๔. อัทธาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อัทธาสูตร ว่าด้วยกาลเวลา
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย กาล ๓ กาลนี้ กาล ๓ กาล อะไรบ้าง คือ ๑. อดีตกาล ๒. อนาคตกาล ๓. ปัจจุบันกาล ภิกษุทั้งหลาย กาล ๓ กาลนี้แล” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๖/๓๑๒ และดู องฺ.ติก.อ. ๒/๘๖/๒๔๐-๒๔๑, ขุ.อิติ.อ. ๖๒/๒๓๗ ประกอบ@ ดูเทียบ ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๔. อัทธาสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายผู้สำคัญขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรื่องที่พูดกัน ยึดมั่นอยู่ในเรื่องที่พูดกัน ย่อมดิ่งเข้าหากิเลสเครื่องประกอบของมัจจุราช เพราะไม่กำหนดรู้เรื่องที่พูดกันให้ถ่องแท้ ส่วนพระขีณาสพกำหนดรู้เรื่องที่พูดกันได้อย่างถ่องแท้ จึงไม่สำคัญผู้พูด ท่านมีใจสัมผัสวิโมกข์ และสันติบทอันยอดเยี่ยมแล้วนั่นแล พระขีณาสพนั้น ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ ที่เกิดจากความกำหนดรู้เรื่องที่พูดกัน สงบแล้ว ยินดีในสันติบท เป็นผู้พิจารณาแล้วจึงใช้สอยปัจจัย ๔ เสมอ ดำรงอยู่ในธรรม เป็นผู้จบเวท จึงไม่เข้าถึงการนับ อีกต่อไป แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล อัทธาสูตรที่ ๔ จบ @เชิงอรรถ : @ ไม่เข้าถึงการนับ หมายถึงไม่นับว่าเป็นมนุษย์และเทวดา เพราะไม่มีภพที่จะเกิดอีก (ขุ.อิติ.อ. ๖๓/๒๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๙}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. อัทธาสูตร
๔ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตโยเม ภิกฺขเว อทฺธา กตเม ตโย อตีโต อทฺธา อนาคโต อทฺธา ปจฺจุปฺปนฺโน อทฺธา อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อทฺธาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ อกฺเขยฺยสญฺญิโน สตฺตา อกฺเขยฺยสฺมึ ปติฏฺฐิตา อกฺเขยฺยํ อปริญฺญาย โยคมายนฺติ มจฺจุโน อกฺเขยฺยํ จ ปริญฺญาย อกฺขาตารํ น มญฺญติ ผุฏฺโฐ วิโมกฺโข มนสา สนฺติปทมนุตฺตรํ ส เว อกฺเขยฺยสมฺปนฺโน สนฺโต สนฺติปเท รโต สงฺขาย เสวี ธมฺมฏฺโฐ สงฺขฺยํ โนเปติ เวทคูติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ จตุตฺถํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย กาล ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ อดีตกาล ๑ อนาคตกาล ๑ปัจจุบันกาล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาล ๓ อย่างนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีความสำคัญในเรื่องที่พูดกัน ตั้งอยู่เฉพาะ แล้วในเรื่องที่พูดกัน ย่อมเข้าถึงข่าย คือ ความฉิบหาย และ ข่าย คือ กิเลสเครื่องประกอบแห่งมัจจุ เพราะไม่กำหนดรู้ เรื่องที่พูดกัน พระขีณาสพย่อมไม่สำคัญผู้พูด เพราะกำหนดรู้ เรื่องที่พูดกัน เพราะท่านถูกต้องวิโมกข์ด้วยใจ ท่านถูกต้อง สันติบทอันยอดเยี่ยม พระขีณาสพนั้นแล ผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยเรื่องที่พูดกัน ผู้ระงับแล้ว ยินดีแล้วในสันติบท พิจารณา แล้วมีปกติเสพ ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ถึงฝั่งแห่งเวท คือ สัจจะ ๔ ย่อมไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นมนุษย์และเทวดา ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๔