัติ.

บทว่า อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ความว่า ในพระสูตรนี้ วาระแรกทรงแสดงการอุบัติขึ้นแห่งพระตถาคตเจ้า เพื่อการบรรลุนิพพาน มรรคและผลแห่งสัตวโลกเหล่านั้นโดยถือเอาเวไนยสัตว์ ที่เป็นภัพพบุคคลนั่นแหละ ด้วยเทวศัพท์และมนุสฺสศัพท์ แต่ในวาระที่ ๒ และที่ ๓ คำว่า อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ พึงประกอบด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ แลพระเสกขบุคคล

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อตฺถาย นี้มีพุทธาธิบายว่า เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือเพื่อพระนิพพาน ด้วยบทว่า หิตาย มีอธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่มรรคที่จะให้สำเร็จพระนิพพานนั้น.

จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าประโยชน์เกื้อกูลที่จะยิ่งไปกว่ามรรคที่เป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพานนั้น เป็นไม่มี ด้วยบทว่า สุขาย มีพุทธาธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่ผลสมาบัติ เพราะไม่มีความสุข (อื่น) ที่จะยิ่งไปกว่าผลสมาบัตินั้น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า สมาธินี้เป็นทั้งความสุขในปัจจุบันและเป็นทั้งมีสุขเป็นผล ในกาลต่อไป.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๑๘ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๗ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๓๔

เนื้อความแห่งบททั้งหลาย มีอาทิว่า ตถาคโต ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ดังต่อไปนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสมบูรณ์ คือประกอบด้วยวิชชา ๓ ตามนัยที่มาแล้วในภยเภรวสูตรบ้างวิชชา ๖ มาแล้วด้วยสามารถแห่งอภิญญา ๖ บ้าง วิชชา ๘ มาแล้วในอัมพัฏฐสูตรบ้าง และจรณธรรม ๑๕ ประการมีศีลสังวรเป็นต้นไม่สาธารณะทั่วไปแก่สาวกอื่นเพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุคโต เพราะเสด็จไปงดงามบ้าง เพราะเสด็จไปสู่ที่ดีบ้าง เพราะเสด็จไปโดยชอบบ้าง เพราะตรัสโดยชอบบ้างทรงพระนามว่า โลกวิทู เพราะทรงรู้แจ้งโลกโดยประการทั้งปวง. ทรงพระนามว่า อนุตฺตโร เพราะไม่มีผู้ยอดเยี่ยมกว่า. ทรงพระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะยังบุรุษที่ควรฝึก คือบุรุษที่เป็นเวไนยสัตว์ให้ระลึกได้ ได้แก่ทรงแนะนำ. ทรงพระนามว่า สตฺถา เพราะทรงพร่ำสอนตามสมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์. ทรงพระนามว่า พุทฺโธ เพราะตรัสรู้ด้วยพระญาณที่เกิดขึ้นเองโดยอาการทั้งปวง เพื่อเวไนยสัตว์ทั้งมวล.

นี้เป็นความสังเขป ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นต้นนี้.

ส่วนความพิสดารควรถือเอาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

บทว่า โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิ ฯเปฯ ปริโยสานกลฺยาณํ

ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงสละวิเวกสุขอันยอดเยี่ยม ทรงแสดงธรรม. ก็แลเมื่อทรงแสดงธรรมนั้น น้อยก็ตาม มากก็ตาม ชื่อว่าทรงแสดงธรรม มีความงามในเบื้องต้น เป็นอาทิประการเดียว

ข้อนี้อย่างไร?

คือ แม้พระคาถาๆ เดียวก็ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นด้วยบาทแรก ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางด้วยบาทที่สองและบาทที่สาม. ชื่อว่ามีงามในที่สุดด้วยบาทสุดท้าย เพราะมีธรรมสละสลวยไปทุกขั้นตอน.

พระสูตรตอนเดียวชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยนิทาน (คำเริ่มต้น). ชื่อว่างามในปริโยสานด้วยคำนิคม (คำลงท้าย). ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยคำที่เหลือ.

พระสูตรมีอนุสนธิต่างๆ กัน (หลายตอน) ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิต้น ชื่อว่างามในปริโยสานด้วยอนุสนธิปลาย ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยอนุสนธิที่เหลือ.

อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมแม้ทั้งสิ้น ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นประโยชน์ของตน ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยสมถวิปัสสนามรรคและผล ชื่อว่างามในปริโยสานด้วยพระนิพพาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยศีลและสมาธิ ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยวิปัสสนาและมรรค ชื่อว่างามในที่สุดด้วยพระนิพพาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้น เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ชื่อว่างามในท่ามกลาง เพราะพระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว ชื่อว่างามในปริโยสาน เพราะความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้นด้วยอภิสัมโพธิญาณ ชื่อว่างามในท่ามกลางด้วยปัจเจกโพธิญาณ ชื่อว่างามในที่สุดด้วยสาวกโพธิญาณที่ผู้ปฏิบัติจะพึงได้บรรลุ เพราะฟังแล้วก็เป็นอย่างนั้น และพระธรรมนี้ที่บุคคลฟังอยู่ ย่อมนำความดีนั้นแหละมาให้แม้ด้วยการฟัง เพราะข่มนิวรณ์ใด. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่างามในเบื้องต้น เมื่อปฏิบัติอยู่ย่อมนำความสุขนั้นแหละมาให้โดยแท้แม้ด้วยการปฏิบัติ เพราะนำความสุขอันเกิดแต่สมถะและวิปัสสนามาให้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่างามในท่ามกลาง และผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เมื่อผลแห่งการปฏิบัติเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมนำความงามนั่นแหละมาให้ แม้ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ เพราะนำความเป็นผู้คงที่มาให้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ามีความงามในปริโยสาน.

อนึ่ง สารธรรมนั้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นด้วยความบริสุทธิ์แห่งแดนเกิด เพราะเป็นแดนเกิดแห่งที่พึ่ง. ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางด้วยความบริสุทธิ์แห่งประโยชน์. ชื่อว่ามีความงามในปริโยสานด้วยความบริสุทธิ์แห่งกิจ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิ ฯเปฯ ปริโยสานกลฺยาณํ ดังนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมอันใด ย่อมทรงประกาศศาสนพรหมจรรย์และมรรคพรหมจรรย์ ทรงแสดงโดยนัยต่างๆ กัน พรหมจรรย์นั้นชื่อว่า สาตฺถํ เพราะสมบูรณ์ด้วยอรรถชื่อว่า สพยญชนํ เพราะสมบูรณ์ด้วยพยัญชนะตามฐานานุรูป ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะประกอบไปด้วยสังกาส (ทำให้รู้ชัด) ประกาศ การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่าย บัญญัติ และอรรถบทชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะสมบูรณ์ด้วยอักขระ บท พยัญชนะ อาการ นิรุกติและนิเทศ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะเป็นของลึกซึ้งโดยอรรถ และลึกซึ้งโดยการแทงตลอด ชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะเป็นของลึกซึ้งโดยธรรม และลึกซึ้งโดยเทศนา.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะเป็นวิสัยแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา ชื่อว่า สพยญชนํ เพราะเป็นวิสัยของ ธรรมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา.

พรหมจรรย์ ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของปริกขกชน (ปัญญาชน) เพราะเป็นสิ่งอันบัณฑิตพึงซ่องเสพ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สาตฺถํ พรหมจรรย์เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของโลกิยชน เพราะเป็นสิ่งที่ควรเชื่อถือ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สพฺยญฺชนํ

ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะมีคำอธิบายลึกซึ้ง. ชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะมีบทตื้น.

พรหมจรรย์ ชื่อว่า เกวลปริปุณฺณํ เพราะบริบูรณ์ไปทั้งหมด เหตุไม่มีข้อที่จะต้องนำเข้าไปเพิ่มเติม. ชื่อว่า ปริสุทฺธํ เพราะไม่มีโทษ เหตุไม่มีสิ่งที่จะต้องนำออกไป.

อีกอย่างหนึ่ง พรหมจรรย์ ชื่อว่า สาตฺถํ เพราะมีความช่ำชองอันบุคคลพึงบรรลุได้ด้วยการปฏิบัติ. ชื่อว่า สพฺยญฺชนํ เพราะมีความฉลาดในอธิบายด้วยปริยัติ. ชื่อว่า ปริปุณฺณํ เพราะบริบูรณ์ไปด้วยธรรมขันธ์ทั้ง ๕ มีศีลเป็นต้น. ชื่อว่า ปริสุทฺธํ เพราะปราศจากอุปกิเลส เพราะประพฤติเพื่อรื้อถอนกิเลส และเพราะไม่มุ่งโลกามิส. ชื่อว่าพรหมจรรย์ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติกำหนดด้วยสิกขา ๓ เพราะผู้เป็นพรหม คือผู้ประเสริฐที่สุด จะต้องประพฤติและเป็นจริยาของผู้เป็นพรหมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ ฯเปฯ ปกาเสติ ดังนี้.

บทว่า ปฐโม ได้แก่ บุคคลผู้ชื่อว่า ที่ ๑ เพราะเป็นไปตามลำดับแห่งการนับ และเพราะเป็นผู้สูงกว่าชาวโลกทั้งปวง.

บทว่า ตสฺเสว สตฺถุ สาวโก ได้แก่ พระสงฆ์เช่นกับพระธรรมเสนาบดีผู้เกิดแล้วในที่สุดแห่งการฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระคุณตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ มิใช่เป็นสาวกของพระศาสดา ด้วยเหตุแห่งการปฏิญญาเหมือนพระปูรณกัสสปเป็นต้น.

บทว่า ปาฏิปโท ความว่า ชื่อว่าปาฏิบท เพราะเกิด คือเป็นโดยอริยชาติ ด้วยอริยมรรคอันกล่าวถึงข้อปฏิบัติ. อธิบายว่า มีกิจด้วยการปฏิบัติยังไม่สำเร็จ คือกำลังปฏิบัติอยู่.

พระอริยบุคคล ชื่อว่า พหุสฺสุโต เพราะมีปริยัติธรรม มีสุตะและเคยยะเป็นต้นอันสดับแล้วมาก.

ชื่อว่า สีลวตูปปนฺโน เพราะเข้าถึง คือสมบูรณ์ ได้แก่ประกอบไปด้วยศีลมีปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น และด้วยธุดงควัตรมีการอยู่ป่าเป็นวัตรเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พระธรรมเทศนาชื่อว่าเป็นเทศนาอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพราะอัธยาศัยเกื้อกูล และพระธรรมเทศนานั้นเนื่องในบุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.

ข้อความที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.

บทว่า ตสฺสนฺวโย ความว่า สาวกชื่อว่าผู้ตามเสด็จ คือเกิดภายหลังพระองค์ ด้วยการคล้อยตามข้อปฏิบัติ และพระธรรมเทศนาของพระศาสดาพระองค์นั้น ชื่อว่าส่องแสงสว่าง เพราะกำจัดความมืดคืออวิชชา ส่องแสงสว่างกล่าวคือแสงสว่างแห่งพระธรรมในสันดานของตนและสันดานของผู้อื่น.

บทว่า ธมฺมมุทีรยนฺตา ได้แก่ กล่าวจตุราริยสัจจธรรม.

บทว่า อปราปุรนฺติ ความว่า ย่อมเปิดประตูแห่งอมตะคือพระนิพพาน ได้แก่อริยมรรค.

บทว่า โยคา ความว่า จากกามโยคะเป็นต้น.

บทว่า สตฺถวาเหน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สัตถวาหะ (ผู้นำหมู่) เพราะนำหมู่ คือเวไนยสัตว์ คือขนสัตว์ออกจากกันดารคือภพ ด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำหมู่พระองค์นั้น.

บทว่า สุเทสิตํ มคฺคมนุกฺกมนฺติ ความว่า เวไนยสัตว์ย่อมคล้อยตามคือปฏิบัติอริยมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงแล้วโดยชอบ ตามแนวทางแห่งเทศนาของพระองค์.

บทว่า อิเธว ความว่า ในอัตภาพนี้เอง.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา