๑๓. อุทยปัญหา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส เตรสมา อุทยปญฺหา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อุทยปัญหาที่ ๑๓
|๔๓๗.๑๕๓๓| ๑๓ ฌายึ วิรชมาสินํ (อิจฺจายสฺมา อุทโย) กตกิจฺจํ อนาสวํ ปารคุํ สพฺพธมฺมานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ อญฺญํ วิโมกฺขํ ปพฺรูหิ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ |๔๓๗.๑๕๓๔| ปหานํ กามฉนฺทานํ (อุทยาติ ภควา) โทมนสฺสาน จูภยํ ถีนสฺส จ ปนุทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ |๔๓๗.๑๕๓๕| อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ อญฺญํ วิโมกฺขํ ปพฺรูมิ อวิชฺชาย ปเภทนํ ฯ |๔๓๗.๑๕๓๖| กึสุ สญฺโญชโน โลโก กึสุ ตสฺส วิจารณา กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ |๔๓๗.๑๕๓๗| นนฺทิสญฺโญชโน โลโก วิตกฺกสฺส วิจารณา ตณฺหาย วิปฺปหาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ฯ |๔๓๗.๑๕๓๘| กถํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌติ ภวนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม ตํ สุโฌม วโจ ตว ฯ |๔๓๗.๑๕๓๙| อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เวทนํ นาภินนฺทโต เอวํสตสฺส จรโต วิญฺญาณํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ อุทยมาณวกปญฺหา เตรสมา ฯ -----------
อุทยมาณพทูลถามปัญหาว่า ข้าพระองค์มีความต้องการปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้เพ่งฌาน ปราศจากธุลี ทรงนั่งโดยปรกติ ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มี อาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ขอพระองค์จงตรัสบอก ธรรมอันเป็นเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึง สำหรับทำลายอวิชชา เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรอุทยะ เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกาม และโทมนัส ทั้งสองอย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความง่วงเหงา เป็นเครื่อง ห้ามความรำคาญ บริสุทธิ์ดีเพราะอุเบกขาและสติ มีความ ตรึกถึงธรรมแล่นไปในเบื้องหน้า ว่าเป็นธรรมเครื่องพ้นที่ ควรรู้ทั่วถึงสำหรับทำลายอวิชชา ฯ อุ. โลกมีธรรมอะไรประกอบไว้ ธรรมชาติอะไรเป็นเครื่อง พิจารณา (เป็นเครื่องสัญจร) ของโลกนั้น เพราะละธรรม อะไรได้เด็ดขาด ท่านจึงกล่าวว่า นิพพาน ฯ พ. โลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้ ความตรึกไปต่างๆ เป็น เครื่องพิจารณา (เป็นเครื่องสัญจร) ของโลกนั้น เพราะ ละตัณหาได้เด็ดขาด ท่านจึงกล่าวว่า นิพพาน ฯ อุ. เมื่อบุคคลระลึกอย่างไรเที่ยวไปอยู่ วิญญาณจึงจะดับ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเฝ้าเพื่อทูลถามพระองค์ ข้าพระองค์ ทั้งหลาย ขอฟังพระดำรัสของพระองค์ ฯ พ. เมื่อบุคคลไม่เพลิดเพลินเวทนา ทั้งภายในและภายนอก ระลึกอย่างนี้เที่ยวไปอยู่ วิญญาณจึงจะดับ ฯ จบอุทยมาณวกปัญหาที่ ๑๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓. อุทยมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของอุทัยมาณพ
(อุทัยมาณพทูลถามดังนี้) ข้าพระองค์มีปัญหาที่จะทูลถาม จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงมีฌาน ปราศจากธุลี ประทับนั่งอยู่ ผู้ทรงทำกิจสำเร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ @เชิงอรรถ : @ เครื่องยึดมั่น หมายถึงรูปตัณหา คือ ยึดมั่น ถือมั่นในรูปเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๑๑๐/๔๔๙)@ บ่วงแห่งมัจจุราช หมายถึงกิเลส ขันธ์ และอภิสังขาร (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗๓/๒๖๖)@ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๐-๑๓๖/๓๐-๓๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๑๓. อุทยมาณวกปัญหา ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชาด้วยเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุทัย) เราจะบอกอัญญาวิโมกข์ อันเป็นเครื่องละความพอใจในกาม และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความย่อท้อ และเป็นเครื่องกั้นความคะนอง
เราจะบอกอัญญาวิโมกข์ที่บริสุทธิ์ เพราะมีอุเบกขาและสติ ที่มีธรรมตรรกะเป็นเบื้องต้น เป็นเครื่องทำลายอวิชชา
(อุทัยมาณพทูลถามอีกดังนี้) สัตว์โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ อะไรเล่าเป็นเหตุเที่ยวไปของสัตว์โลกนั้น เพราะละอะไรได้เล่า พระองค์จึงตรัสว่า นิพพาน
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) สัตว์โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ ความตรึก เป็นเหตุเที่ยวไปของสัตว์โลกนั้น เพราะละตัณหาได้ เราจึงเรียกว่า นิพพาน @เชิงอรรถ : @ อัญญาวิโมกข์ หมายถึงความหลุดพ้นด้วยอรหัตตผล (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๕-๑๑๖)@และดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗๔-๗๕/๒๖๘-๒๗๕ ประกอบ @ ข้อ ๑๑๑๓-๑๑๑๔ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๓๓/๑๘๖, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗๕-๗๖/๒๗๒-๒๗๗@ ความตรึก (วิตก) มี ๙ อย่าง (๑) กามวิตก (ความตรึกในกาม) (๒) พยาบาทวิตก (ความตรึกในพยาบาท)@(๓) วิหิงสาวิตก (ความตรึกในความเบียดเบียน) (๔) ญาติวิตก (ความตรึกถึงญาติ) (๕) ชนปทวิตก@(ความตรึกถึงชนบท) (๖) อมราวิตก (ความตรึกถึงเทพเจ้า) (๗) ปรานุทยตาปฏิสังยุตตวิตก (ความตรึก@ที่ประกอบด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น) (๘) ลาภสักการสิโลกปฏิสังยุตตวิตก (ความตรึกที่ประกอบด้วย@ลาภสักการะและความสรรเสริญ) (๙) อนวัญญัตติปฏิสังยุตตวิตก (ความตรึกที่ประกอบด้วยความไม่ถูก@ดูหมิ่น) (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗๘/๒๗๘-๒๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๑๔. โปสาลมาณวกปัญหา
(อุทัยมาณพทูลถามอีกดังนี้) ข้าพระองค์มาเฝ้าเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์โลกมีสติเที่ยวไปอยู่อย่างไร วิญญาณจึงดับสนิท ขอฟังพระดำรัสนั้นของพระองค์
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) สัตว์โลกไม่ยินดีเวทนาภายในและภายนอก มีสติเที่ยวไปอยู่อย่างนี้ วิญญาณ จึงดับสนิทอุทยมาณวกปัญหาที่ ๑๓ จบ ๑๔.โปสาลมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของโปสาลมาณพ
(โปสาลมาณพทูลถามดังนี้) พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด ไม่มีตัณหาเหตุให้หวั่นไหว ตัดความสงสัยได้แล้ว ทรงแสดงอดีตธรรม ข้าพระองค์มีปัญหาที่จะทูลถาม จึงมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง @เชิงอรรถ : @ วิญญาณ หมายถึงอภิสังขารวิญญาณ (วิญญาณที่เกิดพร้อมกับอภิสังขาร) (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๑๑๘/๔๕๐)@ ดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๗-๑๔๐/๓๒-๓๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๗๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุทยสูตร ที่ ๑๓
____________________________
บาลีเป็น อุทยปัญหา.
อุทยปัญหา มีคำเริ่มต้นว่า ฌายี ผู้เพ่งฌาน ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญํ วิโมกฺขํ อัญญาวิโมกข์นี้ ได้แก่ อุทยมาณพทูลถามถึงวิโมกข์อันเพ่งถึงปุญญานุภาพ.
ลำดับนั้น เพราะอุทยมาณพเป็นผู้ได้ฌานที่สี่ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงอัญญาวิโมกข์ คือธรรมเป็นเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึงโดยประการต่างๆด้วยอำนาจฌานที่อุทยมณพได้แล้ว จึงตรัสคาถาสองคาถา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหานํ กามจฺฉนฺทานํ ธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกาม ของผู้ยังปฐมฌานให้เกิดว่าเป็นอัญญาวิโมกข์. พึงประกอบบททั้งปวงอย่างนี้.
บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ คือบริสุทธิ์ดีด้วยอุเบกขาและสติในฌานที่สี่.
บทว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไปเบื้องหน้า คือภิกษุตั้งอยู่ในจตุตถฌานวิโมกข์นั้น เห็นแจ้งซึ่งองค์ฌานแล้ว ย่อมกล่าวถึงอรหัตวิโมกข์ที่ตนบรรลุแล้ว.
จริงอยู่ ความตรึกถึงธรรมมีสัมมาสังกัปปะอันสัมปยุตด้วยมรรคเป็นต้นของอรหัตวิโมกข์ ชื่อว่าเป็นธรรมแล่นไปเบื้องหน้า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไปเบื้องหน้า.
บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ สำหรับทำลายอวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวว่านั่นแลเป็นอัญญาวิโมกข์สำหรับทำลายอวิชชาโดยนัยที่ใกล้เคียงกับเหตุเพราะอาศัยนิพพาน กล่าวคือการทำลายอวิชชาเกิดขึ้น.
อุทยมาณพได้ฟังนิพพานที่พระผู้มีพระภาคตรัส ด้วยพระดำรัสอันเป็นการทำลายอวิชชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลถามว่า ที่เรียกว่านิพพานนั้น เพราะละอะไรได้ จึงกล่าวคาถาว่า กึสุ สํโย ชโน ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กึสุ สํโยชโน คือ โลกมีอะไรประกอบไว้.
บทว่า กึสุ วิจารโณ คือธรรมอะไรเป็นเครื่องเที่ยวไป.
____________________________
บาลีเป็น วิจารณา.
บทว่า กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน คือ เพราะละธรรมนั้น ธรรมนั้นชื่ออะไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่อุทยมาณพนั้น จึงตรัสคาถาว่า นนฺทิสํโยชโน โลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิตกฺกสฺส ได้แก่ วิตกมีกามวิตกเป็นต้น.
บัดนี้ อุทยมาณพเมื่อจะทูลถามทางแห่งนิพพานนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กถํ สตสฺส เมื่อบุคคลมีสติอย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ อภิสังขารวิญญาณ (วิญญาณที่เกิดพร้อมกับอภิสังขาร)
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกทางแก่อุทยมาณพนั้น จึงตรัสคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ภายใน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สตสฺส มีสติอย่างนี้ คือมีสติสัมปชัญญะอย่างนี้.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั้นเองด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นครั้งก่อนนั่นแล.
จบอรรถกถาอุทยสูตรที่ ๑๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------