๖. ทานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๖. ทานสูตร
๖ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ เอวญฺเจ ภิกฺขเว สตฺตา ชาเนยฺยุํ ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ ยถาหํ ชานามิ น อทตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ น จ เนสํ มจฺเฉรมลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺเฐยฺย โยปิ เนสํ อสฺส จริโม อาโลโป จริมํ กพลํ ตโตปิ น อสํวิภชิตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ สเจ เนสํ ปฏิคฺคาหกา อสฺสุ ฯ ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว สตฺตา น เอวํ ชานนฺติ ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ ยถาหํ ชานามิ ตสฺมา อทตฺวา ภุญฺชนฺติ มจฺเฉรมลญฺจ เนสํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตีติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ เอวญฺเจ สตฺตา ชาเนยฺยุํ ยถาวุตฺตํ มเหสินา วิปากํ สํวิภาคสฺส ยถา โหติ มหปฺผลํ วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ วิปฺปสนฺเนน เจตสา ทชฺชุํ กาเลน อริเยสุ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ อนฺนญฺจ ทตฺวาน พหุโน ทกฺขิเณยฺเยสุ ทกฺขิณํ อิโต จุตา มนุสฺสตฺตา สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา เต จ สคฺคคตา ตตฺถ โมทนฺติ กามกามิโน วิปากํ สํวิภาคสฺส อนุโภนฺติ อมจฺฉราติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ไซร้ สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้แล้วก็จะไม่พึงบริโภค อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็นมลทิน จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นไม่พึงแบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้นแล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคาหกของสัตว์เหล่านั้นพึงมีดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายไม่ให้แล้วจึงบริโภค อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็นมลทินจึงยังครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างที่ พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ตรัสแล้ว โดยวิธีที่ ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้ สัตว์ทั้งหลายพึงกำจัดความตระหนี่ อันเป็นมลทินเสียแล้ว มีใจผ่องใส พึงให้ทานที่ให้แล้ว มีผลมาก ในพระอริยบุคคลทั้งหลายตามกาลอันควร อนึ่ง ทายกเป็นอันมาก ครั้นให้ทักษิณาทาน คือ ข้าวในพระ- ทักษิไณยบุคคลทั้งหลายแล้ว จุติจากความเป็นมนุษย์นี้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ และทายกเหล่านั้นผู้ใคร่กาม ไม่มีความ ตระหนี่ ไปสู่สวรรค์แล้วบันเทิงอยู่ในสวรรค์นั้น เสวยอยู่ ซึ่งผลแห่งการจำแนกทาน ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ทานสูตร ว่าด้วยการให้
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งทานเจตนาและการจำแนกทานเหมือนอย่างที่เรารู้ สัตว์เหล่านั้นไม่ให้ทานเสียก่อน ก็จะไม่บริโภค และมลทินคือความตระหนี่ก็จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้นได้ แม้คำข้าวคือก้อนข้าวของสัตว์เหล่านั้นจะพึงเหลืออยู่คำสุดท้ายก็ตาม ถ้าปฏิคาหกของพวกเขายังมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นยังไม่ได้แบ่งคำข้าวคำสุดท้ายแม้นั้น(ให้แก่ปฏิคาหก) ก็จะไม่บริโภค ภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผล@เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๑๗๖ หน้า ๘๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. เอกกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๖. ทานสูตร แห่งทานเจตนาและการจำแนกทานเหมือนอย่างที่เรารู้ ฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงไม่ให้ทานเสียก่อนแล้วบริโภค และมลทินคือความตระหนี่ก็ครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้นได้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้ผลของการจำแนกทาน ตามที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ โดยวิธีที่วิบากนั้นจะมีผลมากอย่างนี้ พึงกำจัดมลทินคือความตระหนี่ มีใจเลื่อมใสยิ่ง พึงถวายทานตามกาลในพระอริยะทั้งหลาย ซึ่งเป็นเขตที่ทานอันบุคคลถวายแล้วมีผลมาก อนึ่ง ทายกจำนวนมากถวายข้าว ให้เป็นทักษิณาทานในพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย ตายจากมนุษยโลกนี้แล้ว ย่อมไปเกิดในสวรรค์ ครั้นไปเกิดในสวรรค์นั้นแล้ว ยังปรารถนากามอยู่ แต่ไม่ตระหนี่ ก็จะบันเทิงในสวรรค์นั้น เสวยผลของการจำแนกทานอยู่ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลทานสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๗๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทานสูตร
ในทานสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เอวํ ในบทว่า เอวญฺเจ นี้ เป็นไปในความอุปมา.
บทว่า เจ เป็นนิบาตลงในปริกัป.
บทว่า สตฺตา ได้แก่ ผู้ข้อง คือผู้ซ่านไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
บทว่า ชาเนยฺยุํ แปลว่า พึงรู้.
บทว่า ทานสํวิภาคสฺส ได้แก่ เจตนาที่รวบรวมไทยธรรมมีข้าวเป็นต้นให้แก่คนอื่นโดยการอนุเคราะห์และการบูชาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทาน (การให้). ส่วนเจตนาที่แบ่งส่วนหนึ่งของวัตถุที่ตนถือเอาไว้บริโภคแล้วให้ชื่อว่า สํวิภาค (การจำแนก).
บทว่า วิปากํ คือ ผล.
บทว่า ยถาหํ ชานามิ ได้แก่ เหมือนอย่างเรารู้.
ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ พึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานเหมือนอย่างเรารู้ด้วยกำลังญาณอันเป็นผลแห่งกรรม โดยประจักษ์ในบัดนี้ มีอาทิว่า ผลทานย่อมมีถึงร้อยเท่าโดยให้ทานแม้แก่สัตว์เดียรัจฉาน แล้วเสวยสุขเป็นไปในร้อยอัตภาพ ดังนี้.
บทว่า น อทตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายยังไม่ให้ของที่ควรบริโภคอันมีอยู่แก่ตน แก่ผู้อื่นก่อนแล้วก็จะยังไม่บริโภค ต่อเมื่อให้แล้วจึงบริโภค.
บทว่า น จ เนสํ มจฺเฉรมลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺเฐยฺย อนึ่ง ความตระหนี่อันเป็นมลทินจะไม่ครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้น ความว่า ความตระหนี่อันเป็นมลทินอย่างใดอย่างหนึ่งของบรรดาธรรมฝ่ายดำอันเป็นอุปกิเลสทำลายความผ่องใสของจิต มีลักษณะไม่ยอมให้สมบัติของตนทั่วไปแก่คนอื่น.
อีกอย่างหนึ่ง ความตระหนี่และมลทินมีอิสสาโลภะและโทสะเป็นต้นอันทำอันตรายแก่ทานแม้อื่นจะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้นโดยอาการที่ไม่มีเจตนาจะให้หรือมีเจตนาไม่บริสุทธิ์. ก็ใครเล่าเมื่อรู้ผลของทานโดยชอบจะพึงให้โอกาสแก่ความตระหนี่อันเป็นมลทินในจิตของตนได้.
บทว่า โยปิ เนสํ อสฺส จริโม อาโลโป ได้แก่ พึงมีคำข้าวคำหลังทั้งหมดของสัตว์เหล่านั้น.
บทว่า จริมํ กพลํ เป็นไวพจน์ของคำว่า อาโลโป นั่นเอง.
ข้อนี้ท่านอธิบายว่า ตามปกติ สัตว์เหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้เองด้วยคำข้าวเพียงเท่าใด เหลือคำข้าวไว้คำหนึ่งในคำข้าวเหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่ตน แล้วให้คำข้าวทั้งหมดนอกจากที่เหลือไว้คำหนึ่งนั้นแก่คนที่ต้องการที่มาหา คำข้าวที่เหลือไว้นั้นชื่อว่าคำหลังในที่นี้.
บทว่า ตโตปิ น อสํวิภชิตฺวา ภุญฺเชยฺยุํ สเว เนสํ ปฏิคฺคาหกา อสฺสุ สัตว์เหล่านั้นไม่พึงแบ่งคำข้าวคำหลังจากคำข้าวนั้นแล้วก็จะไม่พึงบริโภค ถ้าปฏิคคาหกของสัตว์เหล่านั้นพึงมี.
ความว่า ถ้าปฏิคคาหกของสัตว์เหล่านั้นพึงมี สัตว์ทั้งหลายพึงแบ่ง แม้จากคำข้าวมีประมาณตามที่กล่าวแล้ว พึงให้ส่วนหนึ่งแล้วจึงบริโภค สัตว์ทั้งหลายพึงรู้เหมือนอย่างที่เรารู้ผลของการจำแนกทานโดยชัดแจ้งฉะนั้น.
ด้วยบทว่า ยสฺมา จ โข เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังความตามพระพุทธประสงค์ให้สำเร็จด้วยเหตุว่าสัตว์เหล่านี้ไม่รู้ผลในการจำแนกทานอย่างนี้ เพราะผลของกรรมยังไม่ประจักษ์ ด้วยบทนี้พึงเห็นว่า พระองค์ทรงแสดงถึงเหตุแห่งการไม่ปฏิบัติในบุญอื่นและแห่งการปฏิบัติในสิ่งมิใช่บุญ ในคาถาทั้งหลายมีอธิบายดังต่อไปนี้
บทว่า ยถาวุตฺตํ มเหสินา ความว่า เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ผู้ให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทานถึงร้อยเท่าดังนี้ หรือโดยนัยมีอาทิในสูตรนี้ว่า เอวญฺเจ สตฺตา ชาเนยฺยุํถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการจำแนกทานอย่างนั้นดังนี้.
อธิบายว่า เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยพระญาณ คือทรงทราบทางจิต.
บทว่า วิปากํ สวิภาคสฺส ได้แก่ ผลแห่งการจำแนก ก็จะพูดถึงทานอย่างไรเล่า.
บทว่า ยถา โหติ มหปฺผลํ ควรผูกเป็นใจความว่า ถ้าว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ พึงรู้โดยวิธีที่ผลนั้นเป็นผลใหญ่ไซร้
บทว่า วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ ความว่า สัตว์ทั้งหลายพึงกำจัดความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจิตผ่องใสโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความเชื่อผลแห่งกรรม และด้วยความเชื่อในพระรัตนตรัย พึงให้ทานที่ให้แล้วแม้น้อยก็มีผลมากในพระอริยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลายตามกาลอันควร.
ท่านผู้ควรแก่ทักษิณาทาน เพราะทำให้มีผลมาก ชื่อว่าทักษิไณยบุคคล คือเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ให้ทักษิณา คือไทยธรรมที่ผู้ให้เชื่อโลกหน้า ในทักษิไณยบุคคลเหล่านั้นโดยที่ทานนั้นเป็นทานใหญ่.
อีกอย่างหนึ่ง ถามว่า ควรจะให้ทานอย่างไร.
ตอบว่า ควรให้ทักษิณาทานในทักษิไณยบุคคล.
อนึ่ง ผู้ให้จุติจากความเป็นมนุษย์นี้แล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ด้วยการปฏิสนธิ.
บทว่า กามกามิโน ความว่า ทายกผู้ใคร่กาม คือมีความพร้อมในกามทุกอย่าง เพราะเป็นผู้ทำความดี โดยได้รับกรรมอันเป็นสมบัติแห่งเทพสมบัติอันโอฬารที่ควรใคร่ ย่อมบันเทิง คือได้รับความบำรุงบำเรอตามชอบใจ
จบอรรถกถาทานสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------